fbpx

‘ซื้อสังคมดีๆ’ : แค่เพื่อนรวย ลูกคุณก็มีโอกาสได้ดี?

เรามักเห็นข่าวอยู่เสมอว่า ครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมดี เช่น ครอบครัวของดารานักแสดงหรือนักการเมือง นิยมส่งลูกหลานไปเรียนโรงเรียนที่มีค่าเล่าเรียนแพงๆ อย่าง โรงเรียนชั้นนำในเมือง หรือโรงเรียนนานาชาติ ด้วยเชื่อว่าโรงเรียนเหล่านี้มี ‘คุณภาพการศึกษา’ ที่ดีกว่า แต่นอกจากเรื่องคุณภาพแล้ว อีกเหตุผลของพวกเขาคือ ต้องการให้ลูกมีเพื่อนดีๆ มีสังคมดีๆ และสร้างความสัมพันธ์กับลูกหลานของผู้คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมที่ดี ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับลูกในอนาคตเป็นอย่างมาก เพราะจะสามารถสร้างรากฐานเครือข่ายความสัมพันธ์ หรือที่เรียกกันว่า คอนเนกชัน กับคน ‘ไฮโซ’ ด้วยกันได้

คำถามที่น่าฉุกคิดในเรื่องนี้คือ ความสัมพันธ์ในวัยเด็กจะมีผลต่ออนาคตของเด็กเมื่อเข้าสู่วัยทำงานมากขนาดนั้นจริงๆ หรือ? ถ้าเด็กๆ ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมแตกต่างกัน เช่น เด็กยากจนกับเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยมาเป็นเพื่อนกัน จะช่วยให้เด็กยากจนมีอนาคต มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้หรือไม่? แล้วถ้าการมี ‘เพื่อนรวย’ มีผลดีเช่นนั้นจริง เราจะทำอย่างไรเพื่อให้เด็กๆ ที่มีภูมิหลังทางเศรษฐกิจสังคมแตกต่างกันมาเจอกันและพัฒนามิตรภาพร่วมกัน

การมีเพื่อนที่ฐานะดีนั้นสำคัญไฉน

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา วารสารวิชาการชื่อดังอย่าง Nature ได้เผยแพร่ผลงานวิจัย 2 ชิ้นที่ช่วยไขความกระจ่างในประเด็นที่เป็นข้อถกเถียงมานาน โดยผลงานทั้ง 2 ชิ้นเป็นผลงานวิจัยของศาสตราจารย์ราจ เช็ตตี้ (Raj Chetty) จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ร่วมกับคณะผู้ร่วมวิจัย ใช้ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Meta บริษัทแม่ของสื่อโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ข้อมูลที่ว่านี้เกี่ยวกับความเป็นเพื่อนและการมีปฏิสัมพันธ์ในที่สาธารณะ เช่น การโพสต์ การคอมเมนต์ หรือการกดแชร์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กในสหรัฐอเมริกาที่มีอายุระหว่าง 25 – 44 ปี กว่า 72.2 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่า 21,000 ล้านความสัมพันธ์ 

ในงานวิจัยชิ้นแรก1 คณะผู้วิจัยได้วิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างการเลื่อนชั้นไปสู่ฐานะทางเศรษฐกิจที่สูงหรือร่ำรวยขึ้น (Upward Economic Mobility) กับตัวแปรทุนทางสังคมต่างๆ ซึ่งจำแนกเป็น 3 ตัวแปรหลักๆ ได้แก่ 1) การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ (Economic Connectedness) วัดการเชื่อมโยงหรือความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมแตกต่างกัน ทำหน้าที่เป็นทุนทางสังคมที่เชื่อมคนหลากหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน (Bridging Capital) 2) ความเป็นเนื้อเดียวกันภายในเครือข่าย (Network Cohesiveness) วัดความสัมพันธ์ภายในกลุ่มว่ามีความเหนียวแน่นกลมเกลียวเป็นเนื้อเดียวกันในระดับใด ทำหน้าที่เป็นทุนทางสังคมที่ร้อยรัดผู้คนในกลุ่มเดียวกันไว้ด้วยกัน (Bonding Capital) และ 3) การมีส่วนร่วมกับภาคประชาสังคม (Civic Engagement) วัดการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาคประชาสังคมผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การเป็นอาสาสมัครในงานด้านประชาสังคม เป็นต้น

ผลการศึกษาได้สร้างความฮือฮาให้กับบรรดานักเศรษฐศาสตร์และนักการศึกษาเป็นอย่างมาก เมื่อผลการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มเด็กที่มาจากครอบครัวผู้มีรายได้น้อย หากมีเพื่อนร่ำรวย (มีรายได้สูงกว่าครึ่งหนึ่งของประชากร) เมื่อเข้าสู่วัยทำงานเด็กกลุ่มนี้จะมีรายได้สูงกว่าเด็กที่ไม่มีเพื่อนที่ร่ำรวยโดยเฉลี่ยถึงร้อยละ 20 โดยแทบไม่เกิดผลเสียใดๆ กับเด็กที่มาจากครอบครัวร่ำรวยเลย คณะผู้วิจัยได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นผลมาจากการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความสัมพันธ์์ในวัยเด็กเป็นสำคัญ กล่าวคือ เมื่อเด็กๆ เหล่านี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ พวกเขาสามารถใช้ความเป็นเพื่อนกันในวัยเด็กมาต่อยอดโอกาสทางเศรษฐกิจได้ เช่น ให้เพื่อนที่ร่ำรวยช่วยแนะนำงานหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำงาน นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบผลของตัวแปรทางสังคมทั้ง 3 ตัวต่อการเลื่อนชั้นไปสู่ฐานะทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ผลปรากฏว่า มีเพียงตัวแปรการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่มีความสัมพันธ์อย่างชัดเจนกับการมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน

ผลงานวิจัยข้างต้นชี้ให้เห็นว่า การเปิดโอกาสให้เกิดการรวมตัวทางสังคม (Social Integration) ระหว่างเด็กที่มีภูมิหลังหรือฐานะแตกต่างกัน โดยให้เด็กๆ จากหลากหลายกลุ่มได้มาสานสัมพันธ์กันตั้งแต่เยาว์วัยนั้นมีผลดีต่ออนาคตของเด็กเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มด้อยโอกาสหรือเป็นประชากรชายขอบ แต่อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้เด็กๆ ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสังคมแตกต่างกันมาพบเจอกันคือ เด็กเหล่านี้มักไม่ได้เรียนในโรงเรียนเดียวกัน

ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในระบบการศึกษาไทยเป็นอย่างไร

จากรายงานของโครงการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล2 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘PISA’ ในปี 2561 พบว่า นักเรียนด้อยโอกาสในไทยมีแนวโน้มที่จะแยกตัวออกจากนักเรียนเรียนดีซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนที่มีฐานะดี และกระจุกตัวอยู่ด้วยกันเองค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา เป็นองค์กรระหว่างประเทศในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว) และประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยนักเรียนด้อยโอกาสในกลุ่มประเทศ OECD มีโอกาสเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงทางวิชาการได้ร้อยละ 17 ขณะที่นักเรียนด้อยโอกาสในไทยมีโอกาสอย่างเดียวกันอยู่เพียงร้อยละ 14 เท่านั้น

การเรียนกันคนละโรงเรียนของนักเรียนด้อยโอกาสและนักเรียนเรียนดี เกิดจากนักเรียนที่มีศักยภาพแต่ด้อยโอกาสได้รับการพัฒนาทักษะทางวิชาการมาน้อยกว่า และไม่สามารถแข่งขันในการสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงทางวิชาการกับนักเรียนที่มีฐานะดีได้ เด็กทั้ง 2 กลุ่มนี้จึงแยกกันเรียนคนละโรงเรียน ทำให้เด็กด้อยโอกาสส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้สานสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ที่กว้างไกลไปกว่ากลุ่มตัวเอง เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน จึงมีเครือข่ายสนับสนุนในการประกอบอาชีพที่แคบและมีโอกาสสร้างรายได้น้อยกว่าคนที่มีเพื่อนร่ำรวย หากไม่มีการดำเนินการใดๆ ลูกหลานของพวกเขาก็อาจต้องประสบชะตากรรมแบบเดียวกัน กลายเป็นวัฏจักรวนเวียนเรื่อยไป

ทำอย่างไรให้เด็กยากจนและร่ำรวยได้มาเป็นเพื่อนกัน

ในงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ออกมาในวันเดียวกัน3 ศาสตราจารย์เช็ตตี้และคณะผู้ร่วมวิจัยได้ใช้ชุดข้อมูลชุดเดียวกันทำการศึกษาแนวทางการลดการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มนักเรียนยากจนกับกลุ่มนักเรียนร่ำรวย โดยแยกประเด็นปัญหาที่ส่งผลต่อการแบ่งแยกระหว่างนักเรียนทั้ง 2 กลุ่มออกเป็น 1) กลุ่มนักเรียนยากจนมีโอกาสพบปะนักเรียนร่ำรวยน้อยกว่านักเรียนร่ำรวยพบปะนักเรียนร่ำรวยด้วยกัน (Exposure) และ 2) นักเรียนในแต่ละกลุ่มมีแนวโน้มที่จะเป็นเพื่อนกับนักเรียนที่มีฐานะใกล้เคียงกันมากกว่า แม้จะได้เจอกับนักเรียนในกลุ่มที่มีฐานะแตกต่างจากตัวเองก็ตาม (Friending Bias) ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยมีผลต่อการแบ่งแยกระหว่างกลุ่มนักเรียนอย่างละเท่าๆ กัน

ในการลดการแบ่งแยกระหว่างนักเรียนยากจนและนักเรียนที่มีฐานะดี สังคมควรมีมาตรการทั้งในด้านการเพิ่มโอกาสให้นักเรียนยากจนได้เรียนร่วมกับนักเรียนที่มีฐานะร่ำรวยและลดอุปสรรคที่กีดขวางไม่ให้นักเรียนทั้ง 2 กลุ่มมาเป็นเพื่อนกันแม้จะอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน โดยในส่วนแรกอาจเป็นการดำเนินมาตรการต่างๆ เช่น การจัดรถโรงเรียนรับ-ส่งหรือการจัดหาบ้านพักราคาถูกให้นักเรียนที่อยู่อาศัยห่างไกลจากโรงเรียนในตัวเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนด้อยโอกาสสามารถเข้ามาเรียนในตัวเมืองร่วมกับเพื่อนนักเรียนที่มีฐานะดีได้ ส่วนการลดความเอนเอียงที่จะเลือกคบเพื่อนเฉพาะแต่ในกลุ่มเดียวกันนั้น อาจพิจารณาจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนให้นักเรียนจากหลากหลายกลุ่ม หลากหลายแผนการเรียน ได้ทำกิจกรรมร่วมกัน หรือการจัดให้นักเรียนทั่วไปและนักเรียนยากจนที่ได้รับการสนับสนุนอาหารกลางวันได้รับประทานอาหารและสานมิตรภาพร่วมกันโดยไม่แบ่งแยก

จะเห็นได้ว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในระบบการศึกษาไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ แต่เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลยาวนานต่อชีวิตเด็กคนหนึ่ง ตั้งแต่วัยเรียนไปจนถึงวัยทำงาน หรืออาจยาวนานกว่านั้นหากผลกระทบนั้นส่งผ่านข้ามชั่วอายุคน ภาคส่วนต่างๆ ของสังคมจึงควรเร่งระดมความร่วมมือให้โรงเรียนต่างๆ มีนักเรียนที่มาจากฐานะทางเศรษฐกิจสังคมที่หลากหลาย มุ่งลดความแตกต่างระหว่างโรงเรียนคนจนกับโรงเรียนคนรวย เพื่อให้โรงเรียนเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้สำหรับนักเรียนทุกคนได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากภูมิหลังทางเศรษฐกิจหรือสังคมแบบใดก็ตาม


เชิงอรรถ

1 https://www.nature.com/articles/s41586-022-04996-4

2 https://www.pier.or.th/abridged/2020/05/

3 https://www.nature.com/articles/s41586-022-04997-3

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save