fbpx

พลิกปัญหาเมือง สู่โอกาสยกระดับนวัตกรรม: ถอดวิสัยทัศน์สิงคโปร์ บนวิถีพัฒนาประเทศแบบ ‘มัดมือชก’ 

“ชีวิตคนกรุงแขวนบนเส้นด้าย ชายเดินตกท่อร้อยสายเกาะกลางถนนลาดพร้าว ขาดอากาศหายใจตาย” – 3 พฤษภาคม 2567

“อีกแล้ว หนุ่มซิ่งจยย.ตกท่อระบายน้ำในอุโมงค์ บาดเจ็บสาหัส” – 5 พฤษภาคม 2567

“อีกแล้ว! เด็ก 10 ขวบตกท่อเจ็บหนัก เหล็กเสียบขาเลือดอาบ จนเห็นกระดูก” – 7 พฤษภาคม 2567

“ระทึกยายวัย 71 ตกท่อระบายน้ำลึก 1.5 เมตร ริมถนนชัยพฤกษ์” – 22 พฤษภาคม 2567

พฤษภาคมปี 2567 เพียงเดือนเดียวเกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับคนตกท่อถึงสี่กรณี หนึ่งในนั้นที่เป็นข่าวดังคือคุณลุงวัย 59 ที่พลัดตกท่อร้อยสายไฟลึก 15 เมตร บริเวณซอยลาดพร้าว 49 จนเสียชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพฯ ที่ต้องเสี่ยงกับอุบัติเหตุทุกวัน และยังสะท้อนถึงปัญหาความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

คนจำนวนมากเข้าใจดีว่าอุบัติเหตุคือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างคาดไม่ถึง แต่หากอุบัติเหตุลักษณะคล้ายกันเกิดขึ้นซ้ำๆ ก็น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างบางอย่างที่ไม่ได้รับความเหลียวแลและไม่ถูกแก้ไข

ห่างจากกรุงเทพฯ ไปไม่ไกล ประเทศที่ขึ้นชื่อด้านคุณภาพชีวิตของผู้คนอย่างสิงคโปร์ก็มีกรณีอุบัติเหตุจากโครงสร้างพื้นฐานไม่ต่างกัน หากแต่วิธีการรับมือรวมไปถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวของสิงคโปร์นั้นแตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง 

ในช่วงปี 2560-2563 เกิดเหตุแผงหน้าอาคารหรือ building facade ของตึกมีอายุจำนวนหนึ่งหล่นร่วงลงมากว่า 90 ครั้ง สร้างความกังวลใจต่อผู้อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก แต่ในช่วงต้นปี 2563 สิงคโปร์ได้มีการรื้อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจทานแผงหน้าอาคารของตึกที่มีความสูงมากกว่า 13 เมตรขึ้นไปและมีอายุมากกว่า 20 ปี โดยกระบวนการใหม่ที่ได้รับการแก้ไขนี้จะต้องมีการตรวจทานแผงหน้าอาคารอย่างละเอียดถี่ถ้วนครอบคลุม 100% ของพื้นที่ทั้งหมด และจะต้องมีการตรวจอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 7 ปีจากผู้ตรวจสอบที่ได้รับการประเมินว่ามีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์

ในอดีต การตรวจทานแผงหน้าอาคารเป็นงานที่ใช้ทรัพยากรทั้งบุคคลและเวลาค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องมีช่างเทคนิครายคนห้อยตัวลงมาด้วยเชือกเพื่อตรวจสอบสภาพภายนอกอาคารดังรูปที่ 1 หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้นั่งร้านที่ต่อกันค่อนข้างสูงในการตรวจเป็นรายจุด

รูปที่ 1: ช่างเทคนิคสองคนห้อยตัวลงมาด้วยเชือกเพื่อตรวจสอบภายนอกอาคาร ในประเทศสิงคโปร์
ภาพถ่ายโดย ณรงค์ บริจินดากุล

การที่รัฐบาลสิงคโปร์ออกกฎหมายโดยกำหนดให้การตรวจสอบต้อง ‘ครอบคลุมพื้นที่ถึง 100%’ ของพื้นที่หน้าอาคารทั้งหมด ถือเป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้เกิดการประยุกต์ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างโดรน ดังรูปที่ 2 เพื่อร่นระยะเวลาการทำงานและลดทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ในการตรวจเช็คอาคารแต่ละแห่ง เนื่องจากการใช้ช่างเทคนิคในการตรวจทานพื้นที่อาคารสูงกว่า 13 เมตรให้ครอบคลุมในเวลาที่จำกัดนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือหากจำเป็นต้องทำก็มีราคาสูงลิ่วที่ต้องจ่าย ยังไม่นับรวมถึงความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยอีกที่ต้องคำนึงถึงอีก การใช้เทคโนโลยีอย่างโดรนจึงเป็นอะไรที่ตอบโจทย์ในหลากหลายด้านกว่า

รูปที่ 2: การใช้โดรนเพื่อตรวจสอบสภาพภายนอกอาคารในสิงคโปร์เพื่อร่นระยะเวลาการทำงานและลดทรัพยากรที่ต้องใช้
ภาพถ่ายโดย ณรงค์ บริจินดากุล

เมื่อมีการใช้โดรนบินตรวจรอบอาคารแล้ว สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการประมวลผลข้อมูลที่เกิดขึ้นอย่างมหาศาล เนื่องจากการบินโดรนตรวจอาคารหนึ่งครั้งมีรูปที่ต้องประมวลผลเป็นหลักพันรูป (ขึ้นอยู่กับขนาดของอาคาร) หรือหากเป็นวิดีโอก็อาจต้องมีการจดบันทึกวิดีโอเป็นเวลา 10-15 นาทีต่ออาคาร จำนวนอาคารที่ผู้รับเหมาต้องทำการตรวจเช็คอาจมีถึง 50-100 อาคารต่อหนึ่งโครงการ ส่งผลให้เกิดข้อมูลมหาศาลที่ต้องทำการประมวลผลในระยะเวลาที่จำกัด ทางออกหนึ่งที่เข้ามาช่วยเติมช่องว่างนี้คือการประยุกต์ใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ในการประมวลผลภาพและวิดีโอ

เราอาจมองว่าอุบัติเหตุจากโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แม้กระทั่งในประเทศพัฒนาแล้วก็เคยเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เราเห็นได้คือวิธีหรือยุทธศาสตร์ในการรับมือปัญหานี้ในระยะยาวแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ โดยสิงคโปร์นั้นเลือกพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ออกนโยบายและเปลี่ยนกฎหมายให้เกิดการสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหา 

การที่รัฐบาลสิงคโปร์บังคับให้มีการตรวจแผงหน้าอาคารโดยละเอียด ก่อให้เกิดความต้องการนวัตกรรมใหม่ ส่งผลให้เกิดการต่อยอดเทคโนโลยีที่สำคัญ นำไปสู่การเกิดขึ้นของสตาร์ตอัป (startup) และการสร้างระบบนิเวศข้างเคียงเพื่อรองรับการพัฒนา อย่างเช่นการผลิตโดรนที่เหมาะกับการใช้ตรวจสภาพอาคาร การสร้าง AI สำหรับงานวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดกับอาคาร หรือการสร้างภาพ 3D สำหรับเก็บข้อมูลอาคาร 

อย่างไรก็ตาม ในสิงคโปร์เองนั้นก็มีอยู่หลายปัจจัยที่ทำให้ประเทศมีระบบนิเวศที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ขึ้นมาได้ง่าย หนึ่งสิ่งที่จะขาดไปไม่ได้คือยุทธศาสตร์และการอุดหนุนจากภาครัฐอย่างโครงการ Smart Nation Initiative ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติที่มีการวางแผนอย่างชัดเจนในการช่วยอุดหนุนและลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ภาครัฐเล็งเห็นเป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนานวัตกรรมใหม่ หนึ่งในนั้นคือยุทธศาสตร์การพัฒนา AI ของประเทศหรือ National AI Strategy ซึ่งเป็นแบบแผนการพัฒนา AI ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคการศึกษา

นอกจากนี้แล้วยังมีเม็ดเงินจำนวนมากที่โปรยลงไปอุดหนุนโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพของคนในประเทศ ซึ่งสิงคโปร์ให้ความสำคัญมาตลอดว่าเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของประเทศ ยกตัวอย่างโครงการที่ได้รับการอุดหนุน เช่น 

  • Artificial Intelligence and Data Analytics (AIDA) Grant ที่ให้เงินอุดหนุนมากถึง 5 แสนเหรียญสิงคโปร์หรือประมาณ 13 ล้านบาท สำหรับโครงการและเทคโนโลยีที่สามารถช่วยในการวิเคราะห์หาข้อมูลเชิงลึกและก่อให้เกิดการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในอุตสาหกรรมการเงินได้ 
  • AI Governance Research Grant Call ที่ให้เงินอุดหนุนตั้งแต่ 3 แสนถึง 8 แสนเหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 8-21 ล้านบาท สำหรับโครงการที่เน้นพัฒนาธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ (AI Governance) เพื่อป้องกันการพัฒนา AI ไปในทางที่ผิดจริยธรรม หรือป้องกันการใช้งาน AI อย่างไร้ความรับผิดชอบ
  • 100 Experiments (100E) ซึ่งมีเม็ดเงินอุดหนุนกว่า 3 แสนเหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ 8 ล้านบาท เพื่อใช้สนับสนุนความร่วมมือระหว่างนักพัฒนากับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในการใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาธุรกิจ

ผลของการวางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนบวกกับการอุดหนุนอย่างเต็มที่จากรัฐ ส่งผลให้สิงคโปร์ ติดท็อป 10 ประเทศที่มีสิทธิบัตร AI ต่อประชากร 1 แสนคนสูงที่สุด (รูปที่ 3) และยังเป็นประเทศที่มีจำนวนสิทธิบัตร AI เพิ่มขึ้นมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในช่วงปี 2012 ถึงปี 2022 (รูปที่ 4)

รูปที่ 3: จำนวนการจดสิทธิบัตรด้าน AI ต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งเห็นได้ว่าสิงคโปร์ติดท็อป 10
ข้อมูลจาก AI Index Report 2024 จัดทำโดย Stanford HAI
รูปที่ 4: เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงการจดสิทธิบัตรด้าน AI ต่อประชากร 1 แสนคน ซึ่งเห็นได้ว่าสิงคโปร์ติดอันดับหนึ่ง
ข้อมูลจาก AI Index Report 2024 จัดทำโดย Stanford HAI

นอกจากนี้ การผลักดันดังกล่าวยังส่งผลให้สิงคโปร์กลายเป็นประเทศอันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกาเพียงไม่กี่คะแนน ในฐานะประเทศที่มีคะแนนความพร้อมของรัฐบาลต่อการพัฒนาด้าน AI (Government AI Readiness Index) (รูปที่ 5)

รูปที่ 5: ลำดับคะแนนความพร้อมของรัฐบาลต่อการพัฒนาด้าน AI ของสิบประเทศแรก ซึ่งเห็นได้ว่าสิงคโปร์ได้อันดับสองรองจากสหรัฐอเมริกาเพียงไม่กี่คะแนน
ข้อมูลจาก Oxford Insights ปี 2023

จากข้อมูลเหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่สิงคโปร์จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลถึง 3.4 หมื่นล้านเหรียญหรือว่า 1.2 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับ 35% ของงบประมาณฯ ไทยปี 2567 ในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ในขณะที่ไทยเราดึงดูดเม็ดเงินลงทุนได้เพียง 1.5 พันล้านเหรียญ คิดเป็น 4.4% ของเม็ดเงินที่สิงคโปร์ดึงดูดได้เท่านั้น

แน่นอนว่าสิงคโปร์ไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่พยายามพัฒนานวัตกรรมและระบบนิเวศภายในประเทศเช่นนี้ รัฐบาลเกือบทุกประเทศมีความพยายามไม่แพ้กันในการผลักดันการสร้างองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากภายในไม่ว่าจะผ่านการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพงานวิจัย (R&D) หรืออุดหนุนอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แต่ความสำเร็จของแต่ละประเทศกลับแตกต่างกันไปซึ่งขึ้นกับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนจนก่อให้เกิดความมั่นใจจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม การมีโครงการอุดหนุนต่างๆ ทั้งในภาคการศึกษาและภาคธุรกิจที่จะสร้างและต่อยอดองค์ความรู้ รวมไปถึงการจับคู่ระหว่างภาคธุรกิจและภาคการศึกษา อันจะช่วยลดปัญหาเรื่อง ‘เทคโนโลยีขึ้นหิ้ง’ หรือปัญหาของการใช้คำตอบเพื่อวิ่งไล่หาปัญหา ซึ่งหลายครั้งมักไม่ตอบโจทย์ธุรกิจจริง การจับคู่นี้จะช่วยให้นักวิจัยและนักนวัตกรรมได้มีโอกาสใช้ปัญหาเป็นตัวตั้ง และหาจุดสมดุลว่าคำตอบไหนเหมาะกับการแก้ปัญหานั้นที่สุด 

และอีกสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือปัจจัยเรื่อง ‘ความต้องการของตลาด’ (market demand) ต่อนวัตกรรมนั้น เพราะต่อให้ประเทศนั้นจะมีเทคโนโลยีใหม่ที่ออกมาเพื่อแก้ปัญหาบางอย่าง แต่ท้ายสุดหากไม่มีแรงหนุนจากความต้องการของตลาดมากพอ โมเดลธุรกิจก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ อย่างในกรณีสิงคโปร์นั้น ต่อให้รัฐบาลมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีเงินมาอุดหนุนงานวิจัยและภาคอุตสาหกรรม แต่ท้ายสุดหากไม่มีความต้องการจากตลาดมาหนุนแล้ว ก็ยากที่สตาร์ตอัปเหล่านั้นจะอยู่รอดได้ ดังนั้นรัฐบาลสิงคโปร์จึงใช้กลวิธีทางนโยบายและกฎหมายเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดความต้องการของตลาดเข้ามาเป็นแรงผลักดันการขับเคลื่อนนวัตกรรม ด้วยการออกนโยบายการตรวจสอบอาคาร และมีการออกกฎหมายบังคับทางอ้อมให้ประยุกต์ใช้นวัตกรรมใหม่ ส่งผลให้โมเดลทางธุรกิจสามารถขับเคลื่อนไปต่อได้เนื่องจากมีความต้องการจากผู้ใช้จริง 

ตรงกันข้ามเมื่อมองย้อนกลับมาที่บ้านเรา หากถามว่าเรามีสตาร์ตอัปที่ใช้โดรนและ AI เพื่อตรวจสอบอาคารอย่างในสิงคโปร์ไหม คำตอบคือมี แต่สภาวะแวดล้อมบ้านเรากลับไม่เอื้อหนุนต่อการเจริญเติบโตของนวัตกรรมและเทคโนโลยีดังกล่าวนัก เนื่องจากไม่ได้มีความต้องการจากตลาดสูงพอเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ จากเหตุผลหนึ่งคือเราไม่มีกฎหมายบังคับให้ต้องมีการหมั่นตรวจสภาพภายนอกอาคารอย่างครอบคลุม 100% เพราะฉะนั้นการจะประยุกต์ใช้โดรนและ AI เพื่อทำงานเหล่านี้ล้วนต้องเกิดจากความสมัครใจของเจ้าของอาคารเอง ซึ่งหลายครั้งจะถูกมองว่าเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ 

จะเป็นอย่างไรหากประเทศไทยใช้กลยุทธ์อย่างสิงคโปร์ในการพลิกปัญหาเป็นโอกาสผลักดันนโยบายแก้ปัญหาธุรกิจและสังคม และสร้างความต้องการของตลาดต่อนวัตกรรมใหม่สำหรับการแก้ปัญหาไปพร้อมกัน เพราะประเทศไทยเองก็มีปัญหาเกี่ยวกับเมืองอยู่มากมายที่พร้อมจะให้เราหยิบไปใช้เป็นโอกาสพัฒนาประเทศได้


บทความนี้พัฒนามาจากผลงานของผู้เข้าอบรมในโครงการ 101 Academy – Track 1: Journalism คอร์ส ‘การเขียนบทความ’

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save