ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่องและภาพ

 

1

 

 

นักท่องเที่ยวชาวยุโรปกำลังยกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ลงจากท้ายรถยนต์รับจ้าง แดดเที่ยงส่องท้าทายเหมือนบอกให้รู้ว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความร้อนคืออำนาจสูงสุด

ไม่แน่ใจว่าเขาคาดหวังจะเห็นสีหนุวิลล์แบบไหน แต่ดูจากท่าทางหรี่ตาและขมวดคิ้ว นี่คงไม่ใช่อย่างที่เขาอยากเจอแน่ๆ

เสียงรถขุดดิน เสียงเหล็กกระทบเหล็ก เสียงทุบตะปูดังอยู่ทั่วบริเวณ ฝุ่นคละคลุ้งทั้งจากถนนลูกรังและการก่อสร้างอาคาร ทำให้ทั้งเมืองกลายเป็นสีส้ม

“เสียดาย ถ้าเอ่ยคำว่าสีหนุวิลล์ในกัมพูชา นี่คือเป้าหมายที่ทุกคนจะมาเที่ยวให้ได้สักครั้งในชีวิต” ชายวัยสามสิบต้นๆ ที่อยู่สีหนุวิลล์มาตั้งแต่เด็กเล่าถึงบรรยากาศที่นี่เมื่อหลายปีก่อนให้ฟัง

คำว่า “เสียดาย” ในที่นี้ ย่อมไม่ใช่ใดอื่น นอกจากการเปลี่ยนแปลงของสีหนุวิลล์หลังจากทุนจีนรุกเข้ามาเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว

“ก่อนหน้านี้เป็นเมืองเงียบๆ สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ร่มเย็น แต่ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปเยอะ ผมไม่คิดเลยว่าจะเกิดขึ้นจริง” เขาว่า

คำว่าเงียบและต้นไม้ใหญ่ ไม่ใกล้เคียงกับภาพที่เห็นตอนนี้แม้แต่น้อย มีเพียงตึกสูงที่ผุดขึ้นมาเหมือนไม่มีวันหมดสิ้น บางอาคารสร้างเสร็จใหญ่โตโอ่โถง ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นคาสิโนและโรงแรม ถนนเดิมโดนเลาะออก กลายเป็นทางดินที่กำลังจะกลายเป็นถนนใหม่ในไม่ช้า มองไปรอบๆ ถ้าจะเห็นตัวอักษรเขมรอยู่บ้างก็ตรงทะเบียนรถที่วิ่งอยู่ทั่วเมืองเท่านั้น นอกนั้นเมืองนี้ถูกรุกคืบด้วยตัวอักษรจีนใหญ่ยักษ์คล้ายการประกาศศักดา

ก่อนหน้านี้สีหนุวิลล์ติดอันดับชายหาดสวยในหลายเว็บไซต์ท่องเที่ยวทั่วโลก ตรงหาดโอจือเตียลที่มีชื่อเสียงที่สุดมีวงเวียนรูปม้าน้ำเขียนไว้ว่า ‘The most beautiful bays in the WORLD’ ไม่มีอะไรยืนยันความงามและสงบในอดีตได้เท่าบ้านพักตากอากาศของฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชาที่ตั้งหันหน้าออกสู่หาดนั้น

ไม่ใช่แค่ชายหาดงามเท่านั้น แต่สีหนุวิลล์เป็นเมืองท่าสำคัญที่สุดของกัมพูชา หันหน้าออกสู่อ่าวไทย มีท่าเรือน้ำลึกที่ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดในประเทศ แม้แต่ชื่อก็ตั้งตามพระบาทสมเด็จพระนโรดมสีหนุ กษัตริย์องค์ก่อน มีวงเวียนรูปสิงห์สีทองขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางเมือง ปัจจุบันล้อมรอบด้วยตึกสร้างใหม่ที่เป็นของจีน

 

 

“ไชน่า ไชน่าเยอะมาก” คนขับตุ๊กตุ๊กคนหนึ่งบอก เขาพูดไทยได้นิดหน่อยจากการมาทำงานในไทยหลายปี นี่คือความเปลี่ยนแปลงของเมืองในสายตาเขา “จีนอย่างเดียว ไม่พูดอังกฤษเลย กัมพูชาก็ไม่” เขาบ่นไม่ขาดปากถึงปัญหาการไม่พูดภาษาอื่นของคนจีน และตอนนี้คนจีนแทบจะกลายเป็นประชากรหลักในเมืองไปแล้ว หลังจากชาวสีหนุวิลล์กว่าหมื่นคนถูกย้ายออกไปจากเมือง

ใน 2-3 ปีหลัง มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาในสีหนุวิลล์กว่า 120,000 คน และยังมีกว่าอีก 70,000 คนอาศัยอยู่ที่นี่ในฐานะเจ้าของกิจการคาสิโน ร้านอาหาร และโรงแรม ปีที่ผ่านมามีรายงานว่าในสีหนุวิลล์มีคาสิโนที่ได้รับอนุญาตแล้วกว่า 150 แห่ง แต่จากที่หลายแหล่งรายงานก็ชี้ว่าที่นี่มีคาสิโนเพียง 60-70 แห่งเท่านั้น เมื่อมองด้วยสายตา หากรวมตึกที่ยังสร้างไม่เสร็จ ตัวเลขคาสิโนน่าจะสูงแตะหลักร้อยได้ไม่ยาก

 

 

หลังความพยายามตลอด 20 ปี กัมพูชาพัฒนาจนขยับเข้าสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ (lower middle-income country) ในปี 2015 และตั้งเป้าว่าจะขยับสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงในปี 2030 ที่ผ่านมาในช่วงปี 1998-2018 กัมพูชามีรายได้จากการส่งออกเครื่องนุ่งห่มและการท่องเที่ยว ทำให้อัตราการเติบโตเฉลี่ยของเศรษฐกิจกัมพูชาอยู่ที่ 8% นับเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก

หนึ่งในกลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญคือการเปิดให้ต่างชาติมาลงทุนโดยตรง โดยเฉพาะกับจีน ที่รัฐบาลกัมพูชาเปิดให้เข้ามาใช้ที่ดินและทำธุรกิจได้อย่างเสรีในหลายเมือง โดยเฉพาะในสีหนุวิลล์ที่เปิดพื้นที่กว่า 1,113 เฮกตาร์ (6,956.25 ไร่) เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์ พัฒนาขึ้นเมื่อปี 2008 มีผู้เช่ากว่า 100 ราย โดย 90 รายเป็นบริษัทจากจีน มีการจ้างแรงงานกว่า 16,000 คน และจะขยายต่อไปอีกในอนาคต โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้ถูกหมายมั่นว่าจะเป็น ‘เซินเจิ้น’ แห่งใหม่ในกัมพูชา

“เขตเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์ สนับสนุนให้บริษัทจีนขยายกิจการในท้องถิ่น และตอบสนองความต้องการด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ที่ทั้งสองประเทศล้วนได้ประโยชน์ภายใต้นโยบาย One Belt, One Road” Cao Jianjiang ผู้จัดการทั่วไปของเขตเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์ เคยให้สัมภาษณ์กับทาง The Phnom Penh Post ไว้ในปี 2017

แต่ภาพฝันที่สวยหรูของชนชั้นนำและนักธุรกิจ ดูจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและสิ่งที่คนกัมพูชาได้รับเท่าไรนัก

“ตั้งแต่จีนเข้ามา หนึ่ง ของทุกอย่างแพงขึ้น สอง มีปัญหาความขัดแย้งทางที่ดิน และสาม คนรวยก็ยิ่งรวยขึ้นไปอีก” คือเสียงจากพนักงานรักษาความปลอดภัยในคาสิโน ที่ควบหน้าที่ประสานงานองค์กรแรงงานและต่อสู้เรื่องที่ดินในสีหนุวิลล์ด้วย “ช่วงก่อนจีนเข้ามาที่ดินไม่แพง ตารางเมตรละ 60-70 เหรียญฯ แต่พอจีนเข้ามา ขึ้นเป็นตารางเมตรละ 5-6 พันเหรียญฯ แล้ว” เขาอธิบายต่อ

แต่เดิมชาวบ้านในสีหนุวิลล์มีที่ดินอยู่ในเมืองบ้าง อยู่ตามชายทะเลบ้าง ยึดอาชีพประมงเป็นหลัก และขับรถตุ๊กตุ๊กรับนักท่องเที่ยว แต่พอจีนเข้ามาจากการเปิดทางของรัฐบาลกัมพูชา ชาวบ้านหลายหมื่นคนก็ถูกกวาดให้ไปอยู่รวมกันในชุมชนแออัด และกระจายตามเขตนอกเมือง ส่วนพื้นที่ชายทะเลได้รับการพัฒนาให้เป็นเมืองใหม่สมบูรณ์แบบจนไม่เหลือเค้าเดิม ปัญหาสำคัญคือ ชาวบ้านไม่มีโฉนด มีเพียงใบซื้อขายกับผู้ใหญ่บ้านที่ตกทอดกันมาตั้งแต่สมัยก่อน แน่นอน เอกสารเหล่านี้ใช้ไม่ได้ในระดับประเทศ ที่ดินหลายผืนจึงถูกยึดและส่งผ่านไปให้จีนทำธุรกิจยาวนานกว่าชั่วชีวิตคน

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีชาวบ้านหลายคนที่คว้าโอกาสหาเงินจากที่ดินของตัวเอง โดยการปล่อยให้คนจีนเช่าเป็นระยะเวลาหลายสิบปี แล้วย้ายตัวเองออกไปที่อื่น มีนายหน้าวิ่งเต้นระหว่างคนท้องถิ่นกับคนจีน จัดการเรื่องการเช่าและซื้อขายที่ดินให้ ส่วนในพื้นที่โรงงานเขตเศรษฐกิจพิเศษ ชาวบ้านหลายคนก็เข้าไปทำงาน แต่แว่วว่าคุณภาพชีวิตก็ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่คาดหวัง

“เพื่อนผมสู้จนถูกจับอยู่ในคุก ตอนนี้ยังไม่ออกมาเลย ที่ดินถูกยึด อย่างน้อยควรจะได้ค่าชดเชย แต่นี่ไม่ให้สักอย่างเลย เวลาต่อสู้แบบนี้ ถ้าไม่ตายก็อยู่ในคุก เราก็ต้องเอาตัวรอดให้ได้” เขาพูดแล้วเงียบไป “ตรงไหนมีจีนเข้าไป ก็โดนหมด”

เขาตั้งคำถามกับรัฐบาลที่ครองอำนาจมานานกว่า 26 ปี เมื่อมีพรรคฝ่ายค้านปรากฏตัวขึ้นและได้คะแนนเสียงใกล้เคียงกับพรรครัฐบาล ข้อหาสารพัดก็จะเกิดขึ้นมาเพื่อยุบพรรคฝ่ายค้าน ด้วยวงจรอำนาจแบบนี้ ชาวบ้านเองก็แทบจะไม่มีสิทธิทำอะไรได้เลย

“ถ้ารัฐบาลคิดถึงชาวบ้าน ทำไมให้คนจีนมาเปิดบริษัทแท็กซี่ ตุ๊กตุ๊ก ทำไมไม่จ้างคนกัมพูชา อย่างน้อยถ้าจ้าง พวกเขาก็ได้งานทำ แต่นี่ไปจ้างคนจีน รัฐบาลไม่ได้มองถึงคนข้างล่าง มองแต่พวกข้างบนด้วยกันเองว่าทำยังไงให้ตัวเองได้ประโยชน์” ชายหนุ่มเล่ายาวผ่านแววตาจริงจัง

ช่วงใกล้จบบทสนทนา ลมพัดมาเย็นสบาย โชคดีที่อำนาจไม่อาจพรากลมทะเลไปได้ ถึงแม้ว่าหาดทรายจะสวยน้อยกว่าเดิมมากก็ตาม

ช่วงกลางวัน สีหนุวิลล์ในวันเวลาที่เป็นไซต์ก่อสร้างมหึมานั้นไร้ผู้คน มีเพียงช่างก่อสร้างที่ทำงานอยู่ นักท่องเที่ยวจีนยังคงหลับใหลอยู่ในห้องพักหรูเสียดฟ้า ส่วนนักท่องเที่ยวชาวยุโรปออกมานั่งจิบเบียร์ที่ริมหาดบ้างประปราย รอคอยให้พระอาทิตย์ตกดินเพื่อเริ่มชีวิตอันรื่นรมย์ในเมืองที่เต็มไปด้วยการเสี่ยงโชค

 

 

2

 

“เบียร์ที่นี่ถูกกว่าน้ำเปล่า” บางเสียงว่าไว้ ฉากหลังคลอด้วยเสียงเพลง ‘ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน’ ที่ดังตรงลานริมหาดโอจือเตียล หลังผ่านช่วงบ่ายที่ร้อนระอุ ลมทะเลยังทำงานต่อเนื่องจนพระอาทิตย์ตกดิน

แบงค์หนึ่งดอลลาร์ หนึ่งใบไม่ขาดไม่เกิน จะทำให้เราได้เบียร์มาหนึ่งกระป๋อง – ที่สีหนุวิลล์เบียร์แพงกว่าที่อื่นในกัมพูชา แต่ก็นับเป็นราคาที่เอื้อมถึงได้ไม่ยากลำบาก

ร้านรวงทั้งหลายเริ่มต้นชีวิตหลัง 6 โมงเย็น คาสิโนที่เปิด 24 ชั่วโมงบางแห่ง เพิ่งปรากฏลมหายใจด้วยการเปิดไฟระยิบระยับรอบตึก ตึกก่อสร้างบางที่ ช่างเพิ่งเลิกทำงาน หลังจากปูอิฐจนเต็มสองชั้นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

“คนจีนทั้งนั้นแหละที่เป็นลูกค้าคาสิโน” พนักงานแจกไพ่ในคาสิโนแห่งหนึ่งบอก เธอเพิ่งเริ่มทำงานที่คาสิโนได้ 5-6 เดือน หลังจากอาชีพขายของชำในหมู่บ้านไม่อาจเลี้ยงปากท้องได้พออีกต่อไป เพราะอย่างน้อยๆ ที่คาสิโน สิ้นเดือนเธอจะได้เงินแน่ๆ 300 ดอลลาร์ฯ ยังไม่นับช่วงเวลาพีคๆ ที่เธออาจได้ทิปจากลูกค้าถึงคืนละ 200 ดอลลาร์ฯ เธอทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน “ทำตั้งแต่ 7 เช้า ถึง 7 ค่ำ” เธอว่า

จนกระทั่งเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว รัฐบาลกัมพูชาประกาศห้ามมีการเล่นคาสิโนออนไลน์อย่างถาวรทั่วประเทศ โดยให้เหตุผลว่าธุรกิจนี้ถูกอาชญากรต่างชาตินำไปรีดไถเงิน ทำให้คาสิโนในสีหนุวิลล์ปิดไปกว่าครึ่งหนึ่ง ส่งผลกระทบให้คนตกงานหลายพันคน และนักท่องเที่ยวหายไปจำนวนมาก

“แต่ก่อนคนมาเป็นร้อยๆ ต่อคืน เวียนมาตลอด แต่ตอนนี้นั่งรอแจกไพ่ 12 ชั่วโมง มีคนมานั่งแค่สองสามคน” แน่นอน ด้วยสถานการณ์แบบนี้ทำให้ทิปของเธอลดลงมาเหลือวันละไม่กี่สิบดอลลาร์ต่อคืน หรือบางวันก็ไม่ได้เลย “อย่าไปหวังเรื่องทิปเยอะเลย อย่างน้อยก็มีงานทำตลอด” เธอว่า

“ที่คาสิโนมีโบนัสประจำปีให้ 18 วัน ให้กินข้าวฟรี ส่วนถ้าเจ็บไข้ได้ป่วย ฟรีเหมือนกัน คือเขาไม่จ่ายเงินให้ เราต้องจ่ายเงินเอง” เธอเล่าด้วยรอยยิ้ม พร้อมตบมุขล้อตัวเองในท้ายประโยค

ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนงาน แต่คนสีหนุวิลล์ต้องเปลี่ยนอาชีพจากประมงและค้าขายเข้าไปทำงานโรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ และเข้ามาทำงานในคาสิโน เป็นตั้งแต่คนเฝ้าหน้าประตู คนแจกไพ่ ไปจนถึงแม่บ้านทำความสะอาด

ในสายตาของคนที่นี่ การทำงานในคาสิโน รายได้ดีพอสมควร แต่ที่รายได้ดีกว่า คือการเช่าพื้นที่ริมหาดเปิดเป็นร้านอาหาร แต่ก็ตามมาด้วยค่าเช่าแสนแพงเดือนละหลายพันเหรียญฯ — แน่นอน ไม่ใช่ใครก็ทำได้

 

 

หากเดินไปรอบเมือง ที่ร้านอาหารบางแห่งตกแต่งทุกอย่างแบบจีน ขายอาหารจีน พูดภาษาจีน รับนักท่องเที่ยวชาวจีน โดยมีชาวกัมพูชาเป็นลูกมืออยู่หลังร้านและช่วยเสิร์ฟอาหาร – ที่ของพวกเขา ไม่ใช่ที่ของพวกเขาอีกต่อไป

ด้วยเงินลงทุนมหาศาลในสีหนุวิลล์ทำให้คนกัมพูชาจากหลายจังหวัดมุ่งหน้าเข้ามาที่นี่เพื่อหาเงิน พวกเขาได้ยินข่าวในโทรทัศน์ ฟังจากคนข้างบ้าน ที่หลายเสียงบอกว่า สีหนุวิลล์มีงานและเงินรออยู่ แต่เมื่อมาถึงแล้วหลายเสียงบอกว่า พวกเขาจะอยู่ได้แค่แรงงานระดับล่างเท่านั้น ส่วนคนควบคุม ทั้งนายทุน วิศวกร ช่างฝีมือ ล้วนนำเข้าจากจีนทั้งหมด

ช่างเหล็กคนหนึ่งหอบฝีมือมาจากพนมเปญ มาสมัครงานในไซต์ก่อสร้างที่สีหนุวิลล์ ก็เจอสถานการณ์แบบนี้ เมื่อถูกถามว่า “มีโอกาสจะได้เป็นหัวหน้างานบ้างไหม” เขาตอบด้วยรอยยิ้มกลั้วเสียงหัวเราะว่า “จะเป็นได้ยังไง เขาให้เราอยู่แค่ระดับล่างเท่านั้นแหละ”

“ตอนเข้ามาแรกๆ เขียนใบสมัครเป็นช่างเหล็ก แต่พอเข้าไปจริงๆ ก็แล้วแต่คนจีนจะใช้ วันนี้เป็นช่างเหล็ก วันต่อมายกขยะ กลายเป็นแรงงานธรรมดา” ช่างเหล็กวัย 34 ปีเล่า

โดยปกติ แรงงานจากข้างนอกจะหางานด้วยการเดินถามตามไซต์งาน ได้งานเป็นรอบละ 10 วัน 15 วัน ตามแต่ละที่จะจ้าง ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังบูม นายทุนจีนให้ค่าแรงช่างฝีมือเหล็กประมาณวันละ 23 เหรียญฯ แต่พอมีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายการควบคุมคาสิโนออนไลน์ คนจีนออกไปจำนวนมาก ค่าจ้างจึงเหลือเพียงวันละ 12 เหรียญฯ เท่านั้น บางครั้งก็โดนเบี้ยวค่าจ้างเมื่อนายทุนม้วนเสื่อกลับบ้านไปอย่างไม่ใยดี ยังไม่นับแรงงานทั่วไปที่ค่าแรงอาจตกลงมาถึงวันละ 10 เหรียญฯ ในบ้านเมืองที่ค่าครองชีพพุ่งขึ้นสูงขนาดนี้

การลงทุน ตึกยักษ์ ควันบุหรี่ เบียร์ เงินกองพะเนิน ชิปเรียงเป็นแถว อาชญากรรม การชิงไหวชิงพริบ แสงสี ภาษาและอาหารจีน กลายเป็นลมหายใจของสีหนุวิลล์ในฐานะเมืองหลวงคาสิโนแห่งใหม่ในกัมพูชา

เช่นเดียวกับความหวังที่บ้านเมืองจะกลับมาสะอาดเรียบร้อยเมื่อเมืองใหม่สร้างเสร็จแล้ว และมีงานให้ทำอย่างไม่โดนเอารัดเอาเปรียบ ก็เป็นส่วนต่อลมหายใจของคนสีหนุวิลล์ด้วยเหมือนกัน

 

 

3

 

เมื่อขยับมองออกมาให้ไกลขึ้น สีหนุวิลล์ไม่ใช่แห่งเดียวที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของทุนจีน แต่ประเทศในภูมิภาคอาเซียนก็โดนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ที่เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ในเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ตรงข้ามอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายที่เปิดตัวเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ล่าสุดมีรายรับปีที่แล้วรวมกว่า 150 ล้านดอลลาร์ฯ โดยรัฐบาลลาวเปิดให้จีนเช่าที่ดินเป็นเวลา 99 ปี เพื่อสร้างเมืองใหม่ที่มีศูนย์บันเทิงครบวงจร โดยมีนักท่องเที่ยวหลักเป็นชาวจีน คาสิโนย่อมเป็นพระเอกในพื้นที่นั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะที่มัณฑะเลย์ ก็มีการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อดึงดูดนักลงทุนจากจีนเช่นกัน รวมถึงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชาก็มีตึกสูงผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดเพื่อรองรับการลงทุนมหาศาลของจีน

ถ้าใครบอกว่าการล่าอาณานิคมหมดไปแล้ว ภาพเหล่านี้คงสะท้อนให้เห็นว่าการเป็นเมืองขึ้นทางการลงทุนกำลังดำเนินอยู่อย่างเข้มข้นในภูมิภาคของประเทศรายได้น้อย โดยมีจีนเป็นผู้บุกรายใหญ่ น่าสนใจว่าลมหายใจของภูมิภาคนี้จะเป็นอิสระได้อย่างไร เมื่อทุกอย่างดูคล้ายอยู่ในกำมือของคนอื่นอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

 

เวลาเกือบ 2 ทุ่มแล้ว ตอนที่กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนกลุ่มใหญ่เดินเข้ามาในร้านอาหาร เสียงพูดคุยจอแจและสั่งอาหารคล่องแคล่วประหนึ่งว่านั่งอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ พวกเขาแทบไม่ต้องปรับตัวอะไรเลย เพราะทุกอย่างที่นี่แปรเปลี่ยนเป็นสภาพแวดล้อมที่คนจีนคุ้นเคยหมดแล้ว

ฝั่งตรงข้ามร้านอาหารเป็นคาสิโนขนาดใหญ่ ที่ห้ามไม่ให้คนใส่รองเท้าแตะเข้าไป ยกเว้นว่าคุณจะสะพายกระเป๋าราคาแพง ตรงตรอกข้างร้านอาหารเป็นเพิงพักสำหรับช่างก่อสร้าง ตึกสร้างใหม่ผสมกับตึกเก่าสลับกันอยู่ริมถนนทั้งเส้น แทบไม่เห็นคนกัมพูชานั่งในฐานะเจ้าของร้านอีกแล้ว ยกเว้นเพิงขายเบียร์และบุหรี่เล็กๆ ที่ตั้งอย่างเหงาหงอยใต้ไฟสีส้มสลัว

ค่ำคืนในสีหนุวิลล์เปลี่ยนผ่านไปเช่นนี้ และเสียงเพลงจากเมืองมังกรยังก้องอยู่ทั่วเมืองราชสีห์

 

 

 

อ้างอิง

Assessing the Impacts of Chinese Investments in Cambodia: The Case of Preah Sihanoukville Province

https://www.phnompenhpost.com/business/sihanoukville-zone-prospers-china-links

https://www.worldbank.org/en/country/cambodia/overview

 

ผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการลงพื้นที่ทำข่าว สนับสนุนโดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

Author

Panis Phosriwungchai

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และระดับปริญญาโทที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร WRITER และอดีตผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์มติชน ปาณิสสนใจเรื่องราวของผู้คน ทำงานลงพื้นที่สังเกตการณ์ และเข้าไปใช้ชีวิตเพื่อให้เห็นชีวิต