‘ต้นทุนที่จำใจจ่าย’: ความผิดพลาดของ สว. เฉพาะกาล และการเปลี่ยนผ่านที่ประชาธิปไตยคือคำตอบ – ซากีย์ พิทักษ์คุมพล

ซากีย์ พิทักษ์คุมพล

ท่ามกลางคำถาม ‘สว. มีไว้ทำไม?’ ที่เกิดขึ้นในสังคมมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่หลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 มาจนถึงการเลือกตั้ง สว. ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงไปล่าสุด สังคมต่างเห็นอิทธิฤทธิ์ทางการเมืองของวุฒิสภาที่สามารถเปลี่ยนจากขาวเป็นดำ จากซ้ายเป็นขวาได้ราวกับใจนึก แม้ว่าในวันนี้จะได้เห็นหน้าตาของสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่ทั้ง 200 คน แต่ก็ไม่สามารถทำให้คำถามดังกล่าวหายไปจากสังคมได้

ครั้งหนึ่ง 101 มีโอกาสสัมภาษณ์ สว. ท่านหนึ่งเมื่อปี 2562 ภายหลังประเทศไทยได้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ชื่อของ ‘ซากีย์ พิทักษ์คุมพล’ คือคนที่เราสนทนาด้วย

ซากีย์ พิทักษ์คุมพล เป็นอดีตอาจารย์ประจำสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ที่ตัดสินใจตบปากรับคำดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ครั้งนั้นเป็นการพูดคุยถึงตัวตนที่เขาเป็น เรื่องราวของครอบครัว จุดยืนทางการเมือง และความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นลงของมิตรสหายและคนรู้จักหลังจากวินาทีที่เขายกมือและขานชื่อ ‘พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา’

หลังจากนั้นระยะเวลา 5 ปีของการดำรงตำแหน่ง สว. ของซากีย์ ก็แปรเปลี่ยนภาพของเขาจาก ‘นักวิชาการสายแดง’ สู่ข้อวิจารณ์ว่าเขาเป็น ‘ผู้ฉุดรั้งและเป็นอุปสรรคของพัฒนาการประชาธิปไตยไทย’

“มันเป็นความย้อนแย้งที่สุดในชีวิต” คือประโยคที่ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ใช้อธิบายความรู้สึกของเขาหลังจากตัดสินใจขานชื่อ ‘พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ออกไป

ในวันที่การเมืองไทยหายฝุ่นตลบและคลื่นลมสงบ สังคมไทยกำลังจะได้ สว. ชุดใหม่ และชื่อของซากีย์ พิทักษ์คุมพล สมาชิกวุฒิสภา ก็กลายเป็นเพียง ‘อดีตสมาชิกวุฒิสภา’ 101 ตัดสินใจชวนเขามานั่งคุยอีกคราเพื่อทำความเข้าใจว่า อำนาจได้แปรเปลี่ยนตัวตนของคนที่ชื่อ ‘ซากีย์ พิทักษ์คุมพล’ ไปอย่างไร อีกทั้งชวนมองการทำงานของตนเองตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา และข้อห่วงกังวลของเขาต่อการเมืองไทยในอนาคต

เพราะเรื่องบางเรื่องและเนื้อหาบางประเด็นอาจคุยกันอย่างเข้าใจกันมากขึ้น หลังจากที่คู่สนทนาปลดภาระบนบ่าและยศถาบรรดาศักดิ์ให้กลายเป็นเพียงอดีต กับ นายซากีย์ พิทักษ์คุมพล อดีตสมาชิกวุฒิสภา’

ซากีย์ พิทักษ์คุมพล

ก่อนหน้านี้คุณไปร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง สว. ดูแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นภายใต้กติกาพิลึกพิลั่น แต่กระบวนการการเลือกตั้งก็เป็นช่องทางเดียวสำหรับประชาชนที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงกติกาในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ผ่านมาการที่ชนชั้นนำไทยเริ่มออกมาโจมตีการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า ‘ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม’ นั้นจึงเป็นเรื่องตลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ออกมาโจมตีคือ สว. ชุดที่ผ่านมา

ต้องย้ำว่ากติกาดังกล่าวไม่ได้มาจากพรรคการเมืองพรรคใด แต่เป็นกติกาที่ออกแบบโดยชนชั้นนำไทยหลังการรัฐประหารที่มีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อีกทั้ง สว. ชุดที่ผ่านมาก็มีส่วนร่วมเห็นชอบกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา หากการเลือกตั้งครั้งนี้มีการทุจริตจริงก็ควรลงโทษเป็นรายบุคคล แต่ไม่ควรล้มกติกาหรือกระดานการเลือกตั้งทั้งหมดเพื่อสร้างสุญญากาศทางเมือง

หนึ่งในข้อห่วงกังวลของการเลือกตั้งครั้งนี้คือ ‘การจัดตั้ง’ ซึ่งภายหลังจากการสังเกตการณ์ก็พบว่ามีการจัดตั้งในการเลือกตั้งครั้งนี้ และผลการเลือกตั้งก็เป็นไปตามที่คาดไว้ว่า สว. สายจัดตั้งจะเข้ามาดำรงตำแหน่งเป็นจำนวนมาก ประหนึ่งว่าสามารถยึดครองสภาสูงไว้ได้ แต่ในทางกลับกันเราก็ยังเห็นประชาชนคนทั่วไป นักเคลื่อนไหวด้านต่างๆ และตัวแทนองค์กรจากภาคประชาสังคมต่างเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมกับการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ง่ายที่จะกุมเสียง สว. ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหมือนชุดที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.

สำหรับผมแล้ว การที่ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมภายใต้กติกาที่บิดเบี้ยวเช่นนี้นับว่าเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของการเมืองเดิมๆ จากเดิมที่นักการเมืองต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจเงิน อำนาจจากเครือข่าย หรือเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เท่านั้น กลายเป็นการเมืองแห่งโอกาสสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็สามารถลงสมัครได้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความสำเร็จของบางพรรคการเมืองที่ทำให้ชาวบ้านเห็นแล้วว่า แม้พวกเขาจะไม่มีเงินหรือเครือข่าย แต่หากเขามีความเชี่ยวชาญและยึดมั่นอุดมการณ์ที่ชัดเจนก็สามารถมาทำงานการเมืองเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงและประสบความสำเร็จได้ นับว่าเป็นคุณูปการของการเมืองไทยภายใต้กติกาที่บิดเบี้ยวเช่นนี้

สำหรับวุฒิสภาอย่างเรา หน้าที่หลังจากนี้คือการเฝ้ามองและสังเกตการณ์การเลือกตั้งอย่างมีสติ เพื่อให้กระบวนการการเลือกตั้งผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น บริสุทธิ์และยุติธรรมที่สุด และจงทำหน้าที่แบบคนที่มีวุฒิภาวะตามชื่อตำแหน่งของ ‘สภาของผู้มีวุฒิ’ และเมื่อสังคมไทยมีสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่แล้ว พวกเราก็กลับบ้านไปในฐานะคนที่กำลังจะเป็นอดีต กลับไปรับผิดชอบภาระส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว อาชีพการงาน และพร้อมส่งต่อภาระหน้าที่ทั้งหมดแก่ สว. ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ให้พวกเขาทำหน้าที่อย่างราบรื่น ผมเชื่อว่าประเทศไทยยังมีคนที่มีความสามารถและมีเจตนาที่ดีต่อประเทศอีกมากมาย


หลังจากหมดวาระ หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

ปกติดีครับ เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ผมก็กำลังเตรียมตัวเพื่อกลับไปพักผ่อน และอาจกลับไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเช่นเคย เพราะเป็นอาชีพที่เคยทำก่อนรับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาในปี 2561 ส่วนในอนาคตหากมีงานใดที่ทำแล้วเป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ก็พร้อมให้ความร่วมมือ


เมื่อกลับไปสู่บทบาทนักวิชาการอีกครั้ง ทฤษฎีในตำรารัฐศาสตร์ยังอธิบายการเมืองไทยได้อยู่หรือไม่

ผมเคยเป็นนักเรียนมานุษยวิทยา หลายครั้งจึงเปรียบเทียบว่าการก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง สว. ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเป็นเหมือนงานภาคสนาม เดิมทีการศึกษาแบบมานุษยวิทยามักสนใจศึกษาคนตัวเล็ก หรือความเป็นอื่นในสังคมตนเองหรือสังคมภายนอก แต่งานภาคสนามครั้งนี้ในฐานะ สว. เป็นงานภาคสนามที่ศึกษาคนที่อยู่ข้างบน คนที่อยู่ในอำนาจซึ่งก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับชีวิตคนตัวเล็กอย่างมหาศาล

ผมคงนำประสบการณ์การทำงานการเมืองมาสอนแก่นักศึกษาร่วมกับทฤษฎีเหล่านั้น เพื่อให้เห็นว่าการเมืองในทางทฤษฎีและการปฏิบัติแตกต่างกันอย่างไร ตลอดจนวิธีการปรับใช้ทฤษฎีในตำรากับโลกความเป็นจริง แต่ในฐานะนักวิชาการก็ต้องสอนนักศึกษาจากองค์ความรู้และทฤษฎีตามตำรา เนื่องจากศาสตร์แห่งรัฐเป็นศาสตร์ที่ผสมผสานระหว่างศาสตร์แห่งจริยธรรมและศาสตร์แห่งการปฏิบัติ


แล้วผลการศึกษาของงานภาคสนามครั้งนี้คืออะไร

ผมเห็นกลไกหลายอย่างในการเมืองไทยที่อาจารย์มหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดทั่วไปอย่างผมคงไม่มีโอกาสได้เห็น อีกทั้งผมยังเข้าใจผู้เล่นในเกมของอำนาจและหน้าตาของเครือข่ายทางอำนาจในสังคมชัดเจนยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผม ผู้เล่นในเกมของอำนาจแต่ละคนต่างมีหน้าที่ของตนเองเปรียบเหมือนกับกลไกของนาฬิกา เพื่อทำให้ระบบและสถาบันในสังคมไทยสามารถหยั่งรากลึกลงไปในสังคมได้ต่อไป การหยั่งรากลึกลงไปในสังคมไทยนับเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขาอย่างยิ่ง บางคนสามารถยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อจะรักษาระบบเหล่านี้ไว้ แต่ผมก็ต้องยอมรับว่าการเข้ามาอยู่ใน สว. ชุดนี้มันมีต้นทุนที่แสนแพงที่ผมต้องเอาไปแลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องยอมรับและอยู่กับมันไปตลอดชีวิต


ตลอดระยะเวลาของการดำรงตำแหน่งของคุณ เห็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมไทยอย่างไรบ้าง

ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงของการเมืองไทยในหลากหลายมิติ อะไรที่เราไม่เคยคิดว่าจะเห็น ก็มีโอกาสเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็น ‘การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมอย่างเข้มข้นของประชาชน’ ซึ่งสะท้อนออกมาเป็นจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา

ผมอยู่ต่างจังหวัด เราเห็นมาตลอดว่าการเข้าสู่การเมืองนั้นต้องอาศัยปัจจัยอะไรบ้าง เช่น เครือข่ายทางการเมือง ระบบอุปถัมภ์ และอำนาจเงิน กล่าวได้ว่าการเมืองในภูมิภาคใช้เงินกันมากและมีแนวโน้มว่าจะใช้กันมากขึ้นอีกในอนาคต แต่ในทางกลับกัน สังคมไทยเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ซึ่งปราศจากอิทธิพลจากอำนาจของเงินและอำนาจของเครือข่ายท้องถิ่น กล่าวคือการเมืองไทยไม่ได้เป็นเรื่องของชนชั้นนำอีกต่อไป แต่เป็นการเมืองของชาวบ้านสามัญชน คนธรรมดาเดินบนดินกินข้าวแกงทั่วไป เห็นได้ชัดในกรณีการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่มาจนถึงการเติบโตของพรรคก้าวไกล ผมเองก็เชื่อว่าทิศทางของการเมืองไทยที่ใช้อุดมการณ์เป็นตัวนำจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ไม่คิดว่าจะมาถึงเร็วเช่นนี้

หากย้อนดูประวัติศาสตร์ของประชาธิปไตย เราไม่ค่อยเห็นพรรคการเมืองที่สะท้อนอุดมการณ์หรือชุดคุณค่าที่ชัดเจนเช่นนี้ เหมือนกับการเมืองในประเทศต้นแบบประชาธิปไตยอย่างอังกฤษหรือสหรัฐอเมริกา อาจมีกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ยุคแรกที่สะท้อนอุดมการณ์แบบอนุรักษนิยม แต่ช่วงหลังผมก็ไม่แน่ใจ

แม้ว่าการเติบโตของพรรคเชิงอุดมการณ์ที่ตั้งคำถามกับระบบและเครือข่ายทางการเมืองของชนชั้นนำ ทำให้พวกเขาและเครือข่ายที่ค้ำชูระบบนี้รู้สึกไม่สบายใจและรู้สึกถูกคุกคาม แต่หากทุกฝ่ายยังอยู่ในกรอบของกติกาประชาธิปไตยแล้วนั้น ผมคิดว่าบ้านเมืองก็เดินต่อไปได้ ผมไม่อยากให้ทุกคนหวาดกลัวต่อปรากฏการณ์เช่นนี้ สำหรับผมมองว่าสังคมไทยมีพัฒนาการทางการเมืองที่ดีขึ้น เรากำลังเดินอยู่ในเส้นทางเดียวกับประเทศที่การเมืองพัฒนาแล้ว เพียงแต่เราอาจเดินช้าหน่อย

ซากีย์ พิทักษ์คุมพล

คุณมองการทำงานของตนเองในฐานะ สว. อย่างไร

ต้องยอมรับว่าการทำงานหลายเรื่องของ สว. ชุดที่แล้วไม่ได้ถูกใจประชาชนหรอก ผมเองก็ยังรู้สึกไม่พอใจสำหรับการปฏิบัติงานของตนเองเสียเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ในฐานะเสียงข้างน้อยที่นำเสนอเจตจำนงของประชาชนได้มีประสิทธิภาพและตรงไปตรงมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเสนอวิธีคิดและข้อเสนอของกลุ่มคนรุ่นใหม่ต่อการเมืองในระบบ

ต้องอธิบายแบบนี้ว่า สว. ชุดที่ผ่านมาเป็นชุดที่ได้รับภารกิจที่ชัดเจน แม้ว่าผมอาจไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่ สว. ชุดนี้ทำลงไปทุกเรื่อง มันก็มีบางประเด็นที่ผมก็จำเป็นต้องเคารพการทำงานของเสียงส่วนใหญ่ และบางประเด็นผมอาจสามารถสงวนท่าทีและลงมติที่แตกต่างจากท่านอื่นได้


‘ภารกิจที่ชัดเจน’ ที่ว่าคืออะไร

ภารกิจของที่สําคัญของ สว. คือการจัดระเบียบทางการเมืองครั้งสำคัญ เพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนผ่านแห่งยุคสมัยของชนชั้นนำไทย กล่าวคือเครือข่ายชนชั้นนำเองไม่อนุญาตให้มีเหตุการณ์อะไรที่จะกระทบกับกระบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ และต้องการเปลี่ยนผ่านไปอย่างนุ่มนวลที่สุด

ท่ามกลางมุมมองของชนชั้นนำไทยที่ว่าความมั่นคงทางการเมืองเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ส่งผลให้เกิดการกระชับพื้นที่ทางอำนาจทางการเมืองขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่องของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตลอดจนการทำหน้าที่ของ สว. ที่เรียกร้องการทำงานด้วยความเข้มข้น มีระเบียบวินัย และไม่แตกแถว


เริ่มมีข้อเสนอเกี่ยวกับการยกเลิกวุฒิสภาและกำหนดให้ประเทศไทยเป็นระบบ ‘สภาเดี่ยว’ คุณมีความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวอย่างไร

วุฒิสภายังจำเป็นท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ในอนาคตหากการเมืองไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เช่น อีก 5 ปีหลังจากนี้ หรือการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผมก็ไม่ขัดข้องแต่อย่างใดที่จะหยิบขึ้นมาถกเถียงอีกครั้ง

สำหรับประสบการณ์ที่ได้ร่วมทำงานกับ สว. ชุดนี้ ต้องยอมรับว่าหลายท่านเป็นคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในหน้าที่การงานของตนเอง เนื่องจากหลายท่านเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานของรัฐ ระดับกระทรวงหรือระดับกรม บางคนเป็นผู้บริหารองค์กรเอกชน ยิ่งเวลาทำงานกันในกรรมาธิการก็จะเห็นความรู้ความเข้าใจกับประเด็นที่เป็นเนื้อหาสาระของกฎหมายได้เป็นอย่างดี หากมองอย่างเป็นธรรม สว. เองก็ยังทำหน้าที่ในการกลั่นกรองกฎหมายได้ดี เพียงแต่เพราะมีที่มาที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเหมือน สส. จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ตั้งแต่ไม่ได้เริ่มทำงาน

สำหรับผม ประเด็นสำคัญที่สุดในการแก้ไขคือการลดทอนอำนาจของ สว. ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระที่มีผลต่อการทำงานของรัฐบาล แม้จะมีข้ออ้างว่าองค์กรอิสระเหล่านั้นมีหน้าที่ควบคุมและถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาลก็ตาม แต่เราต้องไม่ลืมว่า ระบอบประชาธิปไตยก็สร้างระบบการถ่วงดุลแห่งอำนาจไว้แล้ว ดังนั้น เรื่องนี้คงต้องมาทบทวน เพราะยิ่งผลการเลือกตั้ง สว. ล่าสุดเป็นเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้เสียงสนับสนุนของการมีสภาเดี่ยวดังมากขึ้นในสังคม


จากวันแรกจนถึงวันนี้ คุณค่าและหลักการที่คุณเคยยึดถือเปลี่ยนไปหรือไม่

คุณค่าและหลักการที่ผมเชื่อมั่นไม่เคยเปลี่ยนแปลง ก็คือคุณค่าประชาธิปไตยและเห็นความสำคัญของกระบวนการที่ยึดโยงกับประชาชน เพียงแต่เราเองก็เข้าใจกลุ่มคนที่ยึดชุดความคิดและคุณค่าแบบอนุรักษนิยมมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าผมไปให้ความชอบธรรมกับกระบวนทั้งหมดนะ เพียงแต่ผมเข้าใจคนกลุ่มนี้ในฐานะมนุษย์ที่มีความรัก ความกลัว และหวงแหนคุณค่าบางประการที่เขาคิดว่าสำคัญกับประเทศนี้ ไม่ต่างจากคนรุ่นใหม่ที่มีความรัก ความกลัว และหวงแหนต่อคุณค่าบางประการที่สำคัญต่ออนาคตของพวกเขาที่จะเติบโตขึ้นในสังคมไทยอย่างมั่นคง เพียงแต่ตอนนี้มุมมองที่แตกต่างกันระหว่างคนรุ่นใหม่กับคนที่อยากอนุรักษ์คุณค่าชุดเดิมไว้ มันไม่สามารถบรรจบกันได้ในช่วงเวลานี้ สังคมไทยก็ต้องเรียนรู้ที่จะแก้ไขหรือประนีประนอมกันต่อไป แต่เรื่องที่สำคัญคือการเห็นต่างหรือการขัดกันในเรื่องคุณค่าชุดนี้ต้องอยู่ในกติกาประชาธิปไตยต่อไป

ต้องบอกอย่างนี้ว่า สมาชิกวุฒิสภาหลายท่านก็ไม่ได้ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยเสียทีเดียว เพียงแต่พวกเขาต้องการให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป สำหรับข้อห่วงกังวลดังกล่าว ผมก็เข้าใจได้ เพราะว่ามนุษย์แต่ละคนย่อมเกิดและเติบโตในบริบทแวดล้อมและยุคสมัยที่แตกต่างกัน หลายท่านจึงรู้สึกว่าสังคมในทุกวันนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป จนทำให้เกิดความรู้สึกหวั่นวิตก บ้างก็เลยเถิดไปถึงความกลัวการเปลี่ยนแปลง

แม้ว่าหลายครั้งผมต้องสงวนท่าทีและความคิดเห็น แต่หลายครั้งผมก็ต้องยืนอยู่บนหลักกการและคุณค่าที่เรายึดถือ นั่นคือการเคารพเสียงของประชาชน ดังนั้นในการลงมติหลายครั้งที่ผ่านมา ผมก็ได้ชี้แจงกับพี่ๆ หลายท่านที่เป็นสมาชิกวุฒิสภาว่า ในการลงมติครั้งนี้ ผมขอลงมติจากความเห็นของตนเองเพื่อเคารพเสียงของประชาชน เพราะหากผมลงมติฝืนความคิดของสังคมเช่นนี้ ผมจะกลับไปสอนคนรุ่นใหม่ให้รักษากติกาประชาธิปไตยของสังคมนี้ได้อย่างไร


แม้ว่าคุณค่าที่คุณยึดคือหลักการของประชาธิปไตย แต่การเลือกพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันนั้นกลายเป็นภาพที่ตามหลอกหลอนนักการเมืองหลายคน รวมไปถึงคุณซากีย์เองด้วย

ใช่ การโหวตครั้งนั้นกลายเป็นตราบาปที่ตีตราบนใบหน้าของผมว่า ‘ครั้งหนึ่งผมเคยยกมือโหวตให้พลเอกประยุทธ์’ เอาจริงๆ นะ ก่อนหน้านี้ผมถูกจัดว่าเป็น ‘นักวิชาการสายแดง’ เสียด้วยซ้ำ เนื่องจากช่วงการเมืองเสื้อสีกำลังเข้มข้น คนในมหาวิทยาลัยที่ผมสอนอยู่ก็มองว่า การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองผมเป็นสีแดง ผมร่วมกับเพื่อนอาจารย์แจ้งความดำเนินคดีกับนักการเมืองดังในสงขลาในการปิดล้มการเลือกตั้ง แต่หลังจากที่ผมดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาและโหวตพลเอกประยุทธ์ไป ทำให้เพื่อนฝูงหลายคนตัดสินใจเลิกคบผมไปเลย บ้างก็อันเฟรนด์เฟซบุ๊ก แต่เราก็รู้โดยส่วนตัวว่าผมไม่ได้มาในฐานะของ ‘ซากีย์’ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัด แต่เรามาทำหน้าที่แทนคนอื่นที่ผู้มีอำนาจเขาต้องการให้เข้ามาอยู่ตรงนี้

ในวันนั้นผมไม่มีทางให้เลือกมากหรอก มันเป็นเหมือนข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ แต่บทเรียนที่ผมได้รับจากเหตุการณ์ครั้งนั้นคือทำให้ผมมีสติมากขึ้น และเข้าใจผู้อื่นว่าการที่มนุษย์คนหนึ่งจะเปลี่ยนไปจนราวกับกลายเป็นอีกคน ต้องเกิดจากเงื่อนไขทางสังคม หรืออาจเป็นเงื่อนไขทางเศรษฐกิจบางอย่างที่กดดันให้เขาต้องตัดสินใจทำในเรื่องที่ขัดกับจุดยืนของตนเอง ผมเข้าใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น ยอมรับมันและอยู่กับมันไปตลอดชีวิตนั่นแหละ

จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้ สิ่งหนึ่งที่ผมสามารถปลดออกจากหลังผมไปได้ คือภาพแทนต่างๆ ที่อยู่บนบ่าของผม วันนี้ผมเป็นเพียงอดีตลูกชายของจุฬาราชมนตรีคนที่ 18 และอดีตรองเลขานุการจุฬาราชมนตรี การปลดเปลื้องภาพลักษณ์ดังกล่าวทำให้ผมรู้สึกลดภาระในจิตใจและเป็นอิสระอย่างมาก จากที่ต้องสงวนท่าที สงวนคำพูดและการวิจารณ์ วันนี้เรากลับมาเป็นตัวเองมากขึ้น และอย่างน้อยครั้งหนึ่งผมเองก็ยังรักษาหลักการที่ยึดถือไว้ได้อยู่บ้าง นั่นคือการตัดสินใจโหวตเคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา


หลายคนก็ตั้งคำถามว่า การโหวตเห็นชอบพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเพียงการหาทางลงของวุฒิสภา

แล้วแต่คนจะมอง ผมอาจตอบแทนท่านอื่นไม่ได้ แต่หากวุฒิสภาต้องการใช้การโหวตครั้งนี้เป็นเพียงการหาทางลงนั้น สว. เพียง 13 คนก็ไม่อาจสะท้อนเป็นภาพแทนของ สว. ทั้งคณะได้ แต่ผมมองว่า สว. ทั้ง 13 คนที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาแหกมติของ สว. ส่วนใหญ่ในช่วงเวลานั้นคงไม่ใช่เรื่องธรรมดาและเกินคาดอย่างมาก เนื่องจากไม่คิดว่าจะมีจำนวนเยอะเท่านี้ ตอนที่คุณศิริกัญญา ตันสกุลให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า พรรคก้าวไกลสามารถรวบรวม สว. มาได้ครบ 80 คนแล้ว ผมยังเลิกคิ้วกับตัวเลขดังกล่าวเลยว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ เพราะผมรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอยู่

แต่สำหรับผมที่ประกาศออกสื่อไปตั้งแต่ช่วงแรก เพื่อสร้างหลักประกันว่าเรามีเจตจำนงอย่างไร คนของพรรคก้าวไกลก็ไม่เคยมาพูดคุยกับผมนะ เพียงแต่ผมไม่ต้องการฝืนมติของประชาชน ดังนั้น ท่ามกลางแรงกดดันและการกลั่นแกล้งทางการเมือง ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเปลี่ยนใจต่อการโหวตครั้งนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการหาทางลงจากตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาแต่อย่างใด ผมแค่ต้องการสะท้อนว่าผมได้ยินเสียงของประชาชนที่เขาเลือกตั้งเท่านั้นเอง


หน้าตาของสังคมไทยในฝันของคุณเป็นอย่างไร

หากถามถึงสังคมไทยในฝันของผม คงไม่แตกต่างจากแนวคิดของประชาธิปไตยในที่ต่างๆ หรอก เช่น หากเราดูการเมืองในทวีปยุโรป ก็จะเห็นการกลับมาของฝ่ายขวาในพื้นที่ต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งกระบวนการทางประชาธิปไตยที่ขั้วการเมืองโต้กันไปมาบนชุดคุณค่าและอุดมการณ์ทั้งสองชุดภายใต้กรอบความเป็นประชาธิปไตย

ผมเชื่อว่าสังคมไทยกำลังเดินมาถูกทาง เราเห็นการเฝ้าติดตามการเมืองของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในช่องทางออนไลน์ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ทั้งหมดนี้ล้วนแต่เป็นปรากฏการณ์เชิงบวกสำหรับการเมืองไทย ในวันนี้สังคมไทยเดินมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับไปและปฏิเสธประชาธิปไตยได้ ต่อให้คุณล้มกระดานอีกกี่ครั้ง คุณก็ต้องกลับมาอยู่ในกติกาของประชาธิปไตยเช่นเดิม ต่อให้คุณพยายามออกกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน แต่คุณก็ไม่สามารถปฏิเสธการเลือกตั้งได้ เพราะประชาธิปไตยหยั่งรากลึกลงไปในสังคมไทยเสียแล้ว


ความคาดหวังในการทำงานจากวันแรกจนถึงวันนี้สำเร็จหรือไม่?

ความคาดหวังเหรอครับ (คิดนาน) อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า ผมไม่ได้คาดหวังที่จะมาดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตั้งแต่แรก แต่ต้องเข้ามาเพราะหน้าที่ หากถามถึงความคาดหวังเหรอ (ส่ายหน้า)

เรามาด้วยสภาวะเช่นนี้จะไปคาดหวังอะไร เว้นแต่ถามว่าเราเข้ามาเพื่อทำหน้าที่อะไรเสียมากกว่า


แสดงว่าตอนเข้ามารับตำแหน่ง ไม่ได้มีประเด็นอะไรอยากขับเคลื่อนส่วนตัว?

เพราะผมไม่เคยถวิลหาตำแหน่งเหล่านี้ และไม่เชื่อเรื่อง ‘ความต่อเนื่องของการรัฐประหาร’ ไม่เชื่อว่าการรัฐประหารจะสามารถแก้ปัญหาการเมืองไทยได้ คุณรัฐประหารอย่างไร รัฐก็ไม่มีวันตาย อีกทั้งรัฐทุกวันนี้ก็สลัดความเป็นประชาธิปไตยได้ยากเสียด้วยสิ

หากวันนี้ผมอยากขับเคลื่อนในเชิงนโยบาย ผมไปเล่นการเมือง ไปสมัคร สส. ไม่ดีกว่าเหรอ เพราะองค์กรที่เป็นผู้ผลักดันและริเริ่มความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้คือสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาแทบทำอะไรไม่ได้เลยในโครงสร้างทางการเมืองเช่นนี้ พวกเราทำได้เพียงกลั่นกรองกฎหมาย

ด้วยความที่ภาระหน้าที่และอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นเช่นนี้ ผมจึงทำได้เพียงนำเสนอข้อมูลหรือแนวความคิดที่ฝ่ายอนุรักษนิยมอาจไม่คุ้นชินให้พวกเขาฟัง เขาอาจจะไม่เชื่อผมก็ได้ แต่อย่างน้อยเราก็ได้พูดแทนประชาชนที่เห็นต่างไปแล้ว


หากย้อนเวลากลับไปได้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก่อนเข้ารับตําแหน่งอยากคุยอะไรกับตัวเอง

ผมคุยกับตัวเองอยู่ทุกวันว่าที่เราทำไปตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมามันคุ้มไหม และได้คำตอบว่าคงไม่คุ้มในความรู้สึกจริงๆ ของตนเอง แต่ก็อธิบายกับตัวเองว่าเรามาทำหน้าที่แทนคนอื่นที่ควรจะถูกเลือกมาอยู่ตรงนี้เท่านั้น ซึ่งคนอื่นที่ว่าก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก ผมก็พูดไปแล้วข้างต้นว่า เขาไม่ได้เลือกผมด้วยตัวตนของผม แต่เลือกเพราะผมเป็นตัวแทนของพ่อต่างหาก


ยังมีอะไรที่ค้างคาใจในฐานะ สว. หรือไม่

ผมได้ทำหน้าที่ของผมไปหมดแล้ว ที่เหลือก็พร้อมส่งต่อให้กับคนอื่นๆ เข้ามาทำหน้าที่นี้ต่อ เตรียมตัวกลับบ้านและกลับไปเป็นพลเมืองที่เฝ้าติดตามการเมืองต่อไป


อยากฝากอะไรถึง สว. ชุดใหม่

ผมจะไปฝากอะไรใครได้ เพราะการดำรงอยู่ตอนนี้ของผมในฐานะ สว. ก็เต็มไปด้วยเสียงก่นด่าอยู่แล้ว ถ้าจะสื่อสารอะไรได้ก็คงเป็นคำเตือนว่า สว. ชุดใหม่ จงเอาข้อผิดพลาดของ สว. ชุดผมไปเป็นบทเรียนว่าจะไม่ทำให้ตนเองตกอยู่ในสภาวะเดียวกับพวกเรา น่าจะเป็นสิ่งเดียวที่ผมอยากฝากมากกว่าจะไปแนะนำอะไรพวกเขา ผมคิดว่าพวกเขาคงมีภารกิจและหน้าที่ที่ต้องดำเนินงานหลังจากนี้ เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในทิศทางที่ดีขึ้น


จากมุมมองของคุณ ความท้าทายของ สว. ชุดต่อไปคืออะไร

สิ่งที่จะเป็นความท้าทายของสมาชิกวุฒิสภาสมัยหน้า คือความคาดหวังของสังคมที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงมีทั้งหมดสองประเด็น

ประเด็นแรกคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ทุกวันนี้ไม่มีนักการเมืองคนไหน พรรคการเมืองพรรคใดที่มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สมบูรณ์ นี่คงจะเป็นโจทย์ที่สำคัญอย่างมาก ที่ผ่านมาการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นไม่ได้ เนื่องจากขาดเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา พวกผมที่เป็นเสียงส่วนน้อย 18 เสียงก็ไม่เพียงพอที่จะร่วมแก้รัฐธรรมนูญกับ สส. ได้

ประเด็นต่อมาคือ การเปลี่ยนแปลงอำนาจการแต่งตั้งองค์กรอิสระของ สว. เนื่องจากสมาชิกวุฒิสภามีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ และที่ผ่านมาก็เห็นแล้วว่าองค์กรอิสระมีบทบาทอย่างยิ่งในการกำหนดและเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางการเมืองไทย ดังนั้นการกลับมาถกเถียงขอบเขตอำนาจการแต่งตั้งองค์กรอิสระของ สว. จึงเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง


อยากบอกอะไรกับประชาชนไหม?

หากผมทำอะไรที่ไม่ถูกใจตามความต้องการของประชาชนหรือกระทำผิดพลาดไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม การถูกวิพากษ์วิจารณ์ย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากพวกเราต่างเป็นบุคคลสาธารณะ ดังนั้นผมก็ยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ ผมยังรู้สึกไม่สบายใจในอีกหลายเรื่องที่ไม่สามารถทำตามความคาดหวังของประชาชนได้ แต่อย่างน้อยผมก็สบายใจว่า ผมได้นำเสียงของประชาชนไปสู่พื้นที่ทางการเมือง เช่น พื้นที่ในคณะกรรมาธิการสามัญของวุฒิสภา เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนเห็นว่ายังมี สว. ที่เคารพเสียงของประชาชนอยู่

ผมอยากเห็นประชาชนทุกคนตื่นตัวทางการเมืองลักษณะนี้ต่อไป ไม่เฉพาะเพียงการเมืองระดับชาติ แต่ในระดับของการเมืองระดับท้องถิ่นด้วย วันนี้ในการเมืองระดับชาติ เราเริ่มเห็นแสงสว่าง เริ่มเห็นการเมืองใหม่ที่เปิดพื้นที่และสร้างความเป็นไปได้ให้กับประชาชนทุกกลุ่มที่จะเข้ามาเป็นผู้เล่นในทางตรง มากกว่าที่จะเป็นคนที่ออกเสียงเลือกตั้งเท่านั้น หากในอนาคตประชาชนทุกคนทำให้การเมืองท้องถิ่นปราศจากการใช้เงินและเปิดโอกาสประชาชนให้มีโอกาสเข้าไปทำงานการเมืองเพื่อผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริงได้ ในวันนั้นสังคมไทยควรต้องร่วมกันยินดีว่า พวกเราเดินทางมาถึงจุดที่การเมืองไทยกลายเป็นการเมืองแห่งความหวังสำหรับทุกคน

MOST READ

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

Politics

23 Feb 2023

จากสู้บนถนน สู่คนในสภา: 4 ปีชีวิตนักการเมืองของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

101 ชวนอมรัตน์สนทนาว่าด้วยข้อเรียกร้องจากนอกสภาฯ ถึงการถกเถียงในสภาฯ โจทย์การเมืองของก้าวไกลในการเลือกตั้ง บทเรียนในการทำงานการเมืองกว่า 4 ปี คอขวดของการพัฒนาสังคมไทย และบทบาทในอนาคตของเธอในการเมืองไทย

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

23 Feb 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save