fbpx

เลือก(ตั้ง) ส.ว. ไปทำไม?

ส.ว.

หากมีใครถามผมด้วยคำถามนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ผมคงอธิบายความสำคัญของการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) พร้อมทั้งสรรหาเหตุผลเพื่อสนับสนุนการมีอยู่ของวุฒิสภา เพราะเชื่อว่าระบบสองสภา (Bicameral) ยังมีข้อดีกว่า อีกทั้งในช่วงเวลานั้น ผมกำลังทำวิทยาพนธ์ปริญญาโทหัวข้อเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ว. อยู่พอดี[1] เนื่องจากมีการเลือกตั้ง ส.ว. ครั้งแรก เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งภาคปฏิบัติการของแนวคิดปฏิรูปการเมืองที่ถูกบรรจุอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540

แม้จะมีมาตรการที่ออกแบบขึ้นเพื่อหวังให้ได้ ส.ว. ที่เป็นกลาง เช่น ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ห้ามหาเสียง (ทำได้เพียงแนะนำตัว) แต่ผลการเลือกตั้ง ส.ว. ครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2543 ล้วนบ่งชี้ชัดว่า ส.ว. ส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองและพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือในทางอ้อม ‘สภาผัวเมีย’ จึงกลายเป็นคำที่สื่อตั้งแง่และเป็นภาพจำของวุฒิสภาชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งนั้น หลายจังหวัดมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับผู้สมัครที่ชนะการเลือกตั้ง จนต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่อยู่อีกหลายครั้ง (รวมแล้วมากถึง 6 รอบ) และเป็นจุดเริ่มต้นการใช้อำนาจแจกใบเหลือง/ใบแดงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกตั้งคำถามถึงนับแต่นั้นมา

งานศึกษาพบว่า เงื่อนไขสำคัญที่มีผลต่อชัยชนะในการเลือกตั้งของ ส.ว. คือ ปัจจัยทางด้านแรงสนับสนุนของนักการเมืองในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สมัครที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับนักการเมืองในพื้นที่นั้นๆ และปัจจัยทางด้านความช่วยเหลือของสถาบันทางราชการ รวมถึงปัจจัยทางด้านชื่อเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้งเอง

กระนั้นก็ตาม ผมยังเห็นว่าต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้โอกาสผู้ทำหน้าที่ ส.ว. ได้พิสูจน์ตนเอง พร้อมกับที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เรียนรู้จากประสบการณ์ ซึ่งอาจต้องยอมรับความจริงว่าเป็นไปไม่ได้ที่ ส.ว. จะปลอดจากการเมืองตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ

การเลือกตั้งช่วยให้เราได้ ส.ว. ที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะกับจังหวัดใหญ่ที่มี ส.ว.ได้จำนวนมาก เช่น กรุงเทพมหานคร หากใช้ระบบแต่งตั้งไม่ว่าเป็นนักวิชาการ สื่อสารมวลชน และคนทำงานเคลื่อนไหวทางสังคมก็คงหมดโอกาส

รัฐธรรมนูญ 2540 จึงถือเป็นรัฐธรรมนูญไทยฉบับแรกและฉบับเดียวที่กำหนดให้ ส.ว. มาจากการ ‘เลือกตั้งโดยตรง’ ของประชาชน 100% โดยใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เพราะหลังจากนั้นเกิดรัฐประหาร 2 ครั้ง และได้รัฐธรรมนูญเพิ่มมา 4 ฉบับ โฉมหน้าของวุฒิสภาก็ไม่เป็นเช่นนั้นอีกเลย

รัฐประหารปี 2549 ทำให้วุฒิสภาถูกหั่นเป็นสองส่วนซึ่งมาจากกระบวนการสรรหากับการเลือกตั้ง และในที่สุดก็คงเหลือสมาชิกประเภทเดียวที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งต่อไป ผลจากรัฐประหารในปี 2557 ทำให้ที่มาของสมาชิกวุฒิสภากลายเป็นระบบเลือกกันเองโดยอิงกลุ่มอาชีพหรืออัตลักษณ์ไปซะอย่างงั้น (ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน) ขณะที่จำนวนก็ไม่เคยนิ่ง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่าง 200 คน (รัฐธรรมนูญ 2540, 2560) 150 คน (รัฐธรรมนูญ 2550) และ 250 คน (บทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญ 2560) เช่นเดียวกับวาระที่มีตั้งแต่ 3 ปี (ส.ว. สรรหาตามรัฐธรรมนูญ 2550) 5 ปี (รัฐธรรมนูญ 2560) ไปจนถึง 6 ปี (รัฐธรรมนูญ 2540, ส.ว.เลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ 2550) มิพักต้องเอ่ยถึงบทบาทอำนาจที่ก็มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

วิธีการได้มาซึ่ง ส.ว.ในอดีตล้วนแล้วแต่มีที่มาจากการ ‘แต่งตั้ง’ เป็นหลัก อาจยกเว้นเพียงครั้งเดียวตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 กำหนดให้มีสภาที่สองคือ ‘พฤฒสภา’ (อ่านว่า พรึด-สะ-พา โดยชื่อมีนัยถึง ‘สภาสูง’) มีที่มาจากการ ‘เลือกตั้งโดยอ้อม’ ของราษฎร จำนวน 80 คน โดยวาระเริ่มแรกมอบให้องค์การเลือกตั้งสมาชิกพฤฒสภาเป็นผู้เลือก ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นอยู่ก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ผลคือ สมาชิกเกือบครึ่งมาจากคณะราษฎรผู้ก่อการปฏิวัติ 2475 ทั้งนี้ ส.ว. ในยุคนั้นมีอำนาจน้อย กล่าวคือทำหน้าที่เพียงกลั่นกรองร่างกฎหมาย

ระบบสภาของไทย และที่มาของสภาที่สองจำแนกตามรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ 
ระบบสภาเดียวระบบสองสภาที่มาของสภาที่สอง
ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2475ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2489เลือกตั้ง (ทางอ้อม)
ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2475ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2490แต่งตั้ง
ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2495ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2492แต่งตั้ง
ฉบับที่ 7 พ.ศ. 2502ฉบับที่ 8 พ.ศ. 2511แต่งตั้ง
ฉบับที่ 9 พ.ศ. 2515ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2517แต่งตั้ง
ฉบับที่ 11 พ.ศ. 2519ฉบับที่ 13 พ.ศ. 2521แต่งตั้ง
ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2520ฉบับที่ 15 พ.ศ. 2534แต่งตั้ง
ฉบับที่ 14 พ.ศ. 2534ฉบับที่ 16 พ.ศ. 2540เลือกตั้ง
ฉบับที่ 17 พ.ศ. 2549ฉบับที่ 18 พ.ศ. 2550เลือกตั้งและสรรหา
ฉบับที่ 19 พ.ศ. 2557ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2560แต่งตั้ง (บทเฉพาะกาล) ผู้สมัครเลือกกันเอง

จากตารางสรุปได้ว่า ประเทศไทยใช้ระบบสภาเดี่ยวกับสภาคู่สลับมาโดยตลอด จากรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น 20 ฉบับ ต่างก็ใช้ทั้งสองระบบเท่ากันอย่างละ 10 ฉบับ ทั้งนี้ในช่วงที่อยู่ในภาวะปกติภายใต้รัฐธรรมนูญถาวรย่อมมีสภาที่สอง ตรงกันข้าม ระบอบรัฐประหารและระหว่างการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวก็จะคงไว้สภาเดียว (ภายใต้ชื่อ ‘สภานิติบัญญัติแห่งชาติ’ หรือ สนช.) หากลองนับระยะเวลาก็พอๆ กัน โดยเราอยู่ในระบบสองสภามากกว่าเล็กน้อย (ราว 48 ปีกับ 43-44 ปีโดยประมาณ)

มีข้อสังเกตสำคัญว่า วุฒิสภาชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่ใช้แทนที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวของคณะรัฐประหาร มักถูกใช้เป็นฐานค้ำยันการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ตัวอย่างใกล้ตัวที่สุดคือ ส.ว. ชุดปัจจุบัน (ปี 2562-2567) ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งกำลังจะพ้นวาระในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นนายทหาร ตำรวจ และกลุ่มบุคคลที่เคยร่วมงานกับ คสช. มาก่อน ซึ่ง ส.ว. ชุดนี้ก็มีอำนาจมากถึงขั้นได้ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร (ต้นแบบมาจากรัฐธรรมนูญปี 2521)

ทั้งนี้ ภายใต้ระบบแต่งตั้ง ที่นั่งในวุฒิสภาของไทยย่อมไม่พ้นถูกจับจองโดยข้างฝ่ายข้าราชการประจำ อดีตนักการเมือง หรือสมัครพรรคพวกของผู้มีอำนาจ

เลือก(ตั้ง) ส.ว. ไปทำไม?

ด้วยคำถามเดียวกัน ถึงตอนนี้ผมชักเริ่มไม่แน่ใจความคิดของตนเองที่เปลี่ยนไปทำนองว่า วุฒิสภาไม่ใช่สถาบันการเมืองที่มีความจำเป็น ต่อให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดก็ตาม ส่วนหนึ่งเพราะเห็นสถิติของการผลิตกฎหมายในยุค สนช. ซึ่งมีสภาเดียว ตลอระยะเวลาเพียง 5 ปี (ระหว่างปี 2557-2562) ผ่านกฎหมายไปกว่า 444 ฉบับ[2] ขณะที่ในอีก 4 ปีต่อมา (ช่วงปี 2562-2566) รัฐสภาที่เป็นสภาคู่สามารถออกกฎหมายได้ 94 ฉบับเท่านั้น[3]

ฤาระบบสภาเดี่ยว (Unicameral) จะดีต่อสังคมการเมืองไทยมากกว่า

แน่นอน ความคิดดังกล่าวดูจะสวนทางกับกระแสความเปลี่ยนแปลงทางรัฐธรรมนูญทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มที่จะนำระบบสองสภามาใช้เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

จากข้อมูลต้นทศวรรษ 1970 ระบุว่ามีเพียง 45 ประเทศในขณะนั้นที่ใช้ระบบสภาคู่ ปี 2543 ตัวเลขเพิ่มเป็น 67 ประเทศ[4] และขยับขึ้นมาอยู่ที่ 78 ประเทศในปัจจุบัน คิดแล้วราวร้อยละ 40 จึงเห็นได้ว่าระบบสองสภามีพลวัตสูง ขณะที่สภาเดียวมี 112 ประเทศ จากจำนวน 190 กว่าประเทศ[5]

ประเทศใหญ่ ทั้งในใหญ่เชิงขนาดพื้นที่ ประชากร หรือความมั่งคั่ง ส่วนมากเลือกใช้ระบบสองสภาทั้งสิ้น แต่กระนั้นในภาพรวมยังพูดได้ว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลกนิยมใช้ระบบสภาเดี่ยวมากกว่า

เหตุผลทั่วไปของการมีสภาที่สอง ไม่พ้น 4 วัตถุประสงค์หลักต่อไปนี้[6]

(1) ให้เป็น ‘สภาผู้ทรงคุณวุฒิ’ เน้นความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยเฉพาะในเชิงเทคนิคกฎหมาย และใช้แบ่งปันอำนาจให้แก่ชนชั้นสูง เช่น อังกฤษ แคนาดา จาไมกา

(2) ให้เป็น ‘สภาตัวแทนเชิงพื้นที่’ โดยเฉพาะมลรัฐในกรณีที่เป็นรัฐรวม เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมัน หรือกรณีรัฐเดี่ยว เช่น ฝรั่งเศส หรือสเปน ซึ่งค่อนข้างมีความเป็นผู้แทนของท้องถิ่นและภูมิภาคสูง

(3) ให้เป็น ‘สภาตัวแทนกลุ่มทางสังคม/วัฒนธรรม’ อาทิ กลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง กลุ่มแรงงาน กลุ่มเกษตรกร กลุ่มสตรี สมาคมวิชาชีพ ตัวอย่างประเทศ เช่น สโลวีเนีย จีน พม่า บอตสวานา ไอร์แลนด์

(4) ให้เป็น ‘สภาตรวจสอบ’ ที่คอยถ่วงดุลอำนาจ ทำหน้าที่คัดคานกับอีกสภาที่มีอยู่ เช่น ญี่ปุ่นออสเตรเลีย

เป้าหมายข้างต้นสัมพันธ์กับปูมหลังของวิวัฒนาการทางการเมืองของแต่ละประเทศ ซึ่งทำให้สมาชิกของสภานี้มีลักษณะที่มาแตกต่างกันอีกด้วย ไม่ว่าเลือกตั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม แต่งตั้ง ผสมผสาน หรืออาศัยกระบวนการที่ผิดแผกออกไปเพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของตน ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ สภาขุนนางของอังกฤษซึ่งประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 800 คน (จำนวนไม่ตายตัว แต่แนวโน้มลดลงเรื่อยๆ) มาจากสมาชิก 2 ประเภทใหญ่คือ ผู้นำฝ่ายคริสตจักร และขุนนางฝ่ายฆราวาส ซึ่งมีทั้งที่เป็นโดยสืบเชื้อสายตระกูล และมาจากการดำรงตำแหน่ง (นายกฯ เสนอชื่อแต่งตั้งบางส่วน) ให้ดำรงตำแหน่งได้ตลอดชีวิต

ขณะที่วุฒิสภาของไทยส่วนใหญ่ถูกจัดวางให้คอยทำหน้าที่ ‘สภาพี่เลี้ยง’ (ใกล้เคียงกับข้อ (1)) โดยยึดโยงอยู่กับฝ่ายบริหาร (เนื่องจากรัฐบาลมีส่วนสำคัญในกระบวนการแต่งตั้ง) มากกว่าจะเป็นผู้แทนของประชาชนหรือตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์หรือทางอาชีพ ทำให้ถูกเปรียบเปรยว่าเป็น ‘สภาตรายาง’ เว้นบางสถานการณ์ที่ได้รัฐบาลจากขั้วตรงข้าม ส.ว. อาจเปลี่ยนไปสวมบทบาท ‘สภาฝ่ายค้าน’ แทน (เป็นไปตามข้อ (4))

ทั้งนี้ ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์สาขาวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่าวุฒิสภาของไทยไม่ได้เป็นทั้งตัวแทนของกลุ่มชนชั้นทางสังคม และไม่ได้ทำให้เกิดผลลัพธ์ทางนิติบัญญัติที่ดีขึ้น หากแต่เสนอไว้เป็น “ผู้พิทักษ์สถานภาพเดิม”[7]

ในแง่บทบาทอำนาจของวุฒิสภานั้นเจอตั้งแต่แบบพื้นๆ ไปจนถึงมีอำนาจพิเศษ นั่นคือ ไม่ได้มีหน้าที่แค่กลั่นกรองกฎหมาย และควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหารเพียงเท่านั้น หากแต่มีอำนาจให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญในฝ่ายต่างๆ ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านั้นได้ด้วย ตลอดจนตัดสินใจในเรื่องสำคัญ เช่น ประกาศสงคราม ให้สัตยาบันสนธิสัญญา เห็นชอบการสืบราชสมบัติ

อย่างไรก็ตาม สำหรับบางกลุ่มประเทศกลับเดินสวนทาง นั่นคือ เปลี่ยนจากที่เคยใช้ระบบสภาคู่มาเป็นสภาเดี่ยว ซึ่งจัดเป็นประเทศประชาธิปไตยก้าวหน้าเช่นกัน โดยเฉพาะหลายประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่ดำเนินการปฏิรูปรัฐธรรมนูญในห้วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา มีเรื่องหนึ่งที่เหมือนกันคือ ได้ยกเลิกวุฒิสภา (ส.ว.) หรือสภาสูง และหันมาใช้ระบบสภาเดียว เดนมาร์ก (ปีค.ศ. 1953) สวีเดน (ปีค.ศ. 1970) ไอซ์แลนด์ (ปีค.ศ. 1991) นอร์เวย์ (ปีค.ศ. 2009) ดังเช่นประเทศที่ใช้ระบบสภาเดียวมาตั้งแต่ต้นอย่างฟินแลนด์ (ปีค.ศ. 1906)

ตัวอย่างประเทศอื่นนอกกลุ่มนอร์ดิกที่เปลี่ยนจากสภาคู่มาเป็นสภาเดี่ยว เช่น นิวซีแลนด์ (ปีค.ศ. 1951) เปรู (ปีค.ศ. 1995) ฯลฯ[8] โดยมีเหตุผลสนับสนุนระบบสภาเดียว ได้แก่ มีประสิทธิภาพในการผลิตกฎหมาย ลดขั้นตอน เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน และเหมาะสำหรับประเทศเล็ก ช่วยประหยัดงบประมาณมหาศาล

ถ้าดูจากองค์ประกอบของรัฐไทย ประเทศที่มีรัฐเดี่ยวเหมือนกับไทย ไม่ได้เป็นสหพันธรัฐ และไม่ได้เป็นระบบรัฐสภาที่มีประธานาธิบดี ประเทศที่มีลักษณะแบบนี้มีทั้งหมด 31 ประเทศทั่วโลก โดยมีถึง 20 ประเทศ หรือ 2 ใน 3 ใช้ระบบสภาเดี่ยวแล้ว[9]

กระนั้นก็ตาม เราไม่มีทางเปลี่ยนจากระบบสภาคู่มาเป็นสภาเดี่ยวได้ ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ และเป็นไปไม่ได้ที่จะแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ โดยปราศจากการสนับสนุนของ ส.ว.

เลือก (ตั้ง) ส.ว.ไปทำไม?

ปฏิเสธไม่ได้ว่าประตูที่จะนำไปสู่ทางออกจากวิกฤตการเมืองปัจจุบันคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่ที่ผ่านมามีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาแล้ว 26 ฉบับ ผู้ริเริ่มมีทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และภาคประชาชน ซึ่งไม่ว่าใครเสนอก็ต้องอาศัยเสียง ส.ว. 1 ใน 3 เป็นอย่างน้อย จากจำนวนร่างกฎหมายทั้งหมดนี้มีเพียงฉบับเดียวเท่านั้นที่ฝ่าด่านนี้ได้คือ ร่างเสนอแก้ไขระบบเลือกตั้งเป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบของพรรคประชาธิปัตย์ นอกนั้นไม่ผ่านเพราะ ส.ว. ไม่เอาด้วย แม้แต่ในประเด็นการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น

นั่นคือคำตอบว่าทำไมการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ ด้วยระบบอันซับซ้อนที่สุด แถมยังกีดกันมิให้สิทธิเลือกตั้งแก่ประชาชนโดยเสมอหน้า จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด

บนเส้นทางของการปฏิรูปการเมืองไทยรอบใหม่ นี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้ที่คนไทยจะได้มีโอกาสเลือก ส.ว.


[1] ณัฐกร วิทิตานนท์, ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภา: ศึกษาเฉพาะกรณีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดเชียงใหม่ รอบสอง เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2543, วิทยานิพนธ์ รัฐศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2544.

[2] “ขั้นตอนออกกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ 2560,” iLaw (30 กรกฎาคม 2562), จาก https://www.ilaw.or.th/articles/3667

[3] “ส่องผลงานผ่านสภายุคประยุทธ์สอง ส.ส.เสนอ และ/หรือ โหวตกฎหมายอะไรกันบ้าง?,” WeVIS (28 กุมภาพันธ์ 2566), จาก https://wevis.info/law-watch

[4] “Bicameralism around the World: position and prospect,” Sénat (n.d.), from https://www.senat.fr/europe-et-international/senats-deurope-senats-du-monde/forum-of-the-worlds-senates.html

[5] “National Parliaments,” Inter-Parliamentary Union (n.d.), from https://www.ipu.org/national-parliaments

[6] Elliot Bulmer, Bicameralism (second edition), (Stockholm: International IDEA, 2017), 10-12.

[7] ดู วจนา วรรลยางกูร, “หาคำตอบ ‘ส.ว. มีไว้ทำไม?’ กับปุรวิชญ์ วัฒนสุข เมื่อวุฒิสภาเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการประชาธิปไตย,” the101.world (19 มิถุนายน 2566), จาก https://www.the101.world/purawich-watanasukh-interview/

[8] “Deciding Between a Unicameral and Bicameral Legislature,” National Democratic Institute for International Affairs (n.a.), from https://www.ndi.org/sites/default/files/029_ww_onechamber_0.pdf

[9] “พริษฐ์ วัชรสินธุ: “สภาเดี่ยว” ทางออกวิกฤตการเมือง,” The Active (24 สิงหาคม 2020), จาก https://theactive.net/read/political-protest-movements-ep8/

MOST READ

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

Politics

23 Feb 2023

จากสู้บนถนน สู่คนในสภา: 4 ปีชีวิตนักการเมืองของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

101 ชวนอมรัตน์สนทนาว่าด้วยข้อเรียกร้องจากนอกสภาฯ ถึงการถกเถียงในสภาฯ โจทย์การเมืองของก้าวไกลในการเลือกตั้ง บทเรียนในการทำงานการเมืองกว่า 4 ปี คอขวดของการพัฒนาสังคมไทย และบทบาทในอนาคตของเธอในการเมืองไทย

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

23 Feb 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save