จัดตั้ง-ขนคน-ระบบซับซ้อน: นี่คือภารกิจสอดแนมคูหาเลือกตั้ง! ฟังเสียง ‘คนหน้างาน’ เล่าปัญหาการเลือก สว.

ประกาศ! ประกาศ! นี่คือรายงานภารกิจล้วงลึกกระบวนการเลือก สว. โดยเจ้าหน้าที่รัฐ!

9 มิถุนายน 2567 เป็นวันเลือกวุฒิสภา (สว.) ระดับอำเภอ นับเป็นวันแรกของการลงคะแนน ‘เลือกกันเอง’ ระหว่างผู้สมัครอย่างเป็นทางการ นวัตกรรมนี้มีที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จึงพูดได้ว่าเป็นมรดกของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

กติกาเลือก สว. ถูกวิจารณ์เรื่อยมาถึงความซับซ้อนยุ่งยาก ตั้งแต่เงื่อนไขและคุณสมบัติของผู้สมัคร ไปจนถึงกลไกเลือกตั้งอันแสนเข้าใจยาก ไม่ว่าจะเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ เลือกไขว้กลุ่มอื่นในสายเดียวกัน แถมยังต้องเลือกกันถึงสามระดับ นอกจากนี้ ระบบยังถูกวิจารณ์ว่าเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะออกแบบมาเพื่อเฟ้นหา สว. ที่มีเพื่อน มีเงิน และมีเวลาเท่านั้น

เมื่อซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดนี้ แล้วคนจัดการ ‘หน้างาน’ ในการเลือก สว. จะไม่สับสนได้อย่างไร? หลายคนอาจไม่ทราบว่าข้าราชการกระทรวงมหาดไทยรับบทบาทหลักในการจัดการเลือก สว. ระดับอำเภอและจังหวัด ดังนั้น การเลือก สว. ระดับอำเภอที่ผ่านมา ‘ปลัดอำเภอ’ จำนวนมากต้องดำรงตำแหน่งคณะกรรมการเลือกตั้งที่ทำหน้าที่สารพัด ตั้งแต่รับลงทะเบียนผู้สมัคร ตรวจสอบเอกสาร จัดเตรียมสถานที่และอุปกรณ์ จัดเตรียมการแบ่งสายอาชีพผู้สมัคร นับคะแนน และหน้าที่อื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย ดังนั้น คงไม่มีใครเล่าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากระบบการเลือกตั้งอันซับซ้อนได้ดีเท่าคนทำงานจริง 101 สนทนากับปลัดอำเภอจากหลากหลายพื้นที่ว่าด้วยปัญหาที่คนทำงานต้องเจอตั้งแต่ช่วงรับสมัครยันวันเลือกตั้งระดับอำเภอ ปัญหาในช่วงการอบรมกติกาเลือก สว. โดยคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ตลอดจนช่องทุจริตและช่องผิดพลาดที่มรดกรัฐประหารทิ้งไว้ให้

สิ่งที่จะได้อ่านถัดจากนี้คือรายงานภารกิจสอดแนมคูหาเลือก สว. ผ่านเรื่องเล่าจากคนหน้างาน – ส่องไฟเข้าไปในพื้นที่หลุมดำ ที่ในบางคูหาไม่อนุญาตให้ประชาชนย่างเท้าไปเหยียบ และในทางตรงกันข้าม ก็หามุมมืดผ่านบางคูหา ที่แม้จะให้ประชาชนเข้าไปสังเกตการณ์ได้ชิลล์ๆ แต่ไม่รู้ว่ามี ‘กลเม็ด’ อะไรซ่อนอยู่บ้าง

บรรยากาศการเลือก สว. ระดับอำเภอ (ที่มาภาพ)

1


ณ ที่ว่าการอำเภอแห่งหนึ่งในภาคกลาง เจ้าหน้าที่เอ (นามสมมติ) ปลัดอำเภอผู้มีหน้าที่รับสมัคร สว. ได้พบกับกลุ่ม ‘มือปืนรับจ้าง’ ที่ไม่ได้หมายถึงฆาตรกร แต่คือคำนิยามที่เจ้าหน้าที่เอใช้เรียกกลุ่มคนที่ขนกันมาสมัคร สว. พร้อมกันถึงสองคันรถ

ด้วยลักษณะระดมกันมาลงสมัครในวันและเวลาเดียวกัน ทั้งยังมีท่าทีสับสนกับกระบวนการสมัครอย่างผิดสังเกต เช่น ไม่รู้ว่ามีค่าสมัคร เป็นต้น เจ้าหน้าที่เอจึงตั้งข้อสังเกตว่าคนกลุ่มนี้อาจถูกจ้างมาลงคะแนนเสียงให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง

“หลายคนมาสมัครโดยที่ไม่รู้เลยว่ามีค่าสมัคร 2,500 บาท บางคนมีลักษณะคล้ายกับ ‘มือปืนรับจ้าง’ ที่ถูกจ้างมาโหวตให้กลุ่มของนักการเมืองท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาเทศบาล” เจ้าหน้าที่เอ กล่าว

ทั้งนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 (พ.ร.ป.เลือก สว.) กำหนดให้ผู้ที่รับสินบนเพื่อลงสมัครหรือไม่ลงสมัคร สว. มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ดังนั้น หากมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเกิดการฮั้วขึ้นจริง คนกลุ่มนี้อาจถูกเอาผิดได้ 

ยังไม่รวมปัญหาอื่นที่เกิดขึ้นในวันเลือก สว. ระดับอำเภอ เจ้าหน้าที่เอเล่าว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงบอกให้ผู้สมัครใช้ปากกา ‘สีน้ำเงิน’ ในการลงคะแนนเท่านั้น หากใช้ปากกาสีอื่นจะถือเป็นบัตรเสีย ทั้งที่ พ.ร.ป.เลือก สว. และลักษณะของบัตรเสียตามระเบียบ กกต. ไม่ได้จำกัดไว้ว่าต้องใช้ปากกาสีใดโดยเฉพาะ

โชคดีที่ไม่มีปากกาสีอื่นในคูหา วิวาทะบัตรเสียเพราะสีปากกาจึงไม่เกิดขึ้น 

“เจ้าหน้าที่ประกาศให้ผู้สมัครใช้ปากกาสีน้ำเงินลงคะแนนเท่านั้น หากใช้ปากกาสีดำจะถือเป็นบัตรเสีย ซึ่งหากในคูหาดันมีปากกาสีดำอยู่ บัตรลงคะแนนจำนวนมากอาจกลายเป็นบัตรเสียก็ได้” เจ้าหน้าที่เอบอกกับเรา 

ในฐานะคนที่อยู่กับกระบวนการตั้งแต่วันเริ่มรับสมัคร เจ้าหน้าที่เอชี้ว่ามีช่องโหว่ชวนทุจริตในระบบเลือก สว. เยอะมาก เช่น ผู้สมัครสามารถทุจริตเพื่อเพิ่มโอกาสชนะระดับอำเภอโดยการฮั้วกับกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งเพื่อขอดูจำนวนผู้สมัคร กล่าวคือ ดูว่ากลุ่มอาชีพไหนคนสมัครน้อยหรือไร้คนลง แล้วจึงไปลงสมัครกลุ่มนั้นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้ารอบระดับจังหวัด ซึ่งโดยปกติแล้วรายชื่อและจำนวนผู้สมัครจะถูกปกปิดไว้จนกว่าจะพ้นระยะเวลารับสมัคร

“เมื่อรู้จำนวนผู้สมัครของแต่ละกลุ่ม ผู้ที่อยากทุจริตอาจไปลงสมัครกลุ่มที่คนลงสมัครน้อยที่สุดหรือกลุ่มที่ไม่มีคนลงสมัครเลย หรือไม่ก็ระดมคนมาลงในกลุ่มต่างๆ ให้มากกว่าจำนวนคนที่มี เท่านี้ก็มีโอกาสผ่านเข้ารอบจังหวัด” เจ้าหน้าที่เอระบุ พร้อมเสนอว่าปัญหานี้แก้ได้ด้วยการติดกล้องวงจรปิดในพื้นที่เก็บเอกสารตั้งแต่ช่วงวันรับสมัคร สว. แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เกิดการพยายามป้องกันปัญหาแต่อย่างใด 

ท้ายที่สุดแล้ว ระบบเลือก สว. เช่นนี้ไม่อาจสะท้อนเสียงประชาชนได้เลยในสายตาของเจ้าหน้าที่เอ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีสิทธิเลือก ตาสีตาสาคนธรรมดาไม่สะดวกจ่ายเงินหลักพันเพื่อลงสมัคร ผู้ที่มีสิทธิเลือกกันเองจึงเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่มีทุนทรัพย์ ไม่ก็มือปืนรับจ้างที่รอลั่นไกต่อในการเลือก สว. ระดับถัดไป



ดูเหมือนพิรุจเรื่องจัดตั้งจะไม่ได้เกิดขึ้นแค่อำเภอเดียว เพราะ เจ้าหน้าที่บี (นามสมมติ) ปลัดอำเภอแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกตั้งข้อสังเกตเช่นกันว่ามีผู้สมัครเข้าข่ายระดมคนในอำเภอของเขา เนื่องจากมีท่าทีผิดสังเกตและน่าสงสัย เช่น มาสมัครพร้อมกัน มีท่าทีที่แสดงถึงสถานะ ‘หัวหน้า-ลูกน้อง’ ภายในกลุ่ม เป็นต้น 

“บางคนสมัครไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งเขายืนยันว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลย ที่มาวันรับสมัครก็เพราะหัวหน้าสั่งให้มาเซ็นเอกสาร” เจ้าหน้าที่บีกล่าว 

เจ้าหน้าที่บีไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าพวกเขาฮั้วการเลือก สว. อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกระดับอำเภอบ่งชี้ให้เห็นว่าคะแนนกระจุกอยู่กับผู้สมัครคนหนึ่งอย่างผิดสังเกต ซึ่งบุคคลนั้นเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับนักการเมืองท้องถิ่นที่มีอิทธิพลในพื้นที่

“ก่อนวันเลือก มีช่วงให้แนะนำตัว พอผู้สมัครคนหนึ่งแนะนำตัวเสร็จ ผู้สมัครรอบๆ ก็พากันปรบมือให้ แต่เวลาคนอื่นแนะนำตัวกลับไม่มีใครปรบมือให้” เจ้าหน้าที่บีเล่าให้ฟัง 

นอกจากสถานการณ์ ‘เก็บทรงไม่อยู่’ เจ้าหน้าที่บีเล่าว่าวันเลือก สว. มีบัตรเสียหลายใบ ส่วนหนึ่งเขามองว่าเป็นเพราะกติกาเลือกที่ซับซ้อนมากเกินไป อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้สมัครจำนวนมากอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ มีการแสดงท่าทีให้เห็นชัดเจนตั้งแต่ตอนรับสมัครว่าไม่สามารถเขียนหรืออ่านภาษาไทยได้ จึงอาจทำให้ไม่รู้ว่ากำลังเขียนอะไรลงบัตรลงคะแนนที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือมากมาย แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยกรอกได้เพราะอาจเข้าข่ายทุจริต 

บรรยากาศขณะเลือก สว. ก็วุ่นวาย เจ้าหน้าที่บีเล่าว่าคนหน้างานหลายคนยังสับสนกับวิธีการเลือกแม้เคยผ่านการอบรมจาก กกต. มาแล้ว ขณะที่คู่มือปฏิบัติก็เล่าเนื้อหาลำดับการทำงานแบบข้ามขั้นตอนและสลับไปมา

“วิทยากรที่จัดอบรมยังไม่เข้าใจระบบเลือก สว. อย่างถ่องแท้ ระหว่างบรรยายยังหันไปถามเพื่อนร่วมงานเพื่อเช็กความถูกต้อง มีการพึมพำว่า ‘เอ๊ะ’ หรือ ‘ใช่ไหมนะ’ ตลอดการอบรม ซึ่งหากวิทยากรยังไม่เข้าใจทะลุปรุโปร่ง คนฟังจะไปเข้าใจชัดเจนได้อย่างไร” เจ้าหน้าที่บีเล่าถึงการอบรมเลือก สว. ที่กินเวลาหนึ่งวัน ครึ่งเช้าสอนระบบเลือก ครึ่งบ่ายสอนกระบวนการ 

อีกประเด็นน่าสนใจ คืออำเภอของเจ้าหน้าที่บีไม่อนุญาตให้ผู้สมัครพูดคุยและแนะนำตัวกันก่อนลงคะแนน ทั้งที่หลายอำเภอและเขตเปิดให้ผู้สมัครนั่งล้อมวงแลกเปลี่ยนกันอย่างเต็มที่ สิ่งนี้สะท้อนว่าเจ้าหน้าที่จัดการเลือก สว. ทั่วประเทศมีมาตรฐานในการปฏิบัติไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะในประเด็นการเปิดโอกาสให้ผู้สมัครพูดคุยกันก่อนลงคะแนน

เมื่อถามว่าเห็นช่องผิดพลาดอะไรจากระบบเลือก สว. เช่นนี้ เจ้าหน้าที่บีตอบถึงประเด็นคุณสมบัติ ‘เชี่ยวชาญ’ ของผู้สมัคร เขาตั้งคำถามว่าผลการเลือกจะนำมาสู่ สว. ที่เชี่ยวชาญจากหลายอาชีพจริงหรือไม่ เพราะกระบวนการตรวจสอบความเชี่ยวชาญของผู้สมัครยังหละหลวม กล่าวคือ ความเชี่ยวชาญของผู้สมัครถูกตรวจสอบผ่าน ‘หนังสือรับรองความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์’ เท่านั้น ซึ่งเอกสารที่ว่ามีช่องโหว่ที่เปิดให้ใครก็ได้เป็นผู้รับรองความสามารถ

แม้ พ.ร.ป. เลือก สว. มาตรา 75 จะกำหนดให้ใครก็ตามที่รับรองหรือเป็นพยานรับรองเอกสารที่ใช้ประกอบการสมัครอันเป็นเท็จ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี แต่เจ้าหน้าที่บียังไม่มั่นใจอยู่ดีว่าเอกสารสามารถตรวจสอบคุณสมบัติความเชี่ยวชาญของผู้สมัครได้อย่างแท้จริง

“ระบบเลือก สว. ไม่ได้คัดผู้เชี่ยวชาญ แต่คัดคนที่เงินหนาและมีเส้นสายเยอะไปทำงานในรัฐสภา แทบไม่เปิดทางให้ประชาชนคนรากหญ้าเข้าไปมีส่วนร่วม ในวันเลือก สว. ไม่มีประชาชนร่วมสังเกตการณ์แม้แต่คนเดียว ไม่มีคนมาจับตาว่าการเลือกสุจริตหรือเปล่า นับคะแนนถูกหรือไม่” คือข้อความที่เจ้าหน้าที่บีบอกกับเรา ก่อนทิ้งท้ายว่าระบบเลือก สว. แบบนี้ เอาไปศูนย์คะแนนพอ! 


3


ถัดมาอีกอำเภอหนึ่งในภาคตะวันออก เจ้าหน้าที่ซี (นามสมมติ) อาจไม่เจอมือปืนรับจ้าง หัวหน้าขนลูกน้องมาสมัคร หรือการระดมพลจัดตั้งรูปแบบอื่นๆ ในการเลือก สว. ระดับอำเภอที่ผ่านมา แต่ปัญหาที่เจ้าหน้าที่ซี (เอาเข้าจริง, เจ้าหน้าที่แทบทุกอำเภอ) ต้องเจอคือความสับสนในระบบเลือก สว.

เจ้าหน้าที่ซีเล่าถึงความโชคดีในโชคร้าย โชคร้ายคือคนสมัครน้อยจนสะท้อนถึงการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน โชคดีคือคนสมัครน้อยจนทำให้ความสับสนของเจ้าหน้าที่ไม่สร้างความเสียหายอะไรต่อการเลือก สว. มากนัก (ซึ่งอาจถือเป็นโชคดีที่ไม่น่ายินดี)

“ระหว่างช่วงอบรมระบบการเลือกวุฒิสภา กกต. บรรยายแบบกดสไลด์อย่างเดียว คนทำงานจึงไม่เข้าใจและไม่เห็นภาพว่าต้องทำอย่างไร ขณะที่เนื้อหาในคู่มือปฏิบัติก็ไม่ชัดเจนว่ากระบวนการเป็นลำดับขั้นตอนอย่างไร ซึ่งอำเภอเรางงกับระบบเป็นชั่วโมง” เจ้าหน้าที่ซีกล่าว 

ระหว่างกระบวนการเลือก สว. เจ้าหน้าที่ซีมีภารกิจกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบออนไลน์ด้วย ได้แก่ ข้อมูลของผู้สมัคร ข้อมูลคะแนน เป็นต้น แต่ภายใต้ระบบราชการแบบไทยๆ ก็ทำเอาปวดหัว เพราะกว่าจะได้กรอกเข้าสู่ระบบออนไลน์จะต้องผ่านการสแกนเอกสารและพิมพ์เพื่อลงลายเซ็นอย่างซ้ำซ้อน เช่น ในขั้นตอนรับสมัคร เจ้าหน้าที่ซีต้องพิมพ์ข้อมูลจากเอกสาร (ที่ผู้สมัครกรอกมือ) เข้าระบบออนไลน์ ก่อนจะสั่งพิมพ์เอกสารนั้นให้ผู้สมัครลงลายเซ็น แล้วจึงค่อยสแกนเอกสารที่มีลายเซ็นเพื่ออัปโหลดเข้าระบบอีกรอบหนึ่ง …ซับซ้อนซ่อนเงื่อนยิ่งนัก 

อีกอุปสรรคสำหรับการเลือก สว. คือคำสั่งสายฟ้าแลบให้เปลี่ยนจำนวนหีบเลือกตั้ง กล่าวคือ ที่ผ่านมา กกต. ระบุให้เก็บบัตรลงคะแนนของแต่ละกลุ่มในลักษณะแยกหีบจากกัน (กลุ่มละ 1 หีบ) แต่คืนก่อนวันลงคะแนน กกต. มีคำสั่งกะทันหันให้เปลี่ยนมาใช้หีบใบเดียวในการเก็บบัตรลงคะแนน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไม่ทันตั้งตัวสร้างความลำบากต่อการนับคะแนนของเจ้าหน้าที่อย่างมาก

“ก่อนหน้านี้อำเภอเราทดสอบระบบเลือก สว. แบบใช้หีบกลุ่มละหนึ่งหีบ พอวันจริงกติกาเปลี่ยนกะทันหัน พวกเราก็สับสนในขั้นตอนนับคะแนนที่จะต้องนับของทุกกลุ่มพร้อมกัน ถ้าตั้งกฎมาแต่แรกก็ไม่เป็นไรหรอก แต่พอเปลี่ยนกะทันหันมันก็เพิ่มโอกาสผิดพลาดของคนหน้างาน” เจ้าหน้าที่ซี ระบุ 


4


แน่นอนว่ามีมากกว่าหนึ่งอำเภอที่เจ้าหน้าที่สับสนกับกติกาเลือก สว. เจ้าหน้าที่ดี (นามสมมติ) ปลัดอำเภอแห่งหนึ่งในภาคกลางเผยเช่นกันว่าเจ้าหน้าที่ในหน่วยมีความสับสนเพราะระบบเลือก สว. ที่ยุ่งยากซับซ้อน

คำถามคือผ่านการอบรมแล้ว ทำไมคนทำงานยังไม่เข้าใจ? เจ้าหน้าที่ดีชี้ว่าการอบรมกระบวนการเลือก สว. (รวมถึงการอบรมอื่นใดในระบบราชการ) มักมาในรูปแบบการฟังบรรยาย ไม่มีอะไรมากไปกว่าวิทยากร สไลด์พาวเวอร์พอยต์ และผู้ฟัง แต่หากเปลี่ยนมาใช้การอบรมเชิงปฏิบัติการ (workshop) ในการอบรมเลือก สว. อาจมีประสิทธิภาพมากกว่า 

“การอบรมมักมาในรูปแบบของการฟังบรรยาย ซึ่งในระบบราชการมักไม่มีการเวิร์กช็อปหรอก พอไม่มีการจัดเวิร์กช็อปจำลองสถานการณ์เลือก สว. คนทำงานจึงสับสนและไม่เข้าใจ” เจ้าหน้าที่ดีกล่าว

อำเภอของเจ้าหน้าที่ดีเกิดเหตุนับคะแนนพลาดด้วย เขายืนยันว่าไม่ใช่การทุจริต แต่เป็นความผิดพลาดของคนทำงาน (human error) ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุสืบเนื่องจากการที่ กกต. สั่งสายฟ้าแลบให้ใช้หีบเพียงใบเดียว เพราะคะแนนของทุกกลุ่มและทุกสายจะอยู่ในหีบใบเดียวกัน เวลาหยิบบัตรมาขานคะแนน ผู้นับคะแนนของทุกกลุ่มจะต้องตั้งใจฟังพร้อมกันว่าคะแนนนั้นเป็นของกลุ่มที่รับผิดชอบหรือเปล่า จึงเกิดการนับคะแนนผิดพลาดขึ้น 

หากต้องเทียบความยากง่ายที่แตกต่างกันระหว่างเลือก สส. กับเลือก สว. เจ้าหน้าที่ดีอธิบายว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการเลือก สส. กว่ามาก ไม่ว่าจะขั้นตอนลงทะเบียน รักษาความสงบเรียบร้อย ยันขานคะแนน จึงทำให้การเลือกตั้ง สส. ง่ายกว่าการเลือก สว. 

“การเลือกตั้ง สส. ง่ายและชัดเจนกว่า ประชาชนแค่กาเลือกเบอร์ของผู้สมัครและพรรคการเมืองที่ชอบ ขั้นตอนขานคะแนนก็แค่หยิบบัตรมาอ่านว่าลงคะแนนให้ใคร เช่น ‘บัตรดี เบอร์หนึ่ง’ เป็นต้น แต่บัตรเลือก สว. ต้องขานว่า ‘บัตรดี ของกลุ่มหนึ่ง เบอร์หนึ่ง’ โอกาสผิดพลาดก็สูงกว่า” เจ้าหน้าที่ดีเผย

เมื่อถามว่ามีเหตุไม่ปกติอื่นอีกหรือไม่ เจ้าหน้าที่ดีจึงเล่าเรื่องตลกร้ายที่ กกต.จังหวัด -หน่วยงานเสาหลักในการจัดการเลือก สว. และมีบทบาทสร้างความเข้าใจในระบบเลือก- โทรศัพท์มาขอความรู้เรื่องกติกาเลือก สว. จากปลัดอาวุโสในอำเภอของเขา 

เจ้าหน้าที่ดีลงความเห็นว่าระบบเลือก สว. เช่นนี้ไม่มีประสิทธิภาพ กติกาที่ระบุให้ผู้สมัครเลือกกันเองกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมทิ้งท้ายโจทย์ที่ท้าทายยิ่งกว่า คือวุฒิสภายังจำเป็นกับระบบประเทศไทยอีกหรือไม่ 



เดินทางมาถึงอำเภอสุดท้าย เจ้าหน้าที่อี (นามสมมติ) ปลัดอำเภอแห่งหนึ่งในภาคกลาง เป็นอีกหนึ่งเจ้าหน้าที่ที่ต้องเผชิญปัญหาความไม่แน่นอนของ กกต. เขาเล่าว่า กกต. มักมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. บ่อยครั้ง เช่น จำนวนหีบ ผังคูหา ระเบียบวิธีปฏิบัติ เป็นต้น 

สำหรับเจ้าหน้าที่อี การเปลี่ยนแปลงกะทันหันบ่อยๆ อาจยิ่งทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจด้านความโปร่งใสได้ 

“กระบวนการเลือก สว. ต้องแน่นอนและชัดเจนตั้งแต่แรก เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีเวลาศึกษาและทำความเข้าใจระบบเลือก เพราะยิ่งเจ้าหน้าที่มั่นใจมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความพร้อมและสร้างความโปร่งใสได้มากขึ้น …ไม่แน่ใจว่า กกต. ยังคิดไม่เสร็จหรือเปล่า เลยปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์นู่นนี่บ่อยนัก” คือข้อความที่เจ้าหน้าที่อีบอกกับเรา ซึ่งความซับซ้อนและความไม่แน่นอนของระเบียบกติกาทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนสับสนบ่อยครั้ง จนเกิดการต่อสายโทรหา กกต. แทบทั้งวันเพื่อปรึกษาในข้อสงสัยหรือข้อไม่มั่นใจที่เกี่ยวกับขั้นตอนการเลือก 

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อียังเจอปัญหาผู้อบรมให้ข้อมูลผิดโดยอธิบายกติกาเลือก สว. อย่างไม่ถูกต้อง กล่าวคือ วิทยากรอธิบายว่าผู้สมัครมีสิทธิลงคะแนนให้แค่กลุ่มเดียวเท่านั้นในขั้นตอนการเลือกไขว้ข้ามสาย ทั้งที่จริงผู้สมัครที่ผ่านเข้ารอบเลือกไขว้จะมีสิทธิโหวตผู้สมัครกลุ่มอื่นในสายเดียวกันได้กลุ่มละหนึ่งโหวต 

ในทัศนะของเจ้าหน้าที่อี ช่องผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดของระบบเลือก สว. คือการกีดกันประชาชนออกจากระบบและเปิดให้ผู้สมัครเลือกกันเอง เพราะท้ายที่สุดเราอาจไม่ได้ สว. คนดี(ย์) มีความสามารถ แต่อาจได้ สว. นักล็อบบี้ที่มีทุน เส้นสาย และอิทธิพลเสียมากกว่า 

“นี่เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ใช้คำว่า ‘เลือกตั้ง’ ด้วยซ้ำ แต่ใช้คำว่า ‘เลือก สว.’ ทั้งที่สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจเยอะมาก มีสิทธิพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ระบบและกติกากลับผลักประชาชนออกและทำให้พวกเขารู้สึกว่าไกลตัว

“ชาวบ้านหลายคนพอคุยด้วยเรื่องเลือก สว. เขาก็เมินแล้ว เพราะเขารู้สึกว่าการเลือก สว. ไม่ใช่เรื่องของเขา กลายเป็นว่างานทำบุญหรืองานจิตอาสาชาวบ้านยังมีส่วนร่วมมากกว่า ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิดของชาวบ้าน ระบบและกติกาการเลือกต่างหากที่ทำให้ประชาชนรู้สึกไกลตัว” เจ้าหน้าที่อี ทิ้งท้าย

คูหาเลือกตั้ง อ.เมืองสิงห์บุรี จ.สิงห์บุรี (ที่มาภาพ)

MOST READ

Thai Politics

3 May 2023

แดง เหลือง ส้ม ฟ้า ชมพู: ว่าด้วยสีในงานออกแบบของพรรคการเมืองไทย  

คอลัมน์ ‘สารกันเบื่อ’ เดือนนี้ เอกศาสตร์ สรรพช่าง เขียนถึง การหยิบ ‘สี’ เข้ามาใช้สื่อสาร (หรืออาจจะไม่สื่อสาร?) ของพรรคการเมืองต่างๆ ในสนามการเมือง

เอกศาสตร์ สรรพช่าง

3 May 2023

Politics

23 Feb 2023

จากสู้บนถนน สู่คนในสภา: 4 ปีชีวิตนักการเมืองของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

101 ชวนอมรัตน์สนทนาว่าด้วยข้อเรียกร้องจากนอกสภาฯ ถึงการถกเถียงในสภาฯ โจทย์การเมืองของก้าวไกลในการเลือกตั้ง บทเรียนในการทำงานการเมืองกว่า 4 ปี คอขวดของการพัฒนาสังคมไทย และบทบาทในอนาคตของเธอในการเมืองไทย

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

23 Feb 2023

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save