(บทความชิ้นนี้เปิดเผยส่วนหนึ่งของประสบการณ์และชี้นำการตีความของการแสดง)

 

“ตื่นเต้นไหมคะ จะได้ขึ้นสวรรค์กันแล้ว”

เสียงของผู้ดูแลหน้าประตูสู่ สวรรค์อาเขต เอ่ยขึ้นต่อหน้าผมและอีกหลายชีวิตที่รอต่อแถวเข้าสู่อาณาเขตที่เราไม่รู้ว่าหน้าเป็นอย่างไร (ถ้าคุณไม่ได้เข้าอินสตาแกรมเพื่อแอบส่องหน้าตาสรวงสวรรค์ที่ #SawanArcade เสียก่อน)

“อย่าลืมนะคะ เก็บโทรศัพท์มือถือไว้ในกระเป๋า อย่าเอามันออกมาก่อนเสียงเพลงจะดังขึ้น” เธอย้ำกฏข้อนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก่อนที่เราจะเดินเรียงแถว ย่างเท้าเข้าสู่แดนสวรรค์ที่กันไว้ด้วยยางรถยนต์วางขวางให้เดินไม่สะดวก

ไหนใครว่าตายไปขึ้นสวรรค์มันจะสบายไง?!

 

แสงจากหลอดไฟพาร์ขนาดน่าจะสามร้อยวัตต์ส่งแสงผ่านเจลสีแดงติดอยู่ที่กระจังหน้า กลายเป็นเพลิงสีแดงฉานชวนแสบตา กลุ่มควันขมุกขมัวส่งกลิ่นฉุนล้อยคลุ้งทั่วความมืดมิด ผมและอีกหลายสิบชีวิตก้าวเท้าอย่างติดขัดเข้าไปในห้องสี่เหลี่ยมว่างเปล่า

เท้าเหยียบย่ำผิวสัมผัสจากช่องว่างล้อยาง กลายเป็นพื้นผิวคล้ายผ้าหยาบ ยิ่งทำให้การเดินที่มั่นคง (แม้ต้องระวังสะดุดล้อ) กลายเป็นการพยายามทรงตัวไม่ให้ล้มครืนลงบนผ้าและไม่ให้ลมครืนลงไปทับคนข้างๆ ที่นั่งจับจองพื้นที่ในสวรรค์ไปแล้ว จนผมหาที่นั่งในหลุมยางที่ยังว่างอยู่ได้นั่นแหละ ถึงได้เริ่มปรับสายตาให้ชินกับความมืด

เหล่าผู้สำรวจสวรรค์จับจองพื้นที่กันเต็มรอบห้อง บ้างนอนสบาย บ้างนั่งเกร็งก้นกบไม่ให้หล่นไปในหลุม (เช่นผม) แต่สิ่งที่เรารู้สึกเหมือนกันคือความสงสัยกับความมืด ผืนผ้า และล้อยางข้างใต้

แสงสีขาวสว่างวาบไม่กี่มิลลิวินาทีพร้อมเสียงดนตรีให้เริ่มรู้ว่ากำลังมีบางสิ่งจะเริ่มต้น ในแฟลชวาบนั้นปรากฏการเคลื่อนไหวของคนๆ หนึ่งที่ไม่น่าใช่ผู้มาเยือนอย่างเรา เธอสวมชุดเสื้อกล้าม ดูไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วไป อาจเห็นไม่ชัดนัก แต่ผมเห็นว่าเธอกำลังแหวกว่ายบนพื้นผ้าอย่างคล่องแคล่วอยู่บนพื้นที่นี้ แตกต่างจากเรา

จากเสียงบรรยากาศชวนหลอน กลายเป็นดนตรีหวานใสพร้อมการจากไปของแสงแฟลชบาดตา ไฟโปรไฟล์สป็อตสีเหลืองทองส่องสว่าง พร้อมหญิงสาวในความมืดคนนั้นที่กลายเป็นนางฟ้าแห่งสรวงสวรรค์ยืนเด่น เต้นเป็นตระหง่านตามจังหวะเพลงทำนองสุดซาบซึ่งในชุดเดรสยาวปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง

เดรสยาวที่เรากำลังนั่งทับอาภรณ์ของเธอ

เดรสยาวรูปดอกบัวที่ปกคลุมล้อยางอันสุดแสนน่าเกลียดข้างใต้

 

 

“สบายมั้ย” เธอเอ่ยปากถามเหล่าผู้มาเยือนหลังสิ้นเสียงปรบมือเปาะแปะ และรอยยิ้มที่ฉีกกว้าง ค้างจนดูน่ากลัว มากกว่าจะหมายถึงความสุข ก่อนจะสาธยายความดีงามของสวรรค์วิมานแห่งนี้

ไม่ต้องเทียบเคียงนึกไปไกลให้ยาก, สวรรค์ที่เธอว่าคงไม่แคล้วหมายถึงดินแดนที่เรากำลังอาศัยอยู่ สวรรค์วิมานแห่งความสุข ดินแดนเทพสร้าง เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน

แต่ถ้าจะสวยด้วยเดรสยาว แต่นั่งปวดๆ บนหลุมยางรถอย่างนี้ คงจะตอบว่าสบายได้ไม่เต็มปาก

 

 

ผู้คุมแดนสวรรค์ชวนผมและคนอื่นๆ คุยไปพลาง ท่าทางของเธอก็เริ่มออกลวดลายไปพลาง ดูท่าว่าพื้นที่ด้านล่างเดรสของเธอคงจะไม่มากพอให้เธอเดินไปมาได้อย่างสบาย และถึงแม้ท่าทีจะดูต้อนรับด้วยรอยยิ้ม แต่ขณะเดียวกันในบางจังหวะ เพื่อนร่วมทริปสวรรค์ด้านหน้าก็สังเกตว่าเธอส่งพลังบางอย่างออกมาว่า อย่านั่งทับ จนผมและอีกหลายคนต้องพยายามลุกให้เดรสที่เหยียบอยู่ได้รับการปลดปล่อย

ขั้นตอนการปลดปล่อยเธอให้เป็นอิสระบนกองยางรถถูกเรียกว่าเป็นการ ‘โกยแต้มบุน’ เพื่อนำพาขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เลื่อนขั้นจากบัวใต้ตมชูช่อสู่บัวเหนือตม จะได้มาเสวยสุขกันบนแดนสวรรค์แห่งนี้

 

 

 

ไม่ทันไร จากรอยยิ้มและเสียงหวานใส ก็เปลี่ยนเป็นมวลแห่งความบ้าคลั่งที่ออกมาจากตัวเธอ การโกยแต้มบุนของทุกคนในทริปเผยให้เห็นกองยางรถกลิ่นเหม็นสารเคมีนับไม่ถ้วนข้างใต้ มันถูกโยนกองสุมสูงราวภูเขา ขณะเดียวกัน เดรสยาวของเธอก็เป็นอิสระจากการช่วยเหลือจากเราเช่นกัน

คำถามกลิ่นฉุนมากมายใต้ความงดงามนั้นยังรอผู้มาหาคำตอบ

ใครจะเป็นคนต่อไปที่จะได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์ที่เปิดรอแขวนอยู่บนนั้น

 

คล้ายเรื่องราวย้อนกลับไปก่อนหญิงสาวบนสวรรค์อาเขตจะได้ยืนสวมชุดเดรสยาว เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์แปลกหูไล่ระดับขึ้นเรื่อยๆ แสงไฟเหลืองอ่อนจับจองที่ของมันอยู่ที่ชุดลายดอกบัวที่ตอนนี้ลอยอยู่เหนือพื้น ขณะเดียวกัน คนธรรมดาคนหนึ่งกลิ้งตัวออกมาด้วยสีหน้างุนงง

“ดอกไม้อะไรน่ะ” เธอถามพลางจ้องมองไปที่จุดนำสายตาเหนือร่างของตัวเอง แหวกตัวไปตามก้อนยางรถยนต์มากมายที่พวกเราเพิ่งช่วยกันโยนสุมเข้าไปเป็นภูเขาสูง

 

 

หากมีดวงตา สวรรค์ที่ลอยอยู่คงจับจ้องเธอแน่นิ่งไร้เสียงตอบกลับ มันไม่ได้มีไว้ให้ตั้งคำถาม แต่มีไว้ให้เดินเข้าไปโดยไม่ต้องถาม นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนธรรมดาในเสื้อกล้ามสีชมพูและกางเกงสเว็ตแพนต์อย่างเธอจึงถูกมือที่มองไม่เห็นผลักให้กระเด็นกระดอนออกจากสวรรค์ที่เธอจ้องมอง ล้มลงท่ามกลางยางรถยนต์ที่ส่งกลิ่นฉุนไปทั่วบริเวณ – ยางสีดำคร่ำคร่าที่เคยเป็นแต้มบุนเพื่อขึ้นสู่สรวงสวรรค์

 

 

“ทำไม” หญิงสาวถามย้ำอีกครั้งหลังเธอกลิ้งไม่เป็นท่า ยืนนิ่ง เดินไปทั่วบริเวณ ก่อนจะถูกเสียงสะท้อนของคำถามนั้นค่อยๆ สวมทับตัวเธอ กลืนกินตัวเธอจนแทบมิด เหลือให้ผู้สังเกตุการณ์เห็นความเคลื่อนไหวด้านในแค่มือของเธอที่พยายามดิ้นรนหาหนทางหลุดออก

จะมีทางไหนกันที่จะหลุดออกจากวังวนแห่งคำถาม และได้ขึ้นสู่สวรรค์ที่หลายคนใฝ่ฝัน, สวรรค์สวยงามที่มีผ้าคลุมสวยงามดีไซน์โอต์กูร์ตูร์คลุมทับคำถามนั้นไว้

อยู่ให้เป็น ไงล่ะคือคำตอบ

สองคำถามที่เธอเอ่ยปากถามกับสวรรค์เงียบลงไป ก้อนยางสีดำที่คลุมหัวเธอจนมิดค่อยๆ คลายออก สองมือปลดคำถามนั้นออกจากการทำให้ปากหุบสนิท ตัวเธอเป็นอิสระ ก่อนค่อยๆ ดันตัวยืนขึ้นเหนือก้อนคำถามเหล่านั้น

เสียงเพลงจากสวรรค์ดังขึ้นอีกครั้งเหมือนสัญญาณการเปิดประตูต้อนรับผู้อยู่เป็นอย่างเธอ

 

 

ตลอดสามนาที (หรืออาจมากกว่านั้น) ที่เธอทรงตัวอยู่บนยางรถยนต์ พยายามร่ายรำในท่ารำมาตรฐานของผู้ที่ได้สวมชุดขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ สิ่งที่ผมและอีกหลายคนสังเกตไม่ใช่ท่ารำบนมือและช่วงบนของลำตัว

แต่เป็นต้นขา และกล้ามเนื้อช่วงล่างที่หดเกร็ง

เธอต้องพยายามทรงตัว อาจเป็นไปได้ทั้งอยากทำแม้จะลำบาก หรือไม่อยากแต่ต้องทำ เพราะสิ่งสุดท้ายที่รออยู่จากความพยายามนั้นคือ สวรรค์ ที่หลายคนมุ่งจะไปถึง

คำถามที่ตามมาคือ ขณะที่ผมและเราเหล่าผู้สังเกตการณ์เฝ้ามองขั้นตอนการเข้ารีตสู่สรวงสวรรค์ที่เราได้เห็นตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา เรากำลังยืนทรงตัวเหนือก้อนยางสีดำเหล่านั้นเพื่อตามเธอไป หรือกระโดดลงมาอยู่กับมันทั้งที่รู้ว่าไม่ได้น่าพิศมัย

ระหว่างกำลังคิดหาคำตอบ

กล้ามเนื้อขาของผมเริ่มหดเกร็งตามเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

 

สวรรค์อาเขต การแสดงเดี่ยวร่วมสมัยโดย อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ เปิดแสดงจนถึงวันที่ 20 มกราคมนี้ ที่ Democrazy Theatre Studio จองบัตรเข้าสู่สวรรค์และอ่านรายละเอียดการแสดงเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/events/190489491494436

Author

Theppitak Maneepong

เทพพิทักษ์ มณีพงษ์ - อดีตกองบรรณาธิการ The101.world