fbpx

ในแดนสวรรค์ที่สงครามไม่มีวันสิ้นสุด – คุยกับ ‘รัชดี อันวาร์’ ศิลปินผู้ถ่ายทอดประวัติศาสตร์และชีวิตคนเคอร์ดิสถาน

รัชดี อันวาร์

เสียงระเบิด สงคราม ความสูญเสีย

ครั้งแรกที่ รัชดี อันวาร์ ประสบพบเจอสิ่งเหล่านี้ เขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุราว 14-15 ปี

ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 เมื่อสงครามระหว่างประเทศอิรัก-อิหร่านอุบัติขึ้น รัฐบาลอิรักภายใต้การนำของประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซน สั่งให้กองทัพทหารปฏิบัติการอันฟาล (Anfal Campaign) กวาดล้างชาวเคิร์ดในเขตแดนเคอร์ดิสถานทางตอนเหนือของประเทศ ด้วยการจุดไฟเผาบ้านเรือนและโจมตีด้วยอาวุธสารเคมี โดยอ้างว่าชาวเคิร์ดก่อกบฏสมคบคิดช่วยเหลืออิหร่าน แต่ขณะเดียวกันก็อาศัยโอกาสปราบปรามชาวเคิร์ดเพื่อสยบปัญหาการเรียกร้องอธิปไตยที่ยืดเยื้อมาเนิ่นนาน

ครั้งนั้น เมืองฮาลับจา (Halabja) บ้านเกิดของรัชดีตกเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการจู่โจม อานุภาพของอาวุธเคมีคร่าชีวิตชาวเคิร์ดนับพันนับหมื่นคน จนภายหลังถูกบันทึกว่าเป็นปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันรุนแรงยากจะลืมเลือนที่สุดครั้งหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และในความทรงจำของรัชดี เขาสูญเสียสมาชิกครอบครัวไปมากมาย รวมทั้งเป็นจุดเริ่มต้นของการลี้ภัยที่ทำให้เขาต้องพลัดพรากจากแผ่นดินแม่ สู่การใช้ชีวิตใหม่ในโลกที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนอย่างออสเตรเลียและประเทศไทย

สิ่งใดที่ฆ่าเราไม่ตาย ย่อมทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น – รัชดีเป็นเช่นนั้น เขากกกอดความรักที่มีต่อศิลปะและความฝันในฐานะศิลปิน โผบินจากบ้านสู่เมือง จากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศ โดยพยายามมองหาแง่งามความสุขท่ามกลางความทุกข์จากการพลัดถิ่น โดยไม่เคยหลงลืมว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน ความเป็นคนตะวันออกกลางทำให้เขาเห็นไฟสงคราม ความขัดแย้งรุนแรงปะทุต่อเนื่องหลายทศวรรษ และความเป็นคนเคิร์ด ทำให้เขาเห็นการกดขี่ข่มเหง การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมที่ดำเนินมายาวนานยิ่งกว่านั้น

รัชดีจึงใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตสวมหมวกศิลปิน ศึกษาประวัติศาสตร์และสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเพื่อสื่อสารประเด็นสังคมการเมืองและความเจ็บปวดของผู้คน ทั้งบนแผ่นดินเคอร์ดิสถาน ไปจนถึงภูมิภาคตะวันออกกลาง ดอกผลของเขางอกเงยและเบ่งบานในงานเทศกาลศิลปะต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงได้จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวอีกมากมาย

เมื่องานล่าสุดของเขาคือนิทรรศการเดี่ยวภายใต้ชื่อ ‘A Hope and Peace to End All Hope and Peace’ จัดแสดง ณ หอศิลป์บ้านจิมทอมป์สัน (Jim Thompson Art Center) ช่วงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2023 – 10 มีนาคม 2024 เราจึงถือโอกาสคุยกับ รัชดี อันวาร์ ในฐานะศิลปินผู้ค้นคว้าข้อมูลและผลิตชิ้นงานตลอด 5 ปี เพื่อนำเสนอประวัติศาสตร์ตะวันออกกลางนับตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม สืบเสาะต้นเหตุของความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ ตีแผ่เหตุการณ์ความรุนแรงและเลือดเนื้อของคนเคอร์ดิสถาน จวบจนชวนให้ตั้งคำถาม – ด้วยน้ำเสียงสงบเงียบ แต่ร้าวรานใจ ว่าวันใดเราจึงจะมีสันติภาพที่แท้จริง



นิทรรศการของคุณชื่อว่า ‘A Hope and Peace to End All Hope and Peace’ ความหวังและสันติภาพที่เป็นจุดจบของทุกความหวังและสันติภาพ หมายความว่าอย่างไร และมีที่มาจากไหน

นิทรรศการครั้งนี้เป็นการรวบรวมงานที่ผมทำมาตลอด 5 ปี รวมกับงานที่ผมเพิ่งค้นคว้าข้อมูลและจัดทำขึ้นใหม่ เพื่อบอกเล่าเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้านสังคมการเมืองในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งตกอยู่ท่ามกลางภาวะไร้เสถียรภาพมาอย่างยาวนานนับร้อยปี

ชื่อ ‘A Hope and Peace to End All Hope and Peace’ เป็นชื่อของหนึ่งในผลงานคลิปวิดีโอที่ผมจัดทำขึ้นเมื่อปี 2018 และนำมาจัดแสดงงานนี้ด้วย ในวิดีโอ ผมจะเขียนคำสองคำ คือ ‘ความหวัง’ (hope) และ ‘สันติภาพ’ (peace) ด้วยภาษาอาหรับ ซึ่งจริงๆ นั่นไม่ใช่ภาษาแม่ของผมนะครับ ภาษาแม่ของผมคือเคิร์ด แต่ผมเขียนด้วยภาษาอาหรับเพราะต้องการสื่อถึงภูมิภาคตะวันออกกลางโดยรวม การเขียนทั้งสองคำซ้ำๆ ทับกันไปมาจนหน้ากระดาษสีขาวกลายเป็นสีดำสนิทและอ่านไม่ออกอีกต่อไป เปรียบได้กับการที่คุณพูดอะไรสักอย่าง แต่ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ กลับยิ่งทำลายความหมายของคำเหล่านั้นเสียเอง หลายคนพูดว่าเราต้องการความหวังและสันติภาพ เราทำไปเพื่อสร้างสันติภาพ แต่เมื่อพูดมากเข้า เราไม่รู้เลยว่าอะไรคือความหวังและสันติภาพที่แท้จริง มันลบล้างความหมายของตัวมันเองไปจนหมด

ผมใช้ชื่อของผลงานชิ้นนั้นมาตั้งเป็นชื่อนิทรรศการ เพราะภาพรวมเนื้อหาของผลงานที่นำมาจัดแสดงกล่าวถึงความไม่มั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลางอันยืดเยื้อเรื้อรัง ทั้งด้านภูมิทัศน์ทางการเมือง สภาพแวดล้อมทางการเมือง ความขัดแย้ง สงคราม การพลัดถิ่นฐาน ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และอีกมากมายหลากหลายบริบททางสังคม ซึ่งเราอาจกล่าวได้ว่าไม่เคยมีความหวังและสันติภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นที่นี่เลย กว่า 100 ปีที่ผ่านมา ผู้คนต่างคิดว่าอนาคตจะดีขึ้น วันพรุ่งนี้จะดีกว่าเดิม หรือห้าปีข้างหน้าจะดีกว่าเดิม แต่สุดท้ายทุกอย่างกลับย่ำแย่ลง อาจฟังดูเหมือนมองโลกในแง่ร้ายนะครับ แต่นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในภูมิภาคนี้

นอกจากชื่อผลงานแล้ว ผมยังได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มหนึ่ง ชื่อว่า ‘A Peace to End All Peace’ ซึ่งผมนำมาจัดแสดงภายในนิทรรศการด้วย เป็นหนังสือที่เขียนถึงประวัติศาสตร์ของตะวันออกกลาง ในช่วงเวลาการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมัน เจ้าอาณานิคมตะวันตกอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสต่างมุ่งหน้ามายังพื้นที่นี้เพื่อวาดแผนที่แบ่งเขตประเทศในภูมิภาค แผนที่ดังกล่าวเรียกได้ว่าน่าสิ้นหวังและเป็นต้นกำเนิดของความขัดแย้งอีกมากมายที่ดำเนินมาถึงปัจจุบัน


คุณใช้เวลากว่า 5 ปีในการค้นคว้าข้อมูลประวัติศาสตร์ตะวันออกกลางและจัดทำผลงานบอกเล่าเรื่องราวหลากหลายรูปแบบ หากมองย้อนกลับไป อะไรคือจุดตั้งต้นของนิทรรศการคราวนี้

ไอเดียแรกเริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี 2018 ผมมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับศิลปินหลายท่าน เช่น บรูค แอนดริว (Brook Andrew) ศิลปินชนพื้นเมืองของออสเตรเลีย ชีราซ เบจู (Shiraz Bayjoo) ศิลปินลูกครึ่งอังกฤษ-มอริเชียสจากลอนดอน เพื่อจัดแสดงผลงานร่วมกันในเทศกาลซิดนีย์เบียนนาเล่ครั้งที่ 21 (21st Biennale of Sydney) ที่เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ตอนนั้น ผมจัดทำชิ้นงานนำเสนอประเด็นความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เกิดจากการล่าอาณานิคม มันเป็นเพียงส่วนเล็กๆ เล็กมากในงานเทศกาล และเป็นชิ้นงานที่ใช้รูปแบบ วัสดุ รวมถึงสื่อสารต่างจากผลงานในนิทรรศการครั้งนี้โดยสิ้นเชิง เพียงแต่มันเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อผมมองมัน ผมคิดว่าอยากนำประเด็นดังกล่าวไปต่อยอด เพราะผมเองก็เป็นคนตะวันออกกลาง เป็นชาวเคิร์ดที่เกิดและใช้ชีวิตวัยเด็กอยู่ในเมืองฮาลับจา (Halabja) เคอร์ดิสถาน (ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก) ด้วย ผมมีข้อมูล มีเรื่องเล่าจากความทรงจำและประสบการณ์ส่วนตัวเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ในเมืองฮาลับจาของผม – ช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีชายชาวอังกฤษคนหนึ่งเดินทางไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและเคอร์ดิสถานในอิรักโดยอ้างว่ามาทำธุรกิจ แต่แท้จริงแล้วเขาเป็นนายพลจากกองทัพอังกฤษมาดูลาดเลาในพื้นที่นี้ เขาสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนในฮาลับจา และได้กลายเป็นคนรับใช้ในตระกูลปาชา (Pasha) ซึ่งถือเป็นตระกูลผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง เราจึงคิดว่าเขาน่าจะเข้ามาเป็นสายลับ สืบหาข้อมูลต่างๆ อยู่กว่า 6 เดือน จนกระทั่งวันหนึ่ง คนในตระกูลจับได้ว่าเขาเป็นชาวอังกฤษ ไม่ใช่ชาวเคิร์ด จึงไล่เขาออกไปโดยไม่ได้ลงโทษแต่อย่างใด

ภายหลัง เมื่ออังกฤษเข้ายึดอิรัก นายพลคนนั้นกลับมาที่ฮาลับจาอีกครั้งพร้อมกองกำลังทหารและอาวุธ เข้ามาควบคุมดูแลเคอร์ดิสถานในอิรักในฐานะตัวแทนจากจักรวรรดิอังกฤษ แต่ถึงแม้เขาจะเป็นทหารจากชาติเจ้าอาณานิคม ตลอดเวลาการทำหน้าที่ เขายังคงความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลปาชาและชาวเคิร์ดได้ดังเดิม

เรื่องเล่านี้สืบทอดกันมาปากต่อปาก จากรุ่นปู่ย่าตายายถึงลูกหลาน ผมจึงเติบโตมาพร้อมกับประวัติศาสตร์ของบ้านเกิด และเข้าใจว่าทุกอย่างไม่มีการแบ่งแยกขาวดำชัดเจน เหมือนนายพลจากชาติเจ้าอาณานิคมกับบ้านปาชาที่สุดท้ายก็ยังเป็นเพื่อนกันได้ สิ่งเหล่านี้เป็นจุดตั้งต้นให้ผมสร้างผลงานเกี่ยวกับประเด็นสังคมการเมืองในเคอร์ดิสถานและตะวันออกกลางต่อมา



เนื้อหาของนิทรรศการนำเสนอประวัติศาสตร์และภาพความขัดแย้งของตะวันออกกลาง รวมไปถึงปัญหาของเคอร์ดิสถานอย่างชัดเจน แต่นอกเหนือไปจากการให้ข้อมูลความรู้ สิ่งที่คุณตั้งใจสื่อสารแก่ผู้ชมผ่านนิทรรศการคืออะไร

ความตั้งใจของผมคือการชวนผู้ชมย้อนกลับไปมองภาพประวัติศาสตร์ว่าอดีตเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะอดีตไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจบไป ไม่ส่งผลอะไรต่อปัจจุบัน อดีตคือรากฐานของปัจจุบัน และสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะเชื่อมโยงถึงอนาคต ทั้งหมดสัมพันธ์กันทั้งสิ้น โดยนิทรรศการเจาะจงไปยังประวัติศาสตร์ของเคอร์ดิสถานและตะวันออกกลาง ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา จนถึงวันนี้ คุณจะเห็นว่าบรรดาความขัดแย้ง สงคราม ปัญหาต่างๆ แทบไม่เปลี่ยนไปเลย หัวข้ออาจเปลี่ยนไป ชื่อและสถานที่อาจเปลี่ยนไป แต่สุดท้ายความรุนแรงยังคงอยู่เหมือนเดิม และบางทีเรายังทำผิดซ้ำรอยเดิม

การกลับไปมองอดีต คือการทำความเข้าใจว่าปัญหาทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ที่มาที่ไป และอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้างจากการกระทำของเราในวันนี้ ผมอยากให้ทุกคนตั้งคำถามว่าเราแก้ไขความขัดแย้งได้ถูกทางแล้วหรือยัง ทำไมเราจึงเลือกทำเช่นนั้น มันจบความขัดแย้งได้จริง หรือเรากำลังทำผิดซ้ำไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าวันพรุ่งนี้จะดีกว่าเมื่อวาน? เราจะสร้างอนาคตที่ดีขึ้นได้ยังไงในเมื่อเรายังคงทำแบบเดิม? ดังนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์คือการเรียนรู้เพื่อไม่ทำผิดซ้ำ และหาหนทางใหม่ให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ขณะเดียวกัน นิทรรศการครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ซึ่งคนในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่รู้เรื่องเกี่ยวกับตะวันออกกลางน้อยมาก เราอาจได้ยินข่าวความขัดแย้งในอิรักมาบ้าง ได้ยินสงครามระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ หรือความรุนแรงในพื้นที่ฉนวนกาซา แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าประวัติศาสตร์เคอร์ดิสถานและปัญหาของชาวเคิร์ดคืออะไร ทั้งๆ ที่ในตะวันออกกลาง ประเด็นเรื่องเคอร์ดิสถานเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้ปัญหาของชาวปาเลสไตน์ มันคือเรื่องของคนกว่า 40 ล้านคนที่มีดินแดนเป็นของตัวเอง มีวัฒนธรรม ความเป็นมาอันยาวนาน เป็นชนพื้นเมืองผู้อาศัยอยู่ในภูมิภาคนี้ตั้งแต่บรรพกาล แต่เราไม่อาจมีรัฐเป็นของตนเอง ไม่มีกระทั่งสิทธิเสียงในบ้านของตนเอง

ผมจึงหวังว่านิทรรศการครั้งนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ให้ความรู้และสร้างความตระหนักต่อปัญหาในตะวันออกกลาง ยิ่งไปกว่านั้น ผมมองว่าหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ตะวันออกกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังเชื่อมโยงถึงกัน ยกตัวอย่างเช่น ผลงานที่ผมจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน เป็นเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารทำจากวัตถุระเบิดหลงเหลือในประเทศลาวจากคราวที่สหรัฐอเมริกานำมาโจมตีช่วงสงครามเวียดนาม ระเบิดชนิดนั้นเป็นระเบิดลูกปราย (cluster bomb) ที่ปัจจุบันกลายเป็นของต้องห้ามในระดับสากล ซึ่งเราเคยพบระเบิดชนิดเดียวกันในประเทศอิรัก ดังนั้นแม้อยู่ห่างไกลกัน ทั้งสองประเทศกลับมีประวัติศาสตร์ที่เป็นจุดร่วมกัน คือถูกกระทำจากชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา

ในแง่หนึ่งอาจมองได้ว่าเหตุการณ์ความขัดแย้ง สงคราม ความรุนแรงต่างๆ ในอิรัก ในเคอร์ดิสถาน หรือตะวันออกกลาง ใช่ว่าจะเกิดขึ้นและจบลงในภูมิภาคนั้นที่เดียว มันยังเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย ทั้งสงครามเวียดนาม การทิ้งระเบิดใส่ประเทศลาว การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชา ความไม่มั่นคงทางการเมือง และการคุกคามจากชาติมหาอำนาจต่างๆ นานา ทั้งหมดเกิดขึ้นได้ทุกที่ เหมือนกันทุกที่ แตกต่างเพียงบริบทของสังคมและช่วงเวลาเท่านั้นเอง



คนจำนวนหนึ่งอาจเกิดคำถามหลังรับชมผลงานว่า เมื่อเรารู้ปัญหาแล้วเราทำอะไรได้บ้าง คนจากอีกฟากโลกจะช่วยแก้ปัญหาให้คนในตะวันออกกลางได้ยังไง คุณมีความเห็นว่าอย่างไร

สำหรับผม งานศิลปะจำนวนมากทำหน้าที่เป็นพื้นที่นำเสนอเรื่องราว โดยมุ่งสร้างคำถามมากกว่ามอบคำตอบให้แก่ผู้ชม เพราะบางครั้งงานที่มอบคำตอบให้กลับกลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อเสียด้วยซ้ำ ‘คุณมองเห็นปัญหาใช่ไหม ทำตามที่เราบอกสิ เรามาช่วยคุณ หาทางออกให้กับคุณ’ อะไรทำนองนั้น

ผมจึงใช้งานศิลปะเพียงเพื่อนำเสนอภาพประวัติศาสตร์ ความยากลำบาก และความไม่ยุติธรรมต่างๆ ตัวอย่างเช่นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในตะวันออกกลาง ไม่มีใครเห็นด้วยกับสิ่งนี้แน่นอน ถ้าคุณเห็นภาพเหล่านั้นแล้วเกิดคำถาม อย่างทำไมเราถึงทำเรื่องโหดร้ายต่อเพื่อนมนุษย์ ทำไปเพื่ออะไร จะหยุดมันได้ยังไง ผมอยากให้ผู้ชมกลับไปขบคิดหาคำตอบด้วยตนเอง งานศิลปะบรรลุหน้าที่ของมันในขั้นต้นแล้ว คือเป็นพื้นที่สร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ชม

ขั้นถัดมา ผมคิดว่างานศิลปะสามารถสร้างพื้นที่ในการถกเถียงถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ในโลก เนื่องจากทุกวันนี้ ผู้คนมีแนวโน้มโดดเดี่ยวและปลีกตัวจากสังคมมากขึ้น ทั้งจากเทคโนโลยี การทำงาน ปัญหาชีวิตส่วนตัว เราอาจไม่ทันมองถึงปัญหาสำคัญในภาพกว้าง หรือบางคนอาจคิดว่า ‘โอเค เกิดสงครามในตะวันออกกลาง แต่ฉันอยู่ที่ไทยนี่นา ทำไมฉันต้องสนใจปัญหาของตะวันออกกลางด้วยล่ะ?’ ซึ่งอันที่จริง เราทุกคนควรสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนะครับ เพราะถึงแม้ว่าความขัดแย้งในหลายๆ แห่งอาจไม่ส่งผลด้านการเมืองโดยตรง แต่จะส่งผลถึงเศรษฐกิจของแต่ละประเทศแน่นอน

ยกตัวอย่างผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ข้าวของทุกอย่างแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราคาตั๋วเครื่องบิน การคมนาคมขนส่งข้ามชาติ กระทั่งราคาอาหาร ก่อนเกิดสงครามคุณอาจซื้อแป้ง ซื้อน้ำตาลได้ในราคาหนึ่ง แต่หลังสงครามปะทุขึ้น ราคาพุ่งสูงไปอีก 25-40% เลยทีเดียว หรือจากความขัดแย้งในฉนวนกาซา ซึ่งต่อมากลายเป็นประเด็นถกเถียงระดับโลก เพราะมันไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระหว่างชาวอิสราเอลและปาเลสไตน์แล้ว มันยังมีปัญหาการเหยียดเชื้อชาติ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และการใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ ถ้าคุณสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็อาจผิดใจกับคนใกล้ตัวที่คิดเห็นต่างกันได้ มันกลายเป็นประเด็นการเมืองที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันไปแล้ว

ฉะนั้นต่อให้คุณไม่สนใจเรื่องราวเหล่านี้เลย คุณก็ต้องจ่ายบางอย่างในนามราคาของสงครามอยู่ดี โดยเฉพาะปัจจุบัน หลังเกิดโลกาภิวัตน์ โลกทั้งใบโยงใยถึงกันเป็นบ้านหลังเดียว อะไรที่เกิดขึ้นในฟากโลกหนึ่งย่อมส่งผลถึงอีกฟากโลกไม่มากก็น้อย ไม่ทางการเมือง ก็เป็นเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม อย่างใดอย่างหนึ่ง

โดยสรุปแล้ว ผมอยากให้นิทรรศการของผมเป็นจุดตั้งต้นให้ผู้ชมรับรู้เรื่องราวในตะวันออกกลาง ตั้งคำถาม และกลับไปขบคิด รวมถึงถกเถียงกันว่าเราจะทำให้อนาคตดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร เพราะผมเชื่อว่าหากทุกคนได้เห็นภาพของปัญหา ก็ล้วนอยากให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นทั้งนั้น


เนื้อหาของนิทรรศการนำเสนอเรื่องราวหลักๆ ทั้งหมด 3 ส่วน ส่วนแรกคือประวัติศาสตร์การแบ่งพื้นที่ปกครองของเจ้าอาณานิคม ส่วนที่สองกล่าวถึงวีรบุรุษแห่งเคอร์ดิสถาน และส่วนที่สาม มุ่งเน้นประเด็นการใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อสร้างความรุนแรง – ในเชิงการทำงาน ส่วนไหนท้าทายที่สุดสำหรับคุณ

เป็นคำถามที่ดีและตอบยากนะครับ (หัวเราะ) แต่ละส่วนมีความท้าทายแตกต่างกันไป เบื้องต้นผมคิดว่าความยากคือการรวบรวมและคัดเลือกข้อมูลมานำเสนอ เพราะอย่างที่บอกว่าบางครั้งงานศิลปะก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อได้ สิ่งที่ผมอยากนำเสนอคือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่การโฆษณา แต่ขณะเดียวกัน เรามีหนังสือ เรื่องเล่า ข้อมูลมากมายหลายอย่าง ทำอย่างไรจึงจะคัดเลือกข้อมูลได้ถูกต้องในฐานะที่เราไม่ใช่คนร่วมสมัยประวัติศาสตร์ ดังนั้นผมต้องค้นคว้าจากหลายๆ แหล่งประกอบกัน ทั้งอ่านงานวิชาการ บทวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ ไบเบิล ดูคลิป YouTube หรือถ้าคุณชมนิทรรศการส่วนโต๊ะจัดแสดง archive จะเห็นว่าบางชิ้นเป็นรูปถ่าย บางชิ้นเป็นวัตถุ หรือเป็นโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อในยุคสงครามก็มี รวมแล้วผมน่าจะเก็บคลังข้อมูลสำหรับจัดนิทรรศการคราวนี้ประมาณ 100 GB ได้เลย

การค้นคว้าข้อมูลเหล่านี้ยากตรงที่ใช่ว่าทุกอย่างจะอยู่รวมกันในที่เดียว แต่ละอย่างอยู่กระจัดกระจายคนละทิศคนละทาง หลักฐานทางประวัติศาสตร์บางชิ้นที่ผมนำมาจัดแสดงเป็นของที่ผมซื้อมาจากเว็บไซต์ Amazon หรือ EBay ด้วยซ้ำ ตัวอย่างเช่น โปสการ์ดจากอังกฤษที่ผลิตในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งผมต้องใช้เวลานานมากกว่าจะหาของจริงได้ เพราะมีของปลอมขายกันเกลื่อน บางอย่างก็ราคาสูงจนแทบซื้อไม่ไหว แล้วยังมีหนังสือเล่มหนึ่งที่ถือเป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยม แต่ไม่ตีพิมพ์อีกแล้วและไม่มีขายกระทั่งใน Amazon ผมต้องไปหาซื้อมือสองจากร้านหนังสือเล็กๆ ในอเมริกา ราคา 250 ดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมราคาไม่ถึง 100 ดอลลาร์ เป็นต้น



สำหรับส่วนที่สอง – ที่คุณเรียกว่าวีรบุรุษแห่งเคอร์ดิสถาน หรือคลิปวิดีโอว่าด้วยเรื่องคนเก็บกู้กับระเบิดนับล้านลูกในเคอร์ดิสถาน ‘โหชยาร์ ไบยาเวลาย’ นั้นยากตรงการค้นหาตัวเขา ติดต่อเขา และบอกกับเขาว่าผมเป็นใคร ผมอยากจะทำอะไร ผมต้องเดินทางไปยังหมู่บ้านของเขาพร้อมช่างภาพ สัมภาษณ์เขา ใช้เวลาสองสามวันเพื่อตามถ่ายชีวิตของเขามาจัดทำสารคดี ซึ่งเขายุ่งมากๆ เราจึงต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด และถ้าคุณชมสารคดีแล้ว คุณจะเห็นว่าในบ้านเขามีระเบิดด้วย ระเบิดจริงๆ นะ ไม่ใช่ของปลอม เราถ่ายทำไปพลาง คิดไปพลางว่ามันจะระเบิดหรือเปล่า นี่ล่ะความท้าทายของงานนี้

แถมพอเราถ่ายทำเสร็จสิ้นและเตรียมทำสารคดีเมื่อปลายปีที่แล้ว (2022) ผมเพิ่งมาพบว่าเกิดข้อผิดพลาดทางภาพและเสียง คุณภาพแย่จนใช้ไม่ได้เลย ดังนั้น เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา (2023) ผมเลยกลับไปที่เคอร์ดิสถาน ไปหาโหชยาร์อีกครั้ง เพื่อขอให้เขาถ่ายใหม่อีกรอบ ซึ่งลำพังการเดินทางอย่างเดียวก็ลำบากมากอยู่แล้ว เพราะเขาอยู่ในหมู่บ้านชนบท ไม่ใช่ในตัวเมือง ผมต้องเดินทางไปพร้อมกับช่างภาพ ไปอยู่กับเขาอีกเกือบสัปดาห์ ทั้งหมดเพื่อทำสารคดีความยาวแค่ 20 นาที เพราะงั้นทุกส่วนล้วนมีความยากของมันแตกต่างกันไปครับ



ส่วนสุดท้ายที่ว่าด้วยเรื่องการโฆษณาชวนเชื่อล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง

ส่วนสุดท้ายยากตรงที่โฆษณาชวนเชื่อบางชิ้นไม่สามารถหาจากแหล่งข้อมูลออนไลน์ และถึงแม้บางชิ้นจะพิมพ์มาจัดแสดงได้เลย ไม่ติดลิขสิทธิ์ แต่ปัญหาคือความคมชัดของภาพไม่เพียงพอ บางภาพผมใช้เวลาเกือบเดือนเพื่อหาภาพคมชัดสูงมากพอจะพิมพ์เป็นโปสเตอร์ขนาดใหญ่ เพราะเราคงไม่สามารถเอาภาพขนาด 200 KB มาทำเป็นโปสเตอร์เล็กแค่ฝ่ามือ ขั้นตอนนี้จึงเป็นงานที่กินเวลามากๆ

การได้ทำงานรวบรวมโฆษณาชวนเชื่อจากยุคสมัยต่างๆ ทำให้ผมเห็นภาพความหลากหลายของที่มาและกลวิธีสร้างความชอบธรรมของรัฐ เรามีโฆษณาชวนเชื่อจากยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่งซึ่งเผยแพร่โดยอังกฤษ มีชิ้นที่ผลิตโดยรัฐบาลอิหร่าน เพื่อใช้โจมตีซัดดัม ฮุสเซน สมัยสงครามอิรัก-อิหร่าน (ปี 1980-1988) ซึ่งเป็นสงครามที่ต่อเนื่องยาวนานถึง 8 ปี ชิ้นนั้นวาดรูปสุนัขมีหน้าเป็นซัดดัม ถูกต่อยด้วยมือติดรูปธงชาติอิหร่านจนฟันร่วงหมดปาก กลายเป็นหมาไร้เขี้ยวที่กัดใครไม่ได้อีก นอกจากนี้สุนัขตัวนั้นยังถูกล่ามด้วยสายจูงที่มีธงชาติรัสเซียกับอเมริกา แล้วยังมีสัญลักษณ์ของชาติอิสราเอล สื่อว่าซัดดัมเป็นหมาของทั้งสามชาติ เพราะชาวอิหร่านขณะนั้นเชื่อว่ารัสเซีย อเมริกา และอิสราเอลสนับสนุนอิรักในการทำสงครามกับอิหร่าน

ตัวอย่างอีกชิ้นคือโปสเตอร์รูปเครื่องบินทิ้งระเบิด ซึ่งเป็นภาพที่เห็นได้บ่อยมากๆ มันถูกผลิตซ้ำและเผยแพร่แนวคิดเดิมๆ แทบทุกยุคทุกสมัย เวลาพูดถึงการทิ้งระเบิดหรือสงคราม เราจะนึกถึงหลายเหตุการณ์ เช่น อเมริกาทิ้งระเบิดใส่เวียดนาม โดยอ้างว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สงครามระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ นั่นก็เป็นไปเพื่อประชาธิปไตย หรือกระทั่งอเมริกาโจมตีอิรักและอัฟกานิสถาน ก็ยังทำเพื่อประชาธิปไตย เราเห็นจุดร่วมบางอย่างที่ชาติมหาอำนาจใช้อธิบายการกระทำและใช้สื่อเพื่อทำให้คนคล้อยตาม

นอกจากนี้ ยังมีโฆษณาชวนเชื่อบางชิ้นที่เดิมทีเคยเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่ต่อมาถูกใช้ประโยชน์เพื่อโน้มน้าวคน เช่น งานที่ผมนำมาจัดแสดงบริเวณโต๊ะรวม archive ในงานนิทรรศการ เป็นภาพหนังสือพิมพ์และบทความเกี่ยวกับบิน ลาเดน ปี 1993 แสดงให้เห็นว่าสหราชอาณาจักรและโลกตะวันตกต่างยกย่องให้บิน ลาเดน เป็นวีรบุรุษผู้สร้างสันติภาพ แต่ 20 ปีต่อมา บิน ลาเดน กลับถูกกล่าวถึงในฐานะหัวหน้าองค์กรก่อการร้าย และเป็นที่ต้องการตัวในโลกตะวันตกถึงขนาดมีค่าหัวหลายล้านดอลลาร์

สำหรับผม สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการพูดอย่างทำอย่าง และการเล่นแง่ทางการเมืองของนักการเมืองหลายกลุ่มในหน้าประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งชมว่าบิน ลาเดน เป็นคนดี แต่อีก 20 ปีให้หลังกลับส่งกองทัพไปจับเขา บอกทุกคนว่าเขาเลว ใช้สื่อต่างๆ ประโคมเรื่องราวให้คนเชื่อ คำถามคือวันหนึ่งคุณพูดอย่าง วันหน้าคุณทำอีกอย่าง แล้วอะไรคือความจริงล่ะ ดังนั้นมันสำคัญที่เราต้องตระหนักรู้ว่าอะไรคือโฆษณาชวนเชื่อบ้าง



ปัจจุบันคุณยังสังเกตเห็นสื่อที่มีลักษณะโฆษณาชวนเชื่ออยู่ไหม

แน่นอนครับ ทุกวันนี้ผมคิดว่ามันอาจจะเลวร้ายกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเรามีสมาร์ตโฟน มีโซเชียลมีเดีย ใครสามารถโพสต์อะไรก็ได้ ไม่เป็นความจริงก็ได้ แค่เขียนข่าวสักนิด หารูปสักหน่อย แล้วโพสต์ลงในโลกออนไลน์ บอกว่าเกิดเรื่องนี้ขึ้น บางทีแชร์กันเป็นล้าน ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงอาจไม่มีอะไรเลย

เราสร้างสิ่งที่เรียกว่าข่าวปลอม (fake news) กันง่ายขึ้น และทำได้โดยไม่จำเป็นต้องมาจากรัฐอีกต่อไป ในอดีตเรารู้ว่ารัฐเป็นเจ้าของสื่อโฆษณาชวนเชื่อมากมาย แต่ตอนนี้อำนาจอยู่ในมือทุกคน และข้อมูลในโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติคน ทำให้ผมคิดว่าสถานการณ์ปัจจุบันเลวร้ายมากขึ้น


แต่ในขณะที่สื่อเปลี่ยน คนเองก็เปลี่ยนด้วย นอกจากการใช้งาน เรายังมีความรู้เท่าทันสื่อมากยิ่งขึ้น บางทีการใช้โฆษณาชวนเชื่ออาจไม่ได้ผลอีกต่อไป?

ในมุมมองของผม ไม่ใช่ว่าบรรดาข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียจะเป็นข้อมูลที่ผิดหรือก่อให้เกิดความเข้าใจผิดไปทั้งหมดนะ มันดีแล้วที่เรามีข่าวสารมากมาย หลากหลายที่มาและช่องทาง ทำให้สื่อมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น (democratization of media) ผู้มีอำนาจในระบอบเผด็จการหรืออำนาจนิยมจะได้ไม่สามารถผูกขาดการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพียงทางเดียว เพราะประชาชนเองก็มีเครื่องมือไว้แสดงความเห็น บอกเล่าเรื่องราวปัญหาที่แท้จริง และความเจ็บปวดของตนที่ต้องประสบแก่สาธารณะได้อย่างอิสระ

ยกตัวอย่างกรณีในอิหร่านเมื่อปี 2022 เกิดเหตุหญิงสาวชาวอิหร่านถูกตำรวจจับกุมด้วยข้อหาไม่สวมฮิญาบ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา รัฐบาลพยายามปกปิด ไม่พูดถึงเรื่องดังกล่าว รวมถึงปฏิเสธความรับผิดชอบมานานหลายเดือน กลายเป็นชนวนการต่อสู้เรียกร้องเพื่อสิทธิสตรีเรื่องการสวมฮิญาบ และกลายเป็นกระแสรับรู้กันไปทั่วโลกด้วยการสร้างแฮชแท็กในโซเชียลมีเดียจากประชาชนอิหร่าน ดังนั้น โซเชียลมีเดียจึงไม่ได้มีแต่ข้อเสียและข่าวปลอมเสมอไป ผมคิดว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่งซึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าจะใช้งานมันอย่างไร ในทางที่ดีหรือในทางที่เลว



คุณเป็นศิลปินชาวเคิร์ด และผลงานหลายชิ้นของคุณพูดถึงเหตุการณ์ในเคอร์ดิสถาน แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าเคอร์ดิสถานเป็นอย่างไร ผู้คนใช้ชีวิตแบบไหน – หากขอให้คุณเล่าถึงบ้านเกิดสักนิด คุณอยากเล่าเรื่องอะไรมากที่สุด

ผมอยากเล่าข้อเท็จจริงและความยากลำบากที่ชาวเคิร์ดทุกคนกำลังประสบอยู่ – สมมติถ้าคุณเดินไปตามถนน ถามใครสักคนว่าคุณมาจากไหน แล้วไม่รู้จักบ้านเกิดของเขา คุณอาจจะค้นหาข้อมูลในกูเกิล ในสมาร์ตโฟนของคุณและทำความเข้าใจได้ง่ายๆ แต่บ้านเกิดของเราไม่ใช่แบบนั้น เคอร์ดิสถานมีข้อมูลมากมาย แต่แตกแยกย่อยเป็นเคอร์ดิสถานในอิรัก เคอร์ดิสถานในตุรเคีย เคอร์ดิสถานในซีเรีย เคอร์ดิสถานในอิหร่าน บ้านของเราอยู่ในพื้นที่ 4 ประเทศทั้งที่เรียกรวมกันเป็นรัฐเดียว และชาวเคิร์ดแต่ละแห่งก็ถูกเรียกแตกต่างกัน

ลองนึกภาพว่าวันหนึ่ง ประเทศไทยถูกแบ่งดินแดนให้เป็นของพม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เวลามีคนถามว่าคุณมาจากไหน คนใต้ก็ต้องตอบว่าฉันเป็นคนไทย-มาเลเซีย คนเชียงใหม่ตอบว่าฉันเป็นคนไทย-พม่า ส่วนคนอีสานตอบว่าฉันเป็นคนไทย-ลาว หรือส่วนที่ติดกับกัมพูชา ก็ตอบว่าฉันเป็นคนไทย-กัมพูชา อารมณ์เดียวกันเลยครับ คนเคิร์ดต้องใช้ชีวิตกันแบบนั้น ซึ่งฟังดูไม่สมเหตุสมผลใช่ไหมกับการที่เราต้องแนะนำตัวเองโดยพ่วงชื่อประเทศอื่นเข้ามาตลอดเวลา แต่ในความเป็นจริงคือลำพังการพูดชื่อบ้านเกิดของเรา ไม่อาจทำให้คนเข้าใจได้ว่ามันคือที่ไหน ในทางภูมิศาสตร์ คนทั่วไปรู้จักแค่ประเทศอิรัก ดังนั้นเราต้องอธิบายว่าเคอร์ดิสถานของเราอยู่ทางตอนเหนือของอิรัก แต่เราไม่ใช่คนอิรัก ทุกอย่างมันซับซ้อนไปหมด และเรื่องนี้ชาวเคิร์ดทุกคนเจอเหมือนกัน แค่จะแนะนำตัวง่ายๆ ว่าเป็นใคร มาจากไหนให้คนไม่รู้จักฟัง มันก็ยังซับซ้อนและยืดยาวมาก 

ประเด็นสำคัญคือเราถูกลบอัตลักษณ์ออกไป ที่ผ่านมารัฐแต่ละประเทศพยายามมอบอัตลักษณ์ใหม่ให้เรา ซึ่งเราไม่ต้องการ มันไม่ใช่เรา ไม่สะท้อนตัวตนของเรา กระทั่งพยายามกดทับเรา ไม่ให้เราพูดภาษาแม่ของตัวเอง ไม่อนุญาตให้เราสอนภาษาของตัวเอง ไม่ให้ตั้งชื่อลูกหลานของเราด้วยภาษาเคิร์ด เพราะถ้าอยู่ในตุรเคีย เราก็ต้องตั้งเป็นภาษาตุรเคีย สิ่งเหล่านี้คือการลบล้างวัฒนธรรม ลบล้างอัตลักษณ์ทุกๆ อย่าง และหลายครั้งเราไม่มีสิทธิมีเสียงในการต่อต้าน นอกจากต้องยอมรับและกลายเป็นอื่น

ถึงแม้ว่าจะมีคนจำนวนหนึ่งยอมรับอัตลักษณ์ใหม่ในประเทศที่ตนอาศัย แต่เราก็ยังถูกมองว่าคนละชาติพันธุ์กับประชากรส่วนใหญ่ ถูกเหยียด และถูกปฏิบัติเหมือนพลเมืองชั้นสอง ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรเราก็ไม่ทัดเทียมกับคนอื่นๆ ในประเทศอยู่ดี ชาวเคิร์ดจึงพยายามต่อสู้เพื่อปกป้องอัตลักษณ์ของตนเอง สู้เพื่อภาษา เพื่อวัฒนธรรมประเพณี ซึ่งผมคิดว่าคนเรามีสิทธิในการแสดงตัวตนว่าเราเป็นใคร หรือเลือกที่จะเป็นอะไร โดยไม่มีใครมาพรากสิทธิของเราไป

หากถามว่าต้นเหตุของปัญหานี้มาจากไหน ต้องย้อนกลับไปมองตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคม นักการทูตสองคน (ไซเกส-ปิโกต์) จากอังกฤษและฝรั่งเศสนั่งสุมหัวกันในออฟฟิศ หยิบแผนที่ตะวันออกกลางขึ้นมาขีดเส้นแบ่งดินแดนกันตามใจชอบ โดยไม่สนว่าจะกระทบต่อชีวิตคนนับล้านในภูมิภาค ซึ่งหลายแห่งในโลกต่างประสบชะตากรรมเดียวกัน ทั้งลาตินอเมริกา แอฟริกา จะอ้างว่าทำไปเพื่อสันติภาพหรือประชาธิปไตย อะไรก็แล้วแต่ ชัดเจนที่สุดคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการกระทำของชาติมหาอำนาจเหล่านี้ยังคงส่งผลกระทบมาถึงชีวิตคนในปัจจุบัน



เมื่อพูดถึงอัตลักษณ์ที่ชาวเคิร์ดพยายามรักษาไว้ มีแง่มุมไหนบ้างที่คุณมองว่าแตกต่างไปจากประเทศใกล้เคียง และไม่อาจกลืนกลายหายไปเป็นอื่น  

สิ่งที่โดดเด่นและแตกต่างมากคือเรื่องภาษา ภาษาแม่ของเราคือภาษาเคิร์ด (Kurdish) ซึ่งอยู่ในตระกูลอินโด-ยูโรเปียน ถือเป็นภาษาที่มีความรุ่มรวย มีสำเนียงท้องถิ่นหลากหลาย โดยสองสำเนียงหลักที่เรามักใช้กันคือโซรานี (Sorani) กับเคอร์มานจิ (Kurmanci) เรามีวัฒนธรรม ความเชื่อ ดนตรี ซึ่งแต่ละพื้นที่อาจมีรายละเอียดไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เรามีแกนกลางสำคัญๆ ใช้ร่วมกันไม่กี่อย่าง ภาษา ความเชื่อ ประเพณี แล้วคนในพื้นที่ต่างๆ ก็นำไปประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิต เหมือนกับสังคมวัฒนธรรมของชาติอื่นๆ ดังนั้นถึงหน้าตาของมันอาจแตกต่างกัน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่ใช่ชนชาติเดียวกัน ทุกอย่างก็ยังนับรวมเป็นเคิร์ด มันคือความรุ่มรวยทางวัฒนธรรม คือความงดงาม ไม่ใช่การแบ่งแยกกันเป็นคนละพวกกันอย่างที่คนอื่นกล่าวหา  

การที่ชาวเคิร์ดมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมมากเพราะเราเป็นชนชาติที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ตั้งแต่สมัยอาณาจักรของชาวมีดส์ (Medes Empire) ซึ่งถือเป็นบรรพบุรุษของอิหร่านและเคิร์ด อาศัย ณ ที่ราบเมโสโปเตเมีย เราเป็นประชากรส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้ ก่อนที่จะมีการขีดเส้นแบ่งประเทศเหมือนปัจจุบัน และนับถือศาสนาเดียวกันคือโซโรอัสเตอร์ จนกระทั่งการรุกรานจากชาวมุสลิมที่นำพาศาสนาอิสลามเข้ามาในพื้นที่ ทำให้ทุกวันนี้ชาวเคิร์ดส่วนใหญ่นับถืออิสลาม ปะปนกับคริสต์ ยูดาห์ และกลุ่มความเชื่ออื่นๆ อย่างยาซิดี อาเลวี รวมถึงมีกลุ่มที่ไม่เชื่อในศาสนาหรืออเทวนิยมเช่นกัน แต่ผมยืนยันว่าความเชื่อทางศาสนาไม่เคยเป็นปัญหาของชาวเคิร์ด ไม่ว่าคุณจะแตกต่างหลากหลายแค่ไหน สิ่งที่ยึดโยงเราเข้าด้วยกันคืออัตลักษณ์ของชนชาติเคิร์ด มองเผินๆ อาจดูเหมือนพวกชาตินิยมนะครับ แต่มันบ่มเพาะจากการถูกแบ่งแยกเพื่อปกครองและลบล้างอัตลักษณ์มายาวนาน เราจึงต้องสู้เพื่อปกป้องมันมากขนาดนี้


การรักษาอัตลักษณ์ของชาวเคิร์ดในบ้านเกิดถือว่าเป็นเรื่องยากแล้ว สำหรับคุณที่มีประสบการณ์ในฐานะผู้ลี้ภัย ชีวิตของคนเคิร์ดในต่างแดนเป็นอย่างไร

จากประสบการณ์ส่วนตัวของผม ผมมีอัตลักษณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดช่วงชีวิต จากเดิมผมเป็นชาวเคิร์ด เกิดในเคอร์ดิสถานที่อิรัก แล้วตอนอายุ 25 ปี ผมต้องลี้ภัยออกจากบ้านเกิด ไปตั้งหลักยังประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นคนของออสเตรเลีย และตอนนี้ผมมาอยู่ที่ไทยในฐานะคนออสเตรเลียเพราะถือพาสปอร์ตของที่นั่นมา ผมไม่อยากเรียกว่าตัวเองเป็นคนอิรักด้วยซ้ำเพราะผมไม่มีพาสปอร์ตของอิรักสักเล่ม

การที่ต้องย้ายไปย้ายมาตลอดทำให้ผมต้องปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ วัฒนธรรมใหม่ ในช่วงแรกมันอาจจะยาก แต่ใช่ว่าจะไม่มีแง่งามเสียทีเดียว มันทำให้ผมได้สัมผัสสังคมวัฒนธรรมอันหลากหลายและเพิ่มพูนองค์ความรู้เกี่ยวกับโลกใบนี้มากขึ้น ถ้าผมไม่ได้เดินทางมาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย ผมคงเข้าใจว่าเอเชียเท่ากับประเทศจีนหรือไม่ก็ญี่ปุ่นเท่านั้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแต่ละประเทศมีความงดงามแตกต่างกันไป ในไทยมีชาติพันธุ์และวัฒนธรรมหลากหลาย ลำพังแค่อาหารในภาคเหนือ ภาคกลาง หรืออีสานก็ต่างกันมากแล้ว ดนตรี ศิลปะ สถาปัตยกรรม กระทั่งวิธีการมองโลกยังไม่เหมือนกัน ผมเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ในโลก

จริงอยู่ว่าการพลัดถิ่นฐานเป็นเรื่องน่าเจ็บปวด แต่ผมไม่อยากใช้ชีวิตจมอยู่กับความเจ็บปวดและการมองโลกในแง่ร้ายตลอดไป ผมอยากโอบกอดทุกประสบการณ์ เห็นแง่งามของสิ่งละอันพันละน้อยต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต สำหรับผมแล้ว คนเราไม่จำเป็นต้องมีตัวตนเดียว อัตลักษณ์เดียวก็ได้ มันอาจแปรเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต ขัดเกลาทำให้เราเติบโตจากสถานที่และสังคมหลายๆ แห่ง ทั้งหมดทั้งมวลกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา ทำให้เราเป็นตัวเองในทุกวันนี้



นอกจากเรื่องการรักษาอัตลักษณ์ประจำชนชาติแล้ว ชาวเคิร์ดประสบปัญหาอะไรอีกบ้าง

การแบ่งแยกและอยู่ภายใต้การปกครองของ 4 ประเทศ ทำให้เราเผชิญกับความรุนแรงหลากหลายรูปแบบ ร้ายแรงที่สุดคือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้ง ในปี 1930 รัฐบาลตุรเคียสังหารชาวเคิร์ดนับหมื่นคน เรียกว่าเหตุการณ์สังหารหมู่ซีลาน (Zilan massacre) อิรักก็เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันช่วงรัฐบาลซัดดัม ฮุสเซน เมื่อทศวรรษ 1980 แล้วยังมีปัญหาการกดขี่ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำลายที่ดินอยู่อาศัยเกิดขึ้นประปรายอีกมากมาย

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาเหล่านี้ยังไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย เพื่ออธิบายให้เห็นภาพ ผมขอยกตัวอย่างความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ เมื่อเกิดความรุนแรงต่อชาวปาเลสไตน์ ทุกคนรู้ว่าต้องเรียกร้องไปยังรัฐบาลอิสราเอล ไปเจรจาสันติภาพ หรือทำสงครามแค่กับอิสราเอล แค่ที่เดียว แต่สำหรับชาวเคิร์ด เราต้องดีลกับรัฐบาลถึง 4 ประเทศ คนในเคอร์ดิสถานเขตอิรักต้องไปคุยกับรัฐบาลที่แบกแดด คนในเคอร์ดิสถานเขตตุรเคียต้องไปที่อังการา ส่วนที่ซีเรียต้องไปดามัสกัส อิหร่านไปเตหะราน เราต้องคุยกับรัฐบาล 4 แห่งที่นโยบายทางการเมือง อุดมการณ์ และประวัติศาสตร์ไม่เหมือนกันแม้แต่น้อย

ที่สำคัญ ทั้ง 4 ประเทศนี้ไม่ค่อยรักใคร่ปรองดองกันสักเท่าไหร่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่มั่นคง และมีความขัดแย้งเรื่องอื่นๆ ค้างคา เช่น เวลาที่ตุรเคียอยากให้ซีเรียกับอิรักทำตามต้องการ ก็จะใช้สิทธิ์ของการเป็นประเทศต้นน้ำ ปิดเขื่อนไม่ปล่อยน้ำสู่ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกดดัน เป็นต้น แต่ทุกประเทศจะสมัครสมานสามัคคีกันมากถ้าต้องสู้กับชาวเคิร์ด ไม่ใช่แค่ 4 ประเทศนี้ กระทั่งมหาอำนาจตะวันตกอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพยุโรป อเมริกา รัสเซีย ต่างต่อต้านการเรียกร้องสิทธิ์เพื่อแยกตัวเป็นเอกราชของเคอร์ดิสถานทั้งนั้น เพราะการแบ่งเขตแต่ละประเทศในตะวันออกกลางปัจจุบันล้วนเป็นมรดกจากชาติมหาอำนาจทั้งสิ้น ทุกคนอยากให้เป็นเหมือนเดิมตลอดไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แผนที่ ‘ไซเกส-ปิโกต์’ ของอังกฤษและฝรั่งเศสยุคล่าอาณานิคมนี่เปรียบได้กับลูกน้อยของพวกเขาเลยล่ะ เวลามีใครอยากเปลี่ยนอะไรขึ้นมา พวกเขาจะออกตัวปกป้องแบบว่า ‘ทำไมล่ะ ทำไมไม่ชอบลูกฉัน ลูกฉันทำอะไรผิด?’ อะไรอย่างนั้นเลย (หัวเราะ)


คุณเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์รัฐบาลซัดดัม ฮุสเซนสั่งโจมตีเมืองฮาลับจาด้วยอาวุธสารเคมี ที่รู้จักกันในนาม ‘ปฏิบัติการอันฟาล’ (Anfal Campaign) ช่วงสงครามอิรักกับอิหร่าน พอเล่าได้ไหมว่าในตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ตอนรัฐบาลอิรักสั่งใช้อาวุธเคมีโจมตีเมืองฮาลับจา ผมเพิ่งอายุ 14-15 ยังเป็นวัยรุ่นมัธยมอยู่เลย เราไม่เคยได้รับข่าวสารหรือการประกาศเตือนก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้แม้กระทั่งตอนที่ถูกโจมตีไปแล้ว และถึงแม้เราจะสูญเสียคนที่เรารักไปมากมาย ตัวผมเสียสมาชิกในครอบครัวไปกับเหตุการณ์นั้นกว่า 15 คน แต่รัฐบาลไม่เคยจัดงานศพให้พวกเขา หรือถ้าเราจัดกันเอง เราอาจถูกจำคุก ถึงขั้นถูกฆ่าได้เลยด้วยซ้ำ

มันเป็นช่วงเวลาที่มืดมนจริงๆ ไม่มีใครเข้ามาช่วยเรา ไม่มีสื่อไหนพูดถึงเรื่องของเรา เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน และหลายประเทศเป็นพันธมิตรกับซัดดัม พวกเขาต้องการซัดดัม ไม่มีใครอยากขัดใจเขา ดังนั้นจึงพร้อมใจกันปิดหูปิดตาในสิ่งที่ซัดดัมทำลงไป อีกอย่างอาวุธที่รัฐบาลใช้โจมตีไม่ได้ผลิตในอิรัก ทั้งหมดผลิตในเยอรมนี ฝรั่งเศส ไปจนถึงสิงคโปร์ เชื่อไหมว่าสิงคโปร์ถือเป็นแหล่งสนับสนุนอาวุธแก่ซัดดัมที่ใหญ่ที่สุดของโลกขณะนั้น อาวุธเคมีที่ซัดดัมใช้ เป็นอาวุธที่ถูกแบนไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่มีใครใช้ในสงครามระหว่างกองกำลังทหารแล้ว แต่ซัดดัมนำมาใช้กับพลเรือนชาวเคิร์ดที่ไร้อาวุธ เพราะงั้นหากมีคนตั้งคำถามว่า เขาเอาอาวุธเคมีพวกนี้มาจากไหน ประเทศอย่างสิงคโปร์ ฝรั่งเศส เยอรมนีคงรู้สึกละอาย สุดท้ายจึงไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเลย ทั้งๆ ที่เป็นคนขายให้อิรักด้วยตัวเองแท้ๆ จะไม่รู้ได้ยังไงว่าซัดดัมจะนำไปใช้ทำอะไร  


เหตุการณ์การโจมตีที่เมืองฮาลับจาจบลงอย่างไร

การโจมตีนั้นจบลงในปี 1988 กว่า 5,000 คนเสียชีวิตจากการสังหารหมู่ และอีกนับหมื่นคนบาดเจ็บก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ฮาลับจาถูกปิดตายเป็นเมืองร้างอยู่หลายปี จนกระทั่งการล่มสลายของระบอบซัดดัมในอิรัก รัฐบาลท้องถิ่นเคอร์ดิสถานซึ่งบริหารโดยชาวเคิร์ดจึงเข้ามาฟื้นฟูฮาลับจาอีกครั้ง ทีละเล็กทีละน้อยจนกลายเป็นเมืองที่มีชีวิตชีวาในปัจจุบัน

แต่ทุกวันนี้ยังมีคนฮาลับจาจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการโจมตีคราวนั้นอยู่ ทารกหลายคนเกิดมาพิการเพราะก๊าซพิษจากอาวุธเคมีทำให้ยีนและดีเอ็นเอของพ่อแม่เกิดการกลายพันธุ์ บางคนป่วยด้วยโรคหืด โรคผิวหนัง มีปัญหาด้านสายตา และแผลไฟไหม้จากระเบิดฟอสฟอรัส ซึ่งที่ผ่านมาคนเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอจากรัฐบาลอิรัก เพราะบาดแผลและโรคหลายชนิดไม่สามารถรักษาในอิรักและเคอร์ดิสถาน จำเป็นต้องเดินทางไปรักษายังต่างประเทศเท่านั้น แต่รัฐบาลก็ไม่ได้อำนวยความสะดวกมากนัก และมีแนวโน้มจะปล่อยเป็นปัญหาเรื้อรังต่อไป

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนฮาลับจาส่วนใหญ่จดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นในฐานะประวัติศาสตร์บาดแผล แต่ไม่จมจ่อมอยู่กับมัน เราสร้างอนุสาวรีย์แห่งฮาลับจา (Halabja Monument) เพื่อรำลึกถึงโศกนาฏกรรมและผู้เสียชีวิต แต่เราจะมองไปยังวันพรุ่งนี้ที่สดใสกว่าเดิม กล่าวได้ว่าฮาลับจาในตอนนี้มูฟออนจากความเจ็บปวดแล้ว



ด้านรัฐบาลอิรักหรือคนในอิรักจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อชาวเคิร์ดในฮาลับจาอย่างไร ผู้มีอำนาจเคยออกมารับแสดงความรับผิดชอบบ้างไหม

พวกเขาจะบอกว่าเหตุการณ์โจมตีด้วยอาวุธเคมีเกิดขึ้นในระบอบซัดดัม ฮุสเซน ตอนนี้ยุคซัดดัมผ่านพ้นไปแล้ว และเคอร์ดิสถานมีรัฐบาลของชาวเคิร์ดบริหารกันเอง (The Kurdistan Regional Government – KRG) ตั้งแต่ปี 2003 หลังการล่มสลายของระบอบซัดดัม รัฐบาลกลางอิรักอ่อนแอลงมาก จึงมีการเชิญชาวเคิร์ดเข้าไปแบ่งอำนาจเพื่อปกครองเคอร์ดิสถาน หนึ่งคือรัฐบาลของเคอร์ดิสถาน อีกหนึ่งคือรัฐบาลของอิรัก ทำงานร่วมกันภายใต้ระบอบประชาธิปไตย รวมถึงให้มีตัวแทนของชาวเคิร์ดเข้าไปอยู่ในรัฐบาลกลางที่กรุงแบกแดดอีกด้วย

ฉะนั้น สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากตอนเกิดปฏิบัติการอันฟาลมาก อิรักไม่สามารถใช้ความรุนแรง หรือการสังหารหมู่คุกคามชีวิตชาวเคิร์ดได้อีกแล้ว แต่ความขัดแย้งและการกดขี่ยังคงมี รวมถึงเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบอื่นๆ เช่น พยายามดึงอำนาจออกจากผู้แทนชาวเคิร์ดในรัฐบาลกลาง เพราะสุดท้ายแล้ว เคิร์ดก็ถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศเท่านั้น ทั้งยังใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ กล่าวคือในพื้นที่เคอร์ดิสถานเป็นแหล่งผลิตน้ำมันของอิรัก แต่รัฐบาลอิรักกลับแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์จากน้ำมันแก่ชาวเคิร์ดน้อยมาก ไม่ยอมให้ชาวเคิร์ดเข้าไปร่วมบริหาร ตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายการเมืองเรื่องดังกล่าว เพราะงั้นต่อให้เรามีอำนาจบริหารพื้นที่ของตนเอง ไม่มีภัยร้ายแรงคุกคามชีวิต แต่ใช่ว่าชาวเคิร์ดจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมแล้ว


ในความเห็นของคุณ ท่ามกลางปัญหาและความไม่เป็นธรรมมากมายที่เกิดขึ้นกับชาวเคิร์ด ประเด็นใดควรได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด

ชาวเคิร์ดในปัจจุบันมีความคิดและอุดมการณ์แตกต่างหลากหลายมาก แต่ลึกๆ แล้วแทบทุกคนต้องการให้เคอร์ดิสถานกลายเป็นรัฐอิสระ ซึ่งในทางการเมืองเป็นไปได้ยากมาก เพราะไม่เพียงแค่ต้องต่อสู้กับ 4 ประเทศที่ปกครองเราในปัจจุบัน ยังต้องสู้กับชาติมหาอำนาจอื่นๆ ในโลกด้วย ดังนั้นอย่างน้อยที่สุด สิ่งที่เราอยากได้คือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ไร้ความขัดแย้ง การกดขี่ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือกระทั่งการลบล้างอัตลักษณ์ เราเจอมามากพอแล้ว และไม่ต้องการให้เกิดขึ้นอีก

ถึงใครหลายคนจะบอกว่าตอนนี้ก็สงบสุขดี ไม่มีเรื่องบาดหมางกับเคอร์ดิสถานและชาวเคิร์ดแล้ว ใช่ เราไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นเหมือนในอดีต แต่ถามว่าเราทัดเทียมกับคนอิรักไหม ในแง่การเข้าถึงการศึกษา การมีสิทธิเสรีภาพ การได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะเรื่องน้ำมัน คำตอบคือไม่ หรือต่อให้ไม่เรียกร้องอะไรมาก ขอแค่เราได้อยู่อย่างมีสิทธิและศักดิ์ศรีในฐานะเคิร์ดก็ยังดี ขอให้เราได้สืบสานวัฒนธรรมประเพณี สืบต่ออัตลักษณ์ของชนชาติ นั่นล่ะคือความหมายของการอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีสำหรับผม

ที่ผ่านมา ปัญหาของเคิร์ดมักถูกแก้ด้วยการกดปราบ สงคราม ความรุนแรง ซึ่งเราเห็นตัวอย่างมากมายว่าไม่มีอะไรดีขึ้นเลย มีแต่คนต้องสูญเสียเลือดเนื้อ เราควรมองหากระบวนการเจรจาที่จะนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริง ในเมื่อเราอยู่ในยุคที่มีสิทธิมนุษยชน ก็ควรแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน ผมเชื่อว่าการพูดคุยกันจะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งมากมายในตอนนี้ได้ เพียงแต่ผู้มีอำนาจ นักการเมืองส่วนมากไม่ค่อยเลือกทำกันสักเท่าไหร่



จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทั้งโศกนาฏกรรมในฮาลับจา การเผชิญปัญหาในฐานะชาวเคิร์ดและผู้ลี้ภัย ทั้งหมดส่งผลต่อตัวคุณในแง่การเป็นศิลปินอย่างไร

ผมเติบโตมาในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งแทบตลอดเวลา ชีวิตนี้ผมน่าจะได้เห็นสงครามมาไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งแล้ว ทั้งสงครามอิรัก-อิหร่าน เห็นกองทัพที่หลงเหลือจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เห็นปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันฟาลด้วยอาวุธเคมี เห็นสงครามอัลเคดา ถึง ISIS แล้วยังมีสงครามกลางเมืองระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่ในเคอร์ดิสถาน กินเวลานานกว่า 4 ปี

จากความขัดแย้งหลายครั้งหลายหน ผมเสียทั้งเพื่อน ทั้งสมาชิกครอบครัว ผมกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ต้องลี้ภัยไปยังประเทศต่างๆ เดินทางไปมาหลายๆ ที่ ประสบการณ์เหล่านี้ขัดเกลาชีวิตผม ทัศนคติของผม และแน่นอน ผลงานศิลปะของผมด้วย มันเป็นสาเหตุว่าทำไมผมจึงสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคมการเมืองเสมอ สำหรับผม งานศิลปะมีไว้เพื่อสื่อสารประเด็นสำคัญ สร้างคุณค่า ความตระหนักรู้เรื่องอะไรสักอย่างแก่สังคม แทนที่จะมุ่งนำเสนอเพียงความสวยงามของเส้น สี รูปร่าง รูปทรงเพียงเท่านั้น แต่ผมก็ไม่ได้ทิ้งเรื่องสุนทรียภาพด้านศิลปะนะ อย่างรูปปั้นเอซิดี มีร์ซา ขี่ม้าในงานนิทรรศการ ผมก็ตั้งใจนำเสนอความสวยงามของรูปร่าง รูปทรง ผิวสัมผัสตามแบบงานประติมากรรม แต่สิ่งที่ผมตั้งใจมากกว่านั้นคือการนำเสนอบริบทปัญหาว่าด้วยกลุ่ม ISIS ทำลายรูปปั้นของจริงในเมืองโมซุล ประเทศซีเรีย เมื่อทำการปิดล้อมเมืองสังหารหมู่ และจับหญิงสาวชาวยาซิดีหลายพันคนไปขายเป็นนางบำเรอ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในซีเรียและอิหร่านเมื่อปี 2014-2015 นี้เอง

รูปปั้นนี้จึงไม่ได้เป็นตัวแทนของความงดงาม สุนทรียภาพของรูปร่าง รูปทรง มันเป็นตัวแทนของประวัติศาสตร์ชาวยาซิดี ผู้ตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามนับตั้งแต่สมัยจักรวรรดิออตโตมันจนถึงยุคปัจจุบัน ขณะที่งานชิ้นอื่นๆ อย่างภาพคอลลาจ ผมก็ใช้พูดแทนเรื่องราวปฏิบัติการอันฟาล การพลัดถิ่นฐานจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง


The Kingdom of Dust, Ruled by Stones


ยิ่งไปกว่านั้น ทุกๆ งาน ผมมักตั้งชื่อโดยแฝงนัยทางการเมืองไว้เสมอ ตัวอย่างเช่น ‘Endless war in the Paradise of Eden’ สื่อว่าที่ตั้งของเคอร์ดิสถาน อันมีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ยุคอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เคยถูกเล่าขานตามตำนานของไบเบิลว่าเป็นดินแดนสรวงสวรรค์ กลับเกิดความขัดแย้งนานาประการไม่จบสิ้น ‘The Kingdom of Dust, Ruled by Stones’ เมื่อภูมิภาคตะวันออกกลางถูกปกครองด้วยผู้นำใจหิน ย่อมหลงเหลือแต่เพียงเถ้าถ่านและฝุ่นควัน และ ‘They filled our world full of shadow, and then they tell us to seek the light’ ก็มีที่มาจากสิ่งที่ชาติมหาอำนาจกระทำต่อภูมิภาคนี้ จุดชนวนความขัดแย้งทิ้งไว้ แล้วบอกให้เราแสวงหาสันติภาพ สนับสนุนอาวุธให้ผู้นำรัฐบาลฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แล้วบอกให้เราร่วมกันสร้างสันติภาพ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ย้อนแย้งสุดๆ ไปเลย


Endless war in the Paradise of Eden
They filled our world full of shadow, and then they tell us to seek the light


สุดท้าย นิทรรศการนี้พูดถึงความหวังและสันติภาพ ความหวังของคุณคืออะไร สันติภาพที่คุณอยากเห็นเป็นแบบไหน

ผมหวังว่าความขัดแย้งและปัญหาทั้งหมดทั้งมวลที่ผมกล่าวถึงในนิทรรศการจะจบลงสักที และมันควรเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อที่สักวันหนึ่งเราจะได้รับสันติภาพที่แท้จริง



MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save