วจนา วรรลยางกูร เรื่อง

เมธิชัย เตียวนะ ภาพ

วันอาทิตย์สำหรับคนกรุงเทพฯ น่าจะเป็นของขวัญวันหยุดที่ทำให้ได้พักเบรกจากรถติด และจากการงานที่เผาผลาญทั้งพลังกายพลังใจ แต่ใช่ว่าเช้าวันอาทิตย์เราจะได้ตื่นมาพบกับถนนโล่งๆ เสมอไป

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มี ‘งานวิ่ง’ เกิดมากขึ้น ถี่ขึ้น จนปัจจุบันทุกวันอาทิตย์จะมีการจัดงานวิ่งในกรุงเทพฯ อย่างน้อย 1 งาน และหากอาทิตย์ไหนจังหวะเวลาเป็นใจ เคยมีการจัดงานวิ่งในกรุงเทพฯ พร้อมกันถึง 9 งาน

การออกจากบ้านในเช้าวันอาทิตย์จึงเหมือนการเสี่ยงโชค วันนั้นอาจเป็นคราวเคราะห์หากต้องประสบกับงานวิ่งที่จัดเกินเวลา หรือเจอถังน้ำแข็งที่ถูกทิ้งไว้กลางถนน

ไม่มีใครปฏิเสธประโยชน์จากการออกกำลังกาย แต่เมื่อเป็นการใช้พื้นที่สาธารณะ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ถึงการตั้งคำถามต่อความเหมาะสม อีกทั้งการจัดงานวิ่งมีหลากรูปแบบ ตั้งแต่ระดมทุนเข้าองค์กรการกุศล จนถึงระดมทุนเข้ากระเป๋าผู้จัดงานเอง

ไม่ใช่เรื่องผิดสำหรับผู้จัดงานวิ่งในรูปแบบธุรกิจ เมื่อเป็นการเสนอสินค้าและบริการที่นักวิ่งเต็มใจจ่ายค่าสมัคร สิ่งสำคัญคือการให้บริการอย่างมีคุณภาพ แจ้งวัตถุประสงค์ชัดเจนและทำอย่างตรงไปตรงมา

การเพิ่มขึ้นของงานวิ่ง นอกจากกระทบผู้ใช้ถนนแล้ว ในแง่การทำธุรกิจก็กระทบกับผู้จัดงานวิ่งเช่นกัน ที่นอกจากจะต้องต้องแชร์ส่วนแบ่งการตลาดให้ผู้จัดงานหน้าใหม่แล้ว ยังกระทบมาตรฐานการจัดงานวิ่งในภาพรวม เมื่อมีมือสมัครเล่นเข้ามาจัดงานโดยไม่มีความรู้

การจัดงานวิ่งมีรายละเอียดมากมาย เช่น การจัดอีเวนต์อื่นๆ ควบคู่กันไป ยังไม่นับเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับการออกกำลังกาย หลายกรณีที่นักวิ่งออกมาร้องเรียนงานที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเพราะจัดกำลังสตาฟฟ์ไม่เพียงพอ แก้วน้ำและน้ำดื่มไม่เพียงพอ ได้รับเสื้อคุณภาพต่ำ ไม่มีห้องน้ำ ขาดความปลอดภัย จนถึงเรื่องฉ้อโกงเมื่อพบว่ารายได้การจัดงาน ไม่ได้ไปถึงมือองค์กรการกุศลตามที่กล่าวอ้าง

แต่ภาพคนไปงานวิ่งที่ปรากฏบนนิวส์ฟีดเฟซบุ๊กเช้าวันอาทิตย์ ดูเหมือนจะยังไม่ถูกบั่นทอนจากกระแสดราม่าที่ว่ามา

ทำไมต้องไปงานวิ่ง?

เป้าหมายการจัดงานวิ่งมีหลายรูปแบบ เช่น จัดแข่งภายในองค์กร, ระดมทุนการกุศลหรือรณรงค์ประเด็นสาธารณะ, จัดการแข่งขันเป็นอาชีพ, จัดแข่งเพื่อความพอใจส่วนตัว และแข่งชิงแชมป์ระดับชาติ

หนึ่งในรูปแบบการจัดงานวิ่งเพื่อรณรงค์ประเด็นสาธารณะ คืองาน ‘Good Guy Run 2018’ จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับองค์กรพันธมิตร ในวันที่ 2 ธันวาคม 2561 โดยในวันเดียวกันนี้ ในกรุงเทพฯ ยังมีการจัดงานวิ่งอีก 6 งาน และในต่างจังหวัดอีก 20 งาน

นักวิ่งคนแรกถูกปล่อยตัวตอนตี 5 ช่วงเวลาที่ถนนรอบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอันเป็นสถานที่จัดงาน ยังมีรถไม่มากนัก จำนวนผู้เข้าร่วม 3 พันราย ทำให้ไม่ต้องปิดถนนทั้งหมด แต่กั้นถนน 1 เลนสำหรับนักวิ่ง กระทบผู้ใช้ถนนคนอื่นบ้างช่วงทางแคบ และมีบางจังหวะที่รถยนต์เลี้ยวตัดขบวนนักวิ่งชนิดเฉียดหัวไหล่

เป็นข้อตกลงระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้จัดงานในยุคหลังที่เห็นผลกระทบจากการปิดถนน จึงต้องทำให้กิจกรรมเสร็จสิ้นในช่วงเช้าก่อนถนนจะคลาคล่ำด้วยรถยนต์ ส่งผลให้นักวิ่งต้องมาถึงงานแต่เช้ามืด ยิ่งรายการวิ่งระยะไกลนักวิ่งต้องมาเตรียมตัวตั้งแต่ตี 3 – ตี 4

ผู้จัดงาน Good Guy Run 2018 ระบุเหตุผลว่าจัดงานวิ่งเพื่อแสดงพลังแห่งความดี ร่วมกันรณรงค์ต่อต้านการคอร์รัปชัน เชิดชูคนดีมีคุณธรรม โดยนักวิ่งต้องเคารพกติกา ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ทำให้เห็นว่าความดีและความซื่อสัตย์เริ่มได้ที่ตัวเอง

นักวิ่งที่เข้าร่วมจำนวนมากทำงานอยู่ในกระบวนการยุติธรรม รู้เป้าหมายของงานดีและพร้อมร่วมแสดงออก แต่ก็มีอีกไม่น้อยที่ไม่ทราบเหตุผลการจัดงาน และเข้าร่วมเพียงเพราะอยากออกกำลังกาย

ชยันต์ เพ็งเจริญ บอกว่าเขาเข้าร่วมงานวิ่งครั้งนี้เพราะทำงานในกระบวนการยุติธรรม เมื่อเห็นเป็นงานที่ ป.ป.ช. จัด จึงมาเพราะอยากเห็นบรรยากาศจริงในงานวิ่งที่ไม่เคยร่วมมาก่อน และคิดว่าเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ร่วมกันของคนในสังคม ที่ต้องการให้สังคมไม่มีคอร์รัปชัน

“การทำกิจกรรมกับคนในสังคมแสดงออกถึงความสามัคคีได้อย่างหนึ่ง งานนี้ก็เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการร่วมต้านคอร์รัปชัน อีกแง่หนึ่งก็ส่งเสริมให้คนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น พอทุกคนแข็งแรง ก็ช่วยสังคมเรื่องงบประมาณการรักษา งานวิ่งทำให้ได้เจอคนที่รักสุขภาพเหมือนกัน ได้มาวิ่งในเส้นทางที่ในชีวิตจริงน่าจะไม่มีโอกาสได้วิ่ง โดยคนจัดงานพยายามเริ่มงานเร็วเพื่อไม่ให้กระทบคนในสังคมนัก”

เช่นเดียวกับ เอ็ม ชายหนุ่มวัย 29 ที่ทำงานในสายอาชีพเดียวกัน มองว่างานวิ่งนี้เป็นการประชาสัมพันธ์ให้คนได้รู้เรื่องคอร์รัปชัน เมื่อมีคนนับพันมาร่วมวิ่งโดยรู้ภารกิจของผู้จัดว่าวิ่งเพื่ออะไร

“การมางานวิ่งทำให้อยากมาอีก ทำให้ได้ตื่นเช้าและได้เพื่อนด้วย แต่ถ้าเป็นงานที่เอกชนจัดแล้วไม่เกิดประโยชน์อะไรแก่สังคมเลย ก็คงไม่ไป เพราะค่าลงทะเบียนก็เยอะ ราคาจึงต้องสมเหตุสมผล แต่ถ้าเป็นงานเพื่อการกุศลจะตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะรู้ว่าผลประโยชน์จะตกอยู่ที่ใคร”

ส่วน สุวารี เรืองศิริ พนักงานบริษัทเอกชนที่มาร่วมงานวิ่งเป็นครั้งแรก บอกว่าอยากออกกำลังกายแต่ไม่มีเวลา เธอจึงลองมาวิ่งในระยะ 2 กม. เหตุที่เลือกงานนี้เพราะงานวิ่งส่วนใหญ่จะมีระยะ 5-10 กม. ไม่เหมาะสำหรับคนเริ่มต้น

ถามถึงเป้าหมายของงาน เธอปฏิเสธว่าไม่รู้รายละเอียด เพียงแค่อยากมาออกกำลังกายเท่านั้น

“ไม่รู้ค่ะ รู้แค่ว่าคนดีวิ่งกัน ไม่ทราบว่าเป็นยังไง อ่านรายละเอียดแล้วแต่ไม่เข้าใจความหมาย แค่อยากมาวิ่งเฉยๆ”

ที่สุดแล้วคนมางานวิ่งย่อมมีเหตุผลที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะคนที่ไปงานวิ่งบ่อยๆ อาจใช้เป็นแรงบันดาลใจในการผลักดันให้ตัวเองได้ออกกำลังกาย โดยมีสังคมในกลุ่มคนที่ชอบวิ่งเหมือนกัน ขณะที่การรณรงค์ประเด็นทางสังคมอาจเป็นผลพลอยได้ของนักวิ่ง ที่ทำให้ผู้จัดงานได้ภาพการรวมตัวแสดงพลังของกลุ่มคน

ป่วนวงการ เมื่อใครก็จัดงานวิ่งเอง

ความนิยมในการวิ่งทำให้ประเทศไทยมีนักวิ่งเพิ่มขึ้นราว 10 ล้านคนในช่วงสิบปีที่ผ่านมา จนมีตัวเลขคนออกกำลังกายด้วยการวิ่งแตะ 15 ล้านคน และปีล่าสุดจำนวนงานวิ่งพุ่งสูงถึงพันกว่ารายการทั่วประเทศ เฉพาะในเดือนธันวาคม 2561 จำนวนงานวิ่งที่ปรากฏผ่านเว็บไซต์ รวมโปรแกรมงานวิ่งทั้งหมด 134 งาน อยู่ในกรุงเทพฯ 18 งาน และในต่างจังหวัด 116 งาน

ข้อมูลจากบริษัทออแกไนซ์ที่เปิดเผยผ่านสื่อ ระบุว่า ต้นทุนการจัดงานระยะมินิมาราธอน 10.5 กม. เริ่มตั้งแต่ครั้งละ 8 แสนบาท ฮาร์ฟมาราธอน 21 กม. 2 ล้านบาท และมาราธอน 42.195 กม. เริ่มที่ 3 ล้านบาท

การจัดงานวิ่งมาราธอนครั้งแรกของประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อปี 2530 คืองานวิ่งลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติที่มีคนร่วมนับแสน จนเกิดเป็นภาพประวัติศาสตร์วงการนักวิ่งเมืองไทย

หลังจากงานครั้งนั้น สงคราม ไกรสนธิ์ หนึ่งในผู้ร่วมจัดงานที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการเตรียมงานกว่า 2 ปี ได้ออกมาเปิดบริษัทจัดวิ่งมาราธอนรายแรก ในยุคที่ยังมีนักวิ่งไม่มากนัก และยังต้องส่งเทเลกซ์ปรึกษาเรื่องงานวิ่งจากเพื่อนต่างชาติ

ช่วงแรกเขาจัดงานวิ่งอิงแหล่งท่องเที่ยวและเน้นกิจกรรมสำหรับครอบครัว เพราะสมัยนั้นค่าสมัครวิ่งการกุศลเพียง 20-30 บาท จึงต้องหาบริการอื่นเสริมและมีสปอนเซอร์สนับสนุน จนมีโอกาสได้ร่วมก่อตั้ง ‘กรุงเทพมาราธอน’ ในนามสมาคมนักวิ่งเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย เป็นงานแรกของประเทศไทยที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ AIMS หรือ สมาคมมาราธอนและการแข่งขันระยะไกลนานาชาติ ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานงานวิ่งของไทย

สงคราม เล่าว่า ตอนเริ่มจัดกรุงเทพมาราธอน ปี 2531 มีคนมาวิ่งแค่ 1,500 คน จำนวนนักวิ่งเติบโตช้ามาก เพิ่งมาบูมตั้งแต่ปี 2557 ที่มีคนเข้าร่วมหลักหมื่น งานวิ่งเกิดมากขึ้นจากกระแสเมืองนอก คนหนุ่มสาวมีไลฟ์สไตล์เรื่องการออกกำลังกายมากขึ้น การวิ่งของตูน (อาทิวราห์ คงมาลัย) ก็เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกระแส

“ตอนนี้ทั่วโลกรู้จักตูนหมด ทำให้คิดถึง เทอร์รี ฟอกซ์ เด็กแคนาดาที่เป็นมะเร็งจนต้องตัดขาข้างหนึ่ง แล้วมารณรงค์วิ่งเพื่อสมทบทุนมูลนิธิมะเร็ง ตอนนั้นดังมาถึงเมืองไทย”

ปัจจุบัน สงคราม เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท อเมซิ่ง ฟีลด์ จำกัด ที่ทั้งรับจัดงานวิ่งและมีงานวิ่งชื่อดังของตัวเอง เขามองว่าการมีงานวิ่งมากขึ้นช่วยกระตุ้นให้คนสนใจเรื่องสุขภาพ แต่ในมุมของคนจัดงาน เมื่อส่วนแบ่งในเค้กมากขึ้นทำให้คนเข้าร่วมแต่ละงานน้อยลง หากงานวิ่งมีปีละพันกว่างาน จะพบว่าทุกวันอาทิตย์ทั่วประเทศมีงานวิ่งเฉลี่ย 20 งาน ขณะที่คนจัดงานวิ่งมืออาชีพมีไม่ถึงสิบราย ที่สำคัญคือนักวิ่ง 60 เปอร์เซ็นต์อยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อมีตัวเลือกมากขึ้น งานวิ่งที่อยู่ไกลจะดึงดูดคนได้ยาก

“มือสมัครเล่นที่ผันตัวเองมาเป็นผู้จัดงาน มีทั้งชมรมวิ่ง เจ้าของผลิตภัณฑ์ และหน่วยงานภาครัฐที่เคยเห็นงานวิ่งแล้วคิดว่าตัวเองจัดได้ โดยไม่มีความรู้และเครื่องมือ จนเกิดงานที่ไม่ได้มาตรฐานดังที่เป็นข่าว นักวิ่งหน้าใหม่ที่เกิดขึ้นและไม่มีความรู้ก็แยกไม่ได้ ว่างานระดับมาตรฐานเป็นอย่างไร”

สงครามเล่าให้เห็นภาพรวมการจัดงานวิ่ง เขาหยิบกระดาษมาร่างภาพปิรามิด โดยบอกว่านี่คือฐานความรับผิดชอบที่จะทำให้เกิดงานวิ่งที่สมบูรณ์ โดยฐานปิรามิดคือเจ้าภาพ ตัวกลางคือออแกไนเซอร์ ยอดปิรามิดคือผู้แข่งขัน

‘เจ้าภาพ’ คือ ผู้ลงทุนออกงบประมาณในการจัดงาน ตั้งงบขึ้นมาให้ออแกไนเซอร์ดำเนินการ

‘ออแกไนเซอร์’ คือ ผู้ดำเนินการที่ต้องมีความรู้เรื่องการบริหารจัดการและกฎเกณฑ์การจัดงานวิ่งตามสหพันธ์กรีฑานานาชาติ ที่สำคัญต้องประสานงานเก่ง เช่น เรื่องความปลอดภัย ต้องประสานความร่วมมือกับตำรวจ กู้ภัย เจ้าหน้าที่พยาบาล

‘นักวิ่ง’ คือ ผู้เข้าร่วมงานที่มีหน้าที่รักษากติกา มีความรู้เรื่องการแข่งขัน รวมถึงความเสี่ยงในการบาดเจ็บและปัญหาสุขภาพของตัวเอง

“เจ้าภาพต้องเลือกออแกไนเซอร์ที่มีประสิทธิภาพ แต่ทุกวันนี้เจ้าภาพมาจัดเอง บางจังหวัดอยากจัดงานวิ่ง พวกนี้เห็นงบแล้วตาโต เห็นช่องว่าทำเองได้ก็ให้ลูกน้องผู้ว่าฯ จัดงานแบบบ้านๆ และมีเงินทอน นี่คือความเป็นไปของสังคมงานวิ่ง เจ้าภาพต้องเลือกออแกไนเซอร์ให้ถูก ถ้าใช้คอนเนคชันอย่างเดียวบางทีก็พลาด งบที่ออแกไนเซอร์เสนอส่วนใหญ่เป็นมาตรฐาน แต่ถ้าเจ้าภาพมองว่าแพงแล้วไปหาเจ้าที่ถูกเพื่อให้งบประมาณเหลือ มันก็ปั่นป่วน

“ส่วนนักวิ่งขณะนี้โตอย่างรวดเร็ว ขาดความรู้เรื่องการแข่งขัน มาสมัครไว้แต่ถึงเวลาให้คนอื่นมาวิ่งแทนก็ผิดกติกา การสมัครวิ่งเท่ากับการทำสัญญากับผู้จัด มีข้อตกลงที่ต้องเซ็นรับรอง จึงเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่ใช่ว่าภรรยามาสมัคร วันจริงสามีเอาเบอร์มาติดหน้าอกแล้ววิ่งได้ที่ 1 ก็ปั่นป่วนเพราะคุณโกง” สงครามกล่าว

ทุกรายละเอียดคือค่าใช้จ่าย

ค่าสมัครในการร่วมวิ่ง มีตั้งแต่ให้เข้าร่วมฟรีสำหรับเอกชนที่อยากประชาสัมพันธ์สินค้า หรือเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ไปจนถึงค่าสมัครหลักพันบาท ขึ้นอยู่กับระยะทางในการวิ่ง

ความเห็นที่ว่าค่าสมัครแต่ละรายการเริ่มเก็บแพงขึ้นนั้น สงครามมองว่าราคายังถูก เมื่อเทียบกับรายการในต่างประเทศ

“ร้อยคนอย่าคิดว่าจะคิดเหมือนกันหมด บางคนเคยกินก๋วยเตี๋ยว 40 บาท พอกิน 45-50 บาท ก็บ่นแพงแล้ว แต่ถ้ากินต่ำกว่า 40 บาทแล้วมีลูกชิ้น 1 ลูก ก็บ่นแพงเหมือนกัน”

เขาบอกว่าเฉพาะค่าสมัครของนักวิ่งที่มองกันว่าแพงนั้น ยังไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายการจัดงาน หากไม่มีสปอนเซอร์หรืองบประมาณจากเจ้าภาพ

“ค่าสมัครบ้านเรา 800 บาท นิวยอร์กมาราธอนค่าสมัครเป็นหมื่นบาท จัดได้มาตรฐานเพราะค่าสมัครครอบคลุมค่าใช้จ่าย แล้วยังเอาไปทำบุญมูลนิธิต่างๆ ได้ บ้านเราบอกว่าแพง แต่ผมที่เป็นมืออาชีพเราบ่นมาตลอดว่าค่าสมัครถูก มันไม่คุ้ม ต้องมีสปอนเซอร์”

สงครามเผยว่าการจัดงานวิ่งเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดมาก มีค่าใช้จ่ายทุกขั้นตอนและใช้คนจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับระยะทางและเส้นทาง เช่น การวิ่งในเมือง หากวิ่งไปแล้วกลับบนถนนเส้นเดียวกัน จะไม่ต้องใช้คนมาก แต่ถ้าเป็นเส้นทางที่มีเลี้ยวเยอะสลับซับซ้อน จะต้องใช้คนทุกซอกทุกมุม

เขายกตัวอย่างการจัดกรุงเทพมาราธอนที่ปัจจุบันเขาไม่ได้เป็นผู้จัดแล้ว การรองรับนักวิ่งราว 2 หมื่นคน ต้องมีการลงทะเบียนรับเสื้อล่วงหน้า 4 วัน ใช้เจ้าหน้าที่ 200 คน วันงานใช้คนบริเวณที่จัดงาน 400-500 คน เป็นกรรมการด้านเทคนิค โดยใช้นักศึกษาสถาบันการพลศึกษาหลายแห่ง แล้วยังต้องมีคนรับฝากของ คนแจกอาหาร

ส่วนระหว่างเส้นทาง 42 กม. ต้องมีจุดให้น้ำทุก 2 กม. คืนก่อนวันงานต้องมีทีมเข้าไปติดตั้งเครื่องหมายบอกทาง โต๊ะ ถังน้ำแข็ง และอุปกรณ์ต่างๆ ทุกจุดให้น้ำต้องมีเจ้าหน้าที่แจกน้ำให้พอกับนักวิ่ง 2 หมื่นคน พร้อมคนทำความสะอาด และต้องเตรียมแก้วแต่ละจุดให้มากกว่าจำนวนนักวิ่งทั้งหมด เช่น นักวิ่ง 1 หมื่นราย ต้องเตรียมแก้ว 1.5 หมื่นใบ เผื่อคนใช้น้ำราดหัว

สงครามบอกว่าทุกคนที่มาทำงานมีค่าใช้จ่าย รวมถึงเบี้ยเลี้ยงตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ภัย รถสุขาและรถพยาบาลที่ต้องกระจายจอดรอเผื่อเหตุฉุกเฉิน มีค่าใช้จ่ายคันละหมื่นกว่าบาท

“การปิดถนนไม่มีค่าใช้จ่ายโดยตรง แต่มีเบี้ยเลี้ยงตำรวจแต่ละสน. ขึ้นอยู่กับว่าเส้นทางอยู่ในเขตไหน บางที 10 กม. มี 5 สน. แล้วต้องมีวิทยุสื่อสาร หน่วยกู้ภัยตามจุดต่างๆ เพราะเมืองไทยไม่สามารถปิดการจราจร 100 เปอร์เซ็นต์ได้ ถนนต้องแบ่งครึ่งกับรถยนต์”

ยังมีค่าใช้จ่ายในสิ่งของที่ต้องให้นักวิ่ง ทั้งเสื้อวิ่ง เหรียญที่ระลึก น้ำและอาหารหลังวิ่ง ซึ่งราคาผันตามคุณภาพ เช่น เสื้อวิ่งมีตั้งแต่ 120-200 บาทตามเนื้อผ้า

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเมื่อมีงานวิ่งเกิดขึ้นจำนวนมาก คือการหาสปอนเซอร์ จากเดิมที่สงครามไม่เคยจ่ายค่าเครื่องดื่มผสมเกลือแร่ เพราะมีบริษัทเครื่องดื่มเป็นสปอนเซอร์ ปัจจุบันเมื่อมีงานวิ่งถี่ สปอนเซอร์ก็ให้ไม่ได้ทุกงาน จึงอาจสนับสนุนเครื่องดื่มเพียงครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือผู้จัดงานต้องจ่ายเอง

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าภาพ เช่น จอแอลอีดีถ่ายทอดสดในงาน การจัดจุดปล่อยตัวและเส้นชัยให้ได้ภาพที่สง่างาม พิธีมอบรางวัล ระบบการจับเวลาอิเล็กทรอนิกส์ ระบบประกาศนียบัตรออนไลน์ กระทั่งป้ายสื่อสาร เต็นท์ ถังขยะ แผงกั้นแบนเนอร์ที่สงครามบอกว่าต้องออกแบบใหม่เพื่อความเป็นมืออาชีพ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่คนจัดงานต้องจ่าย

‘รถติด’ ในมุมคนจัดงาน

 

ข้อวิจารณ์เรื่องการปิดถนน ในมุมของคนจัดงานวิ่ง สงครามมองว่าเป็นช่วงเวลาไม่นานและไม่ได้ปิดถนนทั้งหมดเหมือนในต่างประเทศ ซึ่งเขากังวลเรื่องปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมาราธอน

“เราใช้ถนนแป๊บเดียวช่วงที่วิ่งผ่านเท่านั้น หางแถวพ้นก็จบ คนจัดงานก็เลือกเวลาที่ไม่มีรถ เมื่อ 3-4 ปีก่อนเริ่ม 6 โมงเช้า 7 โมงครึ่งก็จบแล้ว หัวแถวถึงปลายแถว 500 เมตร กินเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เดี๋ยวนี้ตำรวจบอกว่าไม่ไหวแล้ว เพราะ 7 โมงรถเต็มถนน เอาไม่อยู่ ตอนนี้ 10 กม. เริ่มตี 5 ถ้าวิ่ง 21 กม. ปล่อยตัวตี 4 นักวิ่งบางคนขี้เกียจตื่นเช้า บางทีสปอนเซอร์ก็มีปัญหา วิ่งดึกๆ ใครจะเห็น”

ส่วนคนที่ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ไปวิ่งในสวน สงครามบอกว่าสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ เช่น สวนลุมพินี ยังใหญ่ไม่พอจะจัดวิ่งมาราธอน จัดได้แต่งานเล็ก

“สิ่งที่ประเทศไทยทำไม่ได้คือการปิดจราจร ผมเคยโดนฝรั่งต่อว่าแบบขำๆ เมื่อก่อนจัดกรุงเทพมาราธอน นักวิ่งฝรั่งเศสบอกว่าเขาซ้อมมาเป็นปี จะมาทำลายสถิติตัวเองที่นี่ แต่พอวิ่งจริง เพิ่งเคยเห็นนักวิ่งติดไฟแดง ตำรวจปล่อยให้รถไปก่อน เพราะถ้ารถติดชาวบ้านก็ด่า ยกเว้นงานที่รัฐบาลมีส่วนร่วมก็เป็นไปได้ที่จะปิดถนนทั้งหมด แต่มีไม่กี่งาน”

สงครามยกตัวอย่างว่าในต่างประเทศก็มีเมืองที่จัดงานวิ่งบ่อย แต่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง มีการประชาสัมพันธ์ให้คนในชุมชนทราบว่าจะปิดถนนเวลาจัดงานใหญ่ คนก็ซื้อของเตรียมไว้ไม่ออกจากบ้าน ส่วนงานเล็กก็มีสถาบันการกีฬาและสวนสาธารณะที่ใหญ่พอจะจัดมาราธอน แต่เมื่อเมืองไทยไม่มี ก็ต้องใช้พื้นที่สาธารณะเป็นหลัก

“เวลาน้ำประปาจะไม่ไหลยังมีการประกาศเลย จะปิดถนนคนรับผิดชอบก็ต้องช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย นี่อย่างมากก็ขึ้นป้ายที่สี่แยก ขอปิดถนน 300 เมตรให้วิ่งผ่าน ก็บอกว่ากระทบวิถีชาวบ้าน ไหนรถจะมาส่งน้ำแข็ง มีร้านโชห่วย แม่ค้าต้องขายปลาทู เจอแบบนี้ก็ไม่รู้จะพูดยังไง”

สิ่งที่สงครามอยากเห็นคือการให้ความสำคัญกับมาราธอนอย่างเป็นระบบ อย่างนิวยอร์กมาราธอนที่เก็บค่าสมัครแพง ทำให้มีเงินไปทำการกุศล มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ครบครัน มีโครงการฝึกวิ่งให้เด็กเล็ก หรือบอสตันมาราธอน มีเส้นทางวิ่งผ่านมหาวิทยาลัย นำแชมป์ในแต่ละปีไปปรากฏตัวที่มหาวิทยาลัย สร้างแรงบันดาลใจในการวิ่ง และมีมูลนิธิส่งเสริมการวิ่งของนักศึกษา

“วันแข่งนิวยอร์กมาราธอน คนจะมายืนหน้าบ้านเชียร์นักวิ่งตลอดทาง เขาเห็นความสำคัญของมาราธอนประจำเมือง ทุกหน่วยงานออกค่าสมัครให้ตัวแทนไปลงสนาม วันงานก็ไปถือป้ายให้กำลังใจ ไม่เหมือนบ้านเรา โดนคนว่า ‘ว่างหรือไงมาวิ่ง รถติด-บหายเลย’ ”

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในวงการวิ่ง สงครามอยากสื่อสารถึงนักวิ่งรุ่นใหม่ว่า ขอให้ศึกษากติกามารยาทและวิ่งอย่างมีความสุข อย่ามองหาแต่สิ่งบกพร่องของงานเพื่อตำหนิลงโซเชียลมีเดีย อยากให้เห็นใจทุกฝ่ายที่มีคนนับร้อยนับพันมาจัดให้งานเกิดขึ้นได้ แม้ว่าจะต้องเสียค่าสมัครก็ตาม

ส่วนคนจัดงานรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้น เขาฝากไว้ว่า “คนจัดงานหน้าใหม่ก็มีคนที่ศึกษางานแล้วรอบคอบ ทำออกมาได้ดี แต่คนทำงานลวกๆ ก็ยังมี งานวิ่งต้องทำด้วยใจรัก ถ้าไม่ศรัทธาก็ลำบาก”

ภาพสะท้อนในยุคงานวิ่งบูมจากมุมมองของคนจัดงาน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีทั้งได้และเสีย การเติบโตอย่างรวดเร็วนอกจากเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังสะท้อนถึงการขาดความรู้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งจากผู้จัดและนักวิ่งเอง จนถึงผลกระทบต่อสังคมที่แม้ว่าผู้จัดจะพยายามปรับตัวแล้ว แต่หากยังมีวันที่จัดงานวิ่งพร้อมกัน 9 งานในกรุงเทพฯ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดปัญหา อันตามมาด้วยมุมมองแง่ลบจากคนใช้ถนนที่ไม่ได้มาร่วมวิ่งด้วย


อ้างอิงข้อมูลจาก

Author

Wajana Wanlayangkoon

วจนา วรรลยางกูร - อดีตนักข่าวมติชนหน้าประชาชื่น จบการละครจากอักษรศาสตร์ทับแก้ว