fbpx

พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ : การฟื้นคืนชีพผู้ว่า CEO ท่ามกลางความเงียบงัน

เท่าที่ผมพอจำได้ เวลาคนกรุงเทพฯ ได้เลือกตั้งผู้ว่าฯ เมื่อไหร่ กระแสเรียกร้องเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในต่างจังหวัดก็มักจะกลับมาทีหนึ่งแล้วก็เงียบหายไปอีก เป็นเช่นนี้เสมอ

แต่ปรากฏการณ์ชัชชาติคราวนี้ได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวในสื่อต่อกระแสการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ในต่างจังหวัดอย่างคึกคักกว่าครั้งไหนๆ เฉพาะงานเสวนา/สนทนาว่าด้วยเรื่องนี้มีนับ 10 รายการ (ไม่รวมถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.) ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการระดมชื่อทางออนไลน์ผ่าน Change.org ที่รวบรวมได้มากกว่า 20,000 รายชื่อ นำไปสู่ข้อถกเถียงกับฝ่ายที่มองว่าการกระจายอำนาจที่แท้จริงคือต้องยกเลิกตำแหน่งผู้ว่าฯ (ไม่ใช่เลือกตั้งผู้ว่าฯ เพื่อให้มาซ้ำซ้อนกับนายก อบจ.) ผ่านบทความ (กึ่ง) วิชาการหลายต่อหลายชิ้น

แต่เราแทบไม่เห็นการโต้ตอบหรือแสดงความเห็นของผู้มีอำนาจในกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวกับประเด็นนี้แต่อย่างใด เรียกว่าใช้ความเงียบสยบความเคลื่อนไหวตลอดช่วงที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี คงปฏิเสธมิได้ว่ากระแสการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ส่งผลให้มีการค่อยๆ ปรับตัวภายใน เห็นได้จากการแต่งตั้งโยกย้ายรอบล่าสุดที่หลายจังหวัดไม่ได้ผู้ว่าฯ ปีเดียวเกษียณอีกแล้ว ยิ่งจังหวัดไหนกระแสแรงก็ยิ่งได้ผู้ว่าฯ อายุน้อย อย่างเชียงใหม่ ผู้ว่าฯ คนใหม่อายุไม่ถึง 50 ด้วยซ้ำ โดยพูดกันว่าผู้ว่าฯ ท่านนี้จะได้อยู่นานถึง 3 ปี นี่คือการสนองตอบเล็กๆ ของมหาดไทย

และช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันนั้นเองได้มีพระราชกฤษฎีกาฉบับหนึ่งออกมาบังคับใช้อย่างเงียบๆ เพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าฯ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประเด็นใหญ่ขนาดนี้กลับไม่ถูกพูดถึงเท่าที่ควร ไม่ว่าโดยสื่อมวลชนหรือนักวิชาการ ‘พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565’ คือเรื่องที่ผมขอหยิบยกมานำเสนอในตอนนี้

ความยุ่งเหยิงในระบบการจัดการของราชการไทย

ก่อนไปสำรวจ พ.ร.ฎ. ฉบับนี้ ชวนสังเกตความเป็นไปในบ้านเรา สิ่งหนึ่งที่กลายเป็นมีมของคนดังระดับโลกที่ได้มาเที่ยวเมืองไทยคือ การถ่ายรูปสายอะไรก็ไม่รู้สารพัดพันกันรุงรังโพสต์ลงสื่อโซเชียล เริ่มตั้งแต่บิล เกตส์มาจนถึงรัสเซล โครว์ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามหรือความปลอดภัยของเมือง แต่ยังสะท้อนถึงระบบการบริหารจัดการอันยุ่งเหยิงของบ้านเรา

นึกถึงเดี่ยวไมโครโฟนของโน้ส อุดมครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วที่เคยเล่นมุกทำนอง “พวกมึงทำไมไม่คุยกัน” บอกเล่าประสบการณ์ที่เดือดร้อนจากการทำถนน/ท่อประปาไม่พร้อมกัน ขุดๆ เจาะๆ ไม่รู้จักเสร็จเสียที แสดงให้เห็นความซ้ำซ้อนและไม่สอดประสานในการทำงาน ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ

ข้างต้นคือปัญหาที่แม้กระทั่งคนที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดก็แก้ไม่ได้ เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบกิจการดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าสายไฟฟ้า สายสื่อสาร หรือท่อประปา ขณะที่ถนนก็เป็นของทางหลวงส่วนกลาง ผู้ว่าฯ ไม่ได้มีอำนาจบริหารจัดการเหนือพื้นที่จังหวัดของตัวเอง

สรุปให้เข้าใจง่ายก็คือ ผู้ว่าฯ สั่งได้แต่หน่วยงานส่วนภูมิภาค แต่จะให้ไปสั่งหน่วยงานราชการทั้งส่วนกลาง และส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน ตลอดจนหน่วยงานอิสระของรัฐก็ไม่ได้ ยกตัวอย่างของเชียงใหม่ที่มีองค์การภาครัฐจำแนกได้เป็น

  • ส่วนราชการ
  • ราชการส่วนกลาง 176 แห่ง
  • ราชการส่วนภูมิภาค 33 แห่ง
  • ราชการส่วนท้องถิ่น 211 แห่ง
  • รัฐวิสาหกิจ 32 แห่ง
  • องค์การมหาชน 4-5 แห่ง
  • หน่วยงานอิสระของรัฐ 9 แห่ง
  • อื่น ๆ 9 แห่ง เช่น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
  • หน่วยตำรวจ 13 แห่ง หน่วยอัยการ 11 แห่ง หน่วยศาล 11 แห่ง

รวมทั้งสิ้นอย่างน้อย 509 แห่ง

จากข้อมูลข้างต้น ผู้ว่าฯ เชียงใหม่สามารถบังคับบัญชาได้แค่ 33 หน่วยที่เป็นราชการส่วนภูมิภาค (ระดับจังหวัด) ที่ถูกขีดเส้นใต้เท่านั้น คิดแล้วไม่ถึงร้อยละ 10 ของหน่วยงานที่ตั้งอยู่ในจังหวัดทั้งหมด

ผู้ที่ยกร่าง พ.ร.ฎ.นี้คงไม่พ้นมีภาพปัญหาเหล่านี้อยู่ในหัว

พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการกับการเป็นผู้ว่าฯ CEO

พ.ร.ฎ.ฉบับนี้ประกอบด้วย 7 หมวด 64 มาตรา (รวมบทเฉพาะกาล) บังคับใช้ตั้งแต่เมื่อ 20 สิงหาคม 2565 มีผลเป็นการยกเลิกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551 โดยมี 2 หมวดใหม่ที่เพิ่งจะมี ได้แก่ หมวด 4 ภาคและเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค กับหมวด 6 การบริหารงานบุคคลแบบบูรณาการ โดยที่บทนิยามตามมาตรา 4 ระบุคำว่า ‘หน่วยงานของรัฐ’ เพิ่มเติมเข้ามา ในความมุ่งหมายให้ครอบคลุมทั้งส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ และหน่วยงานอื่นในบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของฝ่ายบริหาร แต่ไม่รวมถึงองค์กรอิสระ ศาล และองค์การอัยการ จากเดิมให้ความสำคัญเพียง ‘จังหวัด’ ตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน

หมายเหตุแนบท้ายระบุถึงความมุ่งหมายว่า ‘..สมควรรวมการบริหารงานจังหวัด กลุ่มจังหวัด และภาคเข้าด้วยกัน เพื่อให้มีการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการอย่างแท้จริง และให้มีความเป็นเอกภาพสอดรับกัน..’

กำหนดให้มีคณะกรรมการ 2 ระดับ ระดับชาติคือ คณะกรรมการโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) เป็นองค์กรหลักแต่เพียงองค์กรเดียว มีนายกฯ เป็นประธานกรรมการ และให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรับผิดชอบงานเลขานุการแทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.)

(มาตรา 9) ให้มีอำนาจเพิ่มขึ้นจาก พ.ร.ฎ.ฉบับก่อน ที่สำคัญคือ พิจารณา กลั่นกรอง และให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด รวมไปถึงการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด แล้วเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ (มาตรา 10(3)) ขับเคลื่อนการปฏิบัติตามแผนในพื้นที่ของหน่วยงานของรัฐให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค

(มาตรา 10(4)) ควบคุมดูแลและวินิจฉัยสั่งการให้การบริหารแผนงาน โครงการ กิจกรรมในโครงการ งบประมาณ และบุคลากรในจังหวัดมีการปฏิบัติราชการร่วมกันอย่างแท้จริง (มาตรา 10(5)) พิจารณาปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาอันเกิดจากนโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติ หรือคำสั่งของราชการส่วนกลางหรือหน่วยงานของรัฐที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจังหวัด เพื่อมีมติให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กำหนด (มาตรา 10(7))

ส่วนระดับจังหวัดคือ คณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) มีผู้ว่าฯ เป็นประธานกรรมการ มอบให้หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ มีหน้าที่หลายเรื่อง อาทิ จัดทำแผนพัฒนาจังหวัด (มาตรา 14(2)) กำกับดูแลให้แผนพัฒนาท้องถิ่นในเขตจังหวัดและการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามแผนดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด และเป้าหมายและแนวทางการพัฒนาภาค (มาตรา 14(3)) วิเคราะห์ บูรณาการ และจัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีและคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีของจังหวัด (มาตรา 14(6))

แต่ละจังหวัดก็จะต้องมีเป้าหมายการพัฒนาจังหวัดครั้งละ 20 ปี กำหนดให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และแผนบทด้านต่างๆ (มาตรา 20) และมีแผนพัฒนาจังหวัดระยะเวลา 5 ปี (จากเดิม 4 ปี) ซึ่งในรายละเอียดประกอบด้วยเป้าหมายการพัฒนา ประเด็นการพัฒนา เป้าประสงค์ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย แนวทางการพัฒนา แผนงาน โครงการสำคัญและกิจกรรมในโครงการ งบประมาณที่ต้องใช้ หน่วยงานผู้รับผิดชอบ ระยะเวลาในการดำเนินโครงการซึ่งสอดรับกันระหว่างการดำเนินการของทุกหน่วยงาน (มาตรา 21)

กล่าวเฉพาะในส่วนของอำนาจผู้ว่าฯ ที่เพิ่มขึ้นในหลายด้านนั้น 

ด้านระบบงาน เช่น กรณีที่ผู้ว่าฯ ไม่อาจบริหารงานจังหวัดได้เพราะหน่วยงานของรัฐไม่ให้ความร่วมมือ สามารถรายงานต่อคณะอนุกรรมการประจำภาคหรือคณะอนุกรรมการที่ ก.น.บ.มอบหมายให้พิจารณา ทั้งนี้ให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่ปฏิบัติตามมติสั่งการ (มาตรา 18) การจัดตั้งและยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนกลางในภูมิภาค รวมถึงการพิจารณาอัตรากำลังของส่วนราชการดังกล่าวต้องข้อความเห็นจากผู้ว่าฯ ประกอบ (มาตรา 51) 

ด้านแผนและงบประมาณ เช่น ให้ผู้ว่าฯ ควบคุมดูแลการบริหารงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ ในเขตจังหวัด (มาตรา 17(3)) ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐแจ้งโครงการที่จะดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดให้ผู้ว่าฯ ทราบ (มาตรา 22) ตลอดจนให้หน่วยงานของรัฐแจ้งการได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่แม้ไม่เกี่ยวกับการดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัดหรือแผนปฏิบัติการราชการประจำปีของจังหวัด แต่จะนำไปใช้ในจังหวัดให้ผู้ว่าฯ ทราบด้วย (มาตรา 46) โดยหลักผู้ว่าฯ เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อ จัดจ้าง และบริหารงบประมาณจังหวัด แต่มอบอำนาจ/มอบหมายให้หัวหน้าหน่วยงานในจังหวัดดำเนินการแทนได้ (มาตรา 42) 

ด้านการบริหารงานบุคคล เช่น ให้ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีมอบอำนาจในการประเมินผลการปฏิบัติราชการ การเลื่อนเงินเดือน การให้บำเหน็จความชอบ การดำเนินการทางวินัยข้าราชการส่วนภูมิภาคตำแหน่งประเภทอำนวยการและวิชาการระดับเชี่ยวชาญ (เทียบเท่าซี 9) ให้ผู้ว่าฯ (มาตรา 53) ผู้ว่าฯ มีหน้าที่และอำนาจสั่งการให้หน่วยงานของรัฐในพื้นที่ดำเนินการตามแผนจังหวัด หรือมีอำนาจสั่งยับยั้ง หรือสั่งให้ยุติการดำเนินงานของข้าราชการ/พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ไม่เป็นไปตามแผนฯ (มาตรา 54)

พูดง่ายๆ ก็คือ เพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าฯ เต็มไม้เต็มมือยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมายังคงมีช่องว่าง เป็นต้นว่าผู้ว่าฯ ไม่รับรู้นโยบาย แผนปฏิบัติงานประจำปี ตลอดจนโครงการทั้งเล็กทั้งใหญ่ของหน่วยงานอื่นของรัฐ (ที่มิใช่ส่วนภูมิภาค) ซึ่งดำเนินการในจังหวัดตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะหน่วยงานส่วนกลางที่ตั้งอยู่ในภูมิภาค ที่ผ่านมาผู้ว่าฯ เอื้อมไม่ถึง ต่างคนต่างทำจึงขาดเอกภาพ ใช้จ่ายงบซ้ำซ้อน ไม่คุ้มค่า, ผู้ว่าฯ ไม่ได้มีอำนาจบริหารบุคคลเหนือข้าราชการส่วนภูมิภาคในจังหวัดโดยครบถ้วนอย่างแท้จริง บางตำแหน่งผู้ว่าฯ ไม่ได้เป็นผู้ที่ประเมินผลการปฏิบัติงาน เนื่องจากต้นสังกัดไม่ได้มอบอำนาจให้มา (ต้องดูรายกรม) ในเมื่อความดีความชอบไม่ได้ขึ้นกับผู้ว่าฯ จึงขาดแรงจูงใจในการทำงานโดยเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง

ความพยายามเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งจะมีขึ้นครั้งแรก ในอดีตเคยมีมาแล้วหลายครั้ง ครั้งสำคัญคือ การปรับเปลี่ยนบทบาทและอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดให้เป็นผู้บริหารสูงสุดของจังหวัด (Chief Executive Office) หรือที่เรียกกันติดปากว่า ผู้ว่า CEO ซึ่งหวังให้บังคับบัญชาสั่งการหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ภายในจังหวัดได้อย่างเบ็ดเสร็จ และมีงบประมาณให้ผู้ว่าฯ นำไปพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาของจังหวัดโดยตรง ในชื่ออย่างเป็นทางการคือ ‘การบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ’

มาตรการเหล่านี้ย่อมเป็นการดีต่อจังหวัด อาจแก้ปัญหารวมศูนย์แยกส่วนได้บ้าง และช่วยให้มีการประสานงานแบบไร้รอยต่อระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเองในแต่ละจังหวัด แต่เนื่องจากที่มาของผู้ว่าฯ ขาดความเป็นตัวแทนของประชาชน และไม่มีวาระการดำรงตำแหน่งที่แน่นอน จึงเลี่ยงไม่พ้นที่จะเกิดการตั้งคำถามถึงเป้าหมายที่มุ่งรับใช้ และความต่อเนื่องในการทำงาน

กฎหมายรองออกเกินแม่บท? รวมการตัดสินใจเข้าสู่อำนาจศูนย์กลาง?

สุดท้ายนี้ ผมมีข้อสังเกตเบื้องต้น 2 ประการเกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้

(1) เน้นรวมการตัดสินใจเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจ ไม่ส่งเสริมให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง และเป็นอิสระ

ประเด็นหนึ่งคือ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 ได้ระบุถึงหลักการต่าง ๆ 6 ข้อ ข้อ (4) ระบุเรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีความพร้อมในการรองรับการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ พ.ร.ฎ.ว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ซึ่งถูกใช้บังคับแทนที่ มาตรา 7 วางหลักการไว้ 6 ข้อเท่ากัน แต่หลักการตามข้อ (4) ข้างต้นอันตรธานหายไปแล้ว

ท้องถิ่นใน พ.ร.ฎ.นี้จึงเป็นเพียงส่วนประกอบที่ไม่ได้สลักสำคัญอะไร เพียงมีผู้แทนร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการระดับชาติ (3 คน) และระดับจังหวัด (จำนวนขึ้นกับ ก.น.บ.กำหนด) องค์กรปกครองท้องถิ่นมีหน้าที่ต้องทำตามแผนพัฒนาจังหวัดที่เขียนโดย ก.บ.จ.ที่มีผู้ว่าฯ เป็นประธาน และอยู่ภายใต้กำกับดูแลของ ก.น.บ.ที่มีนายกฯ เป็นประธานอีกชั้นหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ท้องถิ่นควรจะต้องได้เป็นฝ่ายนำการเปลี่ยนแปลง เพราะรู้สภาพปัญหาพื้นที่ดีกว่า และมีที่มาจากการเลือกตั้งผ่านการนำเสนอนโยบาย

(2) กฎหมายลำดับรองออกเกินกฎหมายแม่บท? 

พ.ร.ฎ.ฉบับนี้อยู่ในฐานะที่เป็นกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ได้ขยายอำนาจผู้ว่าฯ เกินกว่าที่กฎหมายแม่บทให้ไว้หรือไม่ ในการเข้าไปควบคุมหน่วยงานอื่นของรัฐที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดซึ่งมิใช่ส่วนภูมิภาค

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save