fbpx

กลับไปอ่านเรื่องราวของสามัญชนและ “ชีวิตที่เป็นไปได้” ใน คนดีศรีอยุธยา

“…ท่านผู้มีอาวุโสย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่า บ้านเมืองของเรานั้นได้แตกสลายเสียแก่ข้าศึก… ผู้คนแบ่งแยกกันเป็นก๊กเป็นเหล่า ข่มเหงแย่งชิงกันเอง  เราจึงจำเป็นต้องอยู่กันเป็นหมู่เป็นเหล่า ไม่ใช่เพื่อจะไปแย่งชิงกับใครหรือไปข่มเหงใคร ปล้นใคร แต่เพื่อที่จะได้อยู่รอด ได้ทำมาหากินโดยไม่ถูกรบกวนข่มเหง…เมื่อมารวมกันอยู่มากอย่างนี้ ข้าคิดว่าน่าจะต้องมีหลักอยู่บ้างเพื่อให้มีความเรียบร้อย…คือใคร่ขอให้ถือว่าท่านผู้มีอาวุโสก็ดี พี่น้องทั้งหลายก็ดี ได้มาจากที่ต่างๆ กัน เมื่อมาอยู่ด้วยกันที่นี่แล้ว ข้าคิดเอาเองด้วยความรู้น้อยๆ ว่า ถ้าทุกคนจะสละชาติกำเนิดและฐานะดั้งเดิมเสียให้หมด ถือว่ามาตั้งต้นใหม่เหมือนๆ กันทุกคน แต่ไม่ใช่ถือเคร่งเหมือนพระที่ท่านถือพรรษาเป็นสิ่งวัดอาวุโส เราเคารพนับถือกันตามวัยวุฒิ ผู้ใหญ่ก็เป็นผู้ใหญ่ เด็กก็เป็นเด็ก จะเรียกขานกันตามวัย แต่ในส่วนอื่นแล้วถือว่าเท่าเทียมเสมอหน้ากัน ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร จะทำอะไรก็ปรึกษากัน ไม่มีหัวหน้า ไม่มีลูกน้อง ใครมีความรู้ก็เอามาแบ่งเฉลี่ยให้คนอื่นโดยไม่ตั้งตัวกันเป็นครูบาอาจารย์ งานทุกอย่างแบ่งเฉลี่ยกันทำเวียนกันอย่างเสมอหน้า ข้าใคร่ขอความฉลาดของท่านผู้มีอาวุโสและพี่น้องทั้งหลายให้ช่วยกันคิดด้วย” (หน้า 49)

นี่เป็นประโยคของ ‘โต’ หนึ่งในสามพี่น้อง ‘โต’ ‘น้อย’ ‘เล็ก’ สามัญชนผู้ยิ่งใหญ่แห่งนวนิยาย ‘คนดีศรีอยุธยา’ ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ โตกล่าวกับพี่น้องลุงป้าน้าอาทั้งหลายที่เข้ามารวมกับพวกเขาที่บ้านของยายเจิมหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาตั้งแตกพ่ายให้แก่ข้าศึก ในสภาวะที่บ้านเมืองแตกระส่ำระส่ายผู้คนธรรมดาสามัญต่างต้องเอาตัวรอด ไม่ว่าจะต้องเหยียบย่ำผู้อื่นหรือข่มเหงคนในชาติเดียวกันก็ตาม พี่น้องทั้งสามได้ใช้ทั้งกำลังสติปัญญาและแรงกายในการรวบรวมผู้คนให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง เพื่อกอบกู้ชีวิตของชาติ — ชาติในความหมายที่หมายถึงสามัญชน — พร้อมๆ กับที่เขาพยายามสร้างชุมชนแบบใหม่ ชุมชนที่ปลอดการกดขี่ ทุกคนนั้น “เท่าเทียมเสมอหน้ากัน ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร จะทำอะไรก็ปรึกษากัน ไม่มีหัวหน้า ไม่มีลูกน้อง”

ชุมชนเช่นนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันคือ ‘ชุมชนอุดมคติ’ ของมนุษยชาติ เป็นอุดมคติที่เสกสรรค์ขึ้นมาด้วยน้ำมือของสามัญชนโดยปราศจากอำนาจทวยเทพอวตารใดๆ ทั้งสิ้น

‘คนดีศรีอยุธยา’ ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ในปี 2524 และรวมเล่มครั้งแรกในปี 2525 ‘คนดีศรีอยุธยา’ นี้เป็นนวนิยายเรื่องแรกที่เสนีย์ เสาวพงศ์กลับมาเขียนหนังสือหลังจากที่เขียนเรื่องสุดท้ายในปี 2504 คือเรื่อง ‘บัวบานในอะมาซอน’ รวมเล่มครั้งแรกโดยสำนักพิมพ์โอเลี้ยงห้าแก้วในปี ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ หลังจากเสนีย์เขียน ‘บัวบานในอะมาซอน’ ดูเหมือนว่าเป็นเพราะหน้าที่การงานจะทำให้เขาจะหายไปจากวงการวรรณกรรมไทยสักพักใหญ่ๆ อีกทั้งในช่วงเหตุการณ์สำคัญอย่าง 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 เสนีย์ก็ไม่ได้อยู่ในไทย ทั้งที่ผลงานวรรณกรรมอันเลื่องชื่อของเขาคือ ‘ปีศาจ’ และ ‘ความรักของวัลยา’ จะเป็นวรรณกรรมที่ส่งอิทธิพลสำคัญให้กับความเคลื่อนไหวและความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

‘คนดีศรีอยุธยา’ นั้นจะว่าเป็นวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์ ก็ไม่อาจจะเรียกเช่นนั้นอย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมาใช้ในเรื่องนั้นไม่ได้เป็นฉากหรือเหตุการณ์ที่มีความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ไปเสียทั้งหมด เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ถูกหยิบฉวยมาใช้เพียงเล็กน้อยเพื่อให้ชีวิตและชะตากรรมของตัวละครซึ่งเป็นสามัญชนนั้นเด่นชัดขึ้นจนเราอาจจะรู้สึกว่าฉากที่เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของ ‘คนดีศรีอยุธยา ไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากนัก เพราะตัวเรื่องมุ่งเน้นไปที่ชะตากรรมของสามัญชนในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเป็นทุรยุคนั่นเอง

หากไปพิจารณาในส่วนที่เป็นคำนำของนักเขียน ที่เสนีย์ใช้คำว่า ‘ขอสารภาพ’ เขากล่าวไว้ว่า

“ผมนำวิธีการของจินตนิยม (romanticism — ผู้เขียน) มาใช้ในการสร้างงานเขียน เพราะให้ขอบเขตของการใช้ความคิดและจินตนาการกว้างขวางกว่า ในแง่ที่ว่าไม่ต้องการแสดงชีวิตอย่างที่เป็นจริง แต่ชีวิตที่มันควรจะเป็นไปได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้จะต้องตั้งอยู่บนฐานของความเป็นจริงด้วยจึงจะมีความควรเป็นไปได้” (หน้า 7)

ในช่วงทศวรรษ 2490 จนถึงปลายทศวรรษ 2510 การถกเถียงกันในแวดวงวรรณกรรมต่อประเด็นเรื่องศิลปะเพื่อศิลปะและศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะควรจะรับใช้ใครและควรมีรูปแบบอย่างไรนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เมื่อมาอ่าน ‘ขอสารภาพ’ ของเสนีย์อีกครั้ง มันชวนให้ผมกลับไปนึกถึงกลุ่มชุดหนึ่งขึ้นมา เช่น ‘จินตนิยมปฏิวัติ’ และ ‘จินตนิยมก้าวหน้า’ ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในการอธิบายวรรณกรรมกลุ่มหนึ่งที่อยู่ตรงกันข้ามกับ ‘จินตนิยมล้าหลัง’ ที่มุ่งเน้นแต่เรื่องเพ้อฝัน ไม่นำพาผู้คนไปสู่หนทางที่ดีกว่า คุณลักษณะของ ‘จินตนิยมปฏิวัติ’ นั้นแม้จะมีเนื้อหาที่แข็งกร้าวเพียงใดวิธีการในการนำเสนอนั้นก็เพียบพร้อมไปด้วยศิลปะ มีชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ เนื้อหาที่ก้าวหน้าเมื่อผสมผสานกับวิธีการที่งดงามนั้นทำให้ตัววรรณกรรมหรือศิลปะสามารถส่งสารที่สามารถโน้มน้าวผู้อ่านให้เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างน่าสนใจ

ผมสนใจสิ่งที่เสนีย์พูดว่า “ไม่ต้องการแสดงชีวิตอย่างที่เป็นจริง แต่ชีวิตที่มันควรจะเป็นไปได้อีกด้วย” ซึ่งเป็นการสะท้อนวิธีคิดในการทำงานวรรณกรรมของเสนีย์อีกด้วย เขาพยายามจะแสดงให้เห็นว่า ‘ชีวิตที่เป็นไปได้’ นั้นคืออะไรและเราสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายของชีวิตเช่นนั้นอย่างไร และเมื่อไปพิจารณาเนื้อหาของวรรณกรรมก้าวหน้าในสังคมไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา เราก็อาจเห็นได้เช่นกันว่า นักเขียน ‘ก้าวหน้า’ จำนวนไม่น้อย พยายามชี้ให้เห็นถึง ‘ชีวิตที่เป็นไปได้’ แต่ก็มีนักเขียนเพียงไม่กี่คนที่ทำให้สังคมรู้สึกได้ว่า ‘ชีวิตที่เป็นไปได้’ นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริงๆ จนนำมาสู่ความเคลื่อนไหวที่ทำให้สังคมดำเนินไปสู่ ‘อุดมคติ’ บางอย่างที่เป็นหมุดหมายของ ‘ชีวิตที่เป็นไปได้’

ผมสนใจความสัมพันธ์ระหว่างประวัติศาสตร์และวรรณกรรมใน ‘คนดีศรีอยุธยา’ อย่างยิ่ง เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เป็นพื้นหลังของนวนิยายเรื่องนี้คือการให้ภาพของสังคมและบ้านเมืองในช่วงกรุงศรีอยุธยาแตก ในประวัติศาสตร์ไทยนั้น การเสียกรุงศรีเป็นเหตุการณ์ที่มักจะถูกนำมาเล่าซ้ำๆ ในหลากหลายประเด็น เช่น ความไม่สามัคคีของคนในชาติ การที่เรามีผู้นำอ่อนแอ หรือแม้กระทั่งการวิเคราะห์เส้นทางทัพ กลศึก การสู้รบ ของทั้งอยุธยาและพม่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์การเสียกรุงศรีฯ นั้นถูกนำมาเล่าอยู่บ่อยครั้ง นั่นอาจเป็นเพราะ การเสียกรุงศรีอยุธยาเป็นการสิ้นสุดของแผ่นดินที่มีความสืบเนื่องมาอย่างยาวนาน (ช่วงเวลา 417 ปีของอยุธยานั้นยาวนานกว่าแผ่นดินรัตนโกสินทร์ที่เราท่านกำลังดำรงอยู่นี้เสียอีก) แผ่นดินอยุธยานั้นแสดงให้เห็นภูมิปัญญาที่มีพัฒนาการอันซับซ้อนจนไม่อาจจินตนาการได้ว่าแผ่นดินนี้จะล่มสลายลงไปได้อย่างไร เพราะอยุธยานั้นหมายถึงเมืองอันมิอาจยุทธนาด้วยได้ เมืองที่ไม่อาจปราชัยได้ การล่มสลายของอยุธยาจึงเป็นสิ่งที่เป็นบาดแผลในประวัติศาสตร์ชาติไทยมาอย่างยาวนาน

แม้กระนั้น การเล่าเรื่องเสียกรุงศรีจำนวนมากก็ล้วนมีแบบแผนในการเล่าที่ชัดเจนและเกือบจะเป็นเรื่องแบบเดียวกันเสียทั้งหมดด้วย นั่นคือเรื่องเล่าเกือบทั้งหมดนั้นถูกเล่าผ่านชนชั้นนำ ในแบบเรียนก็ดี ในภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ก็ดี ในการศึกษาทางประวัติศาสตร์ก็ดี ชนชั้นนำคือแกนหลักของการเล่าแทบจะทั้งสิ้น แต่เราก็อาจจะเห็นได้ว่าท่ามกลางเรื่องเล่าของการเสียกรุงศรีอยุธยาที่มีชนชั้นนำเป็นแกนกลางของเรื่องก็มีเรื่องการต่อสู้ของชาวบ้านบางระจันเช่นเดียวกัน ต่อประเด็นนี้ นักประวัติศาสตร์คนสำคัญอย่าง นิธิ เอียวศรีวงศ์ ก็เคยชี้ให้เห็นว่า จุดประสงค์ของเรื่องเล่าวีรกรรมของชาวบ้านบางระจันนั้นเป็นไปเพื่อกล่าวโทษชนชั้นนำอยุธยามากกว่าที่จะเป็นการยกย่องการต่อสู้ของชาวบ้านธรรมดาๆ เพราะเรื่องเล่าชุดนี้ถูกเล่าโดยชนชั้นนำรัตนโกสินทร์ที่มีอคติต่อชนชั้นนำในช่วงปลายอยุธยา[1]

สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ เราไม่เคยมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ของสามัญชนเลยในประวัติศาสตร์ไทย เราถูกกล่อมเกลาจากแบบเรียน ภาพยนตร์ เพลง ระบบการศึกษา กฎหมาย ที่ทำให้เราเชื่อว่า สังคมไทยนั้นอยู่รอดปลอดภัยมาได้ด้วยความสามารถ อัจฉริยภาพ บุญญาบารมีของชนชั้นนำทั้งสิ้น หาไม่แล้วประเทศชาติของเราต้องพินาศฉิบหายย่อยยับไปนานแล้ว และที่สำคัญ สังคมไทยแทบไม่เคยสงสัยเลยว่า สามัญชนนั้นมีบทบาทอย่างไรในประวัติศาสตร์ไทย สามัญชนสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้หรือไม่ พลังของสามัญชนนั้นปรากฏตัวอย่างไรในประวัติศาสตร์ไทย สังคมไทยสงสัย (และถูกทำให้สงสัย) อยู่เพียงว่า หากปราศจากชนชั้นนำแล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร

เสนีย์ เสาวพงศ์ พยายามชี้ให้เห็นถึง ‘ชีวิตที่เป็นไปได้’ ของสามัญชน นั่นคือชีวิตที่สามัญชนสามารถลิขิตเองได้ผ่านการต่อสู้ของตนเอง เรายังได้เห็นอีกว่าเมื่อสามัญชนมีความสมัครสมานสามัคคีกันแล้วก็ย่อมเอาชนะอุปสรรคที่ขวางกั้นได้ จากบทที่ผมได้ยกตัวอย่างเอาไว้ในตอนต้นของบทความนั้นสิ่งที่น่าสนใจก็คือ “สามัญชนทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน” ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร ไม่มีใครมีเกียรติยศมากกว่าใคร ทุกคนล้วนมาเริ่มต้นใหม่เหมือนกันหมด ความรู้ที่ทุกคนมีล้วนเป็นสิ่งที่เอามาแบ่งปันกัน เรียนรู้กัน ความแตกต่างกันในเรื่องชาติกำเนิด ในเรื่องคุณวุฒิและวัยวุฒิเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ ทุกคนล้วนมีความนับถือและให้เกียรติซี่งกันและกัน

นักอ่านที่เคร่งครัดต่อความถูกต้องทางประวัติศาสตร์อาจพุ่งตัวไปชี้จุดที่ผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏอยู่ใน ‘คนดีศรีอยุธยา’ และผมเชื่อเหลือเกินว่านักอ่านเหล่านี้จะหาจุดที่ผิดได้นับไม่ถ้วน จิ้มไปที่หน้าไหน บรรทัดใด ประโยคอะไร ก็ล้วนแต่ชี้และอธิบายได้ว่ามันผิดข้อเท็จจริงอย่างไร ในส่วนที่ผมยกตัวอย่างมานี้ ในข้อเท็จจริงแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นรวมถึงประโยคต่างๆ ที่ตัวละครพูด วิธีการพูด ล้วนเป็นสิ่งที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์แทบทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตาม ‘คนดีศรีอยุธยา’ ไม่ใช่ตำราทางประวัติศาสตร์ที่มุ่งให้ความถูกต้องของข้อมูล แต่มันคือนวนิยายของสามัญชนที่นำเสนอ ‘ชีวิตที่เป็นไปได้’ ของสามัญชน ไพร่อยุธยานั้นไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมเสมอหน้ากัน ความคิดเช่นนี้ล้วนเป็นความคิดของคนสมัยใหม่แทบทั้งสิ้น (ดีไม่ดี สิ่งที่ตัวละคร ‘โต’ พูดอาจในข้างต้นอาจเข้าใจไปได้ด้วยว่า ‘โต’ เคยอ่าน ‘แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์’ หรือเคยไปเรียน, ไปอยู่แถวๆ โซเวียตก็เป็นได้) ดังนั้น บ้านเมืองใน ‘คนดีศรีอยุธยา’ จึงอาจไม่ใช่อยุธยาในประวัติศาสตร์ที่เรารู้จักหรือเข้าใจกันอยู่ แต่เป็นบ้านเมืองในสมัยปัจจุบันนี้เอง

ฉากอยุธยาใน ‘คนดีศรีอยุธยา’ ถูกนำมาใช้เพื่อการเล่าเรื่องในปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นว่า โลกใบนี้เปลี่ยนแปลงได้ บ้านเมือง สังคม สามารถเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้หากสามัญชนทั้งหลาย ‘รวมตัวกัน’ และช่วยกันกอบกู้ซากที่แตกสลายไปแล้วให้กลับคืนมาได้ แต่การกลับคืนมานั้นไม่ใช่สิ่งที่เป็นแบบเดิม เพราะมันคือการเกิดใหม่ของความหวังของสามัญชน ความหวังที่จะอยู่ดีกินดี โดยไม่มีใครมาข่มเหงรังแก ไม่ต้องขึ้นอยู่กับหรืออยู่ภายใต้ร่มเงาของเทพยดาฟ้าดินใดๆ ประวัติศาสตร์อยุธยาจึงถูกเขียนขึ้นใหม่ ด้วยสายตาใหม่ และอุดมคติใหม่ เพื่อความเข้าใจว่า ‘ชีวิตที่เป็นไปได้’ นั้น คืออะไรสำหรับสามัญชน และ ‘ชีวิตที่เป็นไปได้’ ของสามัญชนนั้นมีความหมายต่อการดำรงอยู่ของสามัญชนอย่างไร

ผมสนใจสิ่งที่เสนีย์เขียนไว้ในตอนท้ายของ ‘ขอสารภาพ’ ว่า

“ท่ามกลางป่าละเมาะที่มีไม้แก่นที่แกร่งกล้าของบางระจัน คงจะมีต้นหญ้าหรือต้อยติ่งขึ้นอยู่บ้าง

ผมไม่ได้ค้นพบอะไรใหม่ในประวัติศาสตร์

และผมเชื่อว่า ผมไม่ได้ปลอมประวัติศาสตร์”

สิ่งที่ทำให้ ‘คนดีศรีอยุธยา’ ของเสนีย์ เสาวพงศ์ นั้นแตกต่างไปจากวรรณกรรมอิงประวัติศาสตร์/วรรณกรรมเชิงประวัติศาสตร์/วรรณกรรมประวัติศาสตร์ — จะเรียกอะไรหรืออย่างไรก็ตามทีเถิด — ก็คือ เสนีย์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาไม่ได้เขียนเรื่องจริงทั้งหมด หรือไม่ได้เขียนเรื่องเท็จทั้งหมด และผมคิดว่า ‘คนดีศรีอยุธยา’ ก็ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของอยุธยา เสนีย์ไม่จำเป็นต้องกางข้อมูลมหาศาลให้ผู้อ่านเห็นว่าเขาไม่ได้มีอคติทางประวัติศาสตร์และพยายามนำเสนอเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาความเป็นกลาง เพราะ ‘คนดีศรีอยุธยา ไม่ได้วางตัวเป็นกลาง — และจะไม่มีวันเป็นตราบใดที่ศูนย์กลางของเรื่องนี้คือการให้ความสำคัญกับสามัญชน — สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่หนักแน่นที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ

วรรณกรรมนั้นสามารถนำเสนอ ‘ชีวิตที่เป็นไปได้’ มากกว่า ‘ชีวิตที่ควรจะเป็น’ สามัญชนสามารถมีความหวังได้ว่า ‘ชีวิตที่ควรจะเป็น’ นั้นคืออะไรและทำไมมันถึงสำคัญกว่า ‘ชีวิตที่ควรจะเป็น’


[1] โปรดอ่านต่อใน “ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารอยุธยา”

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save