วิมุต วานิชเจริญธรรม เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

หลังจากที่ภาพยนตร์เรื่อง ‘มู่หลาน’ ต้องเลื่อนกำหนดฉายในโรงภาพยนตร์หลายครั้ง เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศสหรัฐฯ ในที่สุดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ดิสนีย์ก็ได้ประกาศจะประเดิมฉายภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวในประเทศสหรัฐฯ ผ่านช่องทางสตรีมมิงแทนการออกฉายในโรงภาพยนตร์ตามปกติ

โดยดิสนีย์จะเปิดให้สมาชิก Disney+ ‘เช่าซื้อ’ ภาพยนต์เรื่องมู่หลานได้ในราคา 30 เหรียญสหรัฐฯ หรือราวหนึ่งพันบาท ราคาที่ตั้งนี้ดูจะสูงไปเมื่อเทียบกับการเช่าภาพยนตร์ออนไลน์โดยทั่วไป แต่ดีสนีย์ตั้งราคาในลักษณะของการเช่าซื้อคือผู้เช่าซื้อสามารถดูหนังเรื่องนี้เมื่อไหร่ก็ได้ ดูได้นานตราบเท่าที่ยังรักษาสมาชิกภาพของ Disney+ ไว้ (ซึ่งต่างจากการเช่าออนไลน์ปกติสำหรับภาพยนต์ที่เพิ่งปล่อยจากโรงหนัง ที่ราคานั้นไม่เกิน 500 บาท แต่สามารถเปิดดูได้ในช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น)

การประกาศเช่นนี้ถือเป็นปรากฎการณ์ใหม่ในธุรกิจภาพยนตร์ในอเมริกา เพราะหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์จะเก็บเกี่ยวรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการฉายตามโรงภาพยนตร์ก่อน แล้วจึงนำมาเผยแพร่ทางช่องทางอื่นๆ (อาทิ ให้เช่าทางออนไลน์ ฉายทางระบบเคเบิลทีวี หรือสตรีมมิง เป็นต้น) ซึ่งที่ผ่านมานั้น ค่ายหนังจะทิ้งช่วงให้ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ อยู่ในโรงหนังราวสามเดือน ก่อนที่จะมาปรากฏในช่องทางอื่นๆ

ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลพวงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังกระจายไปทั่วประเทศสหรัฐฯ จนทำให้ธุรกิจต้องหาทางปรับตัวเพื่อรับมือกับวิถีการดำเนินชีวิตรูปแบบใหม่

เมื่อคนอเมริกันต้องอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ พฤติกรรมการเสพสื่อบันเทิงของอเมริกันชนเบี่ยงเบนมาทางบริการสตรีมมิงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นธุรกิจด้านนี้จึงเติบโต และเฟื่องฟูในยุคโควิด

เช่นเดียวกันกับการลงทุนทางเลือก

เมื่อผลตอบแทนจากการลงทุนในช่องทางดั้งเดิมถดถอยลงตามภาวะเศรษฐกิจในช่วงโควิด นักลงทุนจึงต่างมองหาทางเลือกใหม่ๆ ที่สามารถพอกพูนความมั่งคั่งได้เหนือผลตอบแทนจากช่องทางลงทุนแบบดั้งเดิม

ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ปรากฏว่าผลตอบแทนจากการถือครองเงินคริปโตให้อัตราผลตอบแทนที่สูงเหนือทางเลือกอื่นๆ จนขณะนี้กลายมาเป็นช่องทางใหม่ของการลงทุนและการรักษาความมั่งคั่งในยุคสมัยนี้แล้ว

หากวัดกันตั้งแต่วันแรกของปี พ.ศ. นี้ มาจนถึงวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ราคาของบิตคอยน์ได้ปรับเพิ่มขึ้นจากหน่วยละ 215,829.53 บาท มาเป็นหน่วยละ 368,428.16 บาท หรือคิดเป็นอัตราการเปลี่ยนแปลงเท่ากับ 71.17 เปอร์เซ็นต์ เปรียบได้ว่าหากเราใส่เงินลงทุนในบิตคอยน์ไป 100 บาทเมื่อวันที่ 1 มกราคม ในวันที่ 17 สิงหาคม เราจะมีเงินสะสมในบัญชีเท่ากับ 171.17 บาทนั่นเอง

 

รูปที่ 1: ราคาบิตคอยน์ในหน่วยดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 2020

 

หากเราพิจารณาผลตอบแทนที่ได้จากการฝากเงินกับธนาคารในบ้านเรา คงอดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ เพราะผลตอบแทนที่ได้นั้นแทบไม่ต่างจากศูนย์เลย ยิ่งหากนำอัตราเงินเฟ้อมาคิดด้วยแล้ว เราจะพบว่าเงินฝากที่รวมดอกเบี้ย ซื้อข้าวของในวันข้างหน้า ได้น้อยลงกว่าเม็ดเงินที่เรามีในปัจจุบันด้วยซ้ำ

อัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ของบ้านเราอยู่ที่ร้อยละ 0.25 ต่อปี ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยฝากประจำ 6 เดือน ถึง 2 ปี อยู่ที่ร้อยละ 0.5 ต่อปี

นั่นหมายความว่า ถ้าเราฝากเงินไว้ 100 บาทวันนี้ หนึ่งปีข้างหน้าจะมีเงินในบัญชีอย่างมากก็เพียง 100.5 บาทเท่านั้น

แม้จะมีอัตราผลตอบแทนที่น้อยนิด แต่การฝากเงินในระบบธนาคารนั้นมีความเสี่ยงที่จะสูญเงินต้นต่ำ หากเราเทียบอัตราผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเรา นับแต่ช่วงต้นปีนี้เป็นต้นมา เราจะพบว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินฝาก 0.5 เปอร์เซ็นต์นี้ถือว่าดีมาก

ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 มกราคม อยู่ที่ระดับ 1,595.82 เมื่อเทียบกับดัชนีราคา ณ วันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ดัชนีราคาตกมาอยู่ที่ระดับ 1,320.91 จุด (ดูรูปที่ 2 ประกอบ) นั่นหมายความว่า หากเราลงทุนในดัชนีราคานี้ตอนต้นปี เราจะประสบกับการขาดทุนในอัตราร้อยละ 17.2  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเงิน 100 บาทที่เราลงทุนไว้ในตลาดหุ้นไทยในตอนต้นปี จะเหลือเพียง 82.8 บาทเท่านั้น

 

รูปที่ 2 ดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปี พ.ศ. 2563

 

แล้วทองคำล่ะ

ทองคำถือเป็น ‘สินทรัพย์หลบภัย’ หรือ safe haven asset ชั้นดี เพราะเมื่อใดที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนหรือเกิดวิกฤต นักลงทุนมักโยกย้ายเงินออกจากบรรดาสินทรัพย์เสี่ยง แล้วหันมาเก็บสะสมทองคำแทน ดังนั้นเราจึงเห็นการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงการระบาดของโควิดนี้

อย่างไรก็ดีหากเราลงทุนซื้อทองคำในเดือนมกราคมปีนี้ ซึ่งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 1,559.17 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ และขายทองนั้นในเดือนสิงหาคม ที่ราคา 1,978 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ เราจะได้อัตราผลตอบแทนจาการลงทุนนี้เท่ากับ ร้อยละ 26.9

แม้จะเป็นอัตราผลตอบแทนที่สูงมาก แต่ก็ยังไม่อาจเทียบได้กับกำไรที่ได้จากการลงทุนในบิตคอยน์ หรือเงินคริปโตสกุลอื่นๆ ในขณะนี้

อัตราผลตอบแทนของสกุลเงินคริปโตที่มีการซื้อขายมากเป็นอันดับสองและสามของโลกอย่าง อีเธอเรียม (Ethereum) และโมเนโร (Monero หรือ XMR) ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ นั้นล้วนสูงเกินกว่า 100 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว กล่าวคือ ราคาของเงินคริปโตทั้งสองนั้นเพิ่มขึ้นรวดเร็วมากในช่วงแปดเดือนแรกของปีนี้ และทำให้ผู้ลงทุนในอีเธอเรียมและโมเนโร ได้กำไรจากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 231 และ ร้อยละ 102 ตามลำดับ

อัตราเพิ่มของราคาเงินคริปโตส่งผลให้คนหันมาลงทุนในเงินคริปโตมากขึ้นในปีนี้  Cornerstone advisors บริษัทให้คำปรึกษาทางด้านการเงินของสหรัฐฯ ได้สำรวจการถือครองเงินคริปโตของผู้บริโภคในประเทศสหรัฐฯ และพบว่า ในปีนี้ ร้อยละ 8 ของคนอเมริกันที่มีอายุเกินกว่า 18 ปี ได้เริ่มถือครองเงินคริปโตเป็นครั้งแรก ส่งผลให้ในหมู่ผู้บริโภคทั้งหมด มีผู้ถือครองเงินคริปโตเป็นสัดส่วนร้อยละ 15

นอกจากนี้ในการสำรวจยังพบว่า ร้อยละ 11 ของกลุ่มตัวอย่างดังกล่าว ซึ่งยังไม่มีเงินคริปโตในครอบครอง ก็มีแผนการที่จะลงทุนซื้อในระยะเวลา 12 เดือนข้างหน้านี้

เมื่อเจาะลึกลงไปในกลุ่มร้อยละ 8 ที่เพิ่งเริ่มลงทุนในเงินคริปโตปีนี้นั้น จะพบว่ามีลักษณะร่วมที่น่าสนใจ กล่าวคือ ส่วนใหญ่นั้นเป็น เพศชายที่มีรายได้สูง และมีการศึกษาดี โดย 8 ใน 10 ของกลุ่มผู้ซื้อรายใหม่นี้เป็นเพศชาย ที่มีรายได้ต่อปีเฉลี่ย 130,000 เหรียญสหรัฐฯ และส่วนใหญ่( 7 ใน 10 ราย) สำเร็จการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี

คนกลุ่มนี้ยังเป็นรุ่นอายุที่เรียกว่า มิลเลนเนียล และเจนเอ็กซ์ โดยส่วนใหญ่ ซึ่งร้อยละ 57 เป็นคนในรุ่นอายุ 26-40 ปี ซึ่งคือกลุ่มประชากรที่เกิดในช่วงปี ค.ศ. 1982-1996 (คนรุ่นมิลเลนเนียล) และร้อยละ 30 เป็นคนในรุ่นอายุ 41- 55 ปี หรือคนในเจนเอ็กซ์ ซึ่งเกิดในช่วงปี ค.ศ. 1965-1980

งานสำรวจนี้ยังระบุต่อไปว่า กลุ่มผู้บริโภคที่มีแผนการจะซื้อเงินคริปโตในช่วง 12 เดือนข้างหน้านี้ จะเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนของ เพศหญิง, ชนกลุ่มน้อย(เช่น แอฟริกันอเมริกัน หรือฮิสแปนิก), อยู่ในรุ่นอายุเจนแซด และเบบี้บูม เป็นส่วนใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นคนกลุ่มนี้มีระดับการศึกษาโดยเฉลี่ยที่ต่ำกว่า กลุ่มร้อยละ 8  ที่ได้ซื้อเงินคริปโตไปแล้วในปีนี้

ผลตอบแทนที่สูงลิ่วเช่นนี้ย่อมดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่ๆ ให้เข้ามาเสี่ยงโชคลงทุนในเงินคริปโต อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนที่สูงย่อมมาควบคู่กับความเสี่ยงที่มากเช่นกัน

หากใช้ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของอัตราผลตอบแทนรายวันเป็นตัวชี้วัดความเสี่ยงหรือความแปรปรวนในผลตอบแทน เราจะพบว่าในบางช่วงเวลานั้นผลตอบแทนของเงินคริปโตสามารถเหวี่ยงได้รุนแรง จะสามารถสร้างผลกำไรหรือขาดทุนได้มากมหาศาลเช่นกัน รูปภาพที่ 3 ด้านล่างแสดงให้เห็นความผันผวนของผลตอบแทนและราคาบิตคอยน์ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งความผันผวนที่ปรากฏในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมปีนี้มีค่าใกล้เคียงร้อยละ 10  เลยทีเดียว

 

รูปที่ 3 ราคาและความผันผวนของบิตคอยน์ / ที่มา buybitcoinworldwide.com

 

ความเสี่ยงนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนรายใหม่ต้องตระหนักให้ดี ก่อนลงเงินไปกับการลงทุนทางเลือก อย่างบิตคอยน์หรือเงินคริปโตสกุลอื่นๆ เพราะทางเลือกนี้มีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ เฉกเช่นกับอัตราผลตอบแทน

ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เริ่มมีความกังวลมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความเปราะบางทางการเงินในประเทศสหรัฐฯ หลังจากที่งานสำรวจของ Cornerstone advisors ชี้ว่าคนในกลุ่มร้อยละ 11 ที่วางแผนจะลงทุนในเงินคริปโตในปีนี้ ส่วนใหญ่ไม่เพียงเป็นกลุ่มผู้บริโภคชนกลุ่มน้อยที่ไม่ได้มีความมั่นคงทางการเงินเทียบเท่ากลุ่มที่ลงทุนไปแล้ว แต่ยังมีระดับการศึกษาต่ำกว่าอีกด้วย

การที่ผู้ลงทุนขาดความรู้และทักษะในการบริหารจัดการทางการเงิน (หรือที่เรียกว่า financial literacy) ที่ดีพอ นั้นสามารถส่งผลให้ประสบการสูญเสียทรัพย์ และเกิดหนี้พอกพูนได้ ซึ่งหากปัญหาเหล่านี้ก่อตัวขึ้นเมื่อใด ย่อมสามารถซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยมากอยู่แล้ว ให้ย่ำแย่ลงไปอีก

บางทีในวิถีใหม่ของการลงทุนที่โอกาสสร้างความมั่งคั่งเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม เราอาจต้องระมัดระวังและเกรงกลัวเรื่องความเสี่ยงมากยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน

Author

Vimut Vanitcharearnthum

วิมุต วานิชเจริญธรรม - อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค การเงิน และการเงินระหว่างประเทศ