fbpx

โรคระบาดและการผลัดเปลี่ยนยุคสมัยในห้องเรณู

โรคระบาดที่เกิดขึ้นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานั้นส่งผลกระทบต่อมนุษย์ทุกคนอย่างเสมอหน้า ผู้คนทุกชนชั้นต่างต้องเผชิญหน้ากับโรคระบาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นจากโรคระบาดไม่ได้มีเพียงแค่ตัวโรคเท่านั้น แต่ยังหมายถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปและต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างถาวร ชีวิตของผู้คนถูกกำหนดจากแนวทางในการจัดการและควบคุมโรคระบาด

ช่วงต้นของการระบาด โลกทั้งโลกเต็มไปด้วยเสียงโหยหวนของผู้คนที่ติดเชื้อและต่อมามันก็เต็มไปด้วยความเงียบงันที่กึกก้อง ชีวิตของผู้คนนับล้านต้องปลิดปลิวไปตามสายลมแห่งการระบาดอย่างน่าสะพรึงกลัวและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เมืองที่เคยคึกคักกลับเงียบสงัด กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักโดยไม่รู้ว่าจะกลับมาค้าขายได้อีกเมื่อไร ท้องถนนนั้นสงัดเงียบแต่ในบางตรอกซอกซอยมีศพของผู้ป่วยนอนอยู่บนถนนอย่างน่าอนาถ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนนั้นต้องมีระยะห่างมากขึ้นทั้งในแง่ของระยะทางและความผูกพัน ปฏิสัมพันธ์ของผู้คนที่เคยมีต่อกันถ้าไม่หายจากกันไปก็ต้อง ‘หยุด’ เอาไว้ชั่วคราวหรือไม่ก็ไม่มีกำหนด

‘ห้องเรณู’ นวนิยายเล่มใหม่ของ วิภาส ศรีทอง บันทึกและถ่ายทอดช่วงเวลาแห่งการระบาดของโรคร้ายที่คร่าชีวิตมนุษย์มากมายเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ วิภาสนำเสนอสภาวะของมนุษย์เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่อาจมองเห็นได้ สภาวะดังกล่าวนี้เป็นสิ่งทีน่าสนใจเพราะมันคือประสบการณ์ทางอารมณ์ของผู้คนที่ไม่อาจนำเสนออย่างตรงไปตรงมา วิภาสใช้คุณลักษณะที่สำคัญของวรรณกรรมในการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครที่ต้องเผชิญหน้ากับโรคระบาดที่เป็นปรากฏการณ์แห่งยุคสมัยได้อย่างลึกซึ้งและสะเทือนขวัญในขณะเดียวกันก็ได้แสดงให้เห็นว่ายุคสมัยของมนุษย์ต้องผลัดเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่งแล้ว

บ้าน/ความสัมพันธ์/ราเมือก

‘ห้องเรณู’ เป็นเรื่องราวของครอบครัวเชิงเดี่ยวขนาดเล็กที่มีพ่อแม่ลูก – โสพล ปนัดดา และ กานต์ ลูกชายวัยเก้าขวบ – เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังเก่าแห่งหนึ่งที่พวกเขาเพิ่งซื้อมา บ้านหลังนี้เป็นบ้านเก่ากลางเมืองใหญ่ที่ดูจะร่มรื่น รั้วของบ้านล้อมด้วยคูหาห้องแถวทรงเดียวกันเรียงต่อกัน มีตรอกแคบกั้นไว้เป็นทางเข้าออก ดังนั้นบ้านหลังนี้ “ซ่อนตัวมิดชิดจากโลกภายนอกรอบด้าน เว้นก็แต่สายตาของท้องฟ้า” (หน้า 2) เจ้าของบ้านเดิมย้ายครอบครัวไปอยู่แคนาดาและจะไม่กลับมาอีกแล้วจึงขายให้ครอบครัวของโสพลและปนัดดาในราคาที่ถูกกว่าราคาประเมิน โสพลมีกำลังทรัพย์ที่มากพอและเห็นว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะบ้านหลังนี้มีที่ดินที่กว้างขวางและอยู่ใจกลางเมืองอีกด้วยประกอบกับ ปนัดดาก็รู้สึกชื่นชอบบ้านหลังนี้มากแม้ว่าจะต้องรีโนเวตตกแต่งใหม่ก็ตาม

ประวัติความเป็นมาของบ้านหลังนี้คือเจ้าของเดิมเป็นครอบครัวเชื้อสายจีนที่ทำโรงงานผักกาดดอง อาหารดองหลากหลายชนิด เป็นอุตสาหกรรรมในครอบครัวที่ประกอบกิจการมาอย่างยาวนาน ดังนั้นบ้านหลังนี้จึงมีกลิ่นอินทรีย์หมักดองตลบอบอวลไปทั่วบ้าน กลิ่นดังกล่าวนี้เป็นปมปัญหาที่สำคัญของปนัดดาในการจัดการบ้าน เพราะมันเป็นกลิ่นที่รบกวนเธออยู่ตลอดเวลาและแม้ว่าปนัดดาพยายามจะกำจัดกลิ่นดังกล่าวอย่างไรก็ดูจะไม่ได้ผลที่น่าพึงใจเท่าไรนัก

“…เธอหงุดหงิดไม่ได้ดังใจกับกลิ่นเปรี้ยวตุๆ ที่ยังอวลค้างอยู่ไม่ยอมหาย มันเจือจางลงไปมากก็จริง แต่ก็ยังโดดเข้าจมูกไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะเมื่อได้สูดอากาศปกติข้างนอก…กลิ่นไม่ได้เลวร้ายแต่มันบั่นทอนภพอุดมคติของบ้านที่ใฝ่ฝัน เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมบ้านหลังนี้ถึงบอกราคาขายต่ำกว่าความเป็นจริง” (หน้า 29)

ห้องใต้ดินเป็นห้องที่เป็นศูนย์กลางของตัวเรื่อง ‘ห้องเรณู’ เพราะเป็นห้องที่เป็นทั้งปมปัญหาและการคลี่คลายของตัวนวนิยาย ห้องใต้ดินนี้ เดิมทีเป็นห้องที่ใช้ในการเก็บไหเครื่องดอง มีอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมกับการเติบโตของจุลินทรีย์ “ที่นี่คือหัวใจที่ขับเคลื่อนโรงงานเล็กๆ อุตสาหกรรมต้นตระกูลของผู้อยู่อาศัยดั้งเดิม ทุกอย่างเพาะบ่มอยู่ในนี้ กลิ่นจึงฉุนเข้มข้น” (หน้า 18) สิ่งที่น่าสนใจของห้องนี้ก็คือเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิด ‘อินทรีย์’ หรือสิ่งมีชีวิตซึ่งปรากฏตัวในรูปแบบของกลิ่นหรืออาจเรียกได้ว่าห้องใต้ดินนี้เป็นที่มาของสิ่งมีชีวิตที่เราไม่อาจมองเห็นได้แต่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้และเป็นสิ่งที่รบกวนตัวละครอย่างปนัดดาได้

นอกจากนี้ตัวบ้านยังเต็มไปด้วยร่องรอยของสิ่งมีชีวิตต่างๆ อีกมากมาย เช่น รา ดอกเห็ด รอยกระดำกระด่างต่างๆ ร่องรอยเหล่านี้ของบ้านไม่ว่าจะเกิดจากอะไรก็ตามมันได้ชี้ให้เราเห็นประเด็นที่น่าสนใจบางประการ คือ บ้านหลังนี้คือรากฐานของสิ่งมีชีวิต ดังเราจะเห็นได้จากร่องรอยทางชีววิทยาของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ในบ้าน ร่องรอยเหล่านี้เกิดขึ้นจากทั้งกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเวลาอันยาวนาน บ้านหลังนี้ยังอาจหมายถึงกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านระยะเวลาอันยาวนานและเป็นประจักษ์พยานของเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย สิ่งที่ประวัติศาสตร์หลงเหลือเอาไว้ในปัจจุบันก็คือร่องรอยที่แสดงให้เห็นพัฒนาการของชีวิต ดังนั้น ชีวิตกับประวัติศาสตร์จึงมีกระบวนการที่ไม่แตกต่างกัน

‘ราเมือก’ คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากที่มีบทบาทสำคัญกับตัวเรื่องเพราะราเมือกในเรื่องห้องเรณูเป็นทั้งสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติและเป็นอุปมาโวหารของตัวเรื่องอีกด้วย  ราเมือกปรากฏเป็นคราบอยู่ทั่วบ้าน กานต์ เด็กชายวันเก้าขวบสนใจคราบราเมือกและคราบไคลอื่นๆ ในบ้านอยู่เสมอ เขาเชื่อมโยงคราบและร่องรอยของสิ่งมีชีวิตเล็กๆ กับความรู้ทางด้านชีววิทยาของเขา ดังจะเห็นได้จากตอนที่กานต์คุยกับปนัดดาผู้เป็นแม่เรื่องราเมือก กานต์ถามปนัดดาด้วยน้ำเสียงแบบลองภูมิว่าราเมือกคืออะไร ปนัดดาตอบลูกชายของเธอไปว่า “ราเมือกคือเชื้อราที่เกาะกลุ่มกันเป็นหย่อมเหมือนตะไคร่น้ำ แม่พูดถูกใช่ไหม” (หน้า 50-51) แต่กานต์ตอบว่า “แม่ผิดแล้ว มันมีอย่างอื่นด้วย มีจุลินทรีย์เซลล์เดียว จุลชีพต่างๆ ฟังไจ และอัลจี ทั้งหมดรวมกลุ่มกัน เชื่อมหน่วยชีวิตเข้าด้วยกันไม่โดดเดี่ยว มันช่วยย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิต…” (หน้า 51)

สิ่งที่น่าสนใจใสนการ ‘นิยาม’​ หรือให้ความหมายของราเมือกในที่นี้คือการอธิบายราเมือกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่เชื่อมโยงถึงกัน คำว่า ‘เชื่อมหน่วยชีวิตเข้าด้วยกัน’​ นั้นมีนัยยะสำคัญประการหนึ่งก็คือสิ่งมีชีวิตนั้นล้วนมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน สิ่งมีชีวิตล้วนต้องเกาะเกี่ยวกันเพื่อเอาชีวิตรอด นี่คือสภาวะของธรรมชาติ มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน การเกาะเกี่ยวกันของสรรพชีวิตน้อยใหญ่ก็ล้วนเป็นไปเพื่อให้มนุษย์อยู่รอดปลอดภัย การเกาะเกี่ยวกันเช่นนี้เราเข้าใจได้อย่างง่ายว่าสังคมนั่นเอง ด้วยเหตุนี้เองผมจึงคิดว่าราเมือกในห้องเรณูนั้นมีหน้าที่ในตัวเรื่องที่สำคัญอีกประการคือการเป็นอุปมาโวหารของเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์และความสัมพันธ์ทางสังคมในฐานะสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับรา เชื้อจุลินทรีย์ จุลชีพทั้งหลาย

สิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้นต้องการ ‘บ้าน’ หรือที่อยู่อาศัยที่ชัดเจน บ้านใน ‘ห้องเรณู’ นั้นผมคิดว่ามีสิ่งที่น่าสนใจก็คือ บ้านเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในหลากหลายรูปแบบ ในเรื่องห้องเรณู บ้านเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและที่เพาะบ่มของความสัมพันธ์ระหว่างจุลชีพหรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กต่างๆ จำนวนมากมาย เชื้อโรค ไวรัส ต้องการบ้านเพื่อเป็นที่พักอาศัยและจะได้ไปสร้างระบบความสัมพันธ์กับสิ่งมีชีวิตที่ลอยอยู่ในอากาศจำนวนมากสร้างเป็นเครือข่ายที่ไม่สิ้นสุดของโรค ดังที่ปรากฏในเรื่องตอนที่โรคเริ่มระบาดมาจากอาการป่วยของเด็กหญิงคนหนึ่งว่า

“เวลานี้เด็กหญิงกลายเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เคยเป็น ในความสดใสมีเมล็ดพันธุ์มรณะที่จวนสุกงอมเต็มที เธอคือพาหะ เชื้อโรคระบาดแฝงเร้นฟูมฟักอยู่ภายในเรือนร่างบริสุทธิ์ มันกำลังพรากพลังชีวิตของเด็กหญิงไปทีละน้อย ห้วงเวลาอันเปราะบาง ล่อแหลม และเธอเริ่มรู้สึกมวนท้อง…” (หน้า 67)

นอกจากนี้บ้านยังอาจเป็นจุดสุดท้ายของผู้คนจำนวนหนึ่ง/ยุคหนึ่ง/รุ่นหนึ่งต้องกลับคืนสู่สภาวะดั้งเดิมนั่นคือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ เพราะในเรื่องห้องเรณูผมมองเห็นนัยยะที่สำคัญของนวนิยายเล่มนี้ประการหนึ่งก็คือ โรคระบาดนั้นคือการที่ธรรมชาติเรียกร้องให้ทุกอย่างกลับไปฟื้นฟูตัวเองอีกครั้งเพื่อเริ่มต้นใหม่ ไปสู่ยุคใหม่ดังนั้น บ้านจึงเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะมันเป็นได้ทั้งที่พักพิงและจุดสุดท้ายของชีวิต

โรคระบาดและความสัมพันธ์ของสรรพชีวิต

กานต์เป็นตัวละครที่น่าสนใจเพราะเขามองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากที่อยู่ในบ้านของเขา คราบไคล รอยเปื้อนต่างๆ ที่อยู่ในบ้านเชื่อมโยงกับความรู้ทางด้านชีววิทยาของเด็กชายเก้าขวบ เขาประมวลมันและอธิบายเอาไว้ว่า

“เขามีความรู้เกี่ยวกับอาณาจักรฟังไจอยู่บ้าง รู้จักราเมือกหรือไลเคน ทราบความหมายของคำว่าซิมไบโอติก สัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตหลากชนิดที่ต้องอาศัยรวมกันและเผื่อแผ่ปัจจัยชีวิตระหว่างการดำรงอยู่ จุลินทรีย์ อะมีบา อัลจี และเห็ดรา พวกมันอาศัยอยู่ด้วยกัน รวมตัวเป็นเครือข่ายพิเศษที่พึ่งพากัน เขามองดูละลอองเรณูลอยฟ่องพลางคิดเกี่ยวกับวิธีที่บรรดาเห็ดราและยีสต์แพร่กระจายสปอร์ออกไป อาศัยสายลม รวมถึงสัตว์ทั้งหลายที่เป็นพาหะ พาเชื้อแพร่ไปไกลจากแหล่งกำเนิดเดิม” (หน้า 45)

ผมเห็นว่ามีประเด็นที่น่าอภิปรายสองประเด็น ประเด็นแรก วิภาสพยายามจับเอาสิ่งที่เล็กมากๆ จนไม่อาจเห็นได้ซึ่ง ‘ล่องลอย’ อยู่ในอากาศหรือพื้นที่อันว่างเปล่ามาอธิบายมาเล่าผ่านภาษา หรืออาจเรียกได้ว่างานของวิภาสคือการวิมานในอากาศอย่างเห็นได้ชัด เพราะคงจะไม่มีใครเห็นว่าบรรดา รา จุลินทรีย์ อะมีบา อัลจี อาณาจักรฟังไจนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร ตลอดจนคงไม่มีใครตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ ‘จุลชีพ’ เหล่านี้มีซึ่งกันและกันหรือสัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆ วิภาสทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ดำรงอยู่และมีชีวิตได้ผ่านภาษานั่นเอง นอกจากนี้การวาดวิมานของวิภาสในแง่หนึ่งก็คือการทำให้เห็นว่าพื้นที่ของวรรณกรรมนั้นเราอาจทำในสิ่งที่ยากจะเป็นไปได้ให้เกิดขึ้น วรรณกรรมคือพื้นที่ของความเป็นไปได้และเป็นพื้นที่ของการทะลุข้อจำกัดที่มีอยู่ในสังคม

ประเด็นต่อมาคือ ห้องเรณูเป็นนวนิยายที่เล่าถึงการระบาดของโรคที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกมากที่สุดโรคหนึ่งในช่วงเวลาของโลกสมัยใหม่ ในการบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘จุลชีพ’​ทั้งหลายแล้วยังพยายามชี้ให้เห็นว่าการแพร่กระจายของเชื้อโรคนั้นก็มีลักษณะที่ไม่ต่างกันกับชีวิตของจุลชีพเหล่านั้น หาก “ละละอองเรณูลอยฟ่อง” และ “บรรดาเห็ดราและยีสต์แพร่กระจายสปอร์ออกไป อาศัยสายลม รวมถึงสัตว์ทั้งหลายที่เป็นพาหะ พาเชื้อแพร่ไปไกลจากแหล่งกำเนิดเดิม” คือวิถีและวิธีในการเอาชีวิตรอดของจุลชีพ เชื้อโรคก็มีวิถีแบบเดียวกัน เชื้อโรค ไวรัส หรืออะไรก็ตามที่เป็นต้นตอของโรคระบาด ล้วนเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นทั้งสิ้น แต่สิ่งที่วิภาสทำก็คือใช้กลวิธีทางวรรณศิลป์อธิบายถึงสิ่งที่เรามองไม่เห็นและเป็นต้นเหตุแห่งหายนะของมนุษยชาติได้อย่างน่าสนใจ หรืออาจเรียกได้ว่า วิภาสกำลังใช้เทคนิคของวรรณกรรมในการเล่าเรื่องการทำงานและกลไกของโรคระบาดซึ่งเท่ากับเป็นการนำเอาศาสตร์และความรู้สองแบบมาผสมผสานกันได้อย่างลงตัว นั่นคือ วรรณกรรมและวิทยาศาสตร์

ยุคสมัยใหม่ที่กำลังจะมาถึง

“ความตายย่างกรายไปตามถนนและทุกหนแห่ง เขาตื่นระทึกที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงทั้งหลาย ขยะกองพูนจนล้นเรี่ยราด เมืองว่างเปล่าและซบเซา หัวใจของเขาบีบคั้น ต่อไปข้างหน้าเขาและครอบครัวจะลงเอยแบบไหน เขารู้สึกโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเพราะความกลัวที่คืบเข้ามาเกาะกุมนี้ใหญ่หลวงกว่าที่เคยรู้สึก” (หน้า 95)

“ด้วยผลของโรคระบาดที่บีบกาลเวลาให้เข้าสู่วิกฤติถาวร ผู้คนเริ่มตระหนักว่ายุคสมัยกำลังพลิกเปลี่ยน เมื่อสถานะของมนุษย์กำลังถดถอย การหมดไปของบางอย่างนำมาซึ่งการก่อเกิดของบางอย่าง ด้วยยังมีพลังขับเคลื่อนเร้นอยู่ในทุกอณูของชีวิต เพราะธรรมชาติไม่เคยหยุดพัก มันแค่เปลี่ยนทิศทางไปจากเดิม เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในบ้านตึก ธรรมชาติเฉพาะของสถานที่แห่งนั้นกำลังจัดการตัวเองท่ามกลางการดับสลายของชีวิต โรคระบาดไม่ได้ทำลายรากเหง้าที่อยู่ใต้ดินเสียหาย เหล่าพืชพรรณและเมือกราจัดสมดุลใหม่อย่างแยบยล พวกมันเจริญเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปอยู่ในการควบคุมตัวมันเอง” (หน้า 135)

โรคระบาดนั้นเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของมนุษย์ คนนับล้านต้องสูญเสียคนรัก ครอบครัวให้กับโรคร้ายอย่างไม่ทันได้จากลา ไม่ทันได้ปกป้องซึ่งกันและกัน ประโยคที่ว่า ‘ความตายย่างกรายไปตามถนนและทุกหนแห่ง’ แสดงอาการเคลื่อนไหวของนักล่าที่คืบคลานไปทุกๆ ที่เพื่อจ้องหาเหยื่อและกลืนกินชีวิตนับไม่ถ้วนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้โรคระบาดได้เปลี่ยนแปลงวิธีการที่เราจะปฏิสัมพันธ์กัน มีถ้อยคำใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่าง ‘ความธรรมดาใหม่’ (new normal) ‘การรักษาระยะห่างทางสังคม’ (social distancing) ถ้อยคำเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะต้องการอธิบายวิถีชีวิตและกิจกรรมทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มนุษย์อาจมีระยะห่างที่มากขึ้น โดดเดี่ยวมากขึ้นก็เป็นได้ แต่นี่คือวิธีที่เราสัมพันธ์กันในยุคสมัยใหม่นี้

หน้าตาของยุคสมัยใหม่เป็นอย่างไร ผมคิดว่าเราอาจตระหนักถึงการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยได้จากชีวิตของกานต์เด็กชายวัยเก้าขวบ ชีวิตของกานต์เป็นชีวิตที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เขามีอายุเก้าขวบในปีที่โรคระบาดระลอกแรกถือกำเนิดขึ้น นั่นคือปี 2019 ดังนั้นปีเกิดของเขาก็คือ 2010 เท่ากับว่า ชีวิตของเด็กชายกานต์คนนี้นั้นต้องพบเจอกับการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือในปี 2010 ที่การคร่าชีวิตมนุษย์เกิดขึ้นจากผู้มีอำนาจถือปืนเข้าประหัตประหารประชาชนกลางเมืองหลวงครั้งใหญ่และในวันถัดมาก็มีมนุษย์อีกจำนวนไม่น้อยออกมาล้างคราบเลือดบนถนน ชะล้างความผิดบาปของผู้อำนาจให้หายไปในบัดดล นี่คือครั้งแรกในชีวิตของกานต์ที่ยุคสมัยได้เปลี่ยนไป นั่นคือ ในปีที่เขาเกิดขึ้นมานั้นมนุษย์ได้แสดงความอำมหิตและเลือดเย็นเกินพรรณนาเพื่อคร่าชีวิตมนุษย์ด้วยกันเอง กานต์จึงเป็นผู้อยุ่รอดจากยุคที่มนุษย์ได้แสดงความชั่วช้าสามานย์อย่างเปิดเผย

ในปี 2019 ชีวิตของกานต์ต้องพบเจอกับการคร่าชีวิตของมนุษย์อีกครั้ง แต่ไม่ใช่จากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง เพราะโรคระบาดคือสิ่งที่มองไม่เห็นและไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นฝีมือของธรรมชาติอีกด้วย วิภาสพรรณนาความโหดเหี้ยมของโรคระบาดนี้อย่างละเอียดลออ แม้จะน่าสะพรึงกลัวแต่ก็งดงามในฐานะงานวรรณกรรมซึ่งเป็นการแสดงทักษะและฝีมือทางการประพันธ์ของวิภาสได้อย่างชัดเจน

โรคระบาดทำให้กานต์เกิดความรู้สึกหดหู่และตั้งคำถามต่อโลกมากขึ้น ถนนและท้องตลาดกลายที่เขาเคยไปเดินเที่ยว ได้เห็นความคึกคักของผู้คนต้องกลายเป็นสถานที่รกร้างและเต็มไปด้วยคนตาย โลกที่อยู่ตรงหน้าส่งผลอย่างรุนแรงต่อความรู้สึกนึกคิดของเขา โรคระบาดทำให้เขารู้สึกว่ากำลังอยู่ในคุก อยู่ในที่กุมขัง เพียงถนนหน้าบ้าน นอกตัวบ้านก็กลายเป็นโลกภายนอกสำหรับกานต์ไปเสียแล้ว จากสภาวะที่ออกไปไหนไม่ได้และเหมือนติดคุกนี่เอง มันทำให้กานต์รู้สึกว่า  “ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรสนับสนุนว่าโลกภายนอกอันตรายถึงขนาดต้องตื่นกลัว ขังตัวเองไปตลอดกาล อากาศข้างนอกไม่กัดเขาสักนิด ไม่มีอะไรผิดแปลกชวนสยอง เขาวิตกไปเกินเหตุ…” (หน้า 90) ผมคิดว่านี่คือความปรารถนาต่อเสรีภาพที่กานต์มีอยู่ในจิตใจ ความปรารถนาต่อเสรีภาพทำให้เขาตั้งคำถามและเลิกวิตกกังวลต่อโลกภายนอกที่ขังเขาเอาไว้ในบ้าน

ยุคสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับโรคระบาดจึงอาจหมายถึงยุคที่คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามต่อโลกภายนอกที่จำกัดและกุมขังพวกเขาเอาไว้ในบ้าน มันได้กระตุ้นให้กานต์ปรารถนาถึงเสรีภาพ ความปรารถนานี้เองเป็นแรงผลักดันให้กานต์ออกไปเผชิญโลกภายนอก ส่วนพ่อกับแม่นั้นพวกเขาจะกลับไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง

ผมคิดว่านัยยะที่สำคัญประการหนึ่งก็คือเมื่อยุคสมัยใหม่เคลื่อนตัวเข้ามา สิ่งเก่าๆ จะกลับคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อโอกาสให้สิ่งใหม่ได้เข้ามาแทนที่ ผู้คนและประวัติศาสตร์อาจต้องเดินไปข้างหน้า เพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่ๆ ชีวิตในโลกใหม่ของกานต์อาจเป็นชีวิตที่มีความหวัง อย่างน้อยที่สุด กานต์และผู้รอดชีวิตจากโรคระบาดจะมีโอกาสได้รังสรรค์โลกใหม่ได้อย่างที่พวกเขาต้องการ

โลกใหม่และยุคใหม่ต่อจากนี้ไป จะเป็นอย่างไรก็มิอาจจะทราบได้ แต่เราพอจะรู้และเดาได้ว่ามันอาจจะมีความหวัง และเราน่าจะอยากให้เป็นเช่นนั้น

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

22 Feb 2022

คราฟต์เบียร์และความเหลื่อมล้ำ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เขียนถึงอุตสาหกรรมเบียร์ไทย ที่ผู้ประกอบการคราฟต์เบียร์รายเล็กไม่อาจเติบโตได้ เพราะติดล็อกข้อกฎหมาย และกลุ่มทุนที่ผูกขาด ทั้งที่มีศักยภาพ

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

22 Feb 2022

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save