fbpx

Related Storeys: ที่พำนักหลากมุมมอง

“บ้านหลังนี้งามสง่าเหลือเกิน มันผุดขึ้นมาจากพื้นลาดเอียง ทอดตัวไปตามแนวลาดของเนินเขา ต้นไม้ต่างๆ รายล้อมมันเอาไว้ เช่นเดียวกับลำห้วยสองสายที่พาดผ่านคล้ายจะทำหน้าที่เป็นผู้บำรุงหล่อเลี้ยงรากฐานของตัวบ้านให้มีชีวิตและเจริญงอกงาม” ‘วิญญาณของยุพา’ วิภาส ศรีทอง

“หนึ่ง ประตูบ้านเปิดยากมาก เนื่องจากมันเป็นประตูที่มีระบบเปิดล็อกสองระบบ… สอง บ้านอยู่ไกลมาก มันตั้งอยู่กลางหุบเขาริมลำห้วยที่ห่างไกลจากบ้านเรือนคนอื่น และสวยระยับ…” ‘วชิราล็อกประตู’ จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์

“มันคือบ้านหลังนี้ บ้านที่เราประคบประหงมมันขึ้นมา และเมื่อเกิดการหย่า เราทั้งสองคนไม่อาจทอดทิ้งมันได้… แกดู ทิว แกดู นี่คือบ้านแก นี่คือความฝันทั้งชีวิตของแก แกไปไม่ได้นะ แกจะทิ้งครึ่งชีวิตของแกเพื่อให้เราสมหวังกับฝรั่งที่เพิ่งเจอไม่ได้เว้ย” ‘Ugly Together’ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท

คนเราสัมพันธ์กับบ้านแบบไหนได้บ้าง

ในการนิยาม ‘บ้าน’ ของคนแต่ละคนนั้น หลายๆ ครั้งไม่อาจนิยามอยู่บนพื้นฐานของบ้านในฐานะสถานที่/พื้นที่และโครงสร้างทางกายภาพเท่านั้น แต่บ้านยังกินอาณาบริเวณไปถึงจิตใจ ภูมิหลังของแต่ละคน ความทรงจำ รวมถึงยังอาจหมายถึงรากฐานตัวตนของแต่ละคนอีกด้วย เพราะบ้านเป็นได้ทั้งคนรักและศัตรู การนิยามความหมายของ ‘บ้าน’ จึงไม่อาจทำได้อย่างง่ายดายเพราะมันขึ้นอยู่กับ ‘ประสบการณ์’ ที่เรามีต่อบ้าน และมันช่างแตกต่างกันเสียเหลือเกิน

‘Related Storys บ้าน ชั้น เธอ เรื่องเล่าในพำนัก’ เป็นผลงานเรื่องสั้น/เรื่องเล่า 12 ชิ้น ของนักเขียน 12 คนที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมในโครงการ ‘นักเขียนพำนัก’ (Writer-In-Residence) ของ Secret Window Residency บ้านพักท่ามกลางธรรมชาติของ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่มี บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ร่วมกับ แพรว พูนพิริยะ, อมร นิลเทพ และ ศิลปี กอบกิจวัฒนา ร่วมกันเปิดให้คนทั่วไปสามารถจองเพื่อไปพักผ่อนได้ โครงการนี้ได้ชวนนักเขียน/นักวิชาการ/ผู้กำกับภาพยนตร์ได้มาพักและเขียนเรื่องภายในธีมเดียวกัน คือ ‘บ้าน’

นักเขียน/นักวิชาการ/ผู้กำกับที่ได้มาร่วมอยู่ในโครงการนักเขียนในพำนักนี้ ประกอบไปด้วย ธเนศ วงศ์ยานนาวา, อุทิศ เหมะมูล, วีรพร นิติประภา, นัฐวุฒิ พูนพิริยะ, จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์, ศิลปี กอบกิจวัฒนา, กิตติพล สรัคคานนท์, พวงสร้อย อักษรสว่าง, นัทธมน เปรมสำราญ, จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท, วิภาส ศรีทอง และ อินทรชัย พาณิชกุล

จากรายชื่อเราจะเห็นได้ว่ามีนักเขียนในพำนักมาจากภูมิหลังที่ต่างกันมาก แม้จะเป็นนักเขียนก็เป็นนักเขียนที่มีผลงานค่อนข้างต่างกัน นักวิชาการที่เอาเข้าจริงก็ไม่อาจจัดประเภทได้ (ดังที่ใครหลายคนเคยกล่าวไว้) รวมถึงผู้กำกับภาพยนตร์ที่ผลงานก็น่าสนใจและประสบความสำเร็จในวิธีการของตน ความแตกต่างเหล่านี้เมื่อต้องมาเขียนอยู่ในธีมเดียวกัน สิ่งที่เราจะสัมผัสได้ก็คือ การสะท้อนและแสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ที่พวกเขามีต่อ ‘บ้าน’ ผ่านงานเขียนอันเข้มข้นและวิธีการที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

บ้าน ในหลากหลายสถานะและความหมาย

เรื่องสั้นจำนวนไม่น้อยในเล่มแสดงให้เห็นมิติที่สลับซับซ้อนของบ้าน เพราะบ้านไม่เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัยหรือเป็นที่พัก แต่บ้านของนักเขียนเหล่านี้ได้ทำหน้าที่ทั้งประสานความขัดแย้ง เป็นที่พักพิง เป็นสถานที่กักขัง เป็นฉากในวรรณกรรมและภาพยนตร์ รวมถึงเป็นพื้นที่ทับซ้อนในโลกสมัยใหม่ที่แยกไม่ออกระหว่างบ้านกับที่ทำงานเพียงเพราะการทำงานของคนสมัยใหม่นั้นมี ‘แพชชั่น’ (passion) เป็นตัวนำ

‘สิ่งที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’​ ของอุทิศ เหมะมูล น่าจะเป็นเรื่องที่สัมพันธ์ใกล้ชิดกับ ‘บ้าน’ หลังนี้ – บ้านของนักเขียน, กระท่อมนักเขียน – อุทิศบอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ของนักเขียนและภรรยาที่ไปต้องหย่าร้างกันไปและกลับมาคบกันใหม่ ทั้งคู่ไปเที่ยวด้วยกันที่ ‘กระท่อมนักเขียน’ แห่งนี้และที่แห่งนี้เองทำให้ความสัมพันธ์ของคู่กลับมาแนบแน่นขึ้นมาอีกครั้ง สิ่งที่ผมสนใจในเรื่องสั้นเรื่องนี้คือ การเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของคู่รักไปพร้อมๆ บทเพลงและวัฒนธรรมในช่วงยุค 90s อย่างแนบเนียน เช่น เพลงของ New Order, Plup, Radiohead และ Take That เพราะสำหรับพวกเขานั้น เพลงยุค 90s และ 00s กลายเป็นอดีตและความทรงจำของพวกเขาไปแล้ว แต่มันไม่ใช่สิ่งที่อยู่โลกปัจจุบัน “คนรุ่นใหม่ๆ เขาไม่ฟังกันแล้ว เพราะก็มีเหล่าเพลงและศิลปินในยุคของพวกเขา” (หน้า 19)

ในบ้านแห่งนี้ นักเขียนได้เผยจนหมดเปลือกกับคนรักของเขาถึง ‘สิ่งที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ นั่นก็คือตัวของเขานั่นเอง เราอาจเรียกได้ว่า เรื่องสั้น ‘สิ่งที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’ ในแง่มุมหนึ่งเป็นการรำพึงรำพันถึงอดีตอันรุ่งโรจน์ของนักเขียนคนหนึ่ง วรรณกรรมซีเรียสที่เขาเคยเขียนและวรรณกรรมประเภทนี้เคยวางอยู่หน้าร้านหนังสือถูกผลักดันไปไว้ด้านหลังร้านส่วนหน้าร้าน “ดารดาษไปด้วยงานปลุกปลอบประโลมใจ” (หน้า 26) การรำพึงรำพันไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่ต้องการรื้อฟื้นคืนวันอันหอมหวานแต่อย่างใด แต่มันคือการยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว แม้จะฟังดูน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้นักเขียนประนีประนอมกับตนเองและสร้างสันติสุขกับตัวเองได้ก็คือคนรักนั่นเอง ดังนั้นในเรื่องสั้นเรื่องนี้ เราจะได้เห็นพัฒนาการทางอารมณ์ของตัวละครที่พัฒนาขึ้นอย่างเป็นระบบและค่อยเป็นค่อยไป และยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อุทิศเป็นนักเขียนที่เล่นกับพัฒนาการของตัวละครได้อย่างน่าสนใจไม่ว่าเขาจะเขียนมันเป็นเรื่องสั้นหรือนวนิยายก็ตาม

‘Ugly Together’ ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท เป็นเรื่องสั้นที่ผมชอบมากที่สุดเรื่องหนึ่งในบรรดา 12 เรื่องของเล่มนี้ เพราะเป็นเรื่องที่ทำให้เราได้เห็นความพลิกผันของตัวบ้านที่สัมพันธ์กับพัฒนาการของตัวละครได้อย่างน่าสนใจ ทิวและหมิงคู่รักที่มีบ้านในฝันร่วมกันและทำให้บ้านนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ “มันเป็นบ้านที่มีความฝันของเธอและความฝันของผมใส่รวมไว้” (หน้า 31) แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องเลิกรากันไป บ้านจึงกลายเป็นสถานที่กุมขังทิวและหมิงเอาไว้ และเมื่อหมิงมีความรักครั้งใหม่แต่ทั้งคู่ยังคงอยู่ด้วยกันในฐานะเพื่อน ทิวได้เห็นว่าหมิงมีชีวิตชีวาอย่างไรและมันทำให้เขากระตุ้นเตือนความทรงจำบางอย่าง

“จนกระทั่งวันที่เธอเริ่มลุกขึ้นมาแต่งหน้าแต่งตัวอีกครั้ง คุณถึงจะจำได้ว่าคุณเคยใจเต้นกับผู้หญิงคนนี้มากแค่ไหน… คุณเริ่มจดจำทุกอย่างได้ขึ้นมากะทันหัน น่าเสียดายคนที่เธอตั้งใจแต่งตัวมาโชว์ในตอนนี้ไม่ใช่คุณแล้ว แต่เป็นผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ที่เธอกำลังตกหลุมรัก ความรักครั้งใหม่ซึ่งจะไม่มีคุณในสมการอีกต่อไป” (หน้า 40)

ทิวจึงอยู่ในบ้านที่เป็นความฝันของเขาด้วยความขมขื่นและกล้ำกลืน และเมื่อความรักของหมิงไม่ประความสำเร็จเพราะทิวและหมิงยังอยู่บ้านเดียวกัน ทำให้คนรักใหม่ของหมิงรับไม่ได้ ทิวเอ่ยปากว่าจะย้ายออกไปแต่หมิงไม่ยอมเพราะนี่คือบ้านในฝัน คือความฝันครึ่งชีวิตของทิว สุดท้าย ทิวก็ไม่อาจย้ายไปไหนได้ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้บ้านหลังนี้อยู่แล้วมีความสุข เพราะความสุขของทิวคือหมิงเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้อีกต่อไป

เราจะเห็นได้ว่า ‘บ้าน’ ในเรื่องสั้นเรื่องนี้ แม้จะเป็นเพียงฉาก เป็นสถานที่ แต่มันก็ยังเป็นวัตถุที่รองรับอารมณ์ของตัวละครที่เปลี่ยนแปลงและมีพัฒนาการตลอดทั้งเรื่องอีกด้วย แน่นอนว่าเราจะไม่เห็น ‘การกระทำ’ ของตัวบ้านที่มีในเรื่อง แต่บ้านของจิดานันท์ในเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอารมณ์ของตัวละคร เพราะตัวละครทั้งสองไม่อาจอาจออกจากบ้านหลังนี้ไปได้แม้ว่าจะขมขื่นและกล้ำกลืนอย่างไรก็ตาม บ้านหลังนี้จึงเป็นได้ทั้งความรักและความขมขื่นของตัวละครทั้งสอง

‘บ้าน’ ในฐานะที่กุมขัง, กักขังยังปรากฏอยู่ในเรื่อง ‘วชิราล็อกประตู’ ของ จิรัฏฐ์ ประเสริฐทรัพย์ และ ‘stay’ ของ อินทรชัย พาณิชกุล เรื่องสั้นทั้งสองเรื่องนี้มีจุดร่วมกันอย่างหนึ่งคือเป็นเรื่องสยองขวัญสั่นประสาท ‘วชิราล็อกประตู’ เป็นเรื่องของวชิราที่ต้องขังตัวเองเอาไว้ในบ้านและลงกลอนล็อกประตูอย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้ ‘กิโยตินสกาย’ ปรากฏการณ์ประหลาดที่มีใบมีดล่องหนหล่นลงมาจากท้องฟ้าฆ่าคนตายนับไม่ถ้วน มันเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้คนไม่กล้าออกจากบ้าน และคนที่อยู่นอกบ้านไม่กล้าเข้าบ้าน ในขณะที่ ‘stay’ ของอินทรชัย เล่าเรื่องบ้านผีสิงสุดโรแมนติก บ้านของอินทรชัยคือบ้านที่มีวิญญาณสาวที่กระทำอัตนิวิบากกรรมและยังไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนอยู่ในบ้านแห่งนั้นนั่นเอง

บ้านทั้งสองของจิรัฏฐ์และอินทรชัยแม้จะเป็นเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทแต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะบ้านใน ‘วชิราล็อกประตู’ เป็นบ้านที่ออกไม่ได้ เพราะข้างนอกบ้านไม่ปลอดภัย บ้านเป็นได้ทั้งความปลอดภัยและความหลอกหลอน เพราะเราไม่รู้ว่าข้างนอกบ้านจะปลอดภัยมากน้อยขนาดไหน สิ่งที่หล่นลงมาจากฟากฟ้าไม่ใช่ความกรุณาเหมือนฝนอันชื่นใจในเรื่องเวนิสวาณิช แต่เป็นความตายอันน่าสะพรึง

ขณะที่ ‘stay’ บ้านผีสิงแห่งนี้เป็นสถานที่กักเก็บความทรงจำของผู้วายชนม์ เพราะเมื่อเราตายไปร่างกายแหลกสลายไปตามธรรมชาติ แต่วิญญาณที่ยังคงอยู่นี้เองเปรียบเสมือนสิ่งที่ตกค้างของผู้วายชนม์และไม่ยอมแตกสลายไปพร้อมกับร่างกาย สิ่งตกค้างดังกล่าวนี้ในแง่หนึ่งอาจหมายถึงความทรงจำของใครสักคนที่ยังคงดำรงอยู่ เราอาจเข้าใจได้อีกต่อไปด้วยว่า อะไรก็ตามที่เป็นความทรงจำนั้นไม่อาจสูญสลายได้เหมือนร่างกาย บ้านของอินทรชัยจึงเป็นบ้านที่โรแมนติกคุกรุ่นไปด้วยความทรงจำ แม้กระทั่งความตายก็ยังคงดูโรแมนติกมากในเรื่องสั้นนี้

นักเขียนบางคนในเรื่องสั้นชุดนี้ใช้ ‘บ้าน’ เป็นประตูเพื่อนำไปสู่การเล่าเรื่องแบบอื่นที่อาจไม่ได้เกี่ยวกับตัวบ้านโดยตรง เช่น ‘วิญญาณของยุพา’ ของวิภาส ศรีทอง, ‘วิเวก’ ของพวงสร้อย อักษรสว่าง, ‘ผีไร้ชื่อ’ ของศิลปี กอบกิจวัฒนา และ ‘despair-to-nowhere’ ของ วีระพร นิติประภา เรื่องของทั้งสี่คนนี้ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ‘วิญญาณของยุพา’ นั้นเป็นการเล่าถึงความคิดของตัวละคร ความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครกับวัตถุบางอย่างทีเป็นวัตถุแห่งตัวตนของตัวละคร วิภาสเขียนเรื่องนี้ได้อย่างยอดเยี่ยมเพราะการเล่นกับความคิดและตัวตนของตัวละครเป็นแนวทางที่เขาทำได้ดีมากๆ ขณะที่ ‘วิเวก’ และ ‘ผีไร้ชื่อ’ บอกเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละคร การทบทวนตัวเองโดยที่มีบ้านเป็นฉากไกลๆ ของเรื่องเช่นเดียวกับและ ‘despair-to-nowhere’ ของวีระพร ผมคิดว่างานในกลุ่มนี้น่าสนใจในลักษณะที่ว่า ใช้ ‘บ้าน’ เป็นทางผ่านของเรื่องเล่าที่นักเขียนอยากจะเล่าเรื่องเอง

(ผมคิดว่าพวงสร้อยกับศิลปีมีความสามารถในการเล่าเรื่อง อารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้น่าสนใจอย่างยิ่งและทั้งสองคนนี้ก็ไม่ใช่นักเขียนอาชีพด้วย)

‘Passio กับการทำงาน’ ของธเนศ วงศ์ยานนาวา น่าจะเป็นเรื่องที่ประหลาดที่สุดในหนังสือเล่มนี้แล้ว ผมไม่เคยมีโอกาสได้วิจารณ์งานของธเนศเลยเพราะไม่มีปัญญา แต่ผมคิดว่า เมื่อบทความของธเนศมาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ผมก็รู้สึกว่าหากจะไม่เขียนถึงเลยเพียงเพราะงานไม่เข้าพวกก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะตัวบทความแทบไม่พูดถึงตัวบ้านเลย แต่พูดถึง ‘Passion’ ในเชิงประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ผมพยายามเข้าใจว่าสิ่งที่ธเนศกำลังเสนอในบทความชิ้นนี้ก็คือ ‘passion’ นั้นกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์ในโลกสมัยใหม่จำเป็นต้องมี มันถูกทำให้เชื่อว่า ‘passion’ เป็นสิ่งจำเป็น เป็นความจำเป็น เพราะ ‘passion’ จะทำให้เราสามารถกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้ แต่แท้จริงแล้วมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น กลไกตลาดต่างหากที่เป็นตัวกำกับว่าชีวิตของมนุษย์จะเป็นอย่างไร และวิถีชีวิตที่มี ‘passion’ นั้นแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ขูดรีดตัวเองให้ทำงานหนักขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระ’

ผมคิดว่าถ้าจะต้องเชื่อมโยงอะไรสักอย่างในบทความของธเนศเข้ากับบ้าน ก็อาจจะเป็นเรื่องที่ธเนศเสนอว่าการทำงานที่ยืดหยุ่นของผู้ประกอบอาชีพอิสระนั้นทำให้เส้นแบ่งของเวลางานและพักผ่อนจางหายไป “จากจันทร์ถึงอาทิตย์และเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงกลายมาเป็นเวลาของการทำงานและการพักผ่อนได้เสมอ” (หน้า 61) บ้านในฐานะพื้นที่พักผ่อนจึงอาจหลายเป็นสถานที่ทำงานไปได้ บ้านจึงไม่เป็นบ้านอีกต่อไป ฉะนั้นแล้วผมคิดว่าสิ่งที่ธเนศกำลังวิจารณ์คือ ‘passion’ ในโลกสมัยใหม่ – โลกของเสรีนิยมใหม่ – ที่ความยืดหยุ่นกลายเป็นสิ่งที่ทำให้บ้านหายไปและที่สำคัญก็คือ เมื่อบ้านไม่เป็นบ้าน บ้านเป็นที่ทำงาน แต่ราคาของสุขภาพจิตและสภาพร่างกายที่ต้องกรำงานตลอดเวลากลับไม่เคยกลายเป็นต้นทุนของคนทำงานในการคิดค่าแรงเลย

ฉะนั้นแล้ว ระบบทุนนิยมนั่นแหละครับ ที่มันบังคับให้ทุกคนมี ‘passion’ จะได้ทำงานอย่างหามรุ่งหามค่ำเพื่อประสบความสำเร็จ ความสำเร็จที่แลกมาด้วยการกดขี่ขูดรีดตัวเอง (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจสำเร็จจริงหรือไม่อีกด้วย)

บ้านในหลากหลายวิธีการ

‘Secret Eden’ ของ ปอ เปรมสำราญ และ ‘Streaming Service’ ของนัฐวุฒิ พูนพิริยะ เป็นเรื่องสั้นที่น่าประทับใจในเรื่องของกลวิธีในการนำเสนอ ‘Secret Eden’ ของปอนำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ของคู่รักที่อยู่ด้วยกันในบ้าน ทั้งคู่นั้นรักกันมากแต่ในขณะเดียวกันมีแต่เพียงตัวละครชาย ที่เป็นนักเขียนเท่านั้นที่ไม่รู้ว่าพื้นที่ที่ตนเองอยู่หรือโลกที่ตนเออยู่นั้นคือเกม เกมดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาจากพี่ชายของฝ่ายหญิง เพราะทั้งคู่ได้ตายไปแล้วในโลกแห่งความเป็นจริง พี่ชายของฝ่ายหญิงรู้ว่าน้องสาวของตนรักแฟนของเขามากจึงจับให้ทั้งคู่มาอยู่ในเกมและทำให้ทั้งคู่มีชีวิตอยู่ในเกมได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ผมชอบกลวิธีการนำเสนอของปอ เปรมสำราญในเรื่องนี้อย่างยิ่ง เพราะมันเป็นการนำเอาพื้นที่หลายๆ แบบมาวางทับซ้อนกันเช่น บ้าน เกม ความทรงจำ (ในฐานะพื้นที่) ผสมผสานกับการนำเสนอชะตากรรมของตัวละครได้อย่างลงตัว สิ่งที่ผมสนใจก็คือ จะเป็นอย่างไรหากความทรงจำของเราสามารถเก็บเอาไว้ได้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งและเราจะมีชีวิตต่อไปอย่างยืนยาวกับคนที่เรารัก มันคงจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ในเมื่อมันอยู่ในรูปแบบของเกมที่มีผู้เล่น ชีวิตของเราในเกมไม่ใช่สิ่งที่เราเลือกได้หรือกำหนดเอง แต่เป็นสิ่งที่กำหนดโดยผู้เล่น/คนอื่น และจะเป็นอย่างไรเมื่อมีใครสักคนเดินมาบอกเราว่า ชีวิตที่เราเป็นอยู่นั้นอยู่ในรูปแบบของการเล่น เราถูกควบคุมให้ทำสิ่งต่างๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวและเราก็เชื่อไปแล้วด้วยว่าชีวิตนั้นเป็นของเรา เราเลือกของเราทุกสิ่ง ผมคิดว่า ปอ เปรมสำราญได้พัฒนาชีวิตทางวรรณกรรมของเธอได้อย่างน่าชื่นชมที่สุดคนหนึ่งท่ามกลางนักเขียนรุ่นใหม่

‘Streaming Service’ ของนัฐวุฒิ พูนพิริยะ นำเสนอเรื่องมหัศจรรย์พันลึกระหว่างตัวละคร แมวปริศนา หมาที่หายไปกับบ้าน ผ่านบทภาพยนตร์ได้อย่างน่าสนใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการนำเสนอวรรณกรรมด้วยรูปแบบของบทภาพยนตร์ ในอดีต ชาติ กอบจิตติ เคยทำไว้ในเรื่อง ‘ลมหลง’​ การนำเสนอวรรณกรรมด้วยวิธีการของศาสตร์อื่นๆ นั้นมีมาตลอดอย่างสม่ำเสมอ นักเขียนพยายามหากลวิธีการนำเสนอแบบใหม่เพื่อทำให้เรื่องของตัวเองน่าตื่นตาตื่นใจ ผมคิดว่านัฐวุฒิพยายามเล่าเรื่องผ่านเครื่องมือที่ตัวเองชำนิชาญที่สุดนั่นคือภาพยนตร์ แต่บทภาพยนตร์ของนัฐวุฒิไม่ใช่บทที่จะนำไปถ่ายได้อย่างจริงจัง (อย่างน้อยๆ ก็ในตอนนี้) เพราะนัฐวุฒิใช้บทเป็นเครื่องมือในการเล่าเรื่องเท่านั้น นอกจากนี้ผมคิดว่านัฐวุฒิได้ระดมกลวิธีของการเล่าเรื่องมาอีกสารพัดชนิด เช่น metanarrative หรือ metafiction ที่เป็นกระบวนการที่เปิดเผยให้เห็นความเป็นเรื่องเล่าของตัวเรื่องเล่าเอง รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์ตนเองผ่านเรื่องเล่า และหากพิจารณาว่านี่เป็นงานเขียนของผู้กำกับภาพยนตร์ไม่ใช่นักเขียนอาชีพก็ต้องถือได้ว่านัฐวุฒิมีความเข้าใจธรรมชาติของเรื่องเล่าเป็นอย่างดี เขาสามารถเอาวิธีการมาล้อมาเล่นได้อย่างแยบยล เมื่อได้อ่านงานของนัฐวุฒิชิ้นนี้ผมจึงรู้สึกสนใจเป็นอย่างยิ่ง และคิดว่าเขาน่าจะพัฒนาผลงานทางด้านวรรณกรรมได้ไม่ยากนัก

เรื่องสั้น ‘งานเลี้ยง’ ของกิตติพล สรัคคานนท์ ผู้ไม่มีผลงานวรรณกรรมมายาวนานมากเพราะผันตัวไปทำอย่างอื่น เช่น บรรณาธิการ รวมถึงร้านหนังสือที่ขายหนังสืออ่านยากมากๆ อย่าง books and belongings ผมคิดว่า ‘งานเลี้ยง’ ของกิตติพลนำเสนอความสัมพันธ์ของผู้คนผ่านเครื่องดื่มสารพัดชนิดและอาชีพบาร์เทนเดอร์ ผมคิดว่าใจความสำคัญของเรื่องนั้นอยู่ในตอนท้ายของเรื่องที่ชายสวมแว่นสีชาจ้างบาร์เทนเดอร์หนุ่มไปชงเครื่องดื่มให้ที่บ้าน บทสนทนาระหว่างชายผู้สวมแว่นสีชากับบาร์เทนเดอร์หนุ่มเป็นไปอย่างเนิบช้าและถูกรวบรัดใจความสำคัญด้วยเครื่องดื่มนานาชนิด จุดที่ผมสนใจก็คือ การใช้บทสนทนาของกิตติพลที่เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีการบังคับขืนใจตัวละครให้พูดในสิ่งที่ไม่รู้จะพูดไปทำไม และที่สำคัญหากไปเปิดงานเก่าๆ ของกิตติพลเราจะไม่พบว่ากิตติพลใช้บทสนทนาในผลงานของเขาเลย ฉะนั้นแล้ว ‘งานเลี้ยง’ จึงอาจเป็นมิติใหม่ของกิตติพลก็เป็นได้

ส่งท้าย

ในตอนแรกที่ผมคิดว่า เดือนนี้จะลงมือเขียนถึงรวมเรื่องสั้น/บทความ ชุดนี้ ผมคิดว่ามันอาจจะเขียนได้ไม่ยากนัก เพราะทุกคนก็ย่อมต้องผูกพันอยู่กับธีมของบ้าน แต่เมื่ออ่านไปแล้วก็พบว่า บ้านของทุกคนไม่เหมือนกันแม้แต่นิดเดียว การจัดประเภทก็ทำได้อย่างยากเย็น แต่สุดท้ายเราจะได้เห็นมุมมองที่หลากหลายที่นักเขียนมีต่อบ้าน หรือกลวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจ อย่างไรเสียผมก็คิดว่า การรวมเอางานของคน 12 คนยัดเข้ามาในเล่มเดียวกันนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะแม้จะมีธีมร่วมกันให้เกาะ แต่ทุกคนมีแนวทางของตัวเองที่เป็นอิสระมากๆ และนี่ก็อาจเป็นจุดบอดอย่างหนึ่งของงานประเภทนี้ กล่าวคือมันหาทิศทางของเล่มได้ยากเสียจริง

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save