fbpx

“บ่อนเซาะ-ถ่วงเวลา”: กลยุทธ์ปราบปรามผู้ชุมนุมแบบใหม่ จากฮ่องกงสู่ไทย

จันจิรา สมบัติพูนศิริ เรื่อง

เมธิชัย เตียวนะ ภาพ

 

ตลอดช่วงระยะเวลาที่มีการชุมนุมในไทยเมื่อปีที่แล้ว นักข่าวฝรั่งมักถามเราเสมอว่า ‘เกมจบ’ (end game) ของการชุมนุมครั้งนี้จะหน้าตาเป็นอย่างไร รัฐบาลประยุทธ์จะเจรจาและรับฟังข้อเสนอบางประการของผู้ชุมนุมหรือไม่หรือจะเลือกปราบปรามอย่างหนัก หรือจะมีการก่อรัฐประหารหรือไม่หากจำเป็น

เรามักตอบว่าทั้งสองทางนี้เป็นไปได้ยาก พื้นที่เทาๆ ระหว่างกลางต่างหากเป็นไปได้มากกว่า นั่นคือแสร้งเจรจาและปราบปรามอย่างอ้อมๆ เช่นใช้กลไกกฎหมาย รวมถึงการระดมกำลังฝ่ายรักสถาบันมาเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม

ในบทความชิ้นสำคัญ “Neither Repression Nor Concession? A Regime’s Attrition against Mass Protests” โดย Samson Yuen และ Edmund W. Cheng (2017) เรียกกลยุทธ์ข้างต้นว่า ‘บ่อนเซาะ-ถ่วงเวลา’ (attrition) ซึ่งเป็นศัพท์เทคนิคการทหาร มีนัยถึงวิธีทำสงครามที่ผสมยุทธวิธีระหว่างเชิงรุก (offensive) กับเชิงรับ (defensive) เพื่อบั่นทอนกำลังและทรัพยากรฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันก็ยื้อสงครามออกไปให้ยาวจนกว่าศัตรูซึ่งถูกโจมตีจากทุกทิศทางจะหมดกำลังไปเอง

Yuen และ Cheng เสนอว่ากลยุทธ์บ่อนเซาะ-ถ่วงเวลาถูกใช้ในระบอบการเมืองแบบผสม (hybrid regime) ซึ่งเผชิญกับเงื่อนไขสำคัญจากฝั่งผู้ชุมนุมสองประการคือ

1. ขบวนการประท้วงทรงพลังเพราะได้รับแรงสนับสนุนจากสังคม

2. เป้าหมายของผู้ชุมนุมประนีประนอมได้ยาก อย่างเช่น ข้อเสนอเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ซึ่งสั่นคลอนฐานทางอำนาจของชนชั้นนำ

กลยุทธ์เช่นนี้จะค่อยๆ ทำให้การชุมนุมอ่อนเปลี้ยและหมดพลังไปในที่สุด โดยที่ชนชั้นไม่ต้องตอบสนองข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมหรือใช้กำลังสลายการชุมนุมแบบเลือดตกยางออก ผู้เขียนทั้งสองขยายความข้อเสนอนี้ผ่านกรณีฮ่องกงปี 2014 ซึ่งขณะนั้นรัฐบาลระบอบผสมภายใต้การควบคุมของระบอบอำนาจนิยมจีนกำลังเผชิญหน้ากับการประท้วงของฝ่ายประชาธิปไตยในนาม ‘ขบวนการร่ม’ (Umbrella Movement)

ฮ่องกงถือเป็นระบอบผสม เพราะแม้ประชาชนจะไม่มีสิทธิทางการเมืองอย่างเต็มที่และระบบเศรษฐกิจถูกชนชั้นนำครอบงำ แต่ในช่วงเวลานั้น ระบบการศาลของฮ่องกงยังถือว่ายึดกับหลักนิติธรรมอยู่ ผู้คนในฮ่องกงยังคงมีสิทธิในการแสดงความเห็นตามสมควร

การชุมนุมใหญ่เมื่อปี 2014 เริ่มจากกลุ่มคณาจารย์ด้านกฎหมายเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งถ้วนหน้า (universal suffrage) เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของชาวฮ่องกงอย่างแท้จริง แต่สำหรับรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนที่กำลังผนวกพื้นที่ในอิทธิพลของตนให้สอดคล้องกับความทะเยอทะยานทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อเสนอเช่นนี้ถือว่า ‘no go’ คือเป็นไปไม่ได้ที่จะประนีประนอม ทว่าผู้ชุมนุมเห็นต่างออกไป โดยมองว่ารัฐบาลจีนควรรักษาสัญญาว่าด้วย ‘หนึ่งประเทศสองระบบ’ ซึ่งได้ให้ไว้กับอดีตเจ้าอาณานิคมอังกฤษเมื่อปี 1997

เพื่อผลักดันข้อเรียกร้องที่ว่า ผู้ชุมนุมตัดสินใจประกาศปักหลักที่ใจกลางย่านธุรกิจของฮ่องกง (จนเป็นที่มาของชื่อกลุ่ม Occupy Central และ Umbrella Movement ในเวลาต่อมา) ในช่วงแรก ราวเดือนกันยายน 2014 เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุม ทว่าแทนที่ผู้ชุมนุมจะถอยร่น ขบวนการกลับยิ่งได้แรงหนุนจากสังคมมากขึ้น เพราะชาวฮ่องกงจำนวนมากเห็นว่ารัฐบาลไร้ความชอบธรรมที่จะปราบปรามประชาชนที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงต่อสู้เพื่อสิทธิตน

ณ จุดนี้ รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนมาตรการรับมือจากปราบปรามสู่เจรจาในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2014 โดยตัวแทนจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่และฝ่ายปกครองของฮ่องกง (นำโดย Carrie Lam ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐมนตรีช่วงปี 2014 และต่อมาเลื่อนตำแหน่งไปเป็นผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงในปี 2017) แสดงเจตจำนงว่าจะพูดคุยเจรจากับแกนนำผู้ชุมนุม แต่ก็ออกตัวว่าไม่สามารถตอบสนองข้อเรียกร้องเรื่องการเลือกตั้งได้ จนท้ายที่สุดวงเจรจาล้มเหลว ผู้ชุมนุมคืนสู่การกดดันบนท้องถนน ส่วนรัฐบาลฮ่องกงและจีนก็เข้าสู่โหมดกลยุทธ์บ่อนเซาะ-ถ่วง

กลยุทธ์นี้มีองค์ประกอบสามประการ ประการแรกเป็นกลยุทธ์เชิงรับที่เน้นการรักษาเอกภาพของชนชั้นนำ เพราะการชุมนุมประท้วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการปราบปรามผู้ชุมนุมมักนำไปสู่สภาวะที่ชนชั้นนำความเห็นแตกกันเองและมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายภายในหมู่ชนชั้นนำ บางส่วนเสนอให้ปราบปรามอย่างเด็ดขาด ในขณะที่อีกส่วนสนับสนุนการเจรจา อีกทั้งยังไม่รวมความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ที่ปรากฏอยู่แล้วในกลุ่มชนชั้นนำทางเศรษฐกิจของฮ่องกง

ความแตกแยกในกลุ่มชนชั้นนำมักเป็นคุณต่อฝ่ายผู้ชุมนุม และรัฐบาลจีนก็ตระหนักถึงปัญหานี้ดี จึงเสนอตัวเป็น ‘กาวใจ’  โดยโน้มน้าวให้บรรดาชนชั้นนำเห็นถึงประโยชน์จากการร่วมมือกัน ในขณะเดียวกันก็ลงโทษชนชั้นนำที่ ‘แตกแถว’ ไปสนับสนุนผู้ชุมนุม นอกจากนี้ Yuen และ Cheng ยังชี้ให้เห็นว่ามาตรการเจรจาระหว่างผู้ชุมนุมกับตัวแทนรัฐบาลที่อธิบายไว้ข้างต้นยังช่วยซื้อเวลาให้ชนชั้นนำเจรจากันเองภายใน และประสานประโยชน์จนผนึกกำลังของชนชั้นนำให้เป็นหนึ่งเดียวได้ในที่สุด

ประการที่สองเป็นมาตรการเชิงรุก ตอบโต้ผู้ชุมนุมประท้วงโดยไม่ได้อาศัยกลไกรัฐโดยตรง แทนที่จะใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบปรามผู้ชุมนุมโดยตรง รัฐบาลฮ่องกงกลับ ‘เปิดเสรี’ ให้ ‘ขบวนการโต้กลับ’ (counter-movement) จัดการชุมนุมคู่ขนานเพื่อแสดงพลังสนับสนุนรัฐบาล และพร้อมปะทะกับผู้ชุมนุมฝ่ายต่อต้านรัฐบาลได้โดยไม่ต้องรับโทษทางกฎหมาย

ในฮ่องกง ขบวนการโต้กลับเหล่านี้พัฒนามาจากกลุ่มอนุรักษนิยม อย่าง Caring Hong Kong Power และ Voice for Loving Hong Kong ซึ่งมีสายสัมพันธ์เชิงสถาบันกลับกลุ่มการเมืองและธุรกิจใหญ่ ในปี 2013 มีกลุ่มอนุรักษนิยมกลุ่มใหม่ใหญ่กว่าเดิมชื่อว่า ‘Silent Majority for Hong Kong’ ก่อตั้งขึ้นเพื่อจัดกิจกรรมต่อต้านผู้ประท้วงรัฐบาลเป็นการเฉพาะ บางครั้งกิจกรรมดังกล่าวจงใจสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดการปะทะกับผู้ชุมนุมฝ่ายต้านรัฐบาล ดังเช่นที่เกิดในวันที่ 3 ตุลาคม 2014

แม้การชุมนุมของกลุ่ม Occupy Central จะยึดมั่นในปฏิบัติการไม่ใช้ความรุนแรงมาตลอด แต่การปะทะเช่นนี้สร้างภาพลบต่อการชุมนุมโดยรวม ส่งผลให้การชุมนุมบนท้องถนนเท่ากับความวุ่นวายและความรุนแรงในสายตาประชาชน ผลคือเสียงสาธารณะที่สนับสนุนผู้ชุมนุมลดลงจากร้อยละ 38 ในเดือนตุลาคม 2014 เป็นร้อยละ 34 ในเดือนถัดมา ที่สำคัญคือ การระดมพลของกลุ่มอนุรักษนิยมบังคับให้ผู้ชุมนุมต้องสู้ศึกสองด้านจากรัฐบาลฮ่องกงภายใต้รัฐบาลปักกิ่งและประชาสังคมอนุรักษนิยม

ประการที่สามเป็นมาตรการเชิงรุกเช่นกัน แต่อาศัยสถาบันตุลาการซึ่งมีความชอบธรรมมากกว่ารัฐบาลมาปิดกั้นการชุมนุม ในกรณีฮ่องกง ที่ผ่านมา สถาบันตุลาการได้รับความเชื่อถือค่อนข้างมาก เพราะผู้คนเชื่อมั่นว่าศาลอันเป็นมรดกจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษจะยังคงผดุงหลักนิติธรรม และจะไม่ดำเนินมาตรการใดๆ ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน

กระนั้นก็ดี ช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2014 ศาลสูงสุดได้รับการร้องเรียนจากบริษัทขนส่งสาธารณะว่าผู้ชุมนุมกีดขวางการจราจร และได้ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ชุมนุมยุติการยึดพื้นที่ย่านธุรกิจ แม้บริษัทข้างต้นมิใช่ตัวแทนรัฐก็จริง แต่ก็มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้บ่งชี้ว่าตัวแทนจากรัฐบาลส่งข้อความให้ผู้บริหารบริษัทยื่นคำร้องต่อศาล

สำหรับฝ่ายผู้ชุมนุม การฝ่าฝืนคำสั่งศาลอาจสร้างปัญหาเรื่องภาพลักษณ์และความชอบธรรม เพราะจะยิ่งทำให้ชาวฮ่องกงมองว่าการชุมนุมไม่เป็นไปตามกฎหมาย จนในท้ายที่สุด ผู้ชุมนุมตัดสินใจยุติการยึดพื้นที่ในต้นเดือนธันวาคม 2014 สำหรับประเทศอื่นๆ Yuen และ Cheng ชี้ว่าสถาบันที่คงความศักดิ์สิทธิ์และได้รับความเคารพจากประชาชนส่วนใหญ่อาจต่างไปจากฮ่องกง อย่างเช่นราชวงศ์ในญี่ปุ่นหรือไทย หรือศาสนจักรในละตินอเมริกา เป็นต้น ทั้งนี้ ประเด็นหลักยังอยู่ที่การหยิบยืมความชอบธรรมจากสถาบันเหล่านี้ของรัฐบาลมาปราบปรามผู้ชุมนุม

จากกรณีฮ่องกง ผู้เขียนโต้แย้งงานศึกษาขบวนการภาคประชาชนที่มักชี้ว่ามาตรการรับมือของรัฐต่อขบวนการประท้วงแบ่งออกได้เป็นสามประเภทใหญ่ๆ คือปราบปราม อดทน/นิ่งเฉย และเจรจา ในระบอบการเมืองแบบผสมอย่างฮ่องกง ทางเลือกที่หนึ่งย่อมไม่ส่งผลดีต่อความชอบธรรมของรัฐบาล เพราะยิ่งผลักให้ผู้คนออกมาประท้วงมากขึ้น ส่วนทางเลือกที่สองก็นิ่งนอนเกินไป ขณะที่ทางเลือกที่สามแทบเป็นไปไม่ได้เพราะลักษณะข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมกระทบสถานะทางอำนาจของชนชั้นนำอย่างมหาศาล

ในขณะที่กลยุทธ์ ‘บ่อนเซาะ-ถ่วงเวลา’ ได้ผลในระบอบการเมืองผสม เพราะระบอบเช่นนี้มีกลไกให้คุณและโทษที่ยืดหยุ่นเพื่อรักษาความภักดีของเครือข่ายชนชั้นนำ อีกทั้งยังมีกลไกภาคประชาสังคมที่สนับสนุนชนชั้นนำและกลไกตุลาการที่ยังคงความชอบธรรมในสายตาประชาชน ฉะนั้น แรงปราบปรามที่ผู้ชุมนุมต้องเผชิญจึงมาจากหลายทิศทาง มีลักษณะกระจายศูนย์และบังคับให้ผู้ชุมนุมต้องต่อสู้กับสมรภูมิที่กระจายกันหลายจุด ในท้ายที่สุดระบอบดังกล่าวรอเพียงแค่ให้การชุมนุมยืดเยื้อออกไป โดยเสนอเวทีเจรจาแบบปลอมๆ เพื่อซื้อเวลา ในขณะที่ผู้ชุมนุมก็ต้องใช้ทรัพยากรอันจำกัดของตน – ทั้งกำลังกาย กำลังทรัพย์ และต้นทุนความชอบธรรมจากสังคม – ในช่วงการชุมนุมที่ยืดเยื้อนี้ ยิ่งการชุมนุมลากยาวออกไปนานเท่าไหร่ ผู้ชุมนุมก็ยิ่งอ่อนแรงจากการต่อสู้หลายสมรภูมิ และล้มพับไปเองในที่สุด

น่าคิดว่าในกรณีการประท้วงในไทย กลยุทธ์บ่อนเซาะ-ถ่วงเวลาถูกใช้มากน้อยแค่ไหน ส่งผลเช่นใดต่อขบวนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในภาพใหญ่ และที่สำคัญคือ จะรับมือกับกลยุทธ์เช่นนี้ได้อย่างไร

MOST READ

Thai Politics

ไขปริศนา วาระสุดท้าย ‘พระเจ้าตาก’ : ประหารจริง หรือจัดฉาก?

เปิดวงเสวนาว่าด้วย ‘อวสานพระเจ้าตาก’ ภายใต้ข้อถกเถียงสำคัญที่ว่า พระเจ้าตากถูกประหารจริงหรือไม่?

พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล

2 ต.ค. 2017

Thai Politics

การปฏิวัติ 2475 ที่โรงเรียนไม่ได้สอน

ในสังคมที่ประวัติศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือของการควบคุมกล่อมเกลาความคิดคนมากกว่าเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้เพื่อให้เท่าทันอดีตของสังคมตนเอง ประจักษ์ ก้องกีรติ สำรวจตรวจสอบมายาคติ 4 ประการเกี่ยวกับ 2475 พร้อมนำเสนอประวัติศาสตร์ 2475 ฉบับโรงเรียนไม่ได้สอน

ประจักษ์ ก้องกีรติ

24 มิ.ย. 2017

Thai Politics

2475 : อดีต ปัจจุบัน อนาคต

ชวนอ่านบทปาฐกถา “2475 : อดีต ปัจจุบัน อนาคต” ของ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ในวาระครบรอบ 86 ปี การอภิวัฒน์ประชาธิปไตยสยาม 24 มิถุนายน 2475

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์

24 มิ.ย. 2018