fbpx
โตมร ศุขปรีชา : เพราะการอ่านเป็นเรื่อง ‘อัตวิสัย’

โตมร ศุขปรีชา : เพราะการอ่านเป็นเรื่อง ‘อัตวิสัย’

หลายคนคงรู้จักและคุ้นเคยกับผลงานของเขากันดีอยู่แล้ว กับนักเขียน ‘หนุ่ม’ คนนี้ – โตมร ศุขปรีชา ในฐานะของนักเขียน นักแปล บรรณาธิการ รวมถึงการเป็น ‘นักอ่าน’ ที่มีความรู้รอบด้าน

 

ด้วยประสบการณ์ล้นเหลือขนาดนี้ จึงการันตีได้ว่าหนังสือที่เขาอ่าน หรืออยากแนะนำให้คนอื่นอ่าน ย่อมเป็นหนังสือที่น่าสนใจไม่น้อย นั่นทำให้เราอยากรู้ตั้งแต่ตอนนี้เลย-ว่าหนังสือที่เขาเลือกมาแนะนำในโปรเจ็กต์ ‘ความน่าจะอ่าน’ จะมีเล่มไหนบ้าง

แต่ก่อนจะมารู้กัน เรามาทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้นอีกนิด ผ่านมุมมองที่มีต่อสถานการณ์ด้านการอ่านการเขียนของคนไทยในปัจจุบัน ที่หลายคนบอกว่ามีแต่จะซบเซาลงทุกวันๆ แต่โตมรกลับมองว่า มันไม่ได้ย่ำแย่หรือดูสิ้นหวังขนาดนั้น…

อยากทราบมุมมองต่อการอ่าน-การวิจารณ์ในสังคมไทยที่คุณเห็นในตอนนี้

เรื่องการอ่านของคนไทย เราว่าคนไทยไม่ได้อ่านน้อยนะ แล้วก็รู้สึกว่าอ่านเยอะขึ้นด้วย ถ้านับการอ่านในเว็บไซต์และในโซเชียลมีเดียต่างๆ

การที่คนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ในแบบฉับพลันทันที ในที่สุดแล้วความเห็นพวกนี้มันก็จะกระทบกันไปมา แล้วก็จะค่อยๆ เกิดการขัดเกลากันไปเอง ทำให้เกิดความคิดเชิงวิพากษ์ วิเคราะห์ มากขึ้น โดยที่มันอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดิม เช่น แต่ก่อนเมื่อพูดถึงการวิจารณ์ เราอาจจะต้องมีหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ เป็นต้นแบบ แต่ทุกวันนี้มันเปลี่ยนไป อย่าง เพจ ‘น้องง’ อาจถือเป็นการวิจารณ์อีกแบบหนึ่งก็ได้ ผ่านการใช้ parody หรืออย่างการใช้คำหยาบก็มี ซึ่งคำหยาบในปัจจุบัน ก็อาจไม่ใช่คำด่าเสมอไปแล้ว เช่น คำว่า “…เหี้ยมากเลย” ในบางบริบทกลายเป็นคำชม และสามารถอธิบายอะไรบางอย่างได้ สิ่งต่างๆ พวกนี้มันซ่อนอยู่ใต้วิธีวิจารณ์แบบใหม่ๆ เต็มไปหมด

แต่สมมติถ้าเรายังยึดติดกับวิธีวิจารณ์แบบที่เป็นเรื่องเป็นราวแบบเดิม สิ่งที่ว่ามาก็อาจไม่ถือว่าเป็นการวิจารณ์ก็ได้

แล้วเมื่อเทียบระหว่างแบบเดิมที่จริงจังเป็นเรื่องเป็นราว กับแบบใหม่ คุณคิดว่ามันสามารถนำมาเทียบกันได้ไหม หรือหากมองในแง่คุณค่า มันเหมือนหรือต่างกันยังไง

อาจเทียบกันก็ได้นะ แต่ก็แล้วแต่กรณีด้วย สมัยก่อนประเด็นที่จะวิจารณ์มีไม่กี่ประเด็น เช่น เขียนดีไหม สอนศีลธรรมยังไง ภาษาที่ใช้ ลีลาการเขียน อะไรก็ว่าไป แต่การวิจารณ์สมัยใหม่ มักจะวิพากษ์ไปถึงประเด็นที่มันนำเสนอ หรือแม้กระทั่งตัวผู้สร้างงานด้วย

ทั้งนี้ ประเด็นอาจอยู่ตรงที่ว่า เวลาเราวิพากษ์หรือวิจารณ์อะไรสักอย่าง มันทำให้เราเห็นอะไรใหม่ๆ ในงานนั้นได้รึเปล่า ซึ่งถ้าเอามาเทียบกัน จะแบบเก่าหรือแบบใหม่ก็ทำให้เราเห็นอะไรใหม่ได้ทั้งคู่ เพียงแต่คนละแบบ และขึ้นอยู่กับต้นทุนของผู้อ่านด้วย

เมื่อทุกคนวิจารณ์กันได้ง่ายขึ้น ยังจำเป็นอยู่ไหมว่าผู้วิจารณ์จะต้องเป็นนักวิชาการหรือคนที่น่าเชื่อถือ

ทั้งได้และไม่ได้ ถ้ายกตัวอย่างวงการดนตรีอาจจะเห็นชัดขึ้น สมัยก่อนเราจะต้องมีนักร้องที่เป็นไอดอล เช่น พี่เบิร์ด ที่ยิ่งใหญ่มาก หรือดาราบางคนที่ยิ่งใหญ่มาก อย่างมิตร ชัยบัญชา นักวิจารณ์ก็เช่นกัน จะมีคนที่ถูกยกว่าขึ้นหิ้ง เป็นนักวิจารณ์ที่ทุกคนต้องฟัง

แต่ในโลกสมัยใหม่ จะมีกลุ่มที่ชอบนักร้องที่มีมาตรฐานการร้องที่แย่ คือถ้าไปสอบร้องเพลงก็สอบตก หรือนักร้องไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างอย่างพี่เบิร์ด แต่ด้วยวิธีการบางอย่าง จะทำให้มีกลุ่มที่ชื่นชอบเขาอยู่ ซึ่งในแง่กลับกัน คนกลุ่มนี้อาจเป็นกลุ่มที่บอกว่าพี่เบิร์ดร้องเพลงแย่มากก็ได้ นี่คือโลกสมัยใหม่ โลกที่ไม่มีอะไรที่เป็นแม่แบบหรือมาตรฐานใหญ่ที่ทุกคนจะต้องมาเชื่อถือตามกันอีกแล้ว เพราะฉะนั้นอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้น

ในเรื่องการวิจารณ์ คิดว่าการวิจารณ์คืออัตวิสัยอย่างหนึ่ง เป็นเรื่อง subjective แต่ละคนจะคิดเห็นต่อมันยังไงก็ได้ โดยส่วนตัวคิดว่าตอนนี้มันไม่เหลือหลักการใหญ่ที่ทุกคนจะต้องยึดถือว่าถูกต้องเพียงหลักการเดียวอีกต่อไปแล้ว แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้แปลว่าไร้หลักการโดยสิ้นเชิง หลักการใหญ่เหล่านั้นก็ยังคงมีอยู่นะ แล้วก็ยังมีคนที่ติดตามการวิจารณ์แบบนั้นอยู่ แต่มันจะเป็นเพียงแค่หนึ่งในหลักการวิจารณ์ ท่ามกลางทะเลของหลักการวิจารณ์อีกมากมาย

เวลาที่ใครสักคนหยิบหนังสือสักเล่มขึ้นมาวิจารณ์ มันจะก่อให้เกิดประโยชน์ในทางใดบ้าง

เดี๋ยวนี้คนจะชอบใช้คำว่า รีวิว มากกว่า คนจะไม่ค่อยพูดว่าตัวเองวิจารณ์ เพราะดูเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัส และอาจรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบการวิจารณ์นั้นในระดับหนึ่ง การรีวิว มันดูสบายกว่า ไม่ต้องเขียนยาวก็ได้ บอกแค่ว่าชอบไม่ชอบก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน การที่คุณบอกว่าชอบไม่ชอบในการวิจารณ์นี่เป็นเรื่องที่แย่มาก เพราะมันคืออัตวิสัย ไม่มีหลักวิชาการ

แต่การรีวิวมันเป็นเรื่องอัตวิสัย คือฉันจะบอกว่าชอบหรือไม่ชอบก็ได้ จะอธิบายว่าชอบไม่ชอบเพราะอะไรก็ได้ ไม่ต้องมีเหตุผลก็ยังได้ เพราะฉะนั้น การรีวิวจึงมีภาระของการวิจารณ์ที่น้อยกว่า

ส่วนตัวคิดว่า การอ่านก็คือการเขียนอย่างหนึ่ง หรือการเขียนก็คือการอ่านอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน เวลาที่เราเสพอะไรบางอย่าง เราก็สร้างเรื่องเล่าบางอย่างในตัวของเราขึ้นมาด้วย เช่น เวลาเราอ่าน คู่กรรม เราก็สร้างภาพ โกโบริ ในแบบของเราขึ้นมาในหัว นั่นก็คือการเขียนอย่างหนึ่ง ซึ่งก็เป็นการเขียนที่วางอยู่บนต้นทุนเดิมของเรา

ทีนี้ เมื่อเราสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาบนต้นทุนของเรา เรามักรู้จะรู้สึกว่าเราอยากบอกคนอื่น ยิ่งถ้าเราได้ไปอ่านรีวิวของคนอื่น ที่เขาคิดแบบอื่น เราก็อาจจะรู้สึกอยากบอกมุมของเราบ้าง

แล้วคุณมองเรื่องการตัดสินหรือให้รางวัลที่มีอยู่ทุกวันนี้อย่างไร

ส่วนตัวคิดว่าการตัดสินหรือให้รางวัล มันเป็นการกระทำที่ ‘เกินจริง’ ไปหน่อย เพราะแต่ละคน หรือแต่ละหน่วยงานที่เป็นผู้ให้รางวัล ก็จะต้องสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นสถาบันสักอย่าง และสถาบันนั้นก็จะต้องสถาปนาผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมา เพื่อที่จะบอกว่านี่คือการตัดสินของผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิโดยส่วนใหญ่ ก็คือคนที่อยู่บนหิ้ง ดังนั้น หนังสือที่เลือกมาจึงต้อง ‘ดี’ แต่เพียงสถานเดียว โดยคำว่า ‘ดี’ นั้น จะทำหน้าที่สองอย่าง คือทั้งสร้างและผลิตซ้ำบรรทัดฐานเดิมของสังคม เพราะฉะนั้นคนทั้งหลายในสังคมจึงมักเชื่อว่าหนังสือที่เหล่าผู้ทรงคุณวุฒิเลือกมา มันเป็นสิ่งที่ดีแล้ว เพราะมันสอดคล้องกับบรรทัดฐานของสังคมที่ตัวเองถูกปลูกฝังมา แต่โดยส่วนตัว รู้สึกว่าเป็นความคิดที่โบราณ

เอาเข้าจริงแล้ว ในแต่ละรางวัล ในแต่ละผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่าจะเป็นราชบัณฑิต เป็นนักวิชาการ หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่มีใครเป็นคนที่อยู่สูงสุดหรือถือหลักการสูงสุดได้ ต้องคิดเสมอว่า ตัวเองเป็นแค่หยดน้ำหยดหนึ่งในกระแสธาร คนอื่นๆ ย่อมมีรสนิยมที่ต่างกันไป ถ้าหากเรายอมรับได้ว่ารางวัลที่เราจะตัดสิน มันตัดสินโดยใช้รสนิยมส่วนตัว หรือเป็นอัตวิสัย ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมาก

แต่บางคนอาจรู้สึกว่าไม่ใช่ ฉันไม่ได้ตัดสินโดยใช้อัตวิสัย ฉันมีหลักวิชากร โน่น-นั่น-นี่ แต่จริงๆ แล้ว หลักการเหล่านั้นก็วางอยู่บนอัตวิสัยของคนคนนั้นอีกทีนั่นเอง

ที่บอกว่าโบราณ แล้วแบบสมัยใหม่คืออะไร

โบราณไม่ได้หมายความว่ามันเก่าจนใช้ไม่ได้ แต่มันเป็นวิธีที่เราคุ้นเคยมาแต่อดีต แต่ในตอนนี้ ด้วยความที่โลกกำลังเปลี่ยน มันจึงมีวิธีใหม่ๆ เกิดขึ้นมา อย่างเวทีประกวดนางงาม มันก็ไม่ได้มีแค่แบบเดียวแล้ว แต่มีเวทีของผู้หญิงข้ามเพศ เวทีของแม่บ้าน เวทีของธิดาช้าง เหล่านี้คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ทุกวันนี้มันมีวิธีประกวดแบบอื่นๆ เต็มไปหมด อย่างธิดาช้าง ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพื่อประกวดคนอ้วนเฉยๆ แต่เกิดขึ้นมาเพื่อบอกว่า คนที่สวย ไม่จำเป็นต้องมีความหมายเดียวเสมอไป

ฉะนั้น การประกวดเวทีที่เป็นทางเลือกทั้งหลาย จึงเหมือนเป็นการแข่งขันและท้าทายการประกวดแบบเดิมๆ ไปด้วยในตัว การตัดสินรางวัล หรือการประกวดต่างๆ ในปัจจุบัน เกิดขึ้นด้วยวิธีคิดแบบนี้

สุดท้ายแล้ว การรีวิวหรือการวิจารณ์ที่ว่ามา มันจำเป็นจะต้องมีการตัดสินหรือให้คุณค่าไหม

ในหนังสือ 1 เล่ม สมมติใครสักคนบอกว่ามันดี เพราะอย่างนั้นอย่างนี้ ขณะที่อีกคนบอกว่ามันเหี้ย อย่างนั้นอย่างนี้ สุดท้ายมันก็จะมีสองความเห็น ซึ่งคล้ายๆ กับเวลาที่เราดูใน Goodread หรือ Amazon จะเห็นคอมเมนต์ที่หลากหลายอยู่ เพียงแต่ในพื้นที่เหล่านั้นอาจเป็นความเห็นของคนที่เราไม่รู้จัก แล้วบางทีเราก็ไม่รู้จะเชื่อใครดี แต่ ‘ความน่าจะอ่าน’ เรามีความเห็นจาก 5 คนให้คุณเลือก คนอาจจะพอรู้จักว่า อ๋อ! คนนี้เขามีรสนิยมแบบนี้ ชอบแบบนี้ อาจจะคล้ายกับเรา หรือไม่คล้ายกับเรา ซึ่งเราก็สามารถเลือกดูได้ว่าความเห็นไหนที่เหมาะกับเรา แต่แน่นอน เวลาไปอ่านจริงๆ ก็อาจเห็นไม่ตรงกันก็ได้

คิดว่าการอ่านหนังสือเล่ม กับการอ่านแบบออนไลน์ สามารถไปด้วยกันได้ไหม

มีอยู่ช่วงหนึ่ง เมื่อประมาณ 5-10 ปีมานี้ ที่เกิดภาวะฟองสบู่หนังสือ คือการบูมขึ้นมาของหนังสือบางประเภท เช่นยุคหนึ่งหนังสือประเภท ‘แฉ’ จะดัง ต่อมาเป็นหนังสือธรรมะบางประเภท หรือหนังสือหุ้น จะเห็นว่าผู้เขียนหนังสือเหล่านี้ไม่มีใครบอกเลยว่าตัวเองเป็น ‘นักเขียน’ จริงๆ แต่กลับเขียนหนังสือที่ได้รับความนิยมขึ้นมา และขายดีจนคิดเป็นมูลค่าส่วนใหญ่ของตลาดหนังสือทั้งหมด แล้วบางครั้งก็ทำให้นักเขียนอดสงสัยไม่ได้เหมือนกัน ว่าจะเรียกตัวเองว่านักเขียนได้หรือ ในเมื่อหนังสือของตัวเองไม่เคยขายดีขนาดนั้นเลย (หัวเราะ)

แต่พอมาถึงปัจจุบัน การอ่านหนังสือประเภทนี้ ถูกแทนที่ด้วยคอนเทนต์แบบเดียวกันที่อยู่บนโลกอินเทอร์เน็ต หนังสือแฉไม่ได้เรียลไทม์ทันเหตุการณ์เท่าอ่านเฟซบุ๊ก ตลาดหุ้นหรือธรรมะก็คล้ายๆ กัน คนจึงไม่ค่อยซื้อหนังสือแบบนั้นแล้ว จึงส่งผลให้ตัวเลขโดยรวมในงานหนังสือลดลง แต่ถ้าไปดูยอดขายหนังสือกลุ่มที่เป็นหนังสือเพื่อการอ่านจริงๆ จะพบว่ามันไม่ลด

ดังนั้น ในแง่การอ่านในความหมายกว้าง เช่นการอ่านจากไลน์จากเฟซบุ๊ก คิดว่าการอ่านไม่ได้ลดลง ส่วนในอีกระดับหนึ่ง ในเรื่องการอ่านเชิงลึกที่เป็นหนังสือเล่ม-ก็ไม่ได้ลดเช่นกัน และเป็นไปได้ว่าจะมีจำนวนมากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะในปัจจุบันที่หนังสือฟองสบู่ดูเหมือนจะค่อยๆ หายไป ก็อาจทำให้หนังสือที่จริงจังเหล่านี้ ถูกเห็นเด่นชัดขึ้นมาด้วย

แสดงว่า โลกการอ่านหนังสือเล่ม กับโลกการอ่านแบบออนไลน์ สุดท้ายแล้วอาจไปด้วยกันได้ และอาจสนับสนุนซึ่งกันและกันด้วยซ้ำ

ใช่ เพราะคนที่อ่านหนังสือแบบหนังสือเล่ม เมื่ออ่านแล้วเขาก็อาจไปเขียนรีวิวในโซเชียลมีเดียด้วย แล้วคนในโลกออนไลน์ ถ้าเขาเห็นว่าหนังสือนั้นมันน่าสนใจ ก็อาจอยากไปหาหนังสือเล่มนั้นมาอ่าน หรืออาจไปดาวน์โหลด pdf. มา (หัวเราะ) แต่ทั้งหมดทั้งมวลก็ขึ้นอยู่กับว่า เรามี ‘วัฒนธรรมการอ่าน’ ที่เข้มแข็งมากพอหรือเปล่า

MOST READ

Interviews

3 Sep 2018

ปรากฏการณ์จีนบุกไทย – ไชน่าทาวน์ใหม่ในกรุงเทพฯ

คุยกับ ดร.ชาดา เตรียมวิทยา ว่าด้วยปรากฏการณ์ ‘จีนใหม่บุกไทย’ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการท่องเที่ยว แต่คือการเข้ามาลงหลักปักฐานระยะยาว พร้อมหาลู่ทางในการลงทุนด้านต่างๆ จากทรัพยากรของไทย

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

3 Sep 2018

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

Life & Culture

24 Dec 2018

‘สิงโตนอกคอก’ กับมุมมองต่อความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล เขียนถึงเรื่องสั้น ‘สิงโตนอกคอก’ ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ที่ตั้งคำถามกับประเด็นจริยธรรม เชื่อมโยงกับมุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล

24 Dec 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save