fbpx

จากเศษกระดูกสู่เกลียวดีเอ็นเอ: เปิดโลกมนุษย์โบราณในถ้ำผาแห่งปางมะผ้า กับ รัศมี ชูทรงเดช

ในลอนคลื่นของเทือกเขาทอดยาว แม่ฮ่องสอนถูกห่อหุ้มด้วยแดดร้อนระอุและฝุ่นควันหนาหนักในเดือนมีนาคม

อำเภอปางมะผ้าแทบไม่มีพื้นที่ราบให้มองไกลได้สุดสายตา ภูมิประเทศส่วนมากเป็นหุบเขาลึกอันสลับซับซ้อน แต่ด้วยสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้ปางมะผ้าดำรงความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติไว้ได้อย่างดี ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมในอดีต พื้นที่แห่งนี้ถูกเปรียบเทียบเป็น ‘ห้องปฏิบัติการทางธรรมชาติ’ ที่โอบรับความหลากหลายทั้งเรื่องทางกายภาพ ชีวภาพ และวัฒนธรรม

อาจเพราะความซับซ้อนของเทือกเขาและถ้ำผา ทำให้พื้นที่สูงแห่งนี้ไม่มีหลักฐานทางโบราณสถานที่เป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ดังเช่นที่พบตามแหล่งอารยธรรมลุ่มน้ำในพื้นที่อื่นของประเทศไทย แต่ด้วยเหตุผลเดียวกันนี่เองที่ทำให้ปางมะผ้าห่มคลุมประวัติศาสตร์กว่า 30,000 ปีเอาไว้จนถึงปัจจุบัน ผ่านร่องรอยการใช้ชีวิต เครื่องมือหินกะเทาะ ซากเศษกระดูกสัตว์ ไปจนถึงโครงกระดูกของมนุษย์โบราณที่เก็บซ่อนอยู่ในถ้ำที่มืดและเย็นมาหลายพันปี

ประวัติศาสตร์อันยาวนานนี้ถูกเปิดเผยจาก ‘โครงการโบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า’ ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2544 โดยมี .ดร.รัศมี ชูทรงเดช จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นหัวหน้าโครงการ พวกเขาตั้งต้นด้วยการพยายามหาคำตอบเรื่องสภาพแวดล้อมโบราณในอำเภอปางมะผ้า ศึกษาความสัมพันธ์ของคนกับสิ่งแวดล้อมในอดีต และศึกษาพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมของคนที่อาศัยในปางมะผ้าในอดีต

เวลาผ่านมา 20 กว่าปี จากการคลำหาเรื่องราวในความมืด เราเข้าใกล้แสงสว่างขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการตรวจดีเอ็นเอมนุษย์โบราณที่ขุดค้นจากถ้ำในปางมะผ้าได้สำเร็จ – แน่นอนว่านี่อาจเป็นเพียงแสงสว่างรำไร เมื่อเทียบกับความไม่รู้ทั้งหมดของมนุษยชาติ แต่สิ่งที่เรารู้แน่ชัดคือเราจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์อย่างไร และเราเรียนรู้อะไรจากกระบวนการค้นหาประวัติศาสตร์บ้าง

ท่ามกลางเทือกเขาโอบล้อม ใต้ศาลาหน้าเพิงผาถ้ำลอด 101 นั่งสนทนากับ ศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช นักโบราณคดีบนพื้นที่สูง ผู้ศึกษาพื้นที่ปางมะผ้ามานานเกิน 20 ปี ว่าด้วยเรื่องราวการทำงานอันยาวนาน เส้นทางอันน่าตื่นตาของการค้นพบความลับแห่งบรรพกาล ความหลงใหลในการค้นหาอดีต และคุณค่าความหมายของการเรียนรู้ประวัติศาสตร์

ตั้งแต่ทำงานที่ปางมะผ้ามาเกิน 20 ปี อาจารย์มาที่ปางมะผ้ากี่ครั้งแล้ว นับได้ไหม

นับเฉพาะปีนี้ (2567) ก็มาหลายครั้งมาก เดือนหนึ่งมาสามครั้งก็มี ขึ้นอยู่กับว่ามีเหตุอะไรให้ต้องมา อย่างรอบนี้ก็มาทำงานสื่อสารกับชุมชนและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่บ้านถ้ำลอด ทำอบรม ‘ผู้สื่อความหมาย’ เพื่อให้เยาวชนในพื้นที่เข้าใจและสามารถเล่าเรื่องประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรมด้วยตัวเอง เป็นการทำงานด้านอนุรักษ์อีกแบบ

จุดพลิกผันที่ทำให้ต้องทำงานกับชุมชนมากขึ้นคือตอนที่นักวิจัยในทีมโดนชาวบ้านไล่ ทำให้รู้สึกว่าเราจะเป็นพวกนักโบราณคดีที่มุดหัวลงดินเพื่อขุดค้นอย่างเดียวไม่ได้ แต่เราต้องคุยและรู้จักกับชาวบ้านมากขึ้น เราไม่สามารถถือตัวว่ามีความรู้เรื่องโบราณคดีแล้วบอกว่าตรงนั้นตรงนี้มีอะไรบ้าง เราจำเป็นต้องเป็นนักเรียนแล้ว ต้องรู้ประวัติความเป็นมาและวัฒนธรรมของเขา แล้วก็ค่อยๆ เชื่อมเรื่องของเราไปสู่ชีวิตของเขาในเชิงเปรียบเทียบ

ทุกวันนี้ เวลาจะทำอะไรในพื้นที่ เราต้องถามความเห็นของชุมชนก่อน เช่น อยากปรับปรุงอาคารให้เป็นศูนย์เรียนรู้ เราก็ต้องถามชุมชนว่าตรงไหนที่เขาเลือกให้เรา ชอบแบบไหน ถ้าเอาเรื่องราวของเขาไปเล่าด้วย โอเคไหม งานช่วงหลังจึงเป็นการทำงานสลับระหว่างงานวิชาการกับการทำงานกับชุมชน

ที่ว่าโดนชาวบ้านไล่ เล่าเหตุการณ์ให้ฟังได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น

ตอนนั้นเราทำงานขุดค้นที่ปางมะผ้ามาได้หลายปีแล้ว มีทีมวิจัยอีกชุดที่ไปเก็บตัวอย่างในถ้ำ แล้วไม่ได้บอกชาวบ้านก่อน ชาวบ้านก็ล้อมวงเลย ไม่ให้เราไปไหน ตอนนั้นต้องขอขมากับพี่น้องชาติพันธุ์เลยว่าโทษของเราเป็นโทษสูงสุด เหมือนโทษยาเสพติดเลย ตัวเองเป็นหัวหน้าโครงการก็ต้องออกมายอมรับ บอกว่าเราไม่ได้ตั้งใจเลย พอเห็นไม่มีคนอยู่ ทีมงานของเราเลยเดินเข้าไป แต่ไม่ได้ตั้งใจไม่เคารพ สุดท้ายชาวบ้านก็เข้าใจ ตรงจุดนั้นแหละที่ทำให้เราตั้งหลักทำงานกับชุมชนมากขึ้น

พอเกิดปัญหากับชุมชนก็ทำให้เราคิดแล้วว่าจะใช้เฉพาะวิชาแบบวิทยาศาสตร์แข็งทื่อไม่ได้ แต่เราต้องใช้วิชาที่เข้าใจความเป็นมนุษย์ของคนอื่นด้วย เราชวนนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับนักมานุษยวิทยามาช่วย เพราะนักโบราณคดีทำเองไม่ได้ทั้งหมด หลังจากนั้นก็ชวนศิลปินด้านต่างๆ มาช่วย เป็นงานทดลอง พอทำงานสลับกันไปมาจึงทำให้เราอยู่ในพื้นที่ได้นาน เพราะวิธีคิดในการทำงานเราเปลี่ยนไปตามประสบการณ์ด้วย

ไม่ใช่แค่ขุดค้นแล้ว แต่ต้องทำเรื่องอื่นๆ ด้วย?

ใช่ เรารู้สึกว่าเป็นความรับผิดชอบของเราในแง่ของการสื่อสารสู่ชุมชน พอทำงานมากขึ้นก็รู้สึกว่าเราต้องสื่อสารสาธารณะให้รู้ว่าการค้นพบของเรามีความหมายอย่างไรต่อชุมชน สังคม และประเทศ ความรู้ของเราอยู่ตรงไหนของประเทศไทย ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือของโลก แต่ทักษะนี้เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เราค่อยๆ โตขึ้นมา ไม่ใช่อยู่เฉยๆ ทำได้เลย

งานวิจัยส่วนใหญ่มักทำเสร็จแล้วทิ้ง ได้ผลงานตีพิมพ์หรือตำแหน่งทางวิชาการแล้วก็พอ แต่เรามองว่าการศึกษาแบบนี้จำเป็นต้องศึกษาระยะยาวและต่อเนื่อง เพื่อทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากชุมชนในพื้นที่ และสามารถค้นคว้าได้อย่างลุ่มลึกขึ้น ซึ่งในธรรมเนียมการศึกษาโบราณคดีในประเทศไทยมีน้อยมากที่จะทำงานระยะยาว ฝรั่งเขาทำงานกัน 20-30 ปี ที่ฝรั่งเศสเขาปิดถ้ำที่ขุดค้นพบมนุษย์โบราณ แล้วก็ขุดตลอด 30 ปี ขุดทีละเซ็นฯ เกิดเป็นภาพการกระจายของโบราณวัตถุเต็มไปหมดเลย ทำให้เขาเข้าใจกระบวนการทับถมและพฤติกรรมของมนุษย์ในอดีต เขาทำเป็นพิพิธภัณฑ์แหล่งโบราณคดีให้คนมาเรียนรู้ในขณะที่นักโบราณคดีและนักวิทยาศาสตร์กำลังทำงานขุดค้น พอเราเห็นสิ่งเหล่านี้ ก็รู้สึกว่ายากเหมือนกันที่จะเห็นงานแบบนี้เกิดขึ้นในไทย อันดับแรกคงต้องทำให้คนเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีคุณค่าพอที่จะมาช่วยกัน และเป็นการลงทุนระยะยาว

ก่อนจะผ่านเวลามาถึง 20 กว่าปีในปัจจุบัน ตอนนั้นอาจารย์เริ่มต้นทำงานโบราณคดีบนพื้นที่สูงในแม่ฮ่องสอนได้อย่างไร

ตอนแรกทำงานวิจัยที่เป็นข้อมูลสำหรับปริญญาเอก ได้สำรวจและขุดค้นถ้ำที่ลุ่มแม่น้ำแควน้อย จังหวัดกาญจนบุรี พบแหล่งโบราณคดีถ้ำที่มีอายุเป็นหมื่นปี ความสนใจตอนนั้นคือเรื่องสิ่งแวดล้อม เมืองกาญจน์เป็นป่าในมรสุมเขตร้อน มีฤดูกาลที่ชัดเจน เมื่อเรียนจบ อาจารย์อาวุโสที่ภาควิชา ศาสตราจารย์ปรีชา กาญจนาคม มาบอกว่าคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ม.มหิดล จะทำโครงการสำรวจถ้ำที่แม่ฮ่องสอน เพื่อจัดถ้ำให้เป็นการท่องเที่ยวผจญภัยแบบ unseen แม่ฮ่องสอน แต่ไม่มีนักโบราณคดีเลย สนใจไหม เราก็บอกว่าสนใจ เพราะเราต้องการเปรียบเทียบแนวเทือกเขาตะวันตกของประเทศไทยของภาคกลางกับภาคเหนือ ด้วยคนมักเหมารวมว่าเป็นสิ่งแวดล้อมแบบเดียวกัน ซึ่งเราก็อยากรู้ว่าเหมือนกันไหม เลยมาทำ

ตอนแรกก็ไม่รู้อะไร แต่เนื่องจากเคยสำรวจขุดค้นถ้ำที่เมืองกาญจน์มาก่อน เราก็พอมองออกว่าจะค้นหาอะไร พอมาสำรวจที่แม่ฮ่องสอนก็พบว่ามีร่องรอยที่น่าสนใจอยู่เยอะแยะเลยทั้งในถ้ำและนอกถ้ำ เราก็คิดว่าต้องทำงานโบราณคดีต่อแล้วละ สำรวจก่อนหนึ่งปีว่ารอบๆ นี้มีอะไร แล้วค่อยประเมินว่าตรงไหนมีความเป็นไปได้ว่าจะขุดค้นเจออะไร

พอเวลาขุดค้น นักโบราณคดีต้องสร้างลำดับชั้นของเวลา (chronology) ขึ้นมาให้แน่นอน เราเริ่มต้นขุดสองไซต์คือเพิงผาบ้านไร่และเพิงผาถ้ำลอด ตอนขึ้นไปถึงเพิงผาบ้านไร่ เราพบว่ามีทั้งเครื่องมือหิน ภาพเขียนสี และโลงไม้ขนาดใหญ่ตั้งเป็นพาโนรามา ซึ่งเรารู้แล้วว่าต้องสำคัญ ตอนไปเห็นที่ถ้ำอื่นๆ ก็ไม่ตระการตาเท่านี้ เราจึงขุดตรงนั้นก่อนเพื่อหาเวลาในแนวดิ่งให้ได้

ตอนขุดที่เพิงผาบ้านไร่ เราตั้งแคมป์ในป่าเลยนะ พอขุดแล้วปรากฏว่าเจอข้อมูลสำคัญคือโครงกระดูกผู้ชายนอนขดอยู่อายุ 9,720 ปี และเครื่องมือหินกะเทาะอายุเก่าสุดคือ 12,000 ปี ซึ่งช่วง 12,000 ปีก่อนเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกพอดี พื้นที่ในเขตอบอุ่นที่เคยปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง เกิดน้ำแข็งละลาย อากาศอบอุ่นขึ้น

ย้อนกลับไปเมื่อตอน 1,800,000 ปีที่แล้ว โลกอยู่ในช่วงอากาศหนาวเย็น ธารน้ำแข็งปกคลุมหลายพื้นที่ของโลก ที่ยุโรปเรียกว่าสมัยน้ำแข็ง ส่วนพื้นที่บริเวณอ่าวไทยน้ำระเหยขึ้นทำให้กลายเป็นสะพานแผ่นดินทั้งหมด ทำให้คนเคลื่อนไปถึงหมู่เกาะได้ เราจึงสงสัยว่าพื้นที่แม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ภายในทวีป มีสภาพแวดล้อมอย่างไร นี่คือสิ่งที่เราอยากทำตอนแรก ปรากฏว่าขุดค้นเจอโครงกระดูกผู้ชายและเครื่องมือหินอยู่กับเขาที่เพิงผาบ้านไร่ เราก็ตื่นเต้นมาก เพราะแสดงให้เห็นความต่อเนื่องที่คนรุ่นเก่าใช้เครื่องมือหินกะเทาะแล้วอยู่ต่อมา เราเจอโลงไม้อยู่เหนือชั้นวัฒนธรรมที่ใช้เครื่องมือหินกะเทาะ มีอายุระหว่าง 1,700-1,800 ปี ในตอนนั้นเองทำให้เรารู้สึกว่าต้องมีคนโบราณอยู่ที่นี่อย่างต่อเนื่องแน่ๆ

ก่อนหน้านี้เรารู้แค่ว่ามีนักโบราณคดีอเมริกันมาขุดถ้ำผีที่ปางมะผ้าก่อนแล้ว (เชสเตอร์ กอร์แมน (Chester Gorman) เริ่มสำรวจถ้ำปี 2514) แต่เขาต้องการหากำเนิดของการเพาะปลูกข้าว เขาคิดว่าศูนย์กลางการเพาะปลูกข้าวอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ที่ประเทศไทย และอยู่ถ้ำนี้ที่เขาขุดได้ เขาตั้งชื่อถ้ำว่า Spirit Cave ตามชาวบ้านที่เรียกว่า ‘ถ้ำผีแมน’ เพราะเจอโลงไม้ เราตามรอยจากผลงานของเขาก่อนในการสำรวจช่วงแรก จริงๆ มีคนสำรวจโลงไม้เยอะนะ แต่นักโบราณคดีชาวต่างชาติและชาวไทยขณะนั้นคิดว่าเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ได้คิดว่าจะเก่า จึงไม่มีใครตามต่อว่าคืออะไรกันแน่

พอเจอโลงไม้ โครงกระดูกคน และเครื่องมือหินกะเทาะ เดินหน้าทำงานกันอย่างไรต่อ หาคำตอบอะไรหลังจากนั้น

พอขุดที่เพิงผาบ้านไร่เสร็จ อย่างน้อยที่สุดเรารู้แล้วว่าพื้นที่นี้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่ฝังศพ อยู่ต่อกันมาหลายสมัย แต่ตอนนั้นเรายังไม่รู้ช่วงเวลาเป๊ะๆ

เสร็จแล้วเรามาขุดที่เพิงผาถ้ำลอดต่อ เจอเครื่องมือหินกะเทาะแสนชิ้น เจอกระดูกสัตว์แสนชิ้น พื้นที่นี้คือแหล่งอุตสาหกรรมชุดแรกของมนุษยชาติ เราขุดชั้นบนเจอโครงกระดูกคนท่านอนหงายเหยียดยาวอายุ 12,100 ปี ขุดไปอีกสักพักเราเจอโครงกระดูกของคนผู้หญิงในท่างอตัวอายุ 13,640 ปี ทำให้เราได้ข้อสรุปว่าได้พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานและการทำกิจกรรมของคนก่อนประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงอายุ 32,380 ปีมาแล้ว ร่องรอยชั้นการอยู่อาศัยที่ชัดเจนคือ 26,000 ปีก่อน ถือว่าเก่าที่สุดในแม่ฮ่องสอน

โครงกระดูกคนนอนท่างอตัวเป็นลักษณะการฝังศพของคนโบราณ ที่เวียดนามเรียกว่า ‘โหบินเนียน’ ภายในหลุมฝังศพมีการฝังเปลือกหอยและเครื่องมือสะเก็ดหินเล็กๆ ด้วย แสดงว่าตอนนั้นมนุษย์มีความเชื่อเกี่ยวกับความตายแล้ว พอเริ่มเกิดวัฒนธรรม มนุษย์จะไม่ทิ้งศพเกลื่อนกลาด จะฝังแล้วเอาของให้ด้วย เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่เห็นแล้วว่าไซต์ที่เราขุดนั้นเก่า หลังจากนั้นเราใช้หลายวิธีในการตรวจสอบเพื่อหาค่าอายุ เช่น คาร์บอน-14 เทอร์โมลูมิเนสเซ็นส์

เสร็จจากตรงนั้น เราใช้เวลาอีกสามปีเต็มๆ นั่งวิเคราะห์โบราณวัตถุ ทำงานแบบโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ช่วยนักวิจัยต้องสลับกะดึกกับกะเช้า วนไปอย่างนี้ เพื่อวิเคราะห์จำนวนของที่รวมกันเป็นล้านชิ้นให้เสร็จ ทั้งกระดูกคน เครื่องมือหิน และกระดูกสัตว์

ถ้าเป็นการทำงานที่เมืองนอก เขาจะมีผู้เชี่ยวชาญแต่ละเรื่อง เช่น กระดูกสัตว์ ดิน ฯลฯ แต่เราอยู่ในสถานการณ์ช่วงนั้นที่มีผู้เชี่ยวชาญน้อยมาก ทำให้เราต้องเริ่มเชิญคนจากศาสตร์อื่นมาทำงานด้วย ใช้ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการทำงานแบบสหวิทยาการ

คนจากศาสตร์อื่นๆ นอกจากนักโบราณคดี เข้ามาช่วยในเรื่องอะไรบ้าง

กระดูกที่เราได้จากการสำรวจคือเศษกระดูก โดนเหยียบ โดนคนรื้อ ถูกทำลายยับเยิน เราจึงต้องให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกมาช่วย ซึ่งเราก็ท้าทายเขานะ เพราะการแยกกระดูกคนที่ไม่ได้เป็นโครงกระดูก เขาจะต้องจำแนกและวิเคราะห์จากที่เป็นกองเศษกระดูก ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก หรือบางครั้งเหลือแต่ฟัน เราก็ต้องเอาหมอฟันมาช่วย ถามเขาว่าบอกได้ไหมว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เป็นโรคอะไรไหม มีจำนวนกี่คน เราก็ท้าทายหมอฟันตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะหาคำตอบได้ทุกเรื่อง หรืออย่างเรื่องการทำโลงไม้ก็มีอาจารย์ที่เชี่ยวชาญมาเจาะวงปีไม้ให้ ศึกษาวงปีไม้เพื่อกำหนดอายุและศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโบราณ ทุกคนรับคำท้า เป็นกลุ่มคนแบบที่อยากหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อหาคำตอบไปด้วยกัน

ช่วงหกปีแรกเราหาคำตอบจากการขุดค้น วิเคราะห์ชิ้นส่วนโบราณวัตถุ ก็ได้คำอธิบายเบื้องต้นแล้วว่าที่แม่ฮ่องสอนมีคนที่เก่าถึง 13,640 ปี และมีความต่อเนื่องมาจนถึง 9,000 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่เห็นความต่อเนื่องของการอยู่อาศัยของมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงสำคัญต่อประเทศไทยด้วย

พอเจอเรื่องชาวบ้านไม่พอใจที่เราเข้าไปในพื้นที่โดยไม่ขออนุญาต หลังจากนั้นอีกเจ็ดปีเราก็ทำงานกับชุมชน ก็ต้องเชื้อเชิญนักประวัติศาสตร์ นักมานุษยวิทยามาช่วยศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตประเพณีวัฒนธรรมของชุมชน แล้วตอนนั้นก็ต้องทำงานเรื่องอนุรักษ์ไซต์ที่ขุดค้นด้วย เพราะถ้าปล่อยไว้ เละแน่นอน ไม่มีคนดูแล แล้วเพิงผาบ้านไร่คือเพชรของเรา พื้นที่ตรงนั้นน่าทะนุถนอมมาก

ทีนี้เราสงสัยในเชิงทฤษฎีว่า ถ้าสิ่งของหรือพื้นที่บางอย่างคือความงามข้ามกาลเวลาจริงๆ คนต้องรู้สึกว่ามันพิเศษ ช่วงระหว่างทำงานด้านการจัดการมรดกวัฒนธรรม ประมาณปี 2550-2551 ได้ทำงานโครงการทดลองที่บูรณาการกับงานศิลปะ ดังนั้นเราจึงชักชวนศิลปินชาวไทยและต่างประเทศมาร่วมงานด้วย โดยตั้งคำถามว่าถ้าศิลปินในยุคปัจจุบันไปเห็นเพิงผาบ้านไร่แล้วรู้สึกพิเศษ แสดงว่าพื้นที่ตรงนั้นมีความหมายบางอย่างที่ข้ามกาลเวลาจริงๆ เราจึงชวนศิลปินมาที่เพิงผาบ้านไร่ ให้หาแรงบันดาลใจแล้วทำงานศิลปะออกมา ซึ่งหลายชิ้นงานทำให้ชาวบ้านมีปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่มากขึ้น ไปจนถึงทำให้เกิดการข้ามทั้งพรมแดนเวลา ชาติพันธุ์ และศาสนาด้วย

การค้นพบครั้งนั้นทำให้รู้ว่าเราต้องทำงานแบบเข้าใจความเป็นมนุษย์ด้วย บางทีเราทำงานโบราณคดีที่อิงแนวคิดและวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาก เราลืมและละเลยความเป็นมนุษย์ คิดว่าเป็นแค่วัตถุของการศึกษา เช่นเดินข้ามโลงศพไปมา จับกระดูกขึ้นมาก็คิดว่าเป็นวัตถุศึกษา แต่การมีทีมงานทางมนุษยศาสตร์เข้ามาช่วยกลายเป็นจุดเปลี่ยนวิธีการศึกษาอดีต

เราทำงานกับพื้นที่ปางมะผ้าได้ 13 ปี ก็ต้องกลับมาทำงานโบราณคดีกันอีกครั้งตอนที่มีการค้นพบถ้ำผีแมนโลงลงรัก ในปี 2560

การค้นพบโลงไม้ในถ้ำผีแมนโลงลงรักตอนนั้นเป็นเซอร์ไพรซ์ใหญ่ไหม?

เซอร์ไพรซ์ใหญ่ เพราะเราไม่เคยเจอโลงที่ฝาปิดและไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปไหน เพราะส่วนใหญ่ถูกรื้อทำลายเกือบหมดเลย เราไปก็เหลือแต่ซากปรักหักพัง ข้อดีที่ทำงานในพื้นที่อย่างยาวนานก็คือชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นเขานึกถึงเรา เขาโทรมาบอกว่าอาจารย์มาดูให้หน่อย ตอนนั้นสำรวจเบื้องต้นก่อน แล้วรู้สึกว่าตรงนี้ต้องขุดแล้ว เพื่อให้ได้ความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องโลงไม้ เพราะชุมชนและท้องถิ่นเองก็สงสัยว่าคืออะไรกันแน่ ใช่โลงศพหรือไม่

เราทำงานวิจัยแบบสืบสวนสอบสวน ค้นหาและตั้งคำถามกับข้อค้นพบ พอได้ทุนมาขุดที่ถ้ำผีแมนโลงลงรัก ก็ไม่ใช่ขุดได้ทันทีนะ เพราะชาวบ้านไม่ให้ขุด เขาถามว่าอาจารย์จะรับประกันได้ไหมว่าจะไม่มีคนในหมู่บ้านเป็นอะไร

เป็นเรื่องความเชื่อ?

ใช่ เป็นเรื่องความเชื่อ เราคิดว่า เอาแล้ว ไม่คิดว่าจะเจอกับตัว ทั้งที่ทำงานและทำกระบวนการอนุรักษ์ร่วมกับชุมชนมาโดยตลอด แสดงว่าสิ่งที่เราทำประสบความสำเร็จ เพราะขนาดชาวบ้านคุ้นเคยกับเรา เขายังไม่ยอม ยังปกป้องและตั้งคำถาม เราดีใจในข้อนี้ ขณะเดียวกันก็หนักใจ แต่ไม่ได้ถอดใจ

ขออนุญาตจากชุมชนก่อนทำงานประมาณสองครั้งก็ไม่ได้ สามครั้งก็ไม่ได้ ตอนนั้นเราก็ถอดใจแล้วนะ แต่ถามว่าตามกระบวนการ เราสามารถใช้สิทธิของทางการที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการวิจัยได้ไหม ทำได้ ถ้ากรมอุทยานฯ กรมศิลปากร หรือทางจังหวัดอนุญาต เราก็ขุดค้นได้ แต่เรารู้สึกว่าไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากชุมชน ก็ต้องอธิบายให้เขาฟังว่าถ้าเราได้ความรู้ตรงนี้มาจะเกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง เพียรพยายามนาน จนในที่สุดชาวบ้านก็เห็นว่าปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่มีประโยชน์ สู้ให้อาจารย์ศึกษาแล้วเราจะได้รู้ร่วมกันดีกว่า

คุยอย่างไร ชาวบ้านถึงยอม

เข้าไปคุยกับชาวบ้าน ผู้อาวุโส และคนที่ไม่เห็นด้วยทีละคน เขาไม่ชอบตรงไหน เราอธิบายให้ฟัง เอารูปให้ดู จนกระทั่งเขาคุยกันเองแล้วมีมติอนุญาต แต่การอนุญาตก็ต้องเอาพ่อหมอมาทำพิธีกรรมก่อนลงสำรวจ ตอนไหว้ผี ชาวบ้านก็มาเป็นสักขีพยานกันเต็มเลย

ระหว่างทำพิธีกรรม มีหัวกะโหลกหนึ่งอยู่ตรงทางเข้า เราศึกษาแล้วแต่ยังไม่ได้เคลื่อนไปไหน เพราะยังไม่ได้บันทึกหรือทำผังบริเวณเลยต้องวางไว้ตรงนั้นก่อน แต่เรารู้แล้วว่าเป็นกะโหลกเด็กผู้หญิง พ่อหมอหยุดตรงนั้นแล้วบอกว่าผู้หญิงคนนี้อนุญาตให้อาจารย์ขุดแล้วนะ แล้วบอกด้วยว่าเป็นเด็กผู้หญิงอายุนิดเดียวเอง ก็ชักจะน่าสนใจสำหรับเราว่าพ่อหมอรู้ได้อย่างไร อันนี้เป็นงานเขียนออกมาชื่อเรื่อง ‘โบราณคดีผีบอก’ เป็นข้อถกเถียงภายในความคิดของเราเองที่ปะทะระหว่างวิทยาศาสตร์กับความเชื่อท้องถิ่น เราเขียนไว้ในหนังสือเชิดชูเกียรติอาจารย์ ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร นักประวัติศาสตร์ชั้นนำของประเทศไทย

บางครั้งเวลาเราทำงาน เราถูกสอนด้วยความคิดแบบวิทยาศาสตร์ เชื่อในสิ่งที่มีเหตุมีผล แต่บางเรื่องเราอธิบายไม่ได้ ชวนให้สงสัย เราก็ต้องประนีประนอมกับสิ่งที่ถูกครอบงำ

ค้นพบอะไรบ้างในการขุดค้นที่ถ้ำผีแมนโลงลงรัก

ใช้เวลาขุดสามปี มีหลายห้อง พบชิ้นส่วนกระดูกคนในปริมาณมากที่สุดเมื่อเทียบกับถ้ำอื่นๆ ซึ่งอยู่ในคูหาที่เล็กมากเมื่อเทียบกับถ้ำลอด ที่สำคัญคือเราเจอเศษผ้า เศษไม้ทอผ้า ภาชนะเครื่องรัก เครื่องประดับร่างกายเป็นเส้นสีดำใช้แต่งวงแขนวงขาเคลือบกับรักและยางไม้ ทุกอย่างเราไม่เคยเจอมาก่อน โลงเคลือบรักทั้งข้างในข้างนอก มีของเซ่นอย่างหมู ไก่ ชะมด สุนัข

ตอนนี้เริ่มหากุญแจเพื่อต่อจิกซอว์ภาพประวัติศาสตร์ที่ใหญ่ขึ้น เราเจอร่องรอยของมนุษย์เมื่อ 30,000 ปีจนถึง 7,000 ปีที่แล้ว แล้วมาเจอ 4,000 ปีที่แล้วที่บ้านไร่ แล้วกระโดดมาที่ 2,000-1,600 ปีที่แล้วที่ถ้ำโลงลงรักเลย แสดงว่ามีช่องว่างของเวลา 4,000-2,000 ปีที่แล้วหายไป เวลาช่วงนี้ที่ภาคกลางเรียกว่าช่วงหินใหม่ คนเริ่มทำกสิกรรม ตั้งบ้านเรือน แล้วอยู่เฉยๆ เราข้ามมายุคโลงไม้ซึ่งเป็นพวกที่ใช้เหล็กเป็นเครื่องมือแล้ว เทียบได้กับที่บ้านเชียง คำถามคือทำไมเวลาจึงกระโดดมาแบบนี้ เราก็ต้องต่อจิกซอว์ เราขุดเจอของแต่บอกไม่ได้ว่าคนเหล่านี้คือใคร

ตอนแรกที่สำรวจโลงไม้ เราคิดว่ารูปแบบคือฝังหนึ่งโลงต่อหนึ่งคน แต่ที่ถ้ำผีแมนโลงลงรักมีทั้งโลงที่มีหนึ่งคนอยู่ในนั้น ไปจนถึงมีสองคน ห้าคน แปดคน สิบสองคน หรือสิบแปดคน ซึ่งผิดจากที่เราคิดไว้ตอนแรก เราจึงต้องทำงานต่อ เพราะแทนที่เราจะได้คำตอบ กลับได้คำถามมาแทน

ต้องขยายการทำงานไปเรื่อยๆ

ใช่ แล้วเจอฟันที่ถูกเจาะแล้วตกแต่งด้วยโลหะ พอแยกส่วนประกอบของวัสดุที่ใช้ตกแต่งฟันออกมา ปรากฏว่าฟันที่เจาะรูสามรูเป็นฟันหน้าทั้งหมด ผสมเงินกับทองลงไป และเป็นฟันที่ถูกแต่งในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ หมายความว่าฟันตกแต่งนี้เป็นการบอกสถานะของคนในวัฒนธรรมโลงไม้ ยิ้มออกมาแล้วเห็น เราก็รู้แล้วว่าคนกลุ่มนี้ต้องมีเทคโนโลยีการทำโลหะกรรมขั้นสูง สามารถเจาะรูฟัน ผสมเงินกับทอง แล้วใส่ลงไปในรู ซึ่งแม่นมากเลยนะ รูเล็กแบบรูเข็ม เจาะกลมเป๊ะ วัสดุประสานที่ทำให้ติดก็คงทนถาวรเป็นเวลาหลายพันปี คิดดูสิ

พอเราเริ่มได้ข้อมูลเยอะขึ้น เราก็ต้องพยายามอธิบายว่าลักษณะของสังคมในอดีตเป็นอย่างไร เรากำหนดอายุว่าโลงอายุเท่าไหร่ อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันไหม ไม้เป็นไม้อะไร เขามีเทคโนโลยีอย่างไร การแกะสลักไม้สัก หรือการใช้ทรัพยากรจากป่าไม้ที่เข้มข้นเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ค้นพบแล้วไม่ตรงกับความเข้าใจในตอนแรก คืออายุของโลงที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบของโลงไม้ เพราะเราคิดว่าพัฒนาการของรูปแบบเริ่มต้นจากรูปแบบที่ดูเรียบง่ายแล้วพัฒนาต่อมาเป็นรูปแบบที่ซับซ้อน

เทคนิคการทำโลงไม้มีสองรูปแบบ คือ 1) การทำโลงจากต้นไม้ลำต้นเดียวกันที่ผ่าลำต้นตรงกลาง แล้วถากตกแต่งภายในและภายนอกโลงเป็นแนวขวางด้วยเครื่องมือมีคมประเภทขวานเหล็ก และ 2) ทำตัวโลงเป็นรูปตัววี ตัวโลงมีการทำลิ้นเพื่อให้ฝาโลงประกบกันได้ ถากโลงเป็นแนวนอน ต้องใช้ไม้จากสองต้น ไม่ใช่ต้นเดียว อันนี้นักวิทยาศาสตร์ด้านวงปี วิเคราะห์จากวงปีของโลงไม้สักที่พบ ตอนแรกคิดว่าแบบที่สองต้องมีอายุใหม่กว่า เพราะเป็นเทคโนโลยีที่ต้องปาดฝาโลงเพื่อให้ปิดโลงได้ แล้วลงรักด้วย แต่ปรากฏว่าสลับกัน กลายเป็นแบบที่สองมีอายุเก่ากว่าแบบแรกที่ใช้ซุงทั้งท่อน เราก็ต้องเรียงอายุใหม่

เราใช้เวลากับการขุดค้นและกำหนดอายุกว่าหกปี ถ้านับตั้งแต่ตอนเริ่มขุดค้นที่ปางมะผ้าใหม่ๆ ก็เกือบจะ 20 ปีแล้ว ประมาณ ปี 2561-2562 ในช่วงนั้นเราก็มีโอกาสไปเจอกับ ดร. ซูซาน เฮย์ส (Susan Hayes) จากมหาวิทยาลัยวูลองกอง ประเทศออสเตรเลีย คนที่ประกอบรูปหน้ามนุษย์ฮอบบิทที่เกาะฟอเรสต์ ประเทศอินโดนีเซีย เขาเป็นทั้งนักมานุษยวิทยากายภาพและศิลปิน เราก็ถามเขาว่าเรามีการขึ้นหัวกะโหลกมนุษย์โบราณที่ถ้ำลอดกับบ้านไร่ไว้ ยูลองมาขึ้นรูปหน้ากับทีมวิจัยของเราได้ไหม เขาก็บอกว่าน่าจะได้นะ พอเขามาดู เขาก็บอกว่าหัวกะโหลกจากเพิงถ้ำลอดที่เราประกอบไว้น่าจะผิดสัดส่วน เขาเลยวัดใหม่จากของจริง แล้วทำออกมาเป็นภาพสองมิติ

เราก็ต้องทดสอบว่าที่ซูซานขึ้นรูปหน้ามีลักษณะเป็นอย่างไร เราก็ไปให้คุณวัชระ ประยูรคำ ที่เป็นประติมากรปั้นให้ เพื่ออยากดูว่าถ้าประติมากรรมสามมิติจะมีลักษณะเป็นอย่างไร และอยากให้สาธารณะเห็นว่าหน้าตาคนโบราณเป็นอย่างไร เราก็ไปท้าทายเขาอีกว่า “ถ้าอ๊อดทำได้ อ๊อดจะเป็นคนปั้นรูปหน้ามนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทยเลยนะ” เขาก็รับคำท้า โดยทำงานจากรูปหัวกะโหลกจากกระดาษที่อาจารย์ซูซานวาดให้ ทั้งสองคนแยกกันทำงาน แต่พอทำออกมาปรากฏว่างานมีความคล้ายคลึงกัน ในแง่นี้การทำงานระยะยาวและการมีเครือข่ายนักวิจัยที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะมีส่วนช่วยในการตรวจสอบ รวมทั้งพัฒนางานวิจัย เรายอมรับว่างานวิจัยด้านโบราณคดีในประเทศไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเป็นอย่างยิ่ง

ในช่วงที่เราเผยแพร่รูปหน้ามนุษย์โบราณถ้ำลอด ช่วงนั้นเราเริ่มตรวจดีเอ็นเอโบราณจากชุดตัวอย่างที่ได้จากถ้ำผีแมนโลงลงรักแล้ว ที่เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันกับศาสตราจารย์ ดร.พัชรีย์ เลิศฤทธิ์ จากศิริราชพยาบาล ศาสตราจารย์ ดร.เสมอชัย พูลสุวรรณ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศาสตราจารย์ ดร.เอสเก้ วิลเลอร์สเลฟ (Eske Willerslev) จากมหาวิทยาลัยโคเปเฮเก็น ประเทศเดนมาร์ก โดยมีคำถามว่าถ้าเป็นญาติกัน ดีเอ็นเอก็ต้องออกมาสอดคล้องกัน ปรากฏว่าผลดีเอ็นเอบอกว่ามีความเป็นเครือญาติกัน ตัวอย่างไม่ได้ดีทั้งหมด แต่เราก็ได้ข้อมูลบางส่วนมาเพื่อยืนยันว่าเป็นญาติกัน และเป็นดีเอ็นเอของคนที่อาจพูดภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติกและไดอิก

พอเสร็จตรงนี้ปุ๊บเราก็ได้ทุนกลุ่มวิจัยเมธีวิจัยอาวุโส สกว. จึงทำการวิเคราะห์ต่อ ตอนนั้นเรายังไม่มีความรู้ที่ละเอียดเกี่ยวกับกระดูกสัตว์ วัสดุที่ใช้ในการทอผ้า ส่วนผสมของโลหะ หรือดีเอ็นเอของคนและสัตว์ เลยกลับมาสู่การทำงานพื้นฐาน เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับนักวิจัยด้านต่างๆ ในอนาคต จึงกลับมาสู่จุดเริ่มต้นที่เพิงผาถ้ำลอด เราก็เลยเอางานเก่าของเพิงผาถ้ำลอด เอาชุดกระดูกมาวิเคราะห์ ปรากฏว่า ดร.อธิวัตน์ วัฒนะพิทักษ์สกุล ที่เป็นนักวิจัยรุ่นใหม่เขาค้นพบสปีชีส์ของสัตว์ในรายละเอียดเพิ่มขึ้นจากที่เคยวิเคราะห์ไว้เบื้องต้น

ที่สำคัญคือเขาค้นพบกวางผาหิมาลัย สิ่งนี้บอกเราว่าเมื่อสองหมื่นกว่าปีที่แล้วที่นี่อากาศหนาวมาก พออากาศอบอุ่น กวางผาหิมาลัยค่อยกลับไป เพราะอยู่ไม่ได้ เมื่อเรารู้ว่ามีร่องรอยแบบนี้ เราก็ยิ่งตื่นเต้นเพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม แล้วเป็นประเด็นที่เราตามมาตลอด

นอกจากเรื่องสปีชีส์สัตว์ เรายังค้นพบว่าผ้าที่เราเจอเป็นผ้าใยกัญชง อาจารย์ ดร.ขจรศักต์ นาคปานจากมัณฑนศิลป์ที่สนใจเรื่องผ้ามาดูให้ เขาให้ข้อสังเกตว่าการทอผ้ามีสองแบบคือทอแบบแน่นกับทอแบบหลวม และที่เราเจอมีทั้งทอแน่นคือเป็นเสื้อผ้า และมีทั้งทอหลวมคือเป็นคล้ายผ้าสาลูที่เอาไว้ห่อ แล้วเราก็เจอเครื่องจักสานเคลือบรัก

หลังจากนั้นเราก็ค่อยๆ ค้นหากุญแจอื่น ไปดูฟันที่ถูกตกแต่ง หมู ไก่ ไม้ทอผ้า โลงไม้ ว่าแบบแผนเป็นอย่างไร มีการฝังศพในที่แบบไหน เลือกฮวงจุ้ยไหม มีของอะไรอยู่ในนั้น พอค้นหาไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มเห็นแล้วว่าคล้ายวัฒนธรรมที่จีนตอนใต้ เราก็สันนิษฐานว่าคนที่ถ้ำผีแมนโลงลงรักน่าจะเป็นคนนอกแน่ๆ เลย ไม่เหมือนวัฒนธรรมต่อเนื่อง 13,000-9,000 ปีก่อนที่เราเจอเครื่องมือที่บ้านไร่หรือถ้ำลอด คือเราเห็นแล้วว่าอันนี้เป็นชุดวัฒนธรรมใหม่ เลยสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นกลุ่มคนที่เข้ามาใหม่หรือเปล่า

และเรายังมีการสันนิษฐานรูปแบบของหัวโลงที่ต่างกันของแต่ละลุ่มน้ำ ที่นี่มีห้าลุ่มน้ำหลัก นี่คือลุ่มแม่น้ำลาง เราก็สันนิษฐานว่าเป็นคนละตระกูลกัน หมายความว่าตระกูลหนึ่งอยู่ลำน้ำหนึ่ง ตระกูลหนึ่งอยู่อีกลำน้ำหนึ่ง

พอดีเอ็นเอชุดใหม่ออกมาจากที่นักวิทยาศาสตร์จีนได้วิเคราะห์ตัวอย่างจากหลักฐานของแหล่งโบราณคดีโลงไม้ ที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุภาพร นาคบัลลังก์ นักวิจัยด้านมานุษยวิทยากายภาพได้ทำงานร่วมกัน และเปรียบเทียบกับตัวอย่างวัฒนธรรมโลงไม้จากจีนตอนใต้ ทำให้รู้ว่าคนที่ปางมะผ้าเกี่ยวข้องกับคนโบราณจากจีนตอนใต้ คือยูนนานกับกว่างซี แล้วพอเราตรวจดีเอ็นเออีกชุดหนึ่งในโครงการที่รองศาสตราจารย์ ดร.วิภู กุตะนันท์ จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นขณะนั้น ที่เป็นนักวิจัยในโครงการ ก็ทำให้เห็นว่าถ้ำลอดมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับถ้ำย่าป่าแหนสอง สามารถบอกได้เลยว่าสัมพันธ์กันกี่เจเนอเรชัน แล้วจากบ้านนี้อีกไม่ไกลก็เป็นญาติกับถ้ำผีแมนโลงลงรัก สรุปสั้นๆ คือเราได้ข้อค้นพบใหม่ที่ไม่เคยมีการศึกษามาก่อน เราสามารถจะอธิบายความสัมพันธ์ของเครือญาติในระดับครอบครัวและชุมชนท้องถิ่นได้

เราตื่นเต้นมากเลย แสดงว่าในสมัยโบราณ คนที่ใช้เครื่องมือหินกะเทาะเป็นประชากรที่อยู่ต่อเนื่อง มีประชากรกลุ่มใหม่เข้ามา แล้วมีการแต่งงานข้ามกัน ดีเอ็นเอก็ปรากฏอยู่ตรงนั้น แล้วยังมีกลุ่มที่เป็นชาติพันธุ์ ซึ่งไม่ได้เหมือนกลุ่มชาติพันธุ์ปัจจุบันที่ย้ายมาทีหลัง เราเจอกุญแจหลายอย่างแล้ว พอดีเอ็นเอบอกว่าคนกลุ่มนี้มาจากตรงไหน เราก็ต้องสืบต่อ แล้วเราจะหยุดวิจัยได้อย่างไร เราก็ต้องตั้งคำถามวิจัยให้คนอื่นที่เขากำลังจะสนใจและเข้ามาร่วมเพื่อช่วยกันตอบคำถาม

ฟังจากที่อาจารย์ทำงานที่ปางมะผ้ามา 20 ปี นอกจากองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีองค์ความรู้ด้านการเป็นนักโบราณคดีด้วย ตลอดที่ทำงานมา อาจารย์ตกผลึกไหมว่าหลักคิดในการทำงานค้นหาอดีตคืออะไร

ตอนที่ไปเรียนหนังสือในต่างประเทศ เคยตั้งข้อสงสัยว่าทำไมเราต้องคิดตามฝรั่ง คนไทยคิดทฤษฎีหรือวิธีการทำงานเองไม่ได้เหรอ พอตั้งคำถามแล้วก็เขียนจดหมายถามศาสตราจารย์ ดร.เจตนา นาควัชระ ซึ่งเจออาจารย์ระหว่างที่เรียนอยู่ที่อเมริกา เมื่ออาจารย์กลับไปก็เขียนถามอาจารย์ว่าในเมื่อเราจะทำงานเรื่องของเรา แต่ทำไมต้องมาเรียนเมืองนอกด้วย อาจารย์ก็บอกว่าในเมื่อเรายังไม่มีแนวคิดที่ชัดเจนในแวดวงของเรา เราก็ต้องทำตามฝรั่งไปก่อน แต่เมื่อคุณกลับมาแล้ว คุณต้องปฏิบัติให้เยอะ เมื่อคุณทำงานไปเรื่อยๆ ประมาณสักอายุ 50 ปี คุณถึงจะค่อยเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ว่าเราจะเป็นอะไร ไปทางไหน เราจะคิดอะไรออกตอนนั้นแหละ

ณ ตอนนั้นเราก็ยังไม่เข้าใจมาก จนถึงตอนนี้เข้าใจว่าแล้วว่าจริง กว่าจะคิดอะไรได้ เราก็ต้องมีประสบการณ์เยอะ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำด้วย เราถึงจะคิดวิธีการออกว่ากำลังทำอะไร ซึ่งแนวคิดนี้บังเอิญมาลงล็อกกับศัพท์ที่เขาเรียกว่า decolonization ในทางปัญญาความคิด คือการที่เราปลดแอกจากการเป็นอาณานิคมทางปัญญาของตะวันตก

ตัวเองเคยเขียนบทความภาษาอังกฤษถกเถียงกับตัวเองเรื่องนี้เลย แต่ท้ายที่สุดเราก็คิดว่า ความรู้ของตะวันตกเปรียบเทียบได้กับวัคซีนหรือยารักษาโรคหรือเปล่า ถ้าเรายังคิดค้นการใช้วัตถุดิบที่แตกต่างไม่ออก เราอาจต้องใช้ยาตะวันตกไปก่อนไหม แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง หากเราอยู่ในโลกที่ทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์กัน มีประโยชน์ไหมที่เราต้องแบ่งว่าอะไรเป็นตะวันตกหรือตะวันออก

พอคิดได้แบบนี้ เลยเกิดความเข้าใจอย่างหนึ่งว่าถ้าเราจะเลือกใช้แนวคิดของตะวันตก เราต้องรู้สะท้อนย้อนคิดให้ได้ว่าใช้เพราะอะไร อธิบายเหตุผลได้ว่าทำไมเราถึงใช้ ไม่ใช่ใช้เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ทางวิชาการ เราต้องใช้อย่างมีสติ ซึ่งต่างจากสมัยเด็กๆ ที่เวลาเราใช้ทฤษฎีก็คิดแค่ว่าทฤษฎีนี้เท่ดี ใช้ฟูโกต์เลย แล้วฟูโกต์คือใคร คุณเข้าใจวิธีคิดของฟูโกต์จริงๆ หรือเปล่า

พอตอนนี้เป็นคนสอนวิชาทฤษฎีทางโบราณคดีหรือวิชาวิจัย ก็ยิ่งต้องทดลองคิด ทดลองทำ เข้าใจเรื่องการใช้ทฤษฎี เพราะเวลาลูกศิษย์เขียนวิทยานิพนธ์มาเราจะสอนเขาได้อย่างไรว่าคุณใช้ทฤษฎีไม่ถูก เชื่อมระหว่างทฤษฎีกับวิธีวิทยาไม่ได้ คุณก็เขียนผลการวิเคราะห์ไม่ได้ คุณใช้ตรงนี้เปื้อนไปหมดแล้ว ซึ่งพอเราตกผลึกเรื่องการใช้ทฤษฎี เราก็จะรู้เลยว่าใช้ทฤษฎีไหนผสมกันได้บ้าง ใช้ในการอธิบายแบบไหน ในกระบวนการไหน และด้วยวิธีการไหน

อันนี้ถึงได้รู้สึกว่าเราพอใจในแง่ของวิธีคิด แต่มาจากสองส่วน ทั้งส่วนที่มีแนวคิดทฤษฎี ขณะเดียวกันก็ต้องปฏิบัติให้เยอะ แล้วเราก็ตรวจสอบตัวเราเองกลับไปกลับมา รวมทั้งการคิดค้นระเบียบวิธีในการทำงานของเราเอง

ยกตัวอย่างตัวเองใช้ศิลปะในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีหลายคนเชื่อว่าเราอ่านความคิดมนุษย์ไม่ได้ ความคิดเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ถ้าเราอยากรู้ เราก็อาจต้องประเมินจากสิ่งที่เห็น เช่น เราสันนิษฐานว่าการสร้างโลงไม้ที่เพิงผาบ้านไร่ ช่างต้องมีความเป็นศิลปินด้วยจึงจะเลือกพื้นที่ตรงนั้นให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ เพราะงานคราฟต์ที่เราเห็น เขาต้องบรรจงสร้างขึ้นมา ต้องเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของกลุ่มและน่าจะเป็นกลุ่มพิเศษด้วย

พอศิลปินปัจจุบันมาทำงานในพื้นที่นี้ต่อก็ยิ่งคอนเฟิร์มบางอย่าง แต่เราก็ต้องไม่เชื่อทันที การใช้ทฤษฎีต้องตรวจสอบกลับไปกลับมา ดูวิธีการ สังเกตว่าศิลปินทำงานอย่างไร คิดอย่างไร อธิบายแต่ละชิ้นงานอย่างไร เปิดให้ตีความอย่างไร เพราะงานศิลปะเป็นเรื่องการตีความ คุณดูแล้วรู้สึกอย่างไร เปิดอิสระทางความคิด เพราะฉะนั้นเลยรู้สึกว่าการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือหนึ่งในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์

ในขณะเดียวกันมีอีกวิชาหนึ่งที่โลกวิชาการปัจจุบันเริ่มพูดกันเยอะมากเลย คือการใช้มรดกวัฒนธรรม เขามองว่ามรดกวัฒนธรรมจัดการได้ เช่น จัดการให้เป็นงานเชิงสร้างสรรค์ในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ก็คล้ายๆ กัน คือคิดว่าวัฒนธรรมจัดการได้ ซึ่งมีหลายแบบ แบบหนึ่งคือจัดการแบบอนุรักษ์ไว้ให้ดำรงอยู่เหมือนเดิม ส่วนจัดการอีกแบบคือพัฒนาออกมาเป็นการออกแบบ เป็นงานศิลปะ เราแน่ใจได้ว่าอย่างไรว่า ‘วัฒนธรรม’ จัดการได้? ใครควรเป็นคนจัดการ? คนในหรือคนนอก? จัดการอย่างไรถึงจะเกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของวัฒนธรรม? เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สนใจทำไปพร้อมกับงานวิจัยโบราณคดี

อาจารย์อายุมากขึ้นเรื่อยๆ ทำงานมานาน เคยต้องสู้กับอีโก้ตัวเองไหม

สู้กับอีโก้ของตัวเองตอนหนุ่มสาว ตอนที่เรียนจบใหม่ๆ แต่อีโก้ถูกทำลายตอนที่ทำงานร่วมกับคนอื่น เวลาที่เราทำงานแบบบูรณาการ เราต้องฟังเสียงคนอื่น เราก็ต้องเท่ากัน แล้วเราก็บังเอิญเจอทีมงานน่ารัก ไม่มีใครรู้สึกว่าข้อมูลของฉัน ฉันไม่ให้ เราแบ่งปันกัน ช่วยกันทำงาน ทำให้เกิดการกระบวนการเรียนรู้ใหม่ๆ เราได้เรียนรู้ที่จะฟังคนอื่นมากกว่าพูด ถ้าเราพูดมาก เราก็จะได้ยินแต่เสียงของตัวเอง ที่สำคัญคนเราไม่ได้เก่งทุกอย่าง เราทำทุกอย่างไม่ได้ การผลักดันหรือการสร้างความเปลี่ยนแปลงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเพื่อนที่มีอุดมการณ์เดียวกัน

กรณีตอนนั้นที่ชาวบ้านเขามาร้องเรา แล้วเราได้ทำงานจัดการมากขึ้น ตรงนั้นคือเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเองในการทำงานเลย มันทำให้เราต้องอ่อนน้อมกับคนอื่นมากขึ้น เราต้องไปเป็นนักเรียน ไปเพื่อฟังเขา ไม่ใช่ไปพูด แล้วลูกศิษย์ทุกคนก็จะเป็นแบบนั้น เขาจะเคารพคนอื่นน่ะ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะต่อพี่น้องชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ในชีวิตทั่วไปเราก็รู้จักฟังคนอื่นมากขึ้น เราจะไม่ตัดสินคนอื่น แล้วเราก็มองความยุติธรรมของที่ที่เราไป สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการเรียนรู้ของชีวิตนะ

ตอนที่ทำงานใหม่ๆ เราจะร้อนวิชา เดี๋ยวใช้ทฤษฎีนี้มาทดสอบอันนี้ พอโตขึ้นก็ยิ่งรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องบอกว่าเรารู้หรือไม่รู้อะไร แต่เราเป็นเพื่อนกับทุกคน อยากฟังความคิดเห็น กระบวนการเติบโตของตัวเองเกิดจากการเรียนรู้งานของคนสายอื่น แล้วเราก็เข้าใจมากขึ้น

พอไม่มีอีโก้ก็ช่วยได้เยอะในการมีชีวิตอยู่ เพราะถ้าเราไม่มีตัวตน เราไปอยู่ตรงไหนก็ได้ เราไม่ได้สนใจว่าเราเป็นใคร ตำแหน่งเป็นแค่หัวโขน ไม่ได้คิดว่าสำคัญอะไร ถ้ามันจะใช้ประโยชน์ได้ในแง่ของการส่งเสียงทางวิชาการให้คนอื่น ตรงนั้นเราใช้ แต่ถ้าเป็นชีวิตปกติเราก็ใช้ชีวิตทั่วไป

สมัยก่อนเราก็เดินไปหาชาวบ้าน ไม่ได้ขับรถไป หรือบางทีต้องไปหาผู้ว่าฯ ลูกศิษย์ก็หาเช่ามอเตอร์ไซค์ เราก็ขี่ซ้อนหลังเขาไป ไม่ได้คิดว่าฉันจะต้องนั่งรถยนต์ ถ้าเราคิดว่าเราเป็นคนธรรมดาตั้งแต่แรก ก็ไม่มีอะไร ทำให้โล่ง เบา สบาย

อาจารย์ทำงานถึงตอนนี้ ยังมีแพสชันในการค้นหาอดีตอยู่ไหม หรือแพสชันกลายเป็นเรื่องอื่นไปแล้ว

ยังอยากค้นหาอยู่ ความฝันจริงๆ คือเข้าไปหาคำตอบในเมืองจีน

ต้องเล่าก่อนว่า สมัยก่อนมีกลุ่มที่คนจีนเรียกว่าไป่เยว่ หมายถึงคนป่าเถื่อนร้อยเผ่าที่อยู่ทางตอนใต้ของจีน และมีการจัดแบ่งเป็นสิบกว่ากลุ่ม แต่มีการพูดถึงแค่บางวัฒนธรรมเด่นๆ เท่านั้น เช่น วัฒนธรรมเดียนที่ทำกลองมโหระทึกสำริด หรือกลุ่มหนานเยว่ที่อยู่ชายฝั่งทะเล เป็นบรรพบุรุษของเวียดนาม เก่งเรื่องเดินทะเล เราจึงรู้สึกว่าอยากเจาะให้ได้ว่าจริงๆ แล้วคือไป่เยว่อะไร

เราก็ต้องคิดวิธีหาคำตอบในการเชื่อมโยง ก็คุยกับนักชาติพันธุ์ชาวอาข่า ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยชนกลุ่มน้อยที่ยูนนาน เราตั้งคำถามกับเขาว่าเป็นไปได้ไหมที่คุณจะศึกษาวัฒนธรรมจริงๆ ที่เป็นกุญแจในการศึกษาประวัติศาสตร์ได้ ยกตัวอย่างเวลานักโบราณคดีหากุญแจเพื่อตรวจสอบข้อมูล เรามักใช้ลักษณะทางวัฒนธรรมที่ยังดำรงอยู่เป็นจุดเริ่มต้นสมมติก่อน เพื่อให้เรามีหลักในการศึกษาก่อน เมื่อเราได้ข้อมูลแล้วจึงมาเปรียบเทียบ อธิบายความแตกต่างหรือเหมือน เราไม่ได้แช่แข็งวัฒนธรรม แต่ต้องหาเครื่องมือสำหรับการทำงาน เช่น แบบแผน ความเชื่อ ความตาย ยกตัวอย่างคนไทยไปอยู่ในอเมริกา อาจยังมีหิ้งพระอยู่ แม้จะอยู่ในบ้านเรือนแบบอเมริกา เป็นต้น

เราอยากหาสิ่งเหล่านี้ แต่รู้ว่าน่าจะยาก เพราะการเข้าไปจีนไม่ง่าย เราต้องเริ่มต้นใหม่ แต่สิ่งที่อาจทำได้คือเขียนเป็นแนวทางไว้ว่าเราคิดอย่างไร เผื่อมีใครสนใจในอนาคต ก็อาจมีลายแทงที่เขาทำต่อได้

หรืออย่างงานพื้นที่แม่ฮ่องสอน เราอยากให้คนเห็นว่ามีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ในแม่ฮ่องสอนมาก ไม่ได้มีเฉพาะวัฒนธรรมไทใหญ่ แต่มีอีกหลายกลุ่มมากที่ยังไม่ได้ถูกอธิบายและไม่ถูกรับรู้ว่าเขามีความเป็นมาอย่างไร แล้วความเป็นมาแบบไหนคือประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของเขา

เราพยายามอธิบายจากเรื่องเก่ามาเชื่อมโยงกับปัจจุบัน ยังเป็นแพสชัน เพราะเราอยู่ในพื้นที่ก็เห็นความไม่เท่าเทียมกัน ถ้าเราทำบางอย่างออกมาเป็นข้อมูลไว้เป็นพื้นฐาน ก็อาจทำให้คนเห็นว่าที่แม่ฮ่องสอนมีการค้นคว้าแบบนี้ พื้นที่อื่นๆ เช่น ทางใต้ อีสานที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ก็อาจจะอยากบันทึกเอาไว้เหมือนกัน

การรู้ประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์ที่หลากหลายสำคัญอย่างไร ทำไมเราจำเป็นต้องรู้เรื่องวัฒนธรรมอื่นที่แตกต่างจากตัวเอง

ทำให้เราเข้าใจคนอื่นว่าเขาไม่ได้เป็นมนุษย์ประหลาด เขาแค่มีวิถีชีวิต วัฒนธรรมและความเป็นมาที่แตกต่างจากเรา ถ้าเราไม่เข้าใจคนอื่น เราก็จะมองแค่ตัวเอง คิดว่าความเจริญทุกอย่างมาจากฉัน ไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่คิดว่ากลุ่มอื่นไม่ใช่กลุ่มบริสุทธิ์เหมือนฉันหรอก

สมมติเราใช้คำว่าไทย คำนี้ก็ถูกกำหนดขึ้นมาโดยพื้นที่ที่บอกว่าในดินแดนนี้คือกลุ่มคนที่พูดภาษาไทยเป็นหลัก มีความพยายามอธิบายและปลูกฝังค่านิยมให้สังคม ซึ่งก็เป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งที่พยายามใช้เชื้อชาติหลักมาต่อสู้ในสมัยอาณานิคม เช่น คนเวียดเป็นประชากรหลักของเวียดนาม คนไทยเป็นประชากรหลักที่อยู่ในดินแดนประเทศไทย หรืออย่างลาว มาเลเซียก็เหมือนกัน แนวคิดแบบนี้เบียดคนอื่นหมดเลย วัฒนธรรมอื่นๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ไม่ได้ถูกให้คุณค่าเท่ากัน

ถ้าเราอยากเห็นความเท่าเทียมในสังคม อยากเห็นคนอยู่ด้วยกันอย่างเข้าใจ ก็ต้องเริ่มต้นจากการเข้าใจความแตกต่างหลากหลายที่เกิดขึ้นในประเทศเรา แล้วเราต้องยอมรับความจริงว่าผลทางวิทยาศาสตร์หรือดีเอ็นเอทำให้รู้ว่าไม่มีเชื้อชาติบริสุทธิ์ สิ่งที่เราเรียกว่าวัฒนธรรมไทยก็ผสมตั้งหลายอย่าง ทั้งอินเดีย จีน เขมร ปะปนจนกลายเป็นแบบที่เราเป็น ไม่มีอะไรที่บริสุทธิ์ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ที่แสดงให้เห็นถึงบริบทและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถามว่าการไม่มีเชื้อชาติบริสุทธิ์ผิดปกติไหม คำตอบคือไม่ ทุกชาติก็มีประเด็นปัญหาคล้ายกัน เรามีกระบวนการเปลี่ยนแปลงและหล่อหลอมที่เกิดเป็นแนวคิดชาตินิยมเมื่อเกิดรัฐชาติสมัยใหม่คล้ายกัน แต่ถ้าเราอยากโปรโมตว่าเราต้องเป็นพลเมืองโลก ก็ควรต้องเข้าใจความแตกต่างหลากหลายของเพื่อนมนุษย์ นี่คือพื้นฐานสำคัญ

บางคนก็บอกว่าอย่าไปกวนน้ำให้ขุ่น ประวัติศาสตร์การสร้างชาติมีรากฐานแน่นหนาแล้ว อย่าไปพลิกวิธีคิดเลย เดี๋ยวสังคมวุ่นวาย

นักวิชาการไม่ได้สร้างความวุ่นวายนะ เราศึกษาตามกระบวนการที่ให้ข้อเท็จจริงกับทุกคน แต่อยู่ที่การเอาไปใช้ต่างหาก ใครเป็นคนเอาไปใช้ ใช้แบบไหน ถ้าเราใช้ในทางชาตินิยม ก็เป็นแบบชาตินิยม แต่ถ้าเราไม่ได้ใช้แบบชาตินิยม แต่สอนให้คนรู้จักวิเคราะห์ มีทัศนวิพากษ์ ผลก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง

ถ้าเราอยู่ในโลกของสังคมปัจจุบัน ก็ควรจะต้องเปิดกว้างสำหรับความคิดที่หลากหลาย แล้วยิ่งคุณจะปิดกั้นท้องฟ้าด้วยฝ่ามือ หมายความว่าคุณต้องปิดอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยทั้งหมด พอโลกเชื่อมกันหมด คนก็มีวิธีการหาความรู้  เขาอาจจะไม่อ่านเรื่องของเรา แต่ไปอ่านจากต่างประเทศในเชิงเปรียบเทียบ เขาก็คิดได้ ในเมื่อเป็นอย่างนั้น เราเปิดพื้นที่ให้มีการพูดคุยในบ้านเราจะไม่ดีกว่าเหรอ ยิ่งทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ การคุยแลกเปลี่ยนทัศนะไม่ใช่เรื่องร้ายแรง ควรสนับสนุนด้วยซ้ำไป

ประวัติศาสตร์ถูกเอาไปใช้ผ่านแว่นตาของคนที่หลากหลายและด้วยเป้าหมายที่แตกต่างกัน แล้วจริงๆ เราควรมีหลักในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างไร

ประวัติศาสตร์ช่วยให้เรารู้จักวิเคราะห์ แยกแยะ และวิพากษ์ข้อมูลหลักฐานเป็น ประวัติศาสตร์สอนให้เราเป็นคนมีเหตุมีผล แบบเดียวกับโบราณคดี สมมติว่าเรามีข้อมูลเยอะแยะไปหมดเลยในอินเทอร์เน็ต อันดับแรกเราก็ควรต้องตรวจสอบก่อนว่าข้อมูลนี้เชื่อถือได้ไหม แล้วเราก็จะสอบทานว่าเป็นจริงอย่างนั้นไหม สมมติมีคนอ้างบางอย่างในเหตุการณ์หนึ่ง วิธีการทางประวัติศาสตร์ก็ต้องมีการตรวจสอบ ตรงนี้จะทำให้คนในสังคมไทยยิ่งเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ได้ทำให้คนแคบลงนะ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์อย่างที่สอนให้มีเหตุผลจะทำให้เราตัดสินได้ว่าเราจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

การเปิดโอกาสให้ข้อมูลหลากหลายยิ่งเป็นสิ่งทดสอบคนไทยด้วยนะว่า เรามีศักยภาพในการวิพากษ์และวิเคราะห์ได้มากน้อยแค่ไหน เราเป็นคนที่มีเหตุมีผลได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ามีข่าวบางเรื่องออกมาแล้วไม่มีใครเชื่อเลย เราก็รู้แล้วว่าสังคมเราข้ามไปอีกระดับหนึ่งแล้ว คนในสังคมแยกแยะได้ว่าอะไรคือเรื่องจริงหรือหลอกลวง

คนจะมีนิสัยเหมือนนักสืบ ปัจจุบันก็มีเยอะขึ้น เราจะเห็นประวัติศาสตร์นอกตำรา คนที่เป็นมือสมัครเล่นออกมาทำเยอะ พอคนออกมาเยอะก็จะช่วยตรวจทานกันเอง แล้วจะบอกได้เลยว่าคนนี้หลอกลวง คนนี้ต้องการสร้างชื่อเสียง กระบวนการนี้จะช่วยหล่อหลอมให้เราเป็นสังคมแห่งปัญญาถ้าเราให้โอกาสแล้วเปิดพื้นที่ และประวัติศาสตร์ก็ควรจะมีหลายชุด ไม่ใช่มีชุดเดียว ให้คนมีโอกาสเลือกและเรียนรู้โลกกว้าง เพื่อสร้างสังคมความรู้ที่มีคนคุณภาพ

ประวัติศาสตร์ส่งผลต่อวิธีคิดและตัวตนของอาจารย์มากน้อยแค่ไหน

ประวัติศาสตร์มองได้หลายแบบ จะมองเป็นประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลก็ได้นะ คุณสามารถกลับไปมองและวิพากษ์ตัวเองว่าเราเริ่มต้นชีวิตอย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับตัวเราในแต่ละช่วงเวลา จากเดิมที่เราเป็นคนแบบนี้ แล้วเราเปลี่ยนเป็นอีกแบบเพราะอะไร เราสามารถเริ่มต้นมองจากตัวเองได้ แล้วค่อยเอาสิ่งเหล่านี้ไปมองสิ่งรอบตัว

สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือประวัติศาสตร์คือการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราก็ต้องรู้จักวางตน ต้องยอมรับความจริงในเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องไปคิดซ้ำๆ ว่าแต่ก่อนเคยยิ่งใหญ่อย่างไร แต่เราต้องมองว่าในปัจจุบันเป็นแบบนี้ด้วยสาเหตุแบบไหน แล้วอนาคตข้างหน้าเราจะทำอย่างไร

สำหรับตัวเอง เราทบทวนตัวเองจากการทำงาน แล้วก็รู้เลยว่าการทำงานที่ผ่านมาของเรา ก่อนหน้านี้บางครั้งเราก็งี่เง่ามากเลย หรือบางอย่างก็กลับไปทบทวนว่าเราพึงพอใจกับงานไหนมากที่สุด เพราะอะไร มองด้วยความเป็นธรรม ประวัติศาสตร์ช่วยให้มองเห็นว่าตัวเราข้างหน้าอยากทำอะไรและทำอย่างไร มันก็คือประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็นต้องเน้นเรื่องบุคคลสำคัญหรือวีรบุรุษ บุคคลธรรมดาก็สร้างประวัติศาสตร์ได้ มีประวัติศาสตร์ของตัวเองได้

เราทำงานที่ปางมะผ้ามา 20 ปี ถ้าเป็นสมัยก่อน เราอยากจะแช่แข็งทุกอย่างที่ดูโรแมนติก เป็นชุมชนในจินตนาการ แต่ตอนนี้เรามองอย่างยอมรับความจริงว่ามันเป็นเช่นนี้เอง แล้วก็มาคิดว่าเราจะอยู่ตรงไหน ทำไมเขาต้องใช้ชีวิตแบบที่ใครๆ มาบอกว่าต้องรักษามรดกวัฒนธรรม ซึ่งถ้าเป็นแต่ก่อน เราก็จะบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ดีงามมากนะ แต่ตอนนี้เราตั้งคำถามว่าเรามีสิทธิ์อะไรไปบอกเขา ในเมื่อคนส่วนใหญ่ของเขาอยากเปลี่ยนแปลง

หน้าที่ของเราเป็นนักวิชาการ เราทำงานกับชุมชน ชวนตั้งคำถาม แสดงข้อมูลให้เขาเห็น หากชุมชนเข้มแข็ง เขาก็มีวิจารณญาณ ไปต่อยอดเอง ถ้าเขาใช้ประโยชน์ได้ก็โอเค ความคิดในตอนนี้ไม่เหมือนตอนเด็กๆ ที่อยากเปลี่ยนโลก มีความคิดในเชิงอุดมการณ์เยอะ ตอนหลังก็ต้องยอมรับความจริงแล้วก็ทำหน้าที่ต่อ

เราเชื่อในสิ่งที่ต้องการค้นหา งานยาก ไม่มีคนทำ เราก็ยังทำอยู่ มันคือแพสชันของเรา แล้วสมมติว่าระหว่างการทำงานมีคนอื่นอยากร่วมเดินทาง เราก็ยินดี ก็ไม่รู้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ จริงๆ ก็อยากนั่งหยุดแล้วนั่งมองคนอื่นทำเหมือนกัน

ถ้าจะบอกนักโบราณคดีรุ่นใหม่ๆ อยากบอกอะไร

เขาต้องกลับไปนึกถึงเหตุผลตอนแรกที่เลือกเรียนโบราณคดี เพราะการเริ่มต้นหรืออยากเป็นอะไร หมายความว่าเราต้องมีแพสชันในอาชีพนั้น ตอนนี้เรากำลังรักสิ่งที่ทำหรือเปล่า เพราะการแสวงหาความรู้ของอดีต ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ สมมติเราเดินไปเจอเศษหม้อ เราดูแล้วรู้ว่าเป็นเครื่องถ้วยจีนสมัยไหน ก็ตีความได้ว่าเป็นไปได้ว่ามีชุมชนไหนเคยอยู่ นี่คือทักษะที่ไม่ใช่ทุกคนมี

ในทุกอาชีพไม่มีอะไรง่าย เราต้องแน่ใจว่าเรารู้ว่ากำลังทำอะไร ถ้าเรารักในวิชาชีพเรา เราก็จะทำงานด้วยความรู้สึกกระหายที่จะหาคำตอบ

ตัวเองทำงานด้วยความกระหายความรู้ กระหายที่จะหาคำตอบว่าตรงนี้คืออะไร ทำไมเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะค้นต่ออย่างไร จะเอาใครมาช่วยเรา ก็ไม่ได้รู้สึกว่าท้อ ถ้าจะท้อน่าจะเป็นเรื่องระบบในภาพใหญ่มากกว่า แต่เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มนักวิชาการ กลุ่มคนที่ทำงานอิสระที่เขาก็เกาะติด

ต้องถามตัวเองว่าเราสนใจอะไร เชื่อมั่นอะไร แต่การที่เราจะมีจุดมุ่งหมายในการทำงานก็ต้องนึกว่าเราไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำเพื่อตัวเอง งานจะหยุดอยู่แค่นั้น เพราะอัตตาเราสูง แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรารู้ว่าสิ่งที่กำลังทำเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น แม้จะเล็กนิดเดียว ไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่มันจะทำให้เรามีแรงผลักดัน เพราะเรารู้ว่าทำไปเพื่ออะไร

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save