ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยจากพันธนาการคาร์บอน ด้วยภาษา ‘นักการเงิน’ : คุยกับ รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ ในภารกิจท้าทายของ Climate Finance Network Thailand

จากรายงาน ‘ดัชนีความเสี่ยงด้านภูมิอากาศโลก’ (Global Climate Risk Index) ปี 2021 ประเทศไทยถูกจัดว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (climate change) มากที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลก นับเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องปรับตัวเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วน ทว่าการจะเปลี่ยนผ่านเพื่อให้ประเทศอยู่รอดท่ามกลางภาวะโลกรวนนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องอาศัยเงินลงทุนมหาศาล จึงเกิดคำถามตามมาว่าแล้วเงินทุนที่ใช้ในการเปลี่ยนผ่านนั้นจะมาจากแหล่งใด และต้องใช้เงินเป็นมูลค่ามากน้อยขนาดไหน ทำให้ที่ผ่านมา ประเด็น ‘การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ หรือ climate finance ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยอภิปรายกันในหลายประเทศและบนเวทีนานาชาติ แต่ในประเทศไทยที่เรียกได้ว่ากำลังเผชิญภาวะฉุกเฉินด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรื่อง climate finance กลับยังเป็นที่พูดถึงและศึกษากันน้อยนัก

อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มี ‘เครือข่ายการเงินเพื่อรับมือกับภาวะโลกรวน’ (Climate Finance Network Thailand: CFNT) ถือกำเนิดขึ้น ในฐานะองค์กรวิจัยเพื่อขับเคลื่อนด้าน climate finance ในการสนับสนุนให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและสามารถปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ แต่การก่อตั้ง CFNT ขึ้นมานี้ก็ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย จึงนับว่าภารกิจในการผลักดันเรื่อง climate finance และการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจรับภาวะโลกรวนของ CFNT นี้ย่อมเป็นงานท้าทายไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ภาวะที่ประเทศไทยกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้างหลายอย่างที่ฉุดรั้งการเปลี่ยนผ่าน

ในโอกาสที่ CFNT เริ่มเดินเครื่องเปิดตัวเครือข่าย 101 จึงชวน รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ หัวหน้าทีมวิจัยของ CFNT มาสนทนาถึงแนวคิดและความท้าทายในการขับเคลื่อน climate finance ในประเทศไทย รวมทั้งชวนประเมินนโยบายของภาครัฐไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และหาคำตอบว่าอะไรคืออุปสรรคที่ทำให้ประเทศไทยยังคงปรับตัวรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ไม่รวดเร็วนัก

ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยจากพันธนาการคาร์บอน ด้วยภาษา ‘นักการเงิน’ : คุยกับ รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ ในภารกิจท้าทายของ Climate Finance Network Thailand
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

อะไรคือจุดเริ่มต้นในการก่อตั้ง CFNT ขึ้นมาขับเคลื่อนเรื่อง climate finance ในประเทศไทย

คนที่ตั้งคือคุณสฤณี อาชวานันทกุล ซึ่งสนใจด้านความยั่งยืนมาตั้งนานแล้ว และด้วยความที่คุณสฤณีเป็นนักการเงิน เขาเลยรู้สึกว่าเรายังขาดความยั่งยืนในแง่การเงินอยู่ โดยเฉพาะเรื่อง climate finance นี่เป็นเหตุให้มีการตั้งองค์กรขึ้นมาเพื่อมีบทบาทเป็น think tank (องค์กรศึกษาวิจัย) ในด้านนี้โดยเฉพาะ ซึ่ง CFNT จะทำงานในลักษณะการไปหาและรวบรวมเครือข่าย เพราะเราจะไม่ทำงานคนเดียว แต่จะทำงานกับองค์กรต่างๆ เพื่อผลักดันให้เรื่องนี้เข้าไปอยู่ในวาระของภาคธุรกิจและภาครัฐ

ทุกวันนี้เราอาจรู้สึกว่ามีคนพูดถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศมากขึ้น หลายคนรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องจัดการ เช่นหลายคนบอกว่าเราต้องติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน แต่คำถามคือเงินที่จะใช้ในการจัดการเรื่องเหล่านี้มาจากไหน เพราะการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างต้องใช้เงิน ถ้าเงินไม่มา เราจะบรรลุเป้าหมายของเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเราถึงต้องมาสนใจเรื่อง climate finance กันมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยพูดถึงเรื่องนี้ไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่

climate finance เริ่มได้รับความสำคัญมากขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ที่นานาประเทศมีความคิดว่าจะให้เงินต่อประเทศกำลังพัฒนาภายในปี 2020 ด้วยเป้าหมายที่อย่างน้อยปีละหนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถพัฒนาตัวเองในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเขาสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ได้ในปี 2021 และปีนี้เขาจะมีการพูดคุยเพื่อตั้งเป้าหมายใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า New Collective Quantified Goal หรือ NCQG (เป้าหมายทางการเงินใหม่ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ซึ่งจะเป็นการตั้งเป้ามูลค่าเงินที่จะเข้าไปช่วยยังประเทศกำลังพัฒนาใหม่ หลังจากที่บรรลุเป้าไปแล้วที่หนึ่งแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการพูดคุย

อีกเหตุผลหนึ่งของการตั้ง CFNT คือเรามองว่าภาคการเงินยังตื่นตัวไม่พอและยังมีงานวิจัยหรือการศึกษาในด้านนี้ไม่พอ ด้วยความที่ภาคนี้ต้องอาศัยคนที่รู้เรื่องเทคนิคค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้น CFNT จะคุยกับคนกลุ่มนี้โดยตรงด้วยภาษาทางการเงินจริงๆ เช่น เราควรจะตั้งภาษีคาร์บอนอย่างไร จะส่งผลกระทบต่อตลาดเงินและตลาดทุนอย่างไร และแบงก์ชาติควรมีบทบาทอย่างไร

คุณบอกว่าประเทศไทยยังไม่ก้าวหน้าเรื่อง climate finance นัก คุณว่าสาเหตุคืออะไร

ผมว่าเป็นเพราะประเทศไทยโดยพื้นฐานค่อนข้างอนุรักษนิยม นับตั้งแต่ที่เราเจอก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว เราก็มีโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมที่พึ่งพาฟอสซิลค่อนข้างเยอะ ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการนำเข้าน้ำมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมฟอสซิลในไทยถึงใหญ่มาก โดยเรามีกำลังการผลิตและกำลังการกลั่นน้ำมันคิดเป็นอันดับสองของภูมิภาครองจากสิงคโปร์ ซึ่งเยอะกว่ามาเลเซียอีก ทั้งที่ประเทศเราไม่มีแหล่งน้ำมัน หรือถึงมีก็มีน้อยมาก กำลังกลั่นของเราจึงมีล้นมหาศาล ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็จะเป็นรายได้และเป็นผลกำไรที่เข้ากระเป๋ารัฐวิสาหกิจ และในประเทศไทยนี้ รัฐเข้ามาควบคุมพลังงานเยอะ ซึ่งรัฐก็เป็นองค์กรที่เปลี่ยนตัวเองช้าโดยธรรมชาติอยู่แล้ว และยังค่อนข้างต่อต้านการเปลี่ยนแปลงชัดเจน นี่เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเปลี่ยนผ่านเรื่องนี้ได้ช้า

ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนของไทยก็มีแนวโน้มว่าจะไม่เปลี่ยนเช่นกัน เพราะเห็นว่ามีการขยายกำลังการผลิตโรงกลั่นน้ำมันเพิ่ม จนใกล้จะแซงสิงคโปร์แล้ว รวมถึงมีการขยายท่าเรือนำเข้า LNG (ก๊าซธรรมชาติเหลว) เพื่อมาทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่กำลังหมดลง และเมื่อมีท่าเรือนำเข้า LNG แล้ว สิ่งที่ตามมาก็ต้องมีโรงไฟฟ้าก๊าซอีก เพราะไม่อย่างนั้นจะนำ LNG ที่นำเข้ามาไปขายใคร จะเห็นว่าทุกอย่างเชื่อมกันไปหมด และโครงสร้างพื้นฐานก็ล็อกเอาไว้หมด และที่สำคัญโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ที่ถูกสร้างมาไม่ได้ใช้งานได้อยู่แค่ 10-15 ปี แต่มันอยู่ถึง 30-40 ปี และต้องใช้จนกว่ามันจะหมดอายุ เพราะสร้างไปแล้วและเป็นเงินของรัฐ ถ้าไม่ได้ใช้หรือใช้ไม่ครบก็จะกลายเป็นสินทรัพย์สูญค่าหรือขาดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เห็นได้เลยว่ามันถูกล็อกหมดหรือในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า lock-in effect และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไม่ใช่ว่ากำลังจะสร้างด้วย แต่พร้อมทำงานหมดแล้ว เพราะฉะนั้นจึงเปลี่ยนยาก แต่ขณะเดียวกันเรากลับไปให้คำมั่นสัญญาไว้กับนานาชาติแล้วว่าจะตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเราก็ต้องทำตาม นั่นแปลว่าในที่สุดโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็ต้องถูกหยุดใช้และทำให้เราขาดทุนขึ้นมา นี่จึงเป็นปัญหาของเราในระยะยาว

พูดถึงความไม่พร้อมของภาครัฐและเอกชนไปแล้ว แล้วภาคการเงินของเราไม่พร้อมอย่างไร

เวลาที่เราคุยกับภาคการเงิน เขามักจะบอกว่ามันขึ้นอยู่กับลูกค้าของเขา พอลูกค้ามาขอสินเชื่อ ถ้าสถาบันการเงินอยากให้ธุรกิจเขาอยู่รอด เขาก็ต้องปล่อยสินเชื่อให้ แม้หลายธนาคารตอนนี้พยายามบอกว่าโกกรีนด้วยการลดการปล่อยสินเชื่อให้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ แต่สุดท้ายเมื่อภาคธุรกิจยังไม่ปรับตัวใช้ฟอสซิลลดลง ธนาคารก็ยังต้องยอมปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้ากลุ่มนี้อยู่ดี เพราะอยากให้ธุรกิจอยู่รอด 

แต่ผมมองว่าต่อไปนี้การปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจเหล่านี้จะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งออก Thailand Taxonomy (มาตรฐานการจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม) ซึ่งเป็นการกำหนดว่าสินเชื่อนั้นปล่อยให้ธุรกิจสีอะไร (หมายถึงธุรกิจที่ได้รับสินเชื่อนั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขนาดไหน) แบ่งเป็นสีเขียว (เป็นมิตร) สีเหลือง (สามารถปรับปรุงให้เป็นมิตรมากขึ้น) และสีแดง (ไม่เป็นมิตร) แต่ตอนนี้ยังเป็นกรอบคิดแบบภาคสมัครใจ หมายความว่าธนาคารจะเปิดเผยข้อมูลเรื่องนี้หรือไม่ก็ได้ มันเลยค่อนข้างอ่อนอยู่ แต่อย่างน้อยก็เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนขึ้น เช่น ถ้าคุณปล่อยสินเชื่อให้ธุรกิจที่เข้าเกณฑ์สีแดง คุณก็ต้องระมัดระวัง เพราะสุดท้ายเมื่อเกิดความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อธุรกิจ มันก็จะกระทบไปถึงธนาคารคุณและลูกค้าของคุณอยู่ดี ผมว่าต่อไปเรื่องนี้ต้องเป็นภาคบังคับและชัดเจนขึ้น เหมือนอย่างเช่นมาตรฐานของยุโรปที่เรียกว่า SFDR (Sustainable Finance Disclosure Regulation หรือ เกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลการเงินอย่างยั่งยืน) ที่บังคับให้สถาบันการเงินเปิดเผยข้อมูลชัดเจน

ที่ผ่านมาธนาคารเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนภาคธุรกิจค่อนข้างเยอะ แต่ที่ผ่านมามันอยู่ในกล่องดำหรืออยู่หลังกำแพงตลอด เวลาเราไปฝากเงินที่ธนาคาร เรารู้แค่ว่าเราได้ดอกเบี้ยเท่าไร แต่เราไม่เคยรู้ว่าธนาคารเอาไปปล่อยสินเชื่ออะไรบ้าง นี่ถึงเป็นเหตุผลที่ต้องบังคับให้ธนาคารเปิดเผยข้อมูลสินเชื่อตัวเองว่าอยู่ในสีอะไร จะได้ทำให้คนฝากเงินหรือนักลงทุนตัดสินใจได้ดีขึ้น

ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยจากพันธนาการคาร์บอน ด้วยภาษา ‘นักการเงิน’ : คุยกับ รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ ในภารกิจท้าทายของ Climate Finance Network Thailand

ถ้ามองไปที่ต่างประเทศ มีประเทศไหนไหมที่มีโครงสร้างพลังงานที่พึ่งฟอสซิลเป็นหลักคล้ายๆ ไทย แต่เขาสามารถเปลี่ยนผ่านหรือก้าวหน้าไปได้เร็วกว่าเรา และเราสามารถดูเป็นตัวอย่างได้

ประเทศที่เปลี่ยนผ่านได้เร็วจริงต้องเป็นฝั่งยุโรป เขามีการเปิดเผยข้อมูลหลายอย่าง รวมถึงมีการใช้กลไกต่างๆ เช่น การเก็บ ETS (Emission Trading Scheme หรือระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) โดยเป็นการตั้งเพดานการปล่อยคาร์บอนของแต่ละบริษัท ทำให้บริษัทต้องลดการปล่อยคาร์บอนให้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ซึ่งถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องซื้อสิทธิการปล่อยคาร์บอนมาจากตลาดตามราคาที่ตลาดกำหนดเอง และอีกรูปแบบที่ใช้ร่วมกันคือการเก็บภาษีคาร์บอน (carbon tax) ซึ่งรัฐเป็นผู้กำหนดราคาการปล่อยคาร์บอน ทั้งสองกลไกนี้มีปลายทางเหมือนกันคือการลดคาร์บอน แต่ต่างกันที่ว่ารัฐหรือตลาดเป็นผู้กำหนดราคา 

ถ้าถามว่าทำไมต่างประเทศอย่างยุโรปถึงเปลี่ยนผ่านได้เร็ว แต่ของเราทำได้ยาก ก็ย้อนกลับไปตรงที่ว่าโครงสร้างภาคพลังงานของเราอยู่ในมือรัฐหมด ซึ่งต่างจากยุโรปที่เปิดเสรีภาคพลังงาน ทำให้ตลาดเข้ามามีบทบาท เพราะฉะนั้นเมื่อตลาดเห็นพลังงานไหนถูกกว่า เขาก็รีบย้ายไปตรงนั้น และยิ่งถ้ารัฐบาลตั้งแรงจูงใจได้ถูกจุด เอกชนก็จะวิ่งตาม ซึ่งตอนนี้พลังงานที่มีต้นทุนส่วนเพิ่ม (marginal cost) ต่ำที่สุดก็คือพลังงานหมุนเวียน เพราะการผลิตไฟเพิ่มหนึ่งหน่วยจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมไม่ต้องมีต้นทุนส่วนเพิ่ม ไม่ต้องไปเผาอะไรและไม่ต้องขนส่งอะไรไปเผา เพราะฉะนั้นระบบไฟฟ้าของยุโรปจึงใช้พลังงานทดแทนเป็นลำดับแรก ซึ่ง ภาษาอังกฤษเรียกว่า priority dispatch เพื่อให้ค่าไฟต่ำที่สุด

แต่ของไทยเราไม่รู้เรียงลำดับอย่างไร มุมมองของไทยมักมองว่าพลังงานหมุนเวียนพึ่งพาไม่ได้ เพราะเราคุมไม่ได้ว่าแสงอาทิตย์จะสว่างเมื่อไหร่หรือลมจะพัดเมื่อไหร่ ซึ่งนี่เคยเป็นข้อเท็จจริงเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีดีขึ้นมาก และมีตัวอย่างการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในหลายประเทศ ซึ่งหลักๆ คือการปรับตัวโครงข่ายให้ยืดหยุ่นมากขึ้นและมีการจัดการที่เรียลไทม์มากขึ้น หรือที่เรียกว่าระบบสมาร์ตกริด (หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ) จริงๆ ของไทยก็มีโครงการนำร่องที่แม่ฮ่องสอน ใช้ไฟแค่ 0.1 เมกะวัตต์ ซึ่งน้อยมาก น้อยจนรู้สึกว่าแล้วเมื่อไหร่สมาร์ตกริดแบบนี้ถึงจะครอบคลุมทั้งประเทศ ทั้งที่เทคโนโลยีและความสามารถของเราพร้อมอยู่แล้ว รวมถึงโครงการนี้ก็ทำมา 5-10 ปีแล้ว แต่ยังทำสำเร็จแค่ที่แม่ฮ่องสอนซึ่งยังเป็นสเกลที่เล็กมาก โดยเหตุผลก็คืออย่างที่บอกไปแล้วว่ามันมีแรงต้านการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง รวมถึงเราลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่พึ่งฟอสซิลไปเยอะจนถอยไม่ได้แล้ว

และผมต้องย้อนกลับมาพูดนิดหนึ่งว่าทำไมเราถึงต้องโฟกัสภาคพลังงานเยอะ เป็นเพราะสำหรับประเทศไทย ภาคพลังงานปล่อยคาร์บอนเยอะที่สุด อยู่ที่ประมาณ 70% (ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมด) เพราะฉะนั้นการจะลดคาร์บอนจึงต้องพุ่งไปที่ภาคพลังงาน และมันมีกรณีตัวอย่างความสำเร็จในต่างประเทศมากมายที่ชี้ว่าสามารถลดได้และสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนให้สูงขึ้นได้ อย่างหลายประเทศในยุโรปก็มีสัดส่วน เกิน 50% ไปแล้ว เขาก็ยังใช้ไฟกันได้ปกติ จึงต้องย้อนมาถามว่าทำไมประเทศไทยถึงทำไม่ได้บ้าง ทั้งที่ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนของเราก็ถูกลงกว่าก๊าซและถ่านหินแล้ว โดยไม่ต้องใช้เงินอุดหนุน ซึ่งดูหลักฐานได้จากราคารับซื้อไฟฟ้าของ กฟผ. (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) ที่มีประกาศชัดเจนว่าราคารับซื้อจากก๊าซอยู่ที่ประมาณ 4 บาท ขณะที่จากแสงอาทิตย์อยู่ที่ 2.20 บาท และแสงอาทิตย์+แบตเตอรี่ อยู่ที่ประมาณ 2.60-2.80 บาท

ผมว่าที่จริงการเปลี่ยนผ่านภาคพลังงานในประเทศไทยเป็นไปได้นะ เพราะเมื่อก่อนประมาณปี 2018 เราก็เคยเป็นผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมีกำลังการผลิตและติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุดในอาเซียน ซึ่งตอนนั้นไทยมีอยู่ที่ประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ แต่มาถึงตอนนั้นเราก็มีประมาณ 3,000 เมกะวัตต์เท่าเดิม ขณะที่เวียดนามตอนนี้มีประมาณ 17,000 เมกะวัตต์ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลา 4-5 ปี ซึ่งเขาก็ทำได้ด้วยกลไกการรับซื้อไฟฟ้าธรรมดา จนกลายเป็นว่าเวียดนามมีอีกปัญหาหนึ่งคือพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ล้น เพราะฉะนั้นในเมื่อเวียดนามทำได้ แล้วทำไมประเทศไทยถึงทำไม่ได้ ทั้งที่ประเทศไทยก็มีระบบกริดที่ดีพร้อมอยู่แล้ว ความรู้และเงินทุนก็พร้อมกว่า แต่กลายเป็นว่าอยู่ๆ เวียดนามก็แซงขึ้นมาเป็นผู้นำพลังงานหมุนเวียนในอาเซียน

ล่าสุดเพิ่งมีการออกร่างแผนพลังงานแห่งชาติ (PDP) ฉบับใหม่ออกมา คุณคิดว่ามันจะช่วยในการเปลี่ยนผ่านภาคพลังงานได้ไหม

ถึงร่างแผนพลังงานแห่งชาติใหม่จะมีการประกาศว่าจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจาก 30% เป็น 50% แต่ถ้าไปดูในรายละเอียดจริงๆ ก็ยังคงมีโรงไฟฟ้าก๊าซแทบจะเท่าเดิมเลย และเน้นสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซอยู่เป็นหลัก คือต่อให้สัดส่วนนี้จะน้อยลงก็ตาม แต่ก็ถือว่ายังพึ่งโรงไฟฟ้าก๊าซค่อนข้างเยอะ ตรงนี้สะท้อนชัดว่ารัฐเปลี่ยนยากมาก เพราะเขาค่อนข้างเชื่อในพลังงานฟอสซิล ซึ่งผมรู้สึกประหลาดใจมากเพราะการเกิดเหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครนทำราคาก๊าซธรรมชาติผันผวนขึ้นมาก ซึ่งจริงๆ มันควรเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้เราหันไปใช้แหล่งพลังงานใหม่ คล้ายกับเมื่อ 50 ปีที่ที่เกิดวิกฤตน้ำมัน ทำให้ไทยพยายามหาแหล่งพลังงานใหม่ทดแทน จนเจอก๊าซธรรมชาติแล้วเราก็เปลี่ยนไปใช่มัน แต่ตอนนี้เราเจอวิกฤตอีกครั้ง ซึ่งเป็นวิกฤตก๊าซธรรมชาติ ขณะที่ฝั่งยุโรปตื่นตัวกับเรื่องนี้มากและพยายามจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนให้หมดเพื่อจะพึ่งพาตนเองได้ ไทยกลับยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติอยู่ และพอค่าไฟพุ่งก็ให้ กฟผ. แบกหนี้ไปก่อน ซึ่งในอนาคตสถานการณ์จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ

ขณะเดียวกัน ในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนของไทยนั้น สัดส่วนแหล่งพลังงานที่เพิ่มเข้ามาคือการนำเข้าพลังงานน้ำจากต่างประเทศ คือหวังพึ่งพาพลังงานจากเขื่อนลาวในน้ำโขง แต่ก็ต้องถามว่าทำไมเราต้องไปซื้อไฟจากต่างประเทศในเมื่อประเทศไทยก็พัฒนาแหล่งพลังงานให้มีราคาต้นทุนที่ไม่ห่างกันมากได้ และทำไมเราต้องไปเสียเงินค่าสายส่งไฟฟ้าไกลๆ ในเมื่อการติดโซลาร์เซลล์ทำได้ในต้นทุนที่ถูกกว่า อันที่จริงไม่ว่าจะแผนฉบับเก่าหรือไม่ กลายเป็นว่าเราพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเสียเยอะ โดยแผนบอกว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า จะใช้ก๊าซธรรมชาติของไทยอยู่ที่ประมาณ 20% ส่วนอีก 60-70% เป็นการนำเข้า เพราะฉะนั้นนี่คือความเสี่ยงทางพลังงานชัดๆ แต่เขากลับบอกว่านี่คือความมั่นคงทางพลังงาน ถามว่าการพึ่งพาการนำเข้าเป็นความมั่นคงอย่างไร ผมก็ยังสงสัยอยู่

คุณเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านในภาคพลังงานมาตลอด แล้วในภาคอื่นๆ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะ โดยเฉพาะภาคการเกษตร เราจะมีแนวทางในการเปลี่ยนผ่านอย่างไร และ CFNT จะมีการผลักดันในด้านนี้ด้วยไหม

ภาคเกษตรคือภาคที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากภาคพลังงาน เพราะปล่อยก๊าซมีเทนสูง ซึ่งถือเป็นก๊าซเรือนกระจกที่รุนแรงกว่าคาร์บอนประมาณ 40 เท่าตัว โดยหลักๆ ก๊าซมีเทนเกิดจากการทำนาแบบข้าวแช่น้ำหรือที่เรียกว่านาน้ำท่วม ซึ่งใช้กันมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรเป็นภาคที่เข้าไปแตะยากด้วยหลายเหตุผล คือผู้เล่นในภาคนี้ส่วนมากเป็นรายย่อย มีจำนวนคนเยอะ มีพื้นที่เยอะ และเปลี่ยนยาก ซึ่งถ้ามันเปลี่ยนได้ มันต้องเปลี่ยนได้มาตั้งนานแล้ว

จริงๆ ที่ผ่านมา มันมีความพยายามที่จะเปลี่ยนภาคการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ให้เป็นคาร์บอนต่ำ ด้วยวิธีปลูกข้าวแบบใหม่คือไม่ต้องใช้น้ำท่วมตลอด ซึ่งก็มีเทคนิคต่างๆ มากมาย อย่างเวียดนามก็ถือเป็นประเทศหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการลดการปล่อคาร์บอนในการผลิตข้าว ส่วนในประเทศไทยนั้น ธนาคารโลกก็มีโปรเจกต์ข้าวคาร์บอนต่ำ แต่ผมว่ามันไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไร ซึ่งต้องไปดูที่โครงสร้างว่าอะไรที่ทำให้เกษตรกรไทยเปลี่ยนยาก มันเป็นเพราะเขาขาดแรงจูงใจหรือเปล่า เป็นเพราะไม่ว่าเขาจะปลูกข้าวแบบไหน สุดท้ายก็ได้เงินเท่าเดิมหรือเปล่า หรือเป็นเพราะที่ดินในการทำเกษตรไม่ใช่ของเรา เลยไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนา นอกจากนี้อาจเป็นเพราะว่าเกษตรกรไทยจำนวนมากเป็นฟรีแลนซ์ เพราะโยกย้ายถิ่นฐานไปมีงานหลักอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วกลับไปปลูกข้าวเป็นระยะเฉยๆ

แต่ต้องยอมรับว่า CFNT ยังไม่ได้ศึกษาในภาคเกษตรมากนัก เพราะค่อนข้างเปลี่ยนได้ยากกว่าภาคพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ยากที่สุดคือการเปลี่ยนพฤติกรรม เราไปสู้เพื่อให้ปิดโรงไฟฟ้าก๊าซแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานหมุนเวียน ง่ายกว่าการพยายามไปสอนเกษตรกรรายย่อยให้ทำนาไม่ต้องแช่น้ำ เพราะเขาทำอย่างนี้มานาน แล้วเราก็กลัวว่าพอเขาเปลี่ยนตามแล้วแล้ว กลายเป็นว่าพืชผลการเกษตรจะเสียหาย เลยถือว่าเสี่ยงมาก

แต่ผมก็กังวลเหมือนกันว่าถ้าภาคเกษตรเปลี่ยนไม่ได้ และจะมี CBAM เข้ามาบังคับใช้กับภาคเกษตร ก็น่าจะเสียหายเยอะเหมือนกัน เพราะข้าวเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ขณะที่ประเทศอื่นกำลังพยายามปรับตัวแล้วเขาก็รอด อย่างเช่นฟิลิปปินส์ที่มีศูนย์วิจัยข้าวของตัวเองและพยายามโปรโมตว่าข้าวตัวเองรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ ขณะที่เวียดนามก็โปรโมตเหมือนกัน เลยไม่แน่ใจว่าไทยจะพัฒนาไปได้ขนาดไหน อย่างตอนที่มีการประชุม COP27 (การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 27 เมื่อปี 2022) ไทยก็ไม่ได้ร่วมลงนามสนธิสัญญาเพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน ขณะที่ชาติอาเซียนอื่นลงนามกัน คือถ้าเราไม่ตั้งเป้าหมายไว้ก่อน มันก็จะไม่มีทางเปลี่ยนได้ แล้วสุดท้ายโปรเจกต์ข้าวคาร์บอนต่ำอาจจะไปลงที่ประเทศอื่นหมด

ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยจากพันธนาการคาร์บอน ด้วยภาษา ‘นักการเงิน’ : คุยกับ รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ ในภารกิจท้าทายของ Climate Finance Network Thailand
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

พอมีตัวเลขให้เห็นไหมว่าถ้าในที่สุดประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไม่ได้ จะสร้างต้นทุนค่าเสียโอกาสทางเศรษฐกิจของประเทศมากขนาดไหน

เรากะตัวเลขจริงๆ ได้ค่อนข้างยาก แต่เวลาเราพูดถึงความเสี่ยงด้านภูมิอากาศที่จะกระทบต่อภาคธุรกิจ เราจะแบ่งได้เป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ physical risk หรือความเสี่ยงเชิงกายภาพ เช่น อุทกภัยหรือภัยแล้งที่เกิดถี่ขึ้น และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นจนกระทบอสังหาริมทรัพย์หรือโครงสร้างพื้นฐานชายฝั่ง ส่วนนี้มีข้อมูลประมาณการคร่าวๆ ว่าผลกระทบจะอยู่ที่ประมาณ 20% ของจีดีพี ต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 องศา รวมถึงมีบางงานวิจัยที่ประมาณการมูลค่าความเสียหายของภาคเกษตรของไทยที่ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งบ่อยขึ้นอยู่ แต่โดยรวมแล้ว การประมาณการผลกระทบในความเสี่ยงแง่นี้เป็นเรื่องยาก แน่นอนว่าต่างคนก็คิดได้คนละเลข แต่เอาเป็นว่าทุกคนมั่นใจเหมือนกันว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมีนัยสำคัญ ยิ่งประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติติดท็อป 10 ของโลกด้วย

ส่วนที่สองคือ transition risk หรือความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งประมาณการได้ยากกว่าอีก เพราะเราไม่รู้ว่ากฎระเบียบ (เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) ในอนาคตจะเปลี่ยนไปอย่างไรหรือจะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นไหม สมมติว่าเราอยากส่งออกไปต่างประเทศ อย่างยุโรปตอนนี้ก็มีมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism หรือมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน คือการกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภทเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเข้าสู่สหภาพยุโรป) ซึ่งทำให้นักธุรกิจไทยกำลังตื่นตัวกันมาก ภาคส่งออกไม่คิดมาก่อนว่าต้องมาเจอมาตรการนี้ และรัฐก็ไม่เคยเตรียมความพร้อมให้เขาเลยว่าจะวัดคาร์บอนในการผลิตสินค้าของเขาอย่างไร ตอนนี้ CBAM อาจยังไม่ครอบคลุมสินค้าทุกประเภท แต่ในอนาคตก็มีความเป็นไปได้ที่จะขยาย ซึ่งน่ากลัวเหมือนกัน ทำให้ภาคส่งออกเราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรและจะแข่งขันได้เหมือนเดิมไหม

อีกขั้นหนึ่งที่เราต้องคิดคือเรื่องเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ หลายคนตื่นเต้นอยากให้บริษัทอย่างไมโครซอฟต์ (Microsoft) แอมะซอน (Amazon) และแอปเปิล (Apple) มาลงทุนฐานการผลิตในไทย แต่ถามว่าระบบไฟฟ้าของเราเขียวพอสำหรับเขาหรือยัง เพราะบริษัทเหล่านี้ตั้งเป้าเป็น net zero (ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เท่ากับศูนย์) ภายในปี 2030 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นเขาต้องมีเงื่อนไขด้านพลังงานของเขาถ้าจะเข้ามาทำฐานการผลิตในไทย ถ้าระบบไฟฟ้าเราไม่เขียว มันแปลว่าถ้าเขามาตั้งโรงงาน เขาต้องลงทุนในระบบไฟฟ้าของตัวเองเพิ่มอีกหรือเปล่า มันก็กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มเข้ามาของเขา และต้องบอกว่าจุดหนึ่งที่กำลังจะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยต่ำลงก็คือต้นทุนค่าไฟฟ้านี่ล่ะ เพราะเราไปคิดว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าจะพลังงานหมุนเวียนแพง ซึ่งจริงๆ ตอนนี้มันถูกลงกว่าไฟฟ้าจากฟอสซิลแล้ว

นอกจากนี้ เวลาเราพูดถึงเรื่อง climate change บางคนยังอาจมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาอยู่เลย และเราไม่ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเยอะเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา จีน หรือยุโรป แล้วทำไมเราต้องใส่ใจ ทำไมไม่ปล่อยให้ประเทศที่ปล่อยก๊าซเยอะจัดการกันไป ซึ่งนี่เป็นความเข้าใจที่ผิดพอสมควร เพราะทั่วโลกได้คุยและตกลงกันแล้วว่าโดยมีการปันส่วนความรับผิดชอบกันอย่างยุติธรรม ซึ่งเรียกว่า ‘Fair Share Allocation’ โดยเขาไปดูว่าในอดีต แต่ละประเทศปล่อยก๊าซกันเท่าไหร่ และจะต้องตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นประเทศไทยก็ต้องรับผิดชอบตามเป้าของเราและเราก็ได้ไปลงนามให้คำมั่นกับนานาชาติไว้แล้ว มันไม่ใช่ว่าประเทศอื่นผลักภาระมาให้เรา และก็ต้องมาดูว่าในการประชุมรอบต่อไป ประเทศไทยจะยังใช้เป้าหมายเดิมอยู่ไหม ขณะที่ต่างประเทศก็อาจจะขยับเร็วขึ้นอีก ซึ่งถ้าประเทศไทยเราเปลี่ยนช้า มันจะมีต้นทุนต่อคนในประเทศ รวมถึงต้นทุนในการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ทำให้สุดท้ายเราต้องมาตอบปัญหาว่าแล้วเศรษฐกิจไทยจะไปอย่างไรต่อ ในเมื่อประเทศเพื่อนบ้านเราโกกรีนกันหมดแล้ว เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่แค่เรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่มันคือเรื่องเศรษฐกิจปากท้องของคน

คุณมองความพยายามของภาครัฐในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านเรื่องนี้อย่างไร ยังมีอะไรที่ทำไม่มากพอหรือเปล่า

ประเทศไทยให้คำมั่นสัญญากับนานาชาติว่าจะเป็น net zero ภายในปี 2065 แต่ก็ถือว่าช้าที่สุดในอาเซียน ช้ากว่ามาเลเซียที่ผลิตน้ำมันได้เองเสียอีก และยังมีการสัญญาว่าจะเป็น carbon neutral (เป็นกลางทางคาร์บอน คือการมีปริมาณการปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนมา) ภายในปี 2050 ซึ่งฟังดูดี แต่ก็ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามที่ตั้งเป้าไว้ในปี 2050 และอินโดนีเซียที่ตั้งเป้าไว้ที่ 2060 และยังคิดจะขยับให้เร็วขึ้น แม้จะเป็นประเทศที่ใช้ถ่านหินเยอะมากก็ตาม นี่ก็คืออีกสัญญาณที่บ่งบอกว่ารัฐเปลี่ยนเรื่องนี้ยาก

ต่อมาถ้าไปดูไส้ในของเป้าหมายเหล่านี้ว่าจะบรรลุผลได้อย่างไร ข้อแรกคือเขาไปหวังพึ่งการใช้ CCUS (Carbon Capture Utilization and Storage หรือเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน) หลังจากปี 2040 คืออยู่ๆ ไทยก็จะมีเทคโนโลยีขึ้นมาในประเทศเฉยๆ เลย ซึ่งมหัศจรรย์มาก และไม่รู้จะมาจากไหน ไม่เห็นแผนเลยว่าจะเอาเงินที่ไหนมาลงทุนและใครจะเป็นเจ้าภาพ แต่บอกแค่ว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 20-40 ล้านตัน ที่จริงในปัจจุบัน CCUS ก็ยังมีคำถามอยู่เยอะอาจเป็นไปได้ยาก ถึงแม้ในต่างประเทศมีกรณีที่ประสบความสำเร็จในการใช้ก็จริงอยู่ แต่ต้นทุนก็สูง นอกจากนั้นยังบอกว่ามีการใช้เทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage หรือการดักจับและกักเก็บคาร์บอน) ที่กำลังมีโครงการจะก่อสร้างอยู่ในอ่าวไทย จากความร่วมมือของ ปตท. กับทางญี่ปุ่น โดยอยู่ในช่วงระหว่างศึกษาความเป็นไปได้และอาจสร้างเร็วๆ นี้ แต่ก็มีคำถามเรื่องต้นทุนเหมือนกัน แล้วก็ต้องถามว่าใครจะเป็นคนจ่ายต้นทุนตรงนี้ รัฐวิสาหกิจ รัฐบาล หรือประชาชน ซึ่งยังไม่มีใครพูดถึงประเด็นนี้ และถ้าจะส่งผลักภาระต้นทุนมาถึงผู้บริโภค ก็แปลว่าความพยายามทั้งหมดทั้งมวลนี้จะทำให้พลังงานแพงขึ้น

ข้อที่สองที่จะมีการใช้คือ LULUCF (Land Use, Land-use Change and Forestry หรือการใช้ที่ดิน การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และการทำป่าไม้) ซึ่งดูเหมือนมีความหวังว่าอยู่ๆ ประเทศไทยก็จะมีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์และไม่รู้ว่าอยู่บนสมมติฐานอะไร แต่เขาหวังพึ่งตรงนี้เพราะมันจะช่วยดูดซับคาร์บอนได้เยอะ เพราะฉะนั้นหลังจากรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไปให้คำมั่นสัญญากับนานาชาติไว้ในเรื่องนี้ เลยกลายเป็นนโยบายอย่างการทวงคืนผืนป่าที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่ามากขึ้น ทำให้ตัวเลข LULUCF สูงขึ้น แต่มันก็นำไปสู่ปัญหาการเบียดเบียนสิทธิมนุษยชนต่อชาวบ้านในพื้นที่ป่า เหมือนว่ารัฐยอมสู้กับชาวบ้าน ดีกว่าไปเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน ทั้งที่อย่างหลังเป็นไปได้และอาจใช้ต้นทุนต่ำกว่าด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้น ไทยจะต้องมีแผนที่เข้มข้นกว่านี้และมีวิธีการไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจน ถ้าหากไทยจะมีการขยับเป้าหมาย net zero จากปี 2065 มาเป็นปี 2060 หรือ 2050 เหมือนประเทศอื่น แต่ในตอนนี้ผมยังตอบไม่ได้เลยว่าเขาจะขยับเป้าหรือเปล่า ซึ่งก็ดูยังไม่มีทีท่าเลยว่าเขาจะขยับ

ตอนนี้มีความพยายามจะออก พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (กฎหมายโลกร้อน) เป็นฉบับแรกของไทย คุณคิดเห็นอย่างไร

เท่าที่ผมรู้มาคือกฎหมายนี้อาจจะออกใน 2-3 ปีข้างหน้า โดยสิ่งที่หลายคนกังวลคือจะมีการเก็บ ETS หรือ carbon tax หรืออาจเก็บทั้งสองอย่างคู่กัน ซึ่งมันต้องมีการเตรียมตัวหลายเรื่อง ตั้งแต่ว่าใครต้องจ่ายบ้างและจ่ายในราคาเท่าไหร่ แต่ก่อนที่เราจะไปเก็บค่าเหล่านี้ได้ มันก็ต้องเริ่มที่การวัดปริมาณการปล่อยคาร์บอนของธุรกิจให้ได้ก่อน ซึ่งการวัดนี้ก็มีต้นทุนเหมือนกัน แล้วถามว่าธุรกิจเล็กๆ จะวัดอย่างไร เพราะการวัดก็มีความวุ่นวายซับซ้อน เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาหลายประเทศถึงเน้นเก็บกับธุรกิจขนาดใหญ่ และไปจัดการที่ธุรกิจต้นน้ำหรือกลางน้ำ เพราะทำการวัดได้ง่ายกว่า ซึ่งทำให้เราต้องมาคิดอีกว่าแล้วเราจะกำหนดให้ธุรกิจใหญ่ขนาดไหนต้องจ่ายภาษีตรงนี้บ้าง

ถัดจากนั้นก็มีความกังวลตามมาอีกว่าแล้วการเก็บภาษีที่จะทำให้ต้นทุนของธุรกิจเพิ่มขึ้นนี้ จะส่งผ่านมาที่ผู้บริโภคหรือเปล่า ซึ่งมันก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นอย่างนั้นจริง ถ้าเป็นในต่างประเทศ เงินที่เก็บได้จาก carbon tax หรือ ETS จะถูกนำไปใช้อุดหนุนคนรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาพลังงานสูงขึ้นหรือค่าใช้จ่ายของเขาที่สูงขึ้นจากการบังคับใช้มาตรการเหล่านี้ ไม่ได้ถูกเอาไปใช้ลงทุนในโครงการด้านสิ่งแวดล้อมหรือการทำพลังงานหมุนเวียนอย่างที่หลายคนเข้าใจ ดังนั้นผมว่าถ้าประเทศไทยออกกฎหมายบังคับเก็บภาษีตรงนี้มา ก็ต้องยอมรับราคาสินค้าต่างๆ จะแพงขึ้นจริง แต่คนที่อาจจะได้รับผลกระทบมากหน่อยคือคนมีรายได้ปานกลางหรือสูง เพราะคนรายได้น้อยจะได้รับการช่วยเหลืออย่างที่บอกไป แต่ตอนนี้ตัวร่างกฎหมายของเรายังไม่มีการลงรายละเอียดว่าจะเก็บภาษีเท่าไหร่ เก็บกับใคร และเก็บอย่างไร

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยก็มีการออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG (Bio, Circular, Green Economy หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) คุณคิดว่าโมเดลนี้ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านของเราไหม

มันดีเฉพาะบนกระดาษ ถ้าดูไปทีละตัว เริ่มจากตัว B (bioeconomy) คือเขาอยากสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่เป็นการคิดแบบนายทุน นำไปสู่แนวคิดการออกกฎหมายรักษาลิขสิทธิ์จดทะเบียนเมล็ดพันธุ์ ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่อีกว่าถ้ามีการพัฒนาพันธุ์และจดทะเบียนเมล็ดพันธุ์ แล้วการที่เกษตรกรจะเก็บเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกใหม่ในอนาคตจะทำได้ไหม เพราะฉะนั้นก็มีคนเสนอว่าถ้าอยากทำเรื่องนี้จริง ต้องรักษาสิทธิเกษตรกรรายย่อยด้วย ถ้าเขียนนโยบายเรื่องนี้ออกมาอย่างไม่ระวังหรือไม่ได้มีการยกเว้นอะไรให้ มันจะส่งผลเสียต่อเกษตรกรจริง

นอกจากนี้ยังมีส่วนที่เกี่ยวกับภาคพลังงาน ซึ่งกำลังมีความพยายามผลักดันไบโอแมส (หรือพลังงานชีวมวล) และในแผนพลังงานแห่งชาติก็มีการระบุว่าจะผลักดันโรงฟ้าฟ้าชีวมวล ซึ่งพลังงานนี้อาจตอบโจทย์ในแง่การเป็นพลังงานหมุนเวียน เพราะพูดง่ายๆ มันก็คือการเอาหญ้ามาเผา พอเผาเสร็จ ก็ปลูกหญ้าใหม่ แล้วเก็บคาร์บอน จากนั้นก็เผาใหม่วนไปอย่างนี้ไม่มีวันหมด แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกว่าในการจะปลูกสินค้าเกษตรเพื่อมาทำไบโอแมสต้องใช้ที่ดินและใช้น้ำ จึงเกิดคำถามว่าแล้วการใช้ทรัพยากรเหล่านี้จะไปแย่งชิงทรัพยากรที่ใช้ในการปลูกพืชอาหารหรือเปล่า และพืชพวกนี้จะมั่นคงในระยะยาวจริงไหม ถ้าประเทศไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ อย่างน้ำท่วม น้ำแล้ง หรืออุณหภูมิเพิ่มขึ้น พืชเหล่านี้จะอยู่รอดได้ไหม

และสิ่งที่แปลกที่สุดของตัว B นี้ที่มีคนตั้งข้อสังเกตก็คือมันไม่มีการพูดถึงเกษตรอินทรีย์เลย ทั้งที่ตอนประชุมเอเปคที่มีการเสิร์ฟอาหารผู้นำ คุณขายความอินทรีย์เต็มที่เลย เพราะฉะนั้นถ้าไม่พูดถึงเกษตรอินทรีย์ ก็เลยมีคำถามว่าตกลงแล้วมันเป็น bioeconomy อย่างไร

ตัวอักษรต่อมาคือ C (circular economy) ซึ่งมีความหมายคือกิจกรรมการผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางจะต้องเป็นวงจรปิด ผลิตแล้วไม่เกิดขยะ สามารถนำไปใช้ได้ทุกส่วน เพราะฉะนั้นผู้ผลิตจึงออกแบบผลิตภัณฑ์แบบที่ไม่ต้องทิ้ง อย่างเช่นสมาร์ตโฟนที่ปกติเราจะทิ้งหลังไม่ได้ใช้แล้วจนหลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ แต่ตอนหลังก็ให้มีการแลกคืน ทำให้ผู้ผลิตเก็บซากกลับไปรีไซเคิลส่วนประกอบมาผลิตได้ใหม่ หรืออีกแบบที่สุดโต่งกว่านั้นคือการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ modular หมายความว่าเราเปลี่ยนสมาร์ตโฟนของเราได้ แต่เป็นการเปลี่ยนแบบเป็นส่วนๆ เช่นถ้าอยากอัปเกรดชิป ก็โทรสั่งชิปมา แล้วแกะชิ้นส่วนชิปออกมาเปลี่ยนเองได้ง่ายๆ ทำให้เราอัปเกรดสมาร์ตโฟนเราได้โดยไม่ต้องเสียอะไร นี่คือ circular economy ที่ทั่วโลกเข้าใจ แต่ถ้ามาดู circular economy ตามแผน BCG ของไทย มันเป็นเรื่องการทำเตาเผาขยะเพื่อผลิตพลังงานจากขยะโดยไม่ต้องผ่าน EIA (การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม) ทำให้สามารถตั้งเตาเผาขยะแบบนี้ที่ไหนก็ได้ ก็ทำให้ผมงงว่าเป็นแนวความคิดจากสำนักไหน แล้วความเสี่ยงที่จะตามมาจากเรื่องนี้ก็คือการขนขยะที่มีการปนเปื้อนข้ามจังหวัด และชาวบ้านก็จะเผชิญปัญหาค่อนข้างเยอะ

และอีกตัวอักษรหนึ่งก็คือตัว G (green economy) ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ยังไม่ค่อยเห็นเนื้อหาอะไรที่บ่งบอกว่าจะกรีนสักเท่าไหร่ ทำให้งงว่าจะใส่ตัว G ลงมาในแผนนี้ทำไม

ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยจากพันธนาการคาร์บอน ด้วยภาษา ‘นักการเงิน’ : คุยกับ รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ ในภารกิจท้าทายของ Climate Finance Network Thailand
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

มีคนวิจารณ์ว่า BCG เป็นการฟอกเขียวให้ภาคธุรกิจ คุณคิดอย่างนั้นเหมือนกันไหม

ใช่ คือปัญหาทุกอย่างอยู่ในรายละเอียด เบื้องหน้าอาจจะดี แต่ในรายละเอียดคืออะไร อย่างคาร์บอนเครดิตก็มีหลักการดี ถ้าพูดง่ายๆ คือมันเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่าใครเก่งอะไรก็ทำอย่างนั้น ชุมชนเก่งด้านการรักษาป่า ส่วนภาคธุรกิจที่เก่งด้านธุรกิจแต่ยังหาทางออกในการลดคาร์บอนไม่ได้ ก็เอาเงินมาจ่ายให้คนที่เก่งเป็นคนทำ หรือคนที่ลดคาร์บอนได้ด้วยต้นทุนถูกกว่าเป็นคนทำ นี่คือหลักการที่มีประสิทธิภาพ แต่เราต้องมาถามว่าจริงๆ แล้วการทำป่าคาร์บอนเครดิตนี้ลดคาร์บอนได้จริงไหม ชุมชนได้ผลประโยชน์จริงไหม เงินไปตกกับใคร และภาคธุรกิจยังมีความสามารถในการลดคาร์บอนได้มากกว่านี้หรือเปล่า

โครงการคาร์บอนเครดิตก็มีข้อควรระวังหลายอย่าง ที่ผ่านมาเคยมีการพิสูจน์ว่ามันไม่ได้ช่วยดูดซับคาร์บอนได้จริง โดยเฉพาะในภาคป่าไม้ ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาแค่ในไทย อย่างเมื่อปีที่แล้ว สำนักข่าวเดอะการ์เดียน (The Guardian) ทำการสืบสวนคาร์บอนเครดิตที่ซื้อขายในตลาดยุโรปพบว่า 90% เป็นคาร์บอนเครดิตผี คือไม่รู้ว่าเอาที่ไหนมาขาย เลยเกิดเป็นกระแสว่าคาร์บอนเครดิตอาจไม่ได้ช่วยลดคาร์บอนได้จริง เพราะสุดท้ายแล้วนายทุนหรือคนที่ปล่อยคาร์บอนเยอะไม่ได้พยายามที่จะลดคาร์บอนจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะใช้คาร์บอนเครดิต ก็ควรจะมีมาตรฐานระดับสูง มีการพิสูจน์ตรวจสอบที่เข้มข้น ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องใช้ดีกว่า

สำหรับในประเทศไทย ทุกวันนี้เราใช้ระบบตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ คือบริษัทไหนที่อยากลดคาร์บอนก็ไปหาซื้อคาร์บอนเครดิตได้ที่ตลาด ซึ่งช่วงหลังก็เริ่มคึกคักมากขึ้นเพราะมี CBAM ออกมา และภาคประชาชนของไทยก็สนใจเข้าร่วมตลาดคาร์บอนเครดิตกันมาก โดยเฉพาะกลุ่มชุมชนเข้มแข็งที่ดูแลป่าชุมชน แต่คำถามคือป่าชุมชนเป็นของใคร ซึ่งถ้าบอกว่าป่าชุมชนเป็นของรัฐที่อนุญาตให้ชาวบ้านเข้าไปหาใช้ประโยชน์ได้ มันก็ลักลั่นมากว่าตกลงแล้วคาร์บอนเครดิตจะเป็นของใคร และก็ไม่รู้ว่าเงินจะไปลงที่ใคร ซึ่งตอนนี้ก็ยังเถียงกันไม่จบไม่สิ้น เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่าการทำโครงการนี้ต้องดูรายละเอียดให้ดี และทำอย่างระมัดระวัง

และถ้าดูภาพรวมของนโยบาย BCG ผมก็รู้สึกว่ามันฟอกเขียว เพราะเนื้อในของ BCG จริงๆ เหมือนเป็นหนังคนละฉากกับสิ่งที่พยายามโปรโมต อย่างเช่นเกษตรอินทรีย์ไม่มีใน BCG ได้อย่างไร รวมถึงถ้าไปดูในรายละเอียดว่าผลกระทบของการใช้นโยบายตกอยู่กับใคร ก็พบว่ามันตกที่ชุมชน ต้นทุนทุกอย่างเหมือนถูกผลักไปที่ชุมชนหมด โดยที่เขาไม่สามารถมีสิทธิมีเสียงได้ เช่น นโยบายทวงคืนผืนป่าหรือทวงคืนพื้นที่เกษตรบนพื้นที่สูง ที่คนกรุงเทพฯ อาจรู้สึกว่ามันดีมากเพราะอยากได้พื้นที่สีเขียวคืนมา แต่ขณะเดียวกันเราก็ลืมมองมิติด้านสิทธิมนุษยชน เพราะเราไปขับไล่เขาออกจากพื้นที่ทั้งที่บางคนอยู่ในพื้นที่ตรงนั้นนานแล้ว แต่รัฐบาลมาประกาศทับพื้นที่ตรงนั้นทีหลัง จริงๆ มันควรมีแนวทางทำให้ตรวจสอบสิทธิที่ดินที่ดีขึ้นและทำให้คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้มากกว่านี้ไหม แทนที่จะคิดว่าป่าต้องไม่มีคนเหมือนเป็นป่าในอุดมคติ เพราะฉะนั้นในการทำโครงการพัฒนาป่าไม้หรือคาร์บอนเครดิตต้องคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วยควบคู่ไปกับการคำนึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่การมองว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน ซึ่งมาตรฐานสากลพยายามพัฒนาจุดนี้แล้ว แต่ไทยเราพัฒนาถึงจุดนั้นหรือยัง

ย้อนกลับมาที่เรื่อง climate finance ที่ผ่านมามีข้อถกเถียงกันว่ารัฐหรือเอกชนควรเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินในการเปลี่ยนผ่านรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จุดยืนของ CFNT ในเรื่องนี้เป็นอย่างไร

จริงๆ มันต้องผสมกัน ไม่อย่างนั้นมันจะยากมากถ้าฝั่งไหนผลักดันอยู่ฝ่ายเดียว แต่สำหรับประเทศไทยทุกวันนี้เหมือนรัฐบาลจะดูแลหมด พอเป็นอย่างนั้นทำให้ภาคเอกชนขยับยากเพราะต้องทำตามทิศทางของรัฐอย่างเดียว ซึ่งที่ผ่านมาภาคเอกชนอาจมีบทบาทแค่ในแง่การสนับสนุนเงินทุนบางส่วน เช่น การซื้อพันธบัตรหรือหุ้นกู้ในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน แต่ผมว่ามันอาจถึงเวลาที่รัฐต้องคลายบางส่วน ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานมากขึ้น ผมว่าเอกชนก็พร้อมจะช่วยอยู่แล้ว แต่ต้องมีการปรับโครงสร้างการบริหาร รวมถึงการจัดการแบ่งสรรผลประโยชน์ให้ดี ส่วนฝั่งธนาคาร ผมก็ว่าเขาเปลี่ยนได้ แต่ว่าอำนาจต่อรองของเขาอาจจะไม่ได้มากขนาดนั้น สุดท้ายถ้าเรายังล็อกเรื่องนี้อยู่กับหน่วยงานรัฐบางหน่วยงานเพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนผ่านจะหนืดมากเหมือนอย่างตอนนี้ แล้วมันจะย้อนกลับมากระทบความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ในระดับนานาชาติมีการตกลงในการจัดตั้งกองทุนต่างๆ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วจะต้องให้เงินสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คุณคิดว่านี่จะเป็นแหล่งทุนอีกแหล่งที่ไทยจะใช้ประโยชน์ได้หรือไม่

มันช่วยได้ จริงๆ ประเทศไทยรับ green climate fund (กองทุนภูมิอากาศสีเขียว) ซึ่งเป็นเงินที่ไปลงในภาคการเกษตรเพื่อรับมือภัยพิบัติ และมีอีกกองทุนน่าสนใจที่เพิ่งตั้งขึ้นมาคือ loss and damage fund (กองทุนชดเชยความสูญเสียและเสียหาย) นี่จะเป็นอีกแหล่งทุนหนึ่งที่ไทยจะขอได้ และเป็นทุนที่ช่วยเหลือคนได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างตรงประเด็นมากกว่า โดยเฉพาะในภาคการเกษตร

เงินช่วยเหลือจากกองทุนหลักๆ แบ่งเป็นสองก้อน ก้อนหนึ่งคือช่วยในการลดการปล่อยคาร์บอนโดยตรง กับอีกก้อนหนึ่งคือช่วยในการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่ร้อนมากขึ้น ซึ่งสำหรับประเทศไทย ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าได้รับจัดสรรเงินอย่างไร มาจากไหน และจะไปใช้กับตรงไหนบ้าง โดย CFNT จะศึกษาเรื่องนี้ภายใน 1-2 ปีนี้ แต่ตอนนี้มีข้อมูลคร่าวๆ ว่าภาครัฐของไทยจัดสรรงบประมาณในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่สัดส่วน 0.24% ซึ่งมันน้อยจนน่าเศร้ามาก โดยเฉพาะในภาคพลังงานที่เงินลงมาน้อยมาก

จากที่ฟังมาทั้งหมด ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนผ่านของไทยค่อนข้างยาก ถ้าอย่างนั้นงานของ CFNT ในการผลักดัน climate finance ในไทยน่าจะไม่ได้ง่ายหรือไม่ และ CFNT มองทิศทางการทำงานของตัวเองอย่างไรท่ามกลางความยากนี้

ถามว่ายากไหม มันยาก ด้วยความที่ผมเรียนจบสายการเงินมาและได้ไปคุยกับเพื่อนๆ ที่เป็นนักวิเคราะห์การเงิน เขาก็บอกกันว่ามันเปลี่ยนยากด้วยโครงสร้างที่เป็นอยู่ แต่ผมรู้สึกว่าอย่างไรเราก็ต้องพูดเรื่อง climate finance นี้กันให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมา เวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรามักพูดถึงภาพใหญ่อย่างเรื่องภัยพิบัติหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่เรายังพูดในเชิงการเงินไม่มากพอ ทั้งที่บริษัทและตลาดเงินตลาดทุนก็จะได้รับผลกระทบไม่น้อย และจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเรา แต่มันเกี่ยวข้องกับเงินของทุกคน เช่นถ้าธนาคารปล่อยสินเชื่อที่มีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูง มันก็เป็นความเสี่ยงต่อเงินฝากเรา หรือถ้าเอาไปลงทุนในบริษัทที่พึ่งฟอสซิลเยอะ มันก็เป็นความเสี่ยงต่อพอร์ตโฟลิโอของเงินลงทุนของเรา จะเห็นว่ามันเกี่ยวเนื่องกันหมดในทางการเงิน แต่การวิเคราะห์ในมุมมีน้อย

และที่สำคัญผมว่าการดีลกับแต่ละภาคส่วนนี่ล่ะที่จะเป็นงานยาก เพราะเขาเปลี่ยนแปลงยาก แต่ถึงเราจะรู้ว่ายาก เราก็ผลักดันด้วยการเสนอมุมมองของเราต่อไปให้เห็นว่า ถ้าเราเปลี่ยนผ่านไม่ได้ มันจะกระทบอย่างไรต่อภาคเศรษฐกิจและการเงิน ถามว่ามุมมองเราถูก 100% ไหม ก็คงไม่หรอก แต่อย่างน้อยเราก็เสนอมุมมองอีกด้านออกมาให้คนไปคิดต่อว่าจะเชื่อไหม เพราะ CFNT ก็เป็นองค์กรเล็กๆ ที่คงไม่ได้ถึงขั้นไปเปลี่ยนแปลงสังคมหรือโลกได้ เพียงแค่ทำให้คนเห็นว่ามันมีทางเลือกอื่นใดบ้างหากมองไปในอนาคต

รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

MOST READ

Social Issues

9 Oct 2023

เด็กจุฬาฯ รวยกว่าคนทั้งประเทศจริงไหม?

ร่วมหาคำตอบจากคำพูดที่ว่า “เด็กจุฬาฯ เป็นเด็กบ้านรวย” ผ่านแบบสำรวจฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และความเหลื่อมล้ำ ในนิสิตจุฬาฯ ปี 1 ปีการศึกษา 2566

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

9 Oct 2023

Social Issues

5 Jan 2023

คู่มือ ‘ขายวิญญาณ’ เพื่อตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัย

สมชาย ปรีชาศิลปกุล เขียนถึง 4 ประเด็นที่พึงตระหนักของผู้ขอตำแหน่งวิชาการ จากประสบการณ์มากกว่าทศวรรษในกระบวนการขอตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันการศึกษา

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

5 Jan 2023

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save