fbpx
รังสรรค์ / รัฐธรรมนูญ / ด้วยสันติประชาธรรม

รังสรรค์ / รัฐธรรมนูญ / ด้วยสันติประชาธรรม

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เรื่อง

Shin Egkantrong ภาพประกอบ

 

คอลัมน์รายสัปดาห์ จากท่าพระจันทร์ถึงสนามหลวง เปรียบเสมือน ‘หลุมดำ’ ที่ดึงดูดผมเข้าสู่ขอบฟ้าเศรษฐศาสตร์ พื้นที่ขนาดเล็กเพียงไม่ถึงครึ่งหน้ากระดาษนั้นเต็มไปด้วยความคิดตื่นตาและทรงพลังมากพอที่จะเปลี่ยนวิธีการมองโลกของผู้อ่านไปโดยสิ้นเชิง

ในโอกาส ’72 ปี รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์’ ผมขอย้อนรำลึกถึงบรรณาจารย์ด้วยการกลับไปอ่านงานชิ้นสำคัญใหม่ในห้วงเวลาสุญญากาศหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562

เพื่อร่วมตอบโจทย์ที่ปกป้อง จันวิทย์ ตั้งไว้ว่า “ถ้าเราศึกษามรดกทางความคิดของอาจารย์รังสรรค์ในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง การพัฒนา และนโยบายสาธารณะ ถ้าเราเอางานเก่าของรังสรรค์กลับมาอ่านใหม่ในยุคสมัยนี้ จะพอแกะรอยคำตอบที่น่าสนใจอะไรต่อปัญหาร่วมสมัยของเศรษฐกิจการเมืองไทยยุค ‘หลังรังสรรค์’ (วางมือ) ได้บ้าง”

ต้องย้ำไว้ตั้งแต่ต้นว่า นี่เป็นการตีความมรดกความคิดของอาจารย์รังสรรค์ด้วยสายตาของผมเอง แกะใหม่ ถอดใหม่ และสรุปใหม่ พ้นไปจากความรับผิดชอบใดๆ ของงานต้นฉบับ

 

รัฐธรรมนูญกับตลาดการเมืองไทย

 

อาจารย์รังสรรค์เป็นผู้บุกเบิกการนำ ‘เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ’ มาวิเคราะห์การเมืองไทย

รัฐธรรมนูญนับเป็น ‘อภิมหาสถาบัน’ (meta institution) เพราะเป็นกติกาสูงสุดของสังคมในการกำกับพฤติกรรมของผู้คน นอกจากนี้ ยังเป็นกลไกที่ใช้เป็นบรรทัดฐานในการตีความและกำหนดกรอบกฎหมายอื่นๆ สิ่งที่เขียนในรัฐธรรมนูญจึงมีผลสืบเนื่องไปถึงการจัดวางดุลอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วย

เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญมองการเมืองในฐานะที่เป็น ‘ตลาดแลกเปลี่ยนสาธารณะ’ ที่มีการซื้อขาย ‘บริการทางการเมือง’ โดยที่ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ซื้อ และนักการเมืองผู้ยึดกุมอำนาจการบริหารเป็นผู้ขาย

แต่ตลาดการเมืองมิได้เป็นตลาดที่สมบูรณ์ในตัวของมันเอง เพราะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความเสี่ยง นโยบายที่พรรคการเมืองเสนอไว้นับเป็นสัญญาโดยนัยเท่านั้น เนื่องจากผู้ซื้อต้องลงคะแนนไปก่อนจะได้รับมอบสินค้า หากนักการเมืองที่เรากากบาทให้แพ้เลือกตั้งหรือไม่ได้ร่วมรัฐบาล บริการการเมืองที่สัญญาไว้ย่อมไม่เกิดขึ้น

อาจารย์รังสรรค์นำกรอบคิดข้างต้นมาวิเคราะห์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 2545 มองรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปในทางลบมากกว่าทางบวก

ถึงแม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะลดทอน ‘ทำนบกีดขวางการเข้าสู่ตลาดการเมือง’ ด้วยการลดขนาดเขตเลือกตั้งและให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้มุ่งหมายปรับเปลี่ยนตลาดการเมืองให้มีการแข่งขันสมบูรณ์ขึ้น เพราะเป็นการออกแบบบนฐานความเชื่อที่ลำเอียงชุดหนึ่ง เช่น 1. พรรคใหญ่ดีกว่าพรรคเล็ก 2. ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องจบปริญญาตรี หรือ 3. ไม่คำนึงถึงรายจ่ายการรณรงค์ทางการเมืองในความเป็นจริง

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 จึงทำให้ประชาชนมีทางเลือกน้อยลง คนจนยากจะขยับสถานะทางอำนาจ ทั้งหมดนี้จะยิ่งทำให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่มีอำนาจเหนือผู้สมัคร ส.ส. และประชาชน จนตลาดการเมืองมีแนวโน้มจะกลายเป็น ‘ตลาดผู้ผลิตน้อยราย’ (oligopolistic market) ในที่สุด

เป็นการยากที่จะสรุปว่าข้อวิเคราะห์ข้างต้นเป็นจริงเพียงใด เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 มีอายุเพียงหนึ่งชั่วรัฐบาลเท่านั้น ก่อนจะจบชีวิตลงด้วยการรัฐประหารในปี 2549

แต่สิ่งหนึ่งที่เราพอจะสรุปได้ก็คือ นักการเมืองและพรรคการเมืองมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปตามกติกาใหม่อย่างชัดเจน

ในการเลือกตั้งปี 2544 และ 2548 เกิดพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่มีเสียงข้างมากในสภา (ต่างจากทศวรรษ 2530 ที่เป็นรัฐบาลผสม) รัฐบาลมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้น (จากที่เคยง่อนแง่นอายุสั้น) นักการเมืองย้ายพรรคน้อยลง (จากที่เคยย้ายพรรคง่ายดาย) นโยบายของแต่ละพรรคมีผลต่อการลงคะแนนมากขึ้น (จากที่เคยยึดตัวบุคคลเป็นหลัก)

การทิ้งรัฐธรรมนูญ 2540 ไปทั้งฉบับเพราะความหวาดกลัวชื่อคนชื่อพรรคทำให้เราพลาดโอกาสในการถอดบทเรียนสำคัญที่ว่า แม้แต่ในดินแดนอาถรรพ์ที่คนไทยส่วนใหญ่หวาดกลัวอย่างการเมืองนั้น ‘การเปลี่ยนแปลงกติกา’ ยังสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของนักการเมืองและพรรคการเมืองได้

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ

ฐานคิดหลักของเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญคือความเชื่อที่ว่า ‘ปัจเจกเป็นผลผลิตของสังคม’ เมื่อกฎกติกาในสังคมเปลี่ยน แรงจูงใจของผู้คนย่อมผันแปรตามไปด้วย

หลักการนี้ฟังดูผิวเผินเหมือนไม่สลักสำคัญอะไร แต่อันที่จริง เป็นหลักการที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อกระแสหลักในสังคมไทย ที่มักมองว่านักการเมืองนั้นมีพฤติกรรมแย่โดยกมลสันดาน ชาวบ้านยึดติดกับตัวบุคคลและเงินซื้อเสียง ระบบอุปถัมภ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ – ทั้งหมดนี้เป็นมายาคติแบบปัจเจกนิยมหยุดนิ่ง จนนำไปสู่ข้อสรุปว่า พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่อ่อนแอ (weak institution) ของสังคมไทย

ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจเป็นว่า ‘พรรคการเมืองต่างหากที่ถูกทำให้อ่อนแอ’ (institutionalized to be weak) มาตลอดวิวัฒนาการการเมืองไทย

ข้อสรุปสองข้อนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง และมีผลต่อการออกแบบรัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง

หากผู้ออกแบบเชื่อแบบแรก โจทย์การออกแบบหนีไม่พ้นการลดอำนาจผู้แทนราษฎรเพื่อไปเพิ่มอำนาจให้องค์กรแต่งตั้ง ในขณะที่การออกแบบบนสมมติฐานข้อหลังจะมุ่งไปที่การทลายปัจจัยขัดขวางการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสร้างพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันหลักอีกสถาบันหนึ่งของสังคม

 

จากตลาดสู่จารีต

 

พลวัตการเมืองไทยหาได้หยุดที่ระบอบทักษิณ หลังรัฐประหารปี 2549 อาจารย์รังสรรค์พาเราเดินทางข้ามจากตลาดการเมืองไปพินิจพิเคราะห์พลังจารีตและมือที่มองไม่เห็นที่ครอบกลไกตลาดอยู่อีกชั้นหนึ่ง ดังข้อเสนอในปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปี 2550 เรื่อง ‘จารีตรัฐธรรมนูญไทยกับสันติประชาธรรม’ ที่ว่า

“ด้วยเหตุที่ไม่มีลายลักษณ์อักษร จึงไม่มีใครอ่านออก ไม่สามารถจับต้องได้ แต่มีความสำคัญยิ่งยวดในการกำหนดชะตากรรมของสังคมการเมืองไทย จารีตการเขียนรัฐธรรมนูญเป็น ‘มือที่มองไม่เห็น’ ที่นักศึกษาสังคมไทยต้องใช้แว่นส่องให้เห็น แม้จารีตการเขียนรัฐธรรมนูญมิใช่ ‘หัตถ์พระผู้เป็นเจ้า’ ของ Maradonna แต่มีความสำคัญในระนาบเดียวกับ Invisible Hand ของ Adam Smith ในขณะที่ Invisible Hand ของ Adam Smith ทำหน้าที่กำกับตลาดผลผลิต และตลาดปัจจัยการผลิต จารีตการเขียนรัฐธรรมนูญเป็น ‘มือที่มองไม่เห็น’ ทำหน้าที่กำกับการเขียนรัฐธรรมนูญ”

อาจารย์รังสรรค์ชี้ให้เห็นว่า จารีตการเขียนรัฐธรรมนูญเป็นผลผลิตของการต่อสู้ระหว่างกลุ่มพลัง 3 เส้า อันได้แก่ ‘พลังอำมาตยาธิปไตย’ (นักการเมืองข้าราชการ) ‘พลังยียาธิปไตย’ (นักการเมืองอาชีพ) และ ‘พลังประชาธิปไตย’ ในยามที่กลุ่มพลังประชาธิปไตยอ่อนพลัง จารีตการเขียนรัฐธรรมนูญย่อมเบี่ยงเบนจากแนวทางประชาธิปไตย

จารีตสำคัญของการเขียนรัฐธรรมนูญไทยมีหลายข้อ อาทิ 1. การให้เอกสิทธิ์การเขียนรัฐธรรมนูญแก่ชนชั้นปกครองเพื่อสงวนและแบ่งปันอำนาจในหมู่ชนชั้นปกครองเท่านั้น 2. การเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อก้าวก่ายอำนาจและลดทอนการถ่วงดุลอำนาจ จนถึง 3. การใช้งานเนติบริกรอยู่เป็นนิจเพราะการดำรงอยู่ของวัฏจักรการเมืองและวัฏจักรรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นควบคู่กัน

เมื่อพิจารณาในบริบทรัฐประหาร รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่อาจมีข้อเสียอยู่หลายประการกลับดูโดดเด่นและมีคุณค่ายิ่งกว่าเดิม เพราะเป็นเพียงหนึ่งในรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับของไทย (ในจำนวนรัฐธรรมนูญทั้งหมด 17 ฉบับระหว่างปี 2475 – 2549) เท่านั้นที่ยอมรับหลักการสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยอย่างกว้างขวาง (อีกฉบับคือ รัฐธรรมนูญปี 2517)

ข้อสรุปของบทวิเคราะห์ในปี 2545 ว่าน่าเป็นห่วงแล้ว ข้อสรุป ณ ปี 2550 ยิ่งชวนหดหู่กว่าเดิม

“จารีตการเขียนรัฐธรรมนูญไทยในปัจจุบันได้รับอิทธิพลอย่างมากจากวัฒนธรรมอำนาจนิยม โดยที่อิทธิพลของวัฒนธรรมประชาธิปไตยมีเพียงส่วนน้อย จารีตการเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้มิอาจนำสังคมไทยไปสู่สันติประชาธรรมได้”

งานชิ้นนี้ใช้แนวทางการวิเคราะห์ที่ต่างไปจาก ‘เศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ’ อย่างมาก แต่กลับกลายเป็นส่วนเติมเต็มอีกฟากหนึ่งที่หายไปในงานก่อนหน้า นั่นคือการอภิปรายบทบาทของ ‘กลไกทางสถาบันที่ไม่เป็นทางการ’ (informal institutions)

ในทุกสังคม กติกาที่กำหนดพฤติกรรมผู้คนล้วนเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ‘สถาบันที่เป็นทางการ’ อย่างรัฐธรรมนูญ กับ ‘สถาบันที่ไม่เป็นทางการ’ อย่างวัฒนธรรมและจารีตประเพณีเสมอ มากบ้างน้อยบ้างคละกันไป แต่ในกรณีของการเมืองไทยนั้นดูเหมือนว่า จารีตจะมีอิทธิพลเหนือรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน

ในดินแดนแห่งนี้ ภาพฝัน ‘อุตมภาพของพาเรโต’ (Pareto optimality) ไม่อาจทัดทานพลังของ ‘อุตมภาพสมบูรณาญาสิทธิ์’ (Absolutist optimality) ได้ แม้จะไม่มีใครรู้ว่าอุตมภาพทั้งสองหน้าตาเป็นอย่างไรก็ตาม

หากแป๊ะตงกับยายจันทน์มีชีวิตอยู่รอดถึงยุครัฐประหารอาจต้องอุทานว่า

“มิน่าเล่า ตลาดเราจึงไม่ทำงาน”

 

สันติ–ประชา–ธรรม

 

อาจารย์รังสรรค์ไม่เพียงวิเคราะห์สังคม ‘อย่างที่เป็นอยู่’ เท่านั้น แต่ยังชวนให้เราคิดถึงสังคม ‘ที่ควรเป็น’ อยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะในห้วงยามหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย

ความสับสนหลังการเลือกตั้งปี 2562 และความไม่เชื่อมั่นของคนจำนวนมากต่อวิธีการเลือกตั้งและแนวทางตั้งรัฐบาลตามกรอบรัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้สังคมไทยอาจถึงเวลาต้องแสวงหาฉันทมติเรื่องอภิมหาสถาบันกันอีกครั้ง

อาจารย์รังสรรค์เคยตั้งคำถามว่า กติกาแบบใดที่จะสามารถนำพาสังคมไทยไปสู่ ‘สันติประชาธรรม’ ได้ และเสนอไว้ว่า “อุตมรัฐของป๋วย อึ้งภากรณ์ ต้องมีธรรมเป็นฐานราก ธรรมนอกจากต้องเป็นรากฐานของระบบการเมืองแล้ว ยังต้องเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจไทยด้วย”

ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไปและเงื่อนไขที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมขออนุญาตเห็นต่างและเสนอว่า ในเวลานี้สิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนสำหรับสังคมไทยอยู่ที่ตัวกติกาเองมากกว่าเป้าหมาย

และหากจะแสวงหาฉันทมติของอภิมหาสถาบันกันอีกครั้งก็ควรยึดหลัก สันติ-ประชา-ธรรม อีกชุดหนึ่งที่มีนัยต่างออกไปจากยุคสมัยของอาจารย์ป๋วย

นั่นคือ ต้องเปลี่ยนแปลงกติกาอย่าง ‘สันติ’ เห็นความสำคัญของ ‘ประชา’ ชน และประเมินทุกฝ่ายอย่างเป็น ‘ธรรม’

ทั้งสามหลักการนี้สามารถนำกรอบเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญมาช่วยออกแบบได้เช่นกัน

 

สันติ – เปลี่ยนแปลงอย่างสันติ

หากจะมีการเปลี่ยนแปลงกติกา ก็ต้องทำผ่านกระบวนการที่ให้เกียรติและเคารพสิทธิของคนในสังคม ไม่ใช่การล้มกระดานผ่านรัฐประหารด้วยทหารหรือตุลาการ ผู้ที่สร้างสภาวะความไม่แน่นอน (uncertainty) ต่อกระบวนการเปลี่ยนแปลง เช่น ขู่ว่าจะทำรัฐประหาร ต้องจ่ายราคาของความไม่แน่นอนให้กับสังคม โดยอาจนับเป็นภาษีรัฐประหาร (coup tax)

และถึงจะทำรัฐประหารสำเร็จ คณะรัฐประหารก็ควรรับผิดชอบภาษีรัฐประหารอยู่ดี ต้นทุนความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่นิตยสาร The Economist เคยประเมินไว้จากการรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์ที่ 20,000 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2557 อาจสูงเกินไป แต่ราคาที่รัฐไทยต้องจ่ายโครงการเมกะโปรเจ็คต์ที่แพงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล (marginal expenditure) ก็พอจะนำมาหารเฉลี่ยระหว่างแกนนำรัฐประหารได้

เทียบเคียงกับการฟ้องร้องฐานละเมิดคำสั่งทำธุรกรรมใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปปกป้องค่าเงินบาทในวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ที่มีมูลค่าการฟ้องราว 1.8 แสนล้านบาท

 

ประชา – เห็นความสำคัญของประชาชน

รัฐธรรมนูญทำหน้าที่ Social Coordination Mechanism เชื่อมประสานภาคส่วนต่างๆ ของสังคมการเมืองให้ทำงานประสานกัน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจากกติกาใหม่

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้รับความชื่นชมก็เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม ทั้งในขั้นตอนการร่างรัฐธรรมนูญ และขั้นตอนการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีการจัดประชาพิจารณ์ (public hearing) เพื่อให้คณะกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็น ผู้แทนจังหวัดมีบทบาทเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในช่วงแรก หลังจากนั้นภาคประชาสังคมจึงเข้ามาร่วมรณรงค์ให้ร่างดังกล่าวผ่านสภา ดังที่อาจารย์รังสรรค์วิเคราะห์ไว้ว่า

“ความสำเร็จในการกดดันให้รัฐสภาให้ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดจากเหตุปัจจัยสำคัญอย่างน้อย 4 ประการ คือ 1. การให้ความสำคัญด้านการตลาดการเมือง (Political Marketing) 2. การให้การศึกษาด้านการเมืองการปกครองแก่ประชาชน (Political Education) 3. บทบาทของสื่อมวลชน และ 4. การออกแบบมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2534/2539”

หากจะมีการลงประชามติเพื่อรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เห็นต่างสามารถรณรงค์แลกเปลี่ยนความคิดกันได้ ไม่ถูกกดทับกีดกันดังเช่นครั้งออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559

และเพื่อให้การแลกเปลี่ยนความคิดสาธารณะเกิดประโยชน์สูงสุด รัฐควรช่วยลดรายจ่ายในการรณรงค์ทางการเมือง (political campaign expenditure) ให้กับกลุ่มที่เสียเปรียบในสังคมด้วย เพื่อลดปัญหาความไม่เท่าเทียมกันของพลังการต่อรอง (bargaining power) ระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ

 

ธรรม – ประเมินทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม

ปัญหาหลักประการหนึ่งในการออกแบบกติกาการเมืองไทยที่ผ่านมา คือ การพิจารณา ‘ตัวแสดงทางการเมือง’ (political actors) อย่างไม่ทั่วถึงเท่าเทียม

ในกระบวนการร่างกฎระเบียบเพื่อจูงใจและลงโทษตัวแสดงทางการเมือง ผู้ร่างมักนึกถึงแต่เพียงหน้านักการเมืองที่เป็นผู้ลงรับสมัครเป็นผู้แทนราษฎรเท่านั้น

อย่างไรก็ดี หากเรามองว่า “การแข่งขันในตลาดการเมืองเป็นการแข่งขันเพื่อยึดกุมอำนาจรัฐ หรืออีกนัยหนึ่งยึดกุม Political Property Right” แล้ว ผู้ที่พึงมีอำนาจตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากรของรัฐทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ผู้มีอำนาจเบื้องหลัง ส.ส. รัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรแต่งตั้ง ตัวแทนกลุ่มทุนที่เข้ามาร่วมกำหนดนโยบายรัฐ รวมถึงผู้ที่สามารถให้คุณให้โทษทางการเมืองต่างๆ ควรถูกนับเป็นตัวแสดงทางการเมืองทั้งสิ้น

นอกจากนี้ สมมติฐานเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวแสดงการเมืองก็ต้องเป็นไปอย่างคงเส้นคงวา ดังที่อาจารย์รังสรรค์เสนอไว้ว่า

“ภายใต้ระบบการวิเคราะห์ของเศรษฐศาสตร์รัฐธรรมนูญ ข้อสมมติที่สำคัญก็คือ มนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ หรือ homo economicus ผู้ต้องการอรรถประโยชน์สูงสุด (utility maximization) ข้อสมมตินี้นำไปใช้วิเคราะห์ประพฤติกรรมของตัวละครต่างๆ ในสังคมการเมือง ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้เสียภาษีอากร ราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้ง นักการเมือง รัฐบาล และข้าราชการ”

หากกติการะดับรัฐธรรมนูญไม่ประเมินตัวแสดงทางการเมืองอย่างเป็นธรรม ย่อมจะนำไปสู่สภาวะการกระจุกตัวของอำนาจทางการเมือง (power concentration) ในคนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับอำนาจชี้เป็นชี้ตายตัวแสดงอื่น โดยแทบไม่ต้องแบกรับความรับผิดชอบ (accountability) หรือต้นทุนปฏิบัติการทางการเมืองใดๆ (political transaction cost)

ผลลัพธ์ระยะสั้นจากสภาวะนี้คือการชะงักงันของการดำเนินนโยบายรัฐ เพราะภายใต้โครงสร้างสิ่งจูงใจเช่นนี้ ผู้มีอำนาจย่อมเลือกยืนอยู่ข้างสภาวะเดิม (status quo) ปล่อยให้สรรพสิ่งอื่นๆ เป็นไปตามยถากรรม

ในขณะที่ระยะยาว ทรัพยากรและผู้คนจะไหลไปสู่ฐานอำนาจกระจุกตัวดังกล่าว (เช่น องค์กรแต่งตั้ง กองทัพ กลุ่มทุนใกล้ชิด) ปัจเจกผู้มีความคิดสมเหตุสมผล (the rational) ย่อมไม่มีใครอยากเป็นผู้แทนราษฎรหรือแม้แต่รัฐบาล เพราะต้องแบกรับความเสี่ยงสูงกว่าตัวแสดงการเมืองอื่นๆ

เมื่อนั้น สภาผู้แทนก็จะกลายเป็นสนามเล่นเกมที่มีเพียงบรรดานักแสวงหาค่าเช่า (rent seekers) และมนุษย์ผู้ไร้เหตุผล (the irrational) แย่งกันครอบครอง

เพื่อหลีกเลี่ยงสภาวะอนาธิปไตยที่ไร้ประสิทธิภาพและความเป็นธรรม

รังสรรค์รัฐธรรมนูญด้วยหลักการ ‘สันติ-ประชา-ธรรม’ คือทางออก.

MOST READ

Economy

12 Dec 2018

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

ธนสักก์ เจนมานะ ใช้ข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยใหม่ล่าสุดสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำไทยที่ ‘สาหัส’ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ธนสักก์ เจนมานะ

12 Dec 2018

Economy

15 Mar 2018

การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม และเราจะบริหารจัดการผลประโยชน์และสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

15 Mar 2018

Economy

19 Mar 2018

ทางออกอยู่ที่ทุนนิยม

ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ผู้คนสิ้นหวังกับปัจจุบัน หวาดหวั่นต่ออนาคต และสั่นคลอนกับอดีตของตนเอง
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอทุนนิยมให้เป็น ‘grand strategy’ ใหม่ของประเทศไทย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

19 Mar 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save