fbpx
สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมู : แรงกดดันจากสหรัฐฯ กับความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนไทย

สารเร่งเนื้อแดงในเนื้อหมู : แรงกดดันจากสหรัฐฯ กับความเสี่ยงด้านสุขภาพของคนไทย

ภัทชา ด้วงกลัด เรื่อง

 

เป็นเวลากว่าสิบปี คนไทยถูกปลูกฝังให้หวาดกลัว ‘สารเร่งเนื้อแดง’ ผ่านการรณรงค์ของหน่วยงานด้านสาธารณสุขและสื่อต่างๆ อย่างเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ จนหลายคนเชื่ออย่างฝังใจว่าสารเร่งเนื้อแดงคือสิ่งแปลกปลอมต้องห้าม ที่ไม่ควรมีในเนื้อสัตว์ที่เราบริโภคแม้แต่น้อย เพราะมีอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ จะเลือกซื้อเนื้อหมูก็ต้องระวังอย่าให้มีสีแดงคล้ำ หรือมีเนื้อมากไขมันน้อยจนเกินไป

ภาพการเป็นสิ่งต้องห้ามของสารเร่งเนื้อแดงถูกตอกย้ำด้วยกฎหมายและมาตรการควบคุมการใช้สารเหล่านี้ในฐานะสารเคมีอันตราย ห้ามมิให้มีการตกค้างในเนื้อสัตว์และเครื่องในสำหรับการบริโภคโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนมีโทษรุนแรงถึงขั้นจำคุก[1] ความจริงจังเข้มงวดในเรื่องนี้ เห็นได้จากข่าวการตรวจจับฟาร์มหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง หรือบุกทลายแหล่งผลิตอาหารสัตว์ที่ผสมสารเร่งเนื้อแดง ซึ่งมักปรากฏให้เห็นในสื่อต่างๆ เสมอ

แต่มาตรการอันเข้มงวดนี้กำลังเผชิญความท้าทาย ตั้งแต่เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้เริ่มการเจรจาขอเปิดตลาดเนื้อหมูและเครื่องในหมูของไทย โดยเปิดให้สามารถนำเข้าจากสหรัฐฯ ได้  สมาคมผู้เลี้ยงสุกรลุกขึ้นมาคัดค้านเรื่องนี้อย่างแข็งขันโดยหยิบยกประเด็นสำคัญที่โดนใจผู้บริโภคอย่างความปลอดภัยทางอาหาร ด้วยเหตุที่สหรัฐฯ อนุญาตให้มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อหมูที่ใช้บริโภคได้

ความกังวลจึงเริ่มก่อตัว หลายฝ่ายกลัวว่าหากเปิดตลาดรับเนื้อหมูจากสหรัฐฯ เข้ามาจริง จะเท่ากับเป็นการเอาสุขภาพคนไทยมาเสี่ยงมากขึ้นหรือไม่ จากเดิมที่เรามีมาตรฐานสูงดีอยู่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งว่าปริมาณสารเร่งเนื้อแดงที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ตกค้างในเนื้อหมูนั้นมีเพียงเล็กน้อยเพราะมีการควบคุม และอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพมนุษย์ตามมาตรฐานสากล

ในระหว่างที่การเจรจาอยู่ในกระบวนการที่ยังไม่ได้ข้อสรุป 101 อยากชวนคุณในฐานะผู้บริโภคมาทำความรู้จักกับสารเร่งเนื้อแดงให้มากขึ้น เพื่อหาคำตอบให้ตัวเองว่า คุณรับได้ไหม ถ้าหมูที่คุณกินจะมีสารเร่งเนื้อแดง?

 

สารเร่งเนื้อแดงคืออะไร

 

สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารสังเคราะห์ในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ (Beta-Agonist) มีด้วยกันหลายชนิด เช่น เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) ซิลปาเทอรอล (Zilpaterol) และแรคโตพามีน (Ractopamine) เป็นต้น สารในกลุ่มนี้มีฤทธิ์ส่งเสริมการเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อ และลดการสะสมไขมันในเนื้อเยื่อ จึงถูกนำมาใช้ผสมในอาหารสัตว์ที่ใช้เลี้ยงวัว ไก่งวง และหมู เพื่อเพิ่มปริมาณเนื้อแดงและลดไขมันลง ตอบโจทย์ความนิยมของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ และความนิยมบริโภคเนื้อหมูสีแดงสวย

หมูที่ได้รับสารเร่งเนื้อแดงจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยใช้อาหารน้อยลง ตัวอย่างเช่น หมูที่ได้รับแรคโตพามีน จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นจาก 60 กิโลกรัมเป็น 100 กิโลกรัม ได้เร็วกว่าปกติ 4 วัน ในขณะที่ให้อาหารน้อยลง 18.5 กิโลกรัม และมีน้ำหนักกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นประมาณ 3 กิโลกรัม นี่เป็นแรงจูงใจอย่างดีให้ผู้เลี้ยงหมูใช้สารเร่งเนื้อแดงเพื่อเพิ่มผลผลิต

ทั้งนี้ ‘แรคโตพามีน’ เป็นสารเร่งเนื้อแดงที่ได้รับความนิยม และเป็นสารชนิดสำคัญที่สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้ในการเลี้ยงสัตว์ ในขณะที่หลายประเทศห้ามใช้ หรือห้ามไม่ให้มีการตกค้างของของสารชนิดนี้ในเนื้อสัตว์ที่ใช้บริโภค

 

สารเร่งเนื้อแดงอันตรายต่อมนุษย์หรือไม่ ทำไมต้องห้าม

 

แต่เดิมสารกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์นี้ใช้เป็นตัวยาในทางการแพทย์ ช่วยขยายหลอดลมในผู้ป่วยโรคหอบหืดและหลอดลมอักเสบ และใช้ยับยั้งการหดตัวของมดลูกในสัตว์ นอกจากนี้ยังมีผลต่อหัวใจ โดยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ เพิ่มแรงในการบีบตัว และเพิ่มความเร็วในการนำไฟฟ้าของหัวใจอีกด้วย

เมื่อเบต้าอะโกนิสต์ถูกพัฒนามาใช้เป็นสารเร่งเนื้อแดง พบว่ามีการตกค้างในเนื้อสัตว์ที่เราบริโภคได้ หากมีการใช้ในปริมาณและระยะเวลาที่ไม่เหมาะสม ทำให้สารไม่สลายไปก่อนการนำมาบริโภค โดยสารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติเสถียรต่อความร้อนทั้งน้ำเดือดที่ 100 องศาเซลเซียส  และน้ำมันที่ 260 องศาเซลเซียส การต้ม อบ ทอด หรือใช้ไมโครเวฟ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสารกลุ่มนี้ได้

ในต่างประเทศเคยมีการรายงานพบผู้ป่วยได้รับพิษจากการบริโภคเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อนจนทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยทางร่างกายหลายต่อหลายครั้ง ครั้งแรกที่มีการรายงานเกิดขึ้นในยุโรปช่วงปี 1990 พบผู้ได้รับพิษมีอาการกล้ามเนื้อสั่น ใจสั่น หัวใจเต้นผิดปกติ ปวดศีรษะ อาเจียน มีไข้ ต่อมามีรายงานพบผู้ป่วยมีอาการลักษณะเดียวกันจากการได้รับพิษในอีกหลายประเทศทั้งในยุโรปและเอเชียต่อเนื่องมาอีกหลายปี โดยสารที่คาดว่าก่อให้เกิดพิษคือ เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) ซึ่งออกฤทธิ์ระยะยาว ตกค้างอยู่ในอาหารได้นานกว่าสารเร่งเนื้อแดงชิ้นอื่นๆ ทำให้เกิดอาการพิษแบบเฉียบพลัน

แม้พิษจากเคลนบูเทอรอลจะไม่ส่งผลร้ายแรงถึงชีวิต แต่หากได้รับในปริมาณที่สูงกว่าการใช้รักษาทางการแพทย์ก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว เช่นโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง ต่อมาภายหลังการมีรายงานผู้ได้รับพิษอย่างต่อเนื่อง สารชนิดนี้ถูกห้ามและไม่ได้รับการรับรองให้ใช้เป็นสารเร่งเนื้อแดงในสหภาพยุโรป จีน และอีกหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ

ในขณะที่สารเร่งเนื้อแดงชนิดอื่นๆ เช่น ซิลปาเทอรอล (Zilpaterol) และ แรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งออกฤทธิ์ระยะสั้น สลายตัวได้เร็วกว่าเคลนบูเทอรอล แม้จากการศึกษาทางพิษวิทยาจะพบว่าก่อให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว และส่งผลต่อความดันโลหิตได้ แต่ยังไม่มีรายงานการเกิดพิษจากการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ปนเปื้อนสารเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม สารในกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ไม่ว่าจะชนิดที่ออกฤทธิ์ยาวหรือสั้น หากตกค้างในอาหารในปริมาณที่มากเกินไป ทั้งจากขนาดยา ระยะเวลา รวมถึงช่วงเวลาหยุดยาก่อนเข้าโรงฆ่าสัตว์ที่ไม่เหมาะสม ก็สามารถทำให้เกิดพิษเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ทั้งนั้น โดยกลุ่มเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายมากได้แก่ ผู้มีโรคประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์  หญิงตั้งครรภ์  เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ

กว่า 160 ประเทศทั่วโลก เช่น สหภาพยุโรป รัสเซีย จีน และไทย จึงเลือกใช้มาตรการ ‘ปลอดภัยไว้ก่อน’ (caution) โดยยึดหลักการ ‘Zero Tolerance’ หรือการห้ามใช้หรือห้ามไม่ให้มีการตกค้างของสารกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ในเนื้อสัตว์ที่ใช้ในการบริโภคโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคทุกกลุ่ม

 

การเมืองเรื่องสารเร่งเนื้อแดง

 

แม้ว่าหลายประเทศจะห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดงโดยเด็ดขาด แต่ประเทศอีกจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ของโลก กลับอนุญาตให้ใช้ได้ในปริมาณที่ควบคุมไว้ และต้องการกดดันให้ประเทศต่างๆ ลดความเข้มงวดของมาตรการห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดงลงในการเจรจาการค้า

ความแตกต่างขัดแย้งกันของมาตรการที่แต่ละประเทศใช้ นำมาสู่ความพยายามในการหามาตรฐานร่วมกันผ่านคณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ หรือ Codex (Codex Alimentarius Commission) องค์กรภายใต้องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations หรือ FAO) ที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับอาหารให้เป็นมาตรฐานสากล

เมื่อปี 2555 Codex ได้ข้อสรุปจากการลงมติของประเทศสมาชิกยอมรับการตกค้างของสารแรคโตพามีนในเนื้อวัวและเนื้อหมูที่ใช้ในการบริโภค โดยมีเสียงสนับสนุน 69 เสียง ต่อเสียงคัดค้าน 67 เสียง ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกันมาก ทั้งนี้ Codex ได้กำหนดปริมาณมาตรฐานสากลการตกค้างสูงสุด ( Maximum Residue Limits (MRLs)) ในเนื้อและไขมันไว้ว่าต้องค้างไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ในตับไม่เกิน 40 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม และในไตไม่เกิน 90 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์จากข้อมูลการศึกษาที่ใช้อ้างอิง

มตินี้ถือว่าเป็นชัยชนะก้าวสำคัญของประเทศที่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดง เพราะนำมาใช้เอื้อประโยชน์ในการเจรจาการค้าได้ ในขณะเดียวกันหลายประเทศกลับไม่ยอมรับมติดังกล่าว เช่น สหภาพยุโรป และจีน ซึ่งแสดงความเห็นว่าค่า MRLs ที่ Codex กำหนดนี้ไม่ได้มาจากมติเอกฉันท์ และมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ได้ เนื่องจากอ้างอิงอยู่บนการศึกษาชิ้นเดียวที่ทดลองให้สารแรคโตพามีนในมนุษย์ ที่มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาเพียง 6 คนเท่านั้น

รัสเซียแสดงความเห็นว่าการคำนวณ MRLs ของ Codex มาจากข้อมูลที่ไม่มีการตรวจสอบที่เพียงพอ และเมื่อนำมาประเมินร่วมกับปริมาณเนื้อสัตว์ที่คนรัสเซียบริโภคแล้วพบว่า อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับที่ยอมรับไม่ได้ ส่งเสริมให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้น และลดอายุเฉลี่ยประชากรลง

อย่างไรก็ตามแม้ว่า Codex จะกำหนดปริมาณมาตรฐานการตกค้างไว้ดังกล่าว แต่เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ  Codex แนะนำว่าแต่ละประเทศสามารถกำหนดค่ามาตรฐานการตกค้างของตนเองได้ตามความเหมาะสม แต่ควรอยู่บนพื้นฐานการประเมินความเสี่ยงตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ โดยต้องไม่เป็นการกีดกันทางการค้า

 

คนไทยควรรับได้ไหม หากหมูมีสารเร่งเนื้อแดงปนเปื้อน?

 

สำหรับประเทศไทย มาตรฐานที่เหมาะสมในการควบคุมสารเร่งเนื้อแดงสำหรับเราควรเป็นอย่างไร? มาตรการไม่ยอมรับสารเร่งเนื้อแดงโดยเด็ดขาดในปัจจุบันนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือจะถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือกีดกันทางการค้า?

เมื่อไม่นานมานี้เว็บไซต์ Knowledge Farm – ฟาร์มรู้สู่สังคม ได้นำเสนอรายงานเรื่อง “จะรับได้ไหม ถ้าไทยยอมให้เนื้อหมูเร่งเนื้อแดงเข้ามาขายในประเทศ ?” ซึ่งอ้างอิงมาจากโครงการวิจัยเรื่อง “การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพในการได้รับสารแรคโตพามีนจากการบริโภคเนื้อและเครื่องในสุกรและทัศนคติการเลือกซื้อเนื้อและเครื่องในสุกร” โดย ผศ.เวณิกา เบ็ญจพงษ์ และคณะ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) งานวิจัยชิ้นนี้พยายามตอบคำถามว่า ไทยควรอนุญาตนำเข้าเนื้อและเครื่องในสุกรที่มีสารแรคโตพามีนตกค้างเข้ามาในประเทศหรือไม่ หากมองในมุมความปลอดภัยทางอาหารของผู้บริโภค

การศึกษาชิ้นนี้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า รูปแบบการบริโภคหมูของคนไทยมีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงได้ กล่าวคือคนไทยบริโภคเครื่องในรวมทั้งเลือดหมู ซึ่งมีการตกค้างของสารแรคโตพามีนสูง เมื่อบริโภคในปริมาณมากสามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง

จากการศึกษาชี้ให้เห็นว่า หากใช้ค่ามาตรฐานการตกค้างของ Codex เป็นเกณฑ์ พิจารณาการบริโภคเนื้อและเครื่องในหมูในประชากรโดยทั่วไปอายุ 18-64.9 ปี จะพบว่าประชากรกลุ่มเสี่ยงที่นิยมบริโภคเครื่องในมากกว่า 4 ครั้งต่อเดือนจะได้รับสารแรคโตพามีนสูงกว่าประชากรกลุ่มทั่วไปมาก แต่การได้รับสัมผัสแรคโตพามีนทั้งในประชากรกลุ่มทั่วไปและประชากรกลุ่มเสี่ยงก็ยังน้อยกว่าค่าความปลอดภัยระดับปริมาณการเจือปนในอาหารที่รับได้ต่อวัน (Acceptable Daily Intake หรือ ADI) ซึ่งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหารขององค์การอาหารและเกษตร และองค์การอนามัยโลก แห่งสหประชาชาติ (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ได้เสนอไว้ที่ 0-0.001 มิลลิกรัม/ กิโลกรัมน้ำหนักตัว/ วัน แต่หากประเมินในกรณีเลวร้ายที่สุด คือตามปริมาณสารตกค้างสูงสุดในเนื้อหมู เครื่องใน และก้อนเลือด จากที่รายงานที่ได้รับจากการทบทวนวรรณกรรม จะพบกว่าจะได้รับสัมผัสสารแรคโตพามีนเกินจากที่ JECFA เสนอไว้

นอกจากนี้หากพิจารณาความเสี่ยงสะสมของกลุ่มประชากรกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจและความดันโลหิต และเด็กเล็ก การได้รับสารแรคโตพามีนจากการบริโภคเนื้อสัตว์แม้ประเมินที่ระดับเฉลี่ยของการบริโภค ก็มีโอกาสเกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตเกินกว่าระดับที่ยอมรับได้ โดยอ้างอิงจากการศึกษาแบบจำลองวิเคราะห์ความเสี่ยงสะสมเกี่ยวกับความผิดปกติของการทำหน้าที่ของหัวใจและหลอดเลือดของรัสเซีย มาเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า แม้จะได้รับสัมผัสแรคโตพามีนในระดับ MRL ของ Codex ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนั้นสูงเกินระดับที่รับได้ ทำให้อายุคาดเฉลี่ยของประชากรรัสเซียลดลง จากการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

 

จะเห็นได้ว่าความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์จากการได้รับสารเร่งเนื้อแดงจากการบริโภคนั้นยังมียังคงมีข้อถกเถียง ที่อาจต้องการการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ในด้านผู้กำหนดนโยบาย สิ่งสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้ในปรับเปลี่ยนนโยบายหรือมาตรการเกี่ยวกับความปลอดภัยด้านสุขภาพ คือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับประชากรกลุ่มต่างๆ ที่มีไม่เท่ากัน และจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคทุกคนมีสุขภาพที่ปลอดภัยไม่ด้อยลงไปกว่าเดิม

ในด้านผู้บริโภค ความเสี่ยงนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการบริโภคของเราเองไม่น้อย ที่ผ่านมา การที่ไทยใช้มาตรการห้ามมิให้มีการตกค้างของสารเร่งเนื้อแดงโดยเด็ดขาด อาจเรียกได้ว่าเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของผู้บริโภคในภาพรวมลง เพราะไม่ว่าผู้บริโภคจะมีพฤติกรรมการบริโภคอย่างไร มีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยงมากขึ้นหรือไม่ ก็มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าปลอดภัยจากการตกค้างของสารเร่งเนื้อแดง

หากในอนาคตมาตรการอันเข้มงวดนี้จำเป็นต้องปรับลดลง เช่น ยอมให้มีการนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างได้ตามมาตรฐานสากล ผู้บริโภคเองคงต้องรับต้นทุนในการดูแลสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้น อาจต้องยอมสลัดทิ้งความเคยชินเดิมๆ หันมาใส่ใจในการเลือกบริโภคให้ดีขึ้น หากต้องการมีสุขภาพที่ดี ซึ่งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ภาครัฐเองก็ควรมีบทบาทในการรับผิดชอบ ด้วยการให้ข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจ เช่น การติดฉลากแยกแยะเนื้อหมูปลอดภัยออกเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดงตกค้าง หรือการตรวจสอบปริมาณสารตกค้างที่ได้มาตรฐานเชื่อถือได้

ผู้บริโภคในยุคใหม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอยู่ตลอด การเป็นผู้บริโภคที่ตื่นตัวอยู่เสมอ ใช้ข้อมูลความรู้ในการตัดสินใจ และปรับพฤติกรรมการบริโภคไม่ให้เสี่ยงเกินไป คือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้คุณมีสุขภาพที่ดี

คุณอาจต้องย้อนสำรวจตัวเองดูอีกครั้ง ก่อนตอบว่า ตัวคุณเองรับได้ไหมจริงไหม ถ้าเนื้อหมูที่คุณกินมีสารเร่งเนื้อแดง?

 

อ้างอิง

 

เชิงอรรถ

[1] ในประเทศไทย สารเร่งเนื้อแดง หรือสารกลุ่มเบต้าเบต้าอะโกนิสต์ ซึ่งรวมถึง แรคโตพามีนเป็นสารต้องห้าม โดยจัดเป็นสารเคมีอันตราย ห้ามไม่ให้มีการตกค้างในเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์ที่ใช้ในการบริโภค ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 269 พ.ศ. 2546 เรื่องมาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ซึ่งกำหนดให้อาหารทุกชนิดต้องไม่ตรวจพบสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์และเกลือของสารกลุ่มนี้ รวมถึงสารในกระบวนการสร้างและทำลายสารดังกล่าว

อีกทั้งมีการควบคุมไม่ให้ใช้สารกลุ่มนี้ในอาหารเลี้ยงสัตว์ โดยมีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การกำหนดชื่อ ประเภท ชนิด หรือลักษณะของอาหารสัตว์ที่ไม่อนุญาตให้นำเข้าเพื่อขาย และการกำหนดชื่อ ประเภท ชนิด คุณสมบัติและส่วนประกอบของวัตถุดิบในอาหารสัตว์ พ.ศ.2545 ข้อที่ 3 ห้ามใช้ยา เภสัชเคมีภัณฑ์ และเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปกลุ่มเบต้าอะโกนิสท์ เป็นวัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ในการผลิตอาหารสัตว์ หากฝ่าฝืนมีบทลงโทษตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ.2558 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Health

11 Jan 2018

“ล้มคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน” ยากันล้ม : คู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ

การหกล้มหนึ่งครั้ง คุณอาจไม่ได้แค่เจ็บตัว แต่อาจเจ็บใจ (ที่น่าจะรู้วิธีป้องกันก่อน) และอาจเจ็บลามไปถึงคนใกล้ตัว ที่ต้องเข้ามาช่วยดูแล

จะดีแค่ไหน ถ้าเรามี “ยากันล้ม” ที่มีสรรพคุณเป็นคู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ

กองบรรณาธิการ

11 Jan 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save