ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่อง

เมธิชัย เตียวนะ ภาพ

 

หากเดินถนน เราอาจมีโอกาสสบตากับฟุตปาธ มองเห็นอาม่านั่งอยู่ในบ้านหลังประตูเหล็กบานเฟี้ยม ได้ใกล้ชิดอาคารและมองเห็นใกล้ๆ ว่าสีอาคารที่หลุดลอก หรือเพิ่งทาใหม่มีความสวยงามต่างกันอย่างไร

หากขับรถ เราอาจเห็นวินมอ’ไซค์ขับฉวัดเฉวียนตัดผ่านไป 2-3 คัน ที่นั่งซ้อนข้างหลังคือพนักงานออฟฟิศที่มือหนึ่งถือถุงแกง อีกมือจับราวเบาะไว้แน่น

หากอยู่ในบ้าน เราอาจอยากหมกตัวอยู่ในห้องนอนสี่เหลี่ยมไม่สบตาใคร หรือเลือกลุกไปใช้เวลามื้อค่ำกับครอบครัว

และเมื่ออยู่ในที่ทำงาน ในช่วงเวลาที่เครียดที่สุด เราก็อาจจะอยากมีพื้นที่หลบงานไว้ผ่อนคลายใจ

เราต่างเชื่อมโยงกับพื้นที่และเมืองกันคนละแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือเราไม่อาจแยกตัวเองออกจากเมืองได้

101 นัดคุยกับ ผศ.ดร.รชพร ชูช่วย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาปนิก ผู้ก่อตั้งบริษัทสถาปนิก all(zone) ที่เน้นการออกแบบเชิงศิลปวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของผู้คน เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม (MAIIAM Contemporary Art Museum)

เมื่อเดินขึ้นบันไดถึงออฟฟิศ แสงแดดที่ลอดผ่านกำแพงเข้ามาด้านใน ทำให้บรรยากาศเป็นกันเองขึ้นมาก กระถางต้นไม้แต้มสีเขียวให้พื้นที่ระเบียง พนักงานนั่งร่างแบบในคอมพิวเตอร์ เสียงปริ้นเตอร์ทำงานเป็นระยะ ทุกคนสมาสกันในพื้นที่เดียว และพูดจากันด้วยระดับเสียงพอดีหูได้ยิน

บทสนทนาไล่เรียงไปตั้งแต่ออฟฟิศในโลกยุคใหม่ที่เป็นที่อยู่หลักของคนรุ่นใหม่ วันหยุดกับวิถีคนเมือง หน้าตาของอาคารในโลกเมื่อ 20 ปีที่แล้วต่างจากตอนนี้อย่างไร พื้นที่สาธารณะหมายถึงอะไร อาคารส่งผลต่อวิถีชีวิตผู้คนอย่างไร และสถาปัตยกรรมที่เราเห็นสะท้อนภาพสังคมแบบใดบ้าง

ทั้งหมดที่ว่ามา ทำให้เราพบว่าอำนาจของสถาปัตยกรรม อาจส่งผลกับเรามากกว่าที่คิด

 

ถ้าดูจากเทรนด์ของโลก ณ ตอนนี้ มีแนวคิดอะไรที่ใช้ในการออกแบบออฟฟิศกันบ้าง เพราะออฟฟิศกลายเป็นพื้นที่ที่คนรุ่นใหม่ใช้เวลาอยู่เยอะมาก

เมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ที่ทุกคนตื่นเต้นกันก็คือกูเกิลลุกขึ้นมาทำออฟฟิศ

ก่อนหน้านี้การออกแบบพื้นที่ออฟฟิศที่เห็นกันเยอะสุด จะเป็นลักษณะแบบ cubicle เขาเรียกว่า open plan คือเป็นพื้นที่โล่งๆ แล้วมีผนังขึ้นมากั้นไว้เพื่อความเป็นส่วนตัว ถ้าเป็นหัวหน้าก็อาจมีห้องที่ปิดได้ ได้นั่งริมๆ หน้าต่าง แล้วพนักงานก็จะนั่งกันเป็น cubicle ตรงกลาง ข้างๆ อาจจะมีห้องประชุมบ้าง อันนี้คือทั่วไปที่เขาทำกัน

เขาบอกว่าทำแบบนี้จะมีความเป็นส่วนตัว ทุกคนนั่งทำงาน โฟกัสได้ แต่จริงๆ แล้วก็มาจากแนวคิดการผลิตแบบอุตสาหกรรม คือคนนั่งเรียงกัน แล้วก็ทำงาน ก่อนหน้านั้นไม่มี cubicle ตั้งแต่ร้อยกว่าปีที่แล้วที่เริ่มมีออฟฟิศ ก็เอาโต๊ะมาตั้งเรียงในพื้นที่โล่งๆ เหมือนโรงงานเลย แต่เปลี่ยนจากโรงงานเป็นโต๊ะนั่ง แล้วก็เริ่มพัฒนามาเป็น cubicle แต่ก็ยังเป็นลักษณะที่ทำให้หดหู่อยู่ดี

แล้วพอกูเกิลลุกขึ้นมาทำ ซึ่งคงมีคนทำมาก่อนหน้านั้นแล้วละ แต่พอเป็นกูเกิลคนก็สนใจ เขาก็บอกว่าช่วยทำให้คนไม่เครียด มีความคิดสร้างสรรค์ดี เพราะว่างาน Information Technology ก็คงเครียดมาก ต้องคิดอะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เขาเลยพยายามจะสร้างพื้นที่ที่คนไม่เครียดมาก อนุญาตให้เกิดการเจอกัน มีปฏิสัมพันธ์เยอะขึ้น ทำให้คนที่ไม่ได้อยู่ในแผนกเดียวกันมีโอกาสเจอกัน เดินผ่านทักทาย อาจจะได้ไอเดียใหม่ๆ ในการทำงาน

แล้วก็มีพื้นที่ในการชิลล์ตลอดเวลา ประมาณว่าในรัศมี 200-300 เมตร ทุกคนจะต้องเดินไปถึงแหล่งอาหาร ต้องมีที่กินกาแฟ แต่เข้าใจว่าคงเป็นอุตสาหกรรมที่การแข่งขันสูงมาก ความเครียดคงสูงมากจริงๆ เขาคงจำเป็นต้องหาวิธี เพราะถ้านั่งอยู่ใน cubicle แบบนี้คงตาย สุขภาพจิตพนักงานอาจจะไม่คุ้ม แล้วก็เข้าใจว่าลามไปถึงการบริการด้านอื่นๆ เช่น เอาเสื้อผ้ามาส่งซักที่นี่ได้เลย มีอาหารให้กิน 24 ชั่วโมง กลายเป็นว่าพนักงานไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่นเลย คิดแต่เรื่องงานอย่างเดียวนี่แหละ อย่างอื่นกูเกิลจะดูแลให้หมด

แล้วพอมีลักษณะของออฟฟิศที่ไม่ได้นั่งโต๊ะเริ่มต้นขึ้น ก็มีคนทำตามเยอะ แล้วรูปแบบการทำงานก็เปลี่ยนไป โดยเฉพาะสาย tech มีสตาร์ทอัพที่ไม่มีออฟฟิศจริงจัง ในบางเมืองการเช่าออฟฟิศอยู่แพงมาก เช่นที่ลอนดอน เขาเช่ากันเป็นโต๊ะ 10 ปีที่แล้ว เช่าโต๊ะสัปดาห์ละ 100 ปอนด์ คือแค่ที่นั่งทำงานเฉยๆ บางออฟฟิศทำงานกัน 2 คน ไม่รู้จะทำยังไง ก็ใช้วิธีนี้ อันนี้เกิดจากเรื่องของความยืดหยุ่นที่ไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่เฉพาะเจาะจง แต่ดิฉันเชื่อว่าเมื่อกิจการก่อร่างสร้างตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นถึงในระดับหนึ่ง ก็จำเป็นจะต้องมีพื้นที่ที่เฉพาะเจาะจงเหมือนกัน

 

ในยุคสมัยนี้ คิดว่าคนยังจำเป็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวันอยู่ไหม

ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน บางงานก็ไม่จำเป็น จะทำที่บ้านก็ได้ แต่ดิฉันก็ยังเชื่อว่าการเจอหน้ากัน คุยกัน ยังไม่มีอะไรสู้ได้ คือ interaction ระหว่างหนึ่งต่อหนึ่งในการทำงานยังจำเป็นอยู่

เมื่อสัก 20 กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นอินเทอร์เน็ตบูม ก็คุยกันว่าต่อไปเราจะไม่มี office building รึเปล่า เพราะเราติดต่อสื่อการกันทางอีเมลได้ คงจะวิดีโอคอลกันได้ง่ายๆ ต่อไปเราอาจจะไม่จำเป็นต้องมีออฟฟิศเลยก็ได้ เราไม่ต้องเดินทาง อยู่บ้านไปเลย แต่ 20 ปีที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่ามันไม่จริง

ปัจจัยต่อมาคือเรื่องการเดินทาง ซึ่งทำให้เกิดการแบ่งกิจกรรมเป็น 2 ชนิด อันไหนที่ไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากัน เราก็สื่อสารกันทางอีเมลให้จบได้ แต่การเจอหน้ากันจะสำคัญขึ้น เพราะจะมีดีลบางอย่างที่ยังไงก็ต้องเจอหน้ากัน ตอนนั้นมีคนคิดว่าต้องลามไปถึง airline business ธุรกิจคมนาคมจะต้องน้อยลง เพราะเราอยู่บ้าน ไม่ต้องไปไหน แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ ยังไงก็ต้องเจอกัน

แต่การเข้าออฟฟิศมันควรจะยืดหยุ่นขึ้น เช่น ทำงานวันจันทร์-ศุกร์ แล้วหยุดเสาร์-อาทิตย์ ควรเลิกได้แล้วรึเปล่า ควรจะเบลอกว่านั้นรึเปล่า แต่มันก็มีคนเคยคุยเรื่องนี้ว่า ถ้าเบลอกว่านั้น ตอนนี้จะกลายเป็นว่าคนทำงาน 6 วัน จะโหดไปกว่านั้นอีก คือพอไม่มีเส้นแบ่งเลย ก็จะมีคนอยู่ประเภทหนึ่ง หรือกิจการจำพวกหนึ่งซึ่งไม่แคร์ แล้วก็อาจมีคนที่ยอมทำงานอาทิตย์ละ 7 วัน เพราะอาจมีความจำเป็นในเชิงเศรษฐกิจ อยากได้ตังค์ เป็นต้น

คนอีกกลุ่มหนึ่งก็เลยคุยกันว่า หรือควรพบกันครึ่งทาง เช่น หยุดวันไหนก็ได้ เลือกเอาใน 1 สัปดาห์ แต่ถ้าเอาในเชิงการทำงานของธุรกิจ การที่มีวันหยุดชัดเจน ประหยัดกว่าเยอะ อย่างบางออฟฟิศหยุดทำงานเสาร์-อาทิตย์ เพราะเขาคิดแล้วว่ามาเปิดแอร์ออฟฟิศ ไม่คุ้ม เปลืองกว่า แล้วอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ เป็นแอร์เครื่องใหญ่ที่ทำงานทั้งตึก หลัง 6 โมงเย็นไป แอร์จะปิด แล้วถ้าคุณจะเปิดแอร์หลัง 6 โมงเย็น คุณต้องจ่ายตังค์เพิ่ม บางออฟฟิศห้ามทำ OT คือไม่ได้รักพนักงานนะ แต่กลัวจ่ายค่าแอร์แพง อันนี้ในมุมสถาปนิกที่เรารู้ข้อมูล เพราะฉะนั้นในเชิงของต้นทุนของบริษัท การหยุดเป็นวันที่ชัดเจน เขาก็จัดการได้ดีกว่า

 

ปัญหาอย่างหนึ่งที่เราเห็นในเมืองใหญ่คือ พอคนทำงานวัน-เวลาเดียวกัน รถก็จะติดในเวลาเดียวกัน แล้วพอเสาร์-อาทิตย์ คนก็ไปแออัดในห้าง เพราะมีวันหยุดเหมือนกัน เราจะประยุกต์ fixtime กับ flextime มาใช้อย่างไรบ้าง

ออฟฟิศใหญ่ๆ บางที่ก็เริ่มให้ทำงานจากที่บ้าน แทนที่ชีวิตจะทำงาน 5 วัน 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็นอยู่ออฟฟิศ ก็อาจจะ flexible ขึ้นในการทำงาน ไม่ต้องฝ่ารถติดมา บางออฟฟิศก็มีหยุดวันพุธให้ทำงานจากที่บ้าน ลดความเครียดในการฝ่ารถติด เพราะจันทร์-อังคาร ฉันก็เหนื่อยมากแล้ว เจอพุธ-พฤหัสอีก พอวันศุกร์นี่คือตาย เสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะว่าเสียชีวิตไปแล้ว หมดแรง

มีตัวเลขบอกว่าการหยุดวันพุธทำให้สุขภาพจิตของคนดีขึ้น สุขภาพแข็งแรงขึ้น คนเครียดน้อยลง แล้วกลายเป็นว่าพอคนทำงานจากที่บ้าน ยิ่งขยันขันแข็งกว่าอีก เพราะคนจะกลัวว่า เดี๋ยวคนจะหาว่าไม่ทำงานรึเปล่า วันพุธกลายเป็นวันที่การทำงานมีประสิทธิภาพซะงั้น

จริงๆ เรื่อง flextime ควรจะใช้ได้นานแล้วค่ะ ตอนนี้ถ้าเราคิดจริงๆ เรื่องเวลาก็ไม่ได้เข้มงวดขนาดนั้นแล้ว ทำตอนไหนก็ได้ แต่ว่าคงต้องใช้เวลาในการเปลี่ยน แต่ก่อนเราก็ไม่ได้หยุดเสาร์-อาทิตย์ เราหยุดวันพระ หยุดตามศาสนา จนบัดนี้ ในการทำงานก่อสร้าง บางที่คนงานไม่หยุดเสาร์-อาทิตย์ เขาหยุดวันพระ เช่น ชาวไทใหญ่ เขาเข้มงวดมาก เสาร์อาทิตย์ไม่หยุดนะ บอกให้ไปตรวจงานได้เลย แต่ว่าวันพระอย่ามานะ วันพระใหญ่นี่หยุดเลยอาทิตย์นึง

 

คนให้ความสำคัญกับวันไม่เหมือนกัน?

ใช่ เราเพิ่งมาหยุดเสาร์-อาทิตย์เมื่อไม่นานมานี้เอง จริงๆ เราจะหยุดวันพระก็ได้ แต่ตอนนี้ความยากก็คือโลกเขาหยุดเสาร์-อาทิตย์กันอยู่ ทีนี้เราจะยังไง เราจะค่อยๆ หรือเราจะเพิ่มทางเลือกว่าเสาร์-อาทิตย์ไม่หยุด แล้วไปหยุดวันธรรมดาแทน แต่ก็จะมีคนบอกว่า แล้วพ่อแม่พี่น้องเขาหยุดเสาร์อาทิตย์ หยุดแล้วก็ไม่เจอใครเลย

อย่างที่ออฟฟิศ all(zone) เราพยายามจะรวบวันหยุดที่กะปิดกะปรอย เอามาจัดการใหม่ให้เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ใช่หยุดวันนู้นที วันนี้ที แล้วในที่สุดวันหยุดก็ไม่ได้ทำอะไร นอนอยู่บ้านตื่นสาย มองฝ้าเพดานแป๊บเดียวบ่ายสอง หมดวันแล้ว เราก็อยากให้ทุกคนได้วันหยุดที่เป็นชิ้นเป็นอัน ซึ่งก็ทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง แต่ถ้าภาพใหญ่ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ก็คงลำบาก

ขยับจากเรื่องเวลามาที่เรื่องอาคาร ถ้าลองเทียบอาคารเมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว ตั้งแต่โลกเพิ่งเข้าสู่ยุคไร้สาย กับอาคารในปัจจุบัน มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

ยังไม่ค่อยเปลี่ยนเยอะหรอกค่ะ ปกติสถาปัตยกรรมเป็นของที่เปลี่ยนช้าที่สุด เพราะมันยากและหนัก ใช้ตังค์เยอะในการเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งหนึ่งที่สังเกตเห็นเยอะมากเลย คือเนื่องจากไลฟ์สไตล์เราเปลี่ยนเร็วขึ้น วิธีการใช้พื้นที่เราเปลี่ยนเร็วขึ้นมาก ก็จะมีอาคารบางประเภทที่ใช้งานไม่ได้แล้ว แล้วการจะปรับให้กลับมาใช้งานให้เหมาะสมกับวิธีใช้พื้นที่ของคนปัจจุบัน มันทำไม่ได้

เราจะมีอาคารที่ทิ้งร้างอยู่จำนวนหนึ่งที่เกิดจากสาเหตุนี้ เช่น รูปแบบของโรงแรมสมัยก่อน ที่มีห้องใหญ่ๆ 200 ห้อง มีล็อบบี้ใหญ่ๆ มีร้านอาหาร 4 ร้าน เปิดแอร์ทีนึงคือบึ้ม ดังพร้อมกันทุกเครื่อง กดสวิทช์แอร์ทีนึงเสียตังค์แล้วเป็นพัน แล้วถ้าคนน้อยเราก็ไม่สามารถปรับได้เลย fixed cost สูงมาก กิจการแบบนี้ในที่สุดจะเจ๊ง เพราะเขาปรับอะไรไม่ได้ ไม่สามารถลด overhead เหล่านี้ได้ ไม่สามารถจะแข่งขันกับธุรกิจที่เปลี่ยนไปได้

สมัยนี้โรงแรมมีทั้ง Airbnb มีโรงแรมขนาดเล็ก เกสต์เฮ้าส์ โฮมสเตย์ คือถ้าไม่เจ๋งจริง ไม่ได้เป็นโรงแรม chain ไม่ได้ up to standard จริงๆ ก็เจ๊ง แล้วมีเยอะด้วย ตึกที่คาๆ ไว้อย่างนี้

อันนี้กำลังเป็นจุดเปลี่ยนว่าจะมีอาคารจำนวนหนึ่งที่ปรับไม่ได้ ถ้าปรับก็จะเหนื่อยและแพงมาก เผลอๆ ทุบทิ้งดีกว่า ซึ่งการทุบตึกทีนึงใช้ทรัพยากรมหาศาล ตอนสร้างก็ใช้ทรัพยากรมหาศาลแล้วนะ ตอนทุบก็ใช้พลังงานมหาศาล ทุบเสร็จแล้ว ซากพวกนี้เอาไปไว้ไหน โหดมากเลยนะคะ ทุบผนังออกมานิดเดียวก็ได้เป็นภูเขา แล้วคิดภาพว่าทุบทั้งตึก เอาไปทิ้งไว้ไหนไม่รู้

ประเด็นนี้น่าคุยกันว่า ด้วยวิธีการใช้ชีวิตเราเปลี่ยนเร็วมาก แล้วอาคารจะเปลี่ยนตามได้ยังไง เราจะมีระบบการออกแบบยังไงที่จะทำให้อาคารมีความสามารถในการปรับเปลี่ยน

ในช่วงที่ผ่านมา เราก็ทำงานที่จะต้องเปลี่ยนตึกเก่าให้เป็นการใช้งานใหม่ เยอะมาก เราก็เข้าใจว่าจะมีข้อจำกัดบางอย่างที่ทำได้ กับทำไม่ได้ บางอย่างก็ทุบทิ้งเถอะค่ะ แต่บางอย่างถ้าทำได้ก็ทำ ยืดอายุของอาคารออกไป แล้วมันไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องทรัพยากร เพราะจริงๆ เราไม่เคยถูกคิด ‘ค่าทิ้งของ’ ถ้าเราถูกคิดเงินค่าทิ้งของ คนจะคิดเรื่องนี้เยอะขึ้น ในบางสังคมที่ทรัพยากรจำกัดจำเขี่ยกว่านี้ เวลาคุณทิ้งของ คุณต้องเสียตังค์ เพราะฉะนั้น เวลาคุณสร้างของ หรือคุณซื้อของ ต้องคิดเยอะนิดนึง แล้วเราอาจจะยืดอายุการใช้งานของมันได้อีกนิดนึง

อย่างง่ายๆ เลย ตอนนี้จะมีคนคุยกันเยอะมากว่า ถ้า self-drive car (รถยนต์ไร้คนขับ) เกิดใช้งานได้แล้วจริงๆ รูปแบบการคมนาคมขนส่งจะเปลี่ยนมั้ย รถคันใหญ่ๆ อาจจะไม่มีแล้ว รถคันเล็กลง แล้วการที่จะต้องมีพื้นที่จอดรถเยอะๆ ในอาคารตามกฎหมาย ถ้าต่อไปเราจอดรถน้อยลงล่ะ เพราะ self-drive car ไม่ต้องจอด เราจะเอาที่จอดรถไปทำอะไร

ก็ต้องยอมรับว่าในเรื่องของการออกแบบ เรายังมีพื้นที่สำหรับการนำเสนอของแบบนี้น้อยมาก เพราะว่ามันเป็นเรื่องเงิน แค่เราบอกว่าเราอยากลองทำอันนี้ให้ดีขึ้นนิดนึง บางทีก็ใช้ตังค์เป็นแสนเป็นล้าน ซึ่งลูกค้าจะจ่ายเงินกับสิ่งนี้มั้ย เจ้าของเงินน่ะ ก็ต้องใช้เวลาในการเปลี่ยน คือต้องรอให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว เจ๊งแล้วเนี่ย เขาถึงจะยอมทำ

 

แล้วถ้าเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย สมมติแต่ก่อนพื้นที่หนึ่งเคยเป็นบ้านคน เป็นอาคารเก่า แต่เราก็เห็นว่ามีหลายกรณีที่ชุมชนต้องย้ายออก เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะ หรือ Public Space เหตุการณ์แบบนี้สะท้อนอะไร เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมั้ย

ดิฉันคิดว่ามันเป็นความคิดที่ประดักประเดิดนิดนึง ถามว่าเรามีพื้นที่สาธารณะดีมั้ย ดี แต่พื้นที่สาธารณะมาพร้อมหลายอย่าง ใครดูแล ใครจ่ายตังค์ มีงบประมาณมั้ย ชุมชนยินดีที่จะเป็นคนดูแลมั้ย เพราะถ้าเกิดจากชุมชนจริงๆ เขาก็จะมีกลไกในการจัดการพื้นที่ตรงนั้นเอง รวมกลุ่มมาดูแลไม่ให้พื้นที่รกร้าง แต่ถ้าเป็นของที่ไม่ได้มาจากตัวชุมชนเอง รัฐหรือคนที่จัดการพื้นที่ตรงนี้ ต้องมีตังค์มาดูนะ เพราะไม่อย่างนั้นพื้นที่สาธารณะที่ไม่มีคนดูก็จะกลายเป็นพื้นที่เสื่อมโทรม อันตรายหนักเข้าไปอีก จริงๆ มันซับซ้อนแล้วก็ละเอียดอ่อน

สมมติเราจะมาทำพื้นที่สีเขียวสาธารณะริมน้ำ ถามว่าดีมั้ย ดี แต่ประเด็นก็คือ คนใช้คือใคร คนในชุมชนจริงรึเปล่า หรือว่าเป็นพื้นที่ที่จะให้คนข้างนอกเข้าไป จริงๆ ก็ได้หมดนะ เพียงแต่เราต้องชัดเจนนิดนึงว่า ตกลงจะทำอะไร เพื่อใคร อย่างไร คนในพื้นที่ใช้จริงรึเปล่า อยากได้จริงรึเปล่า แล้วในเรื่องของการดูแลจะเกิดอะไรขึ้น

ภาพที่ใหญ่ขึ้นก็คือ มันอันตรายในการที่เราอ้างชุมชน อ้างผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งมันจริงรึเปล่า ถ้าคุณใช้กลไกนี้ไปทำกับพื้นที่อื่นๆ มันน่ากลัวนะ ไม่ต่างกับเรื่องส่งผู้ร้ายข้ามแดนของฮ่องกง เรื่องคล้ายกัน คือถ้าเราอนุญาตให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ทีนึง แปลว่าคุณสามารถจะใช้กลไกนี้ทำอะไรก็ได้ โดยที่เราไม่ต้องตั้งคำถามถึงที่มาว่าตกลงแล้วเกิดขึ้นได้ยังไง

 

ที่ผ่านมาก็มีข่าวเรื่องการไล่รื้อ หรือการเข้าไปทำอะไรกับชุมชนโดยมีข้ออ้างที่ว่า ชุมชนเก่าแล้ว ทรุดโทรมแล้ว เรามาทำใหม่ให้ดูสะอาดตาดีกว่า

เยอะมากเลยค่ะ เอาง่ายๆ อย่างชุมชนป้อมมหากาฬ ดิฉันก็ตั้งคำถามนะ ไม่รู้ไปทำอะไร คือกลายเป็นของเศร้าๆ ตอนนี้มันแย่กว่าเดิม เราอาจอ้างว่าแต่ก่อนมันทรุดโทรม แต่ตอนนี้มันดูแย่กว่าเดิมอีก ดิฉันรู้สึกว่า ชาวบ้านเขาก็อยู่กัน อาจไม่ได้สะอาดเรียบร้อยมาก แต่ทำไมเราไม่มีกลไกเข้าไปช่วยเขาล่ะ ก็มีสถาปนิกบางกลุ่มที่ทำเรื่องพัฒนาชุมชนเข้าไปช่วย ดิฉันก็ไม่ได้โรแมนติกถึงขึ้นว่า สลัมสวยจังเลย บ้านทรุดโทรมดีจังเลย ไม่ใช่ แต่เราควรจะเข้าไปดูรึเปล่าว่าจะทำให้ดีขึ้นได้ยังไง กลไกคืออะไร เช่น ระบบสุขาภิบาลแย่ การระบายน้ำแย่ ไม่มีระบบดับเพลิงเลย เกิดไฟไหม้หลังนึงขึ้นมาก็ไปหมดเลย เราจะสร้างชุมชนให้เขามีความตระหนักรู้ในเรื่องการป้องกันอัคคีภัย การจัดการความสะอาดในพื้นที่สาธารณะและในบ้านของตัวเองยังไง

แล้วคุณบอกว่าการที่มีคนอยู่ตรงนั้นทำให้พื้นที่น่ากลัว แต่พอคุณย้ายคนออก ตอนกลางคืนน่ากลัวมาก คุณเดินผ่านไม่ได้นะ โดนจี้ คือตอนนี้เกาะรัตนโกสินทร์กำลังเป็นแบบนั้นอยู่ เพราะคุณก็ไล่คนออกไปเรื่อยๆ อ้างว่าต้องสวย พอสวยปุ๊บ ตอนกลางคืนนี่… มิจฉาชีพเลย คือมันจะมีภาพสวยหรูของคนจำนวนหนึ่งที่คิดว่า พวกนี้เป็นของเน่า ต้องเอาออกไปให้หมด ไม่สวย แต่จริงๆ มีกลไกที่ซับซ้อนกว่านั้น

 

ในขณะเดียวกันก็จะมีมุมมองที่ว่า สังคมน่าจะต้องการพื้นที่สาธารณะ กรุงเทพฯ ต้องการพื้นที่สีเขียว เราก็เอาพื้นที่สีเขียวมาวาง แล้วย้ายคนออกไปให้ดูเรียบร้อยไม่ดีกว่าหรือ

จริงๆ เราก็เรียนรู้รูปแบบการมีพื้นที่สีเขียวมาจากโมเดลของชาติที่เจริญแล้ว ดิฉันเห็นด้วยกับการมีพื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ แต่จริงๆ เราน่าจะต้องละเอียดอ่อนกว่านั้นอีกนิดมั้ย เช่น ถามว่าในสังคมเรามีพื้นที่สาธารณะรึเปล่า จริงๆ เรามีอยู่นะคะ แบบที่มีคนดูแลดีมากด้วย เช่น วัด ไม่รู้เคยสังเกตมั้ย แถวๆ สยามไม่มีพื้นที่สาธารณะเลย พนักงานพารากอน ตอนเที่ยงเขาก็เดินถืออาหารเข้าไปนั่งกินในวัดปทุมวนารามนะ เคยเข้าไปดูมั้ย นี่คือสวนสาธารณะของจริง

สมมติไปกินข้าวเที่ยงในสวนสาธารณะ เช่น ในสวนเบญจกิติ ใครจะออกไปกิน ร้อนจะตาย มีที่วิ่งก็ดี แต่ต้องมีหลากหลายรูปแบบมากกว่า เรามีภาพอย่างเดียวว่าต้องเป็นปาร์คใหญ่ มีต้นไม้เขียว แล้วคนก็ไปวิ่ง ออกกำลัง จ๊อกกิ้งได้  อันนี้เป็นแค่รูปแบบเดียวในการใช้พื้นที่สาธารณะ จริงๆ มีอีกหลายรูปแบบมากที่คนไทยใช้พื้นที่สาธารณะ

เราต้องละเอียดอ่อนแล้วก็ทำความเข้าใจกลไกมากกว่านั้น เพราะมันลามไปถึงเรื่องการดูแลรักษา การจัดการพื้นที่ให้ไม่น่ากลัว การสร้างพื้นที่สาธารณะไม่ใช่แค่เอาสวนไปวางแล้วจบ มันมีมิติที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก พื้นที่แบบนั้นให้เราไปเดินตอนกลางคืนเราก็ไม่ไปนะ

เราต้องคิดให้จบนิดนึงว่า ถ้าเราจะมีพื้นที่แบบนี้ แล้วมันจะไล่คนออกไปจำนวนหนึ่งได้อย่างไร เขาจะใช้ชีวิตอยู่ยังไง เราจะไม่เอาคนแบบนี้อยู่ในเมืองเลยรึเปล่า เราค่อยๆ ผลักคนเหล่านี้ออกจากพื้นที่เมืองรึเปล่า อย่างสวนสวยๆ หน้าวัดราชนัดดา ที่แต่ก่อนเคยเป็นโรงหนังเฉลิมไทยแล้วโดนทุบทิ้ง ก็คิดไม่ออกเลยนะว่าจะใช้ยังไง มันไม่มีคน จริงๆ เราต้องการอะไร ต้องการคน หรือต้องการที่สวยๆ เอาไว้ถ่ายรูป สิ่งเหล่านี้ถ้ามันไม่ได้อยู่ในวิถีชีวิตจริงๆ คนก็ไม่มา ต้องมองให้ครบนิดนึง

 

 

ถ้าขยับมาจากเรื่องฟังก์ชั่นของพื้นที่ ในฐานะของสถาปนิกออกแบบอาคาร มองว่าบ้านเมืองเราที่เห็นกันอยู่ สวยหรือไม่สวยอย่างไร

ไม่สวยเลยค่ะ เดินไปตรงไหนก็อยากแก้ตรงนั้น

 

เราน่าจะเห็นตรงกันว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ดูแล้วไม่ค่อยสบายตา มันเป็นเพราะอะไร การออกแบบอาคาร หรือเพราะสายไฟ ทางเดิน หรืออะไร

เราโตเร็ว กรุงเทพฯ มีประชากร 13 ล้านคน มีพื้นที่ประมาณ 7,000 ตารางกิโลเมตร คือใหญ่มาก คิดภาพว่า 100 ปีที่แล้ว คนเกินครึ่งยังอยู่ในแพอยู่เลย ถ้าเราคิดอย่างนี้ได้ก็จะรู้สึกว่า ฉันมีรถไฟฟ้าตอนนี้ ฉันมาไกลมาก ก่อนหน้านี้ความเป็นเมืองเราต่ำมาก เรามีความเป็นเมืองเป็นกระจุกเล็กๆ แล้ววิธีการใช้พื้นที่ของคนก็เปลี่ยนช้านะ ยังเป็นแบบเดิมอยู่ คือเราก็ยังเห็นคนไม่ทำตามกฎในการใช้พื้นที่ของเมืองและสถาปัตยกรรม เพราะเมืองมาเร็วมาก

ตอบคำถามคือ ที่ไม่สวยเพราะเราโตเร็วและไม่ได้วางแผน เวลาเราไปเมืองในต่างประเทศ เห็นสวยๆ เพราะบางเมืองเขาวางแผนกันดี แล้วเขาก็อาจจะผ่านช่วงเน่าไปแล้ว ได้เวลาการปรับปรุงแล้ว โซลแต่ก่อนก็เน่ามาก ตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้น มีการทำพื้นที่ริมน้ำ ก็ใช้เวลา

แต่ของประเทศเรา เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปเรื่อยๆ ไม่ได้เห็นภาพใหญ่ในการแก้ปัญหา เราภูมิใจในความมีอิสระในการทำนู่นนี่นั่น ซึ่งก็มีข้อดีนะ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานแย่มาก คนไทยเลยมีความคิดสร้างสรรค์สูงมากในการใช้เมือง ดิฉันว่านวัตกรรมในการใช้เมืองที่อลังการที่สุดเบอร์หนึ่งคือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เนื่องจากเมืองเราไม่มีประสิทธิภาพ คนที่อยู่อาศัยก็ต้องคิดเรื่องนี้ คือทำยังไงให้อยู่รอด

ถามว่าสวยมั้ย ไม่สวยหรอก ของเรามันเละ เดินไปบนฟุตปาธก็ไม่มีท่อระบายน้ำ วันก่อนเพิ่งอ่านเรื่องที่คนญี่ปุ่นในเมืองไทยทำวิจัยว่ามีพื้นที่ตรงไหนในกรุงเทพฯ ที่เวลาฝนตกแล้วน้ำจะไม่ท่วมบ้าง ปรากฏคือไม่มี

 

แล้วอาคารที่เราเห็นในกรุงเทพฯ ส่วนมากเป็นสถาปัตยกรรมทรงไหน

มั่วซั่วค่ะ (หัวเราะ) ตอนนี้เขาฮิตไรกัน เราก็มีอันนั้น เราก็มีความพยายามจะถามว่า จะต้องทำสถาปัตยกรรมยังไงดี แต่พอพูดถึงสถาปัตยกรรม 70% เป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับการลงทุน การลงทุนก็ไม่ได้อนุญาตให้สถาปนิกได้ทำงานแบบมีเวลาคิดมากเท่าไหร่นัก สมมติโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีกันอยู่ตอนนี้ เขาได้ที่ดินมา 4-5 เดือน ถ้ายังไม่ได้เปิดขายโครงการ เขาก็ขาดทุนแล้ว ดอกเบี้ยตั้งเท่าไหร่ แล้วคุณจะให้เวลาเขาคิดตอนไหน ไม่มี โครงการที่คิดเยอะมาก ยากมากก็เจ๊ง ส่วนมากของที่จะมีโอกาสคิดนิดนึง ก็จะกลายเป็นของเล็กๆ เช่น เป็นบ้านที่เล็กๆ หน่อย ซึ่งเราก็อาจจะไม่ได้เห็น แล้วก็ไม่ได้มีผลกระทบกับคนในวงกว้าง

 

แต่ที่เห็นรูปแบบที่ตรงกันมากๆ คือทุกอาคารต้องติดแอร์หมดเลย

สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เราเห็นกันอยู่ก็มาจากเมืองที่อากาศหนาวกว่าเรานั่นแหละ แต่ถามว่ามีความพยายามจะหาคำตอบให้กับสถาปัตยกรรมรูปแบบเหล่านี้ที่อยู่ในประเทศเขตร้อนรึเปล่า มีค่ะ

ก่อนหน้านี้ อาคารแบบนี้ในประเทศไทย ตอนที่แอร์ยังแพงมากๆ อยู่ เขาก็ทำกัน แล้วมีการระบายอากาศที่ดีทั้งนั้น เพียงแต่ว่าหลังๆ พอระบบแอร์ราคาถูกลง สถาปนิกก็อาจจะไม่ต้องคิดเยอะเพื่อทำให้มันเกิดการระบายอากาศขนาดนั้น แต่สำหรับดิฉัน อาคารที่ดี ยังไงก็ตามอาคารต้องไม่ติดแอร์แล้วอยู่ได้ คือทุกที่ที่เราทำต้องมีตัวเลือกในการไม่ใช้แอร์

เราพยายามจะคิดเรื่องนี้เยอะ เช่น มีแผงกันแดด กันไม่ได้ให้แดดเข้าตรงๆ แต่ยังได้แสงอยู่ แล้วเราก็ออกไปข้างนอกได้ ปลูกต้นไม้ได้ ทำให้โปร่ง โล่ง ถ้าอยากจะเปิดหน้าต่างก็สามารถเปิดได้ ให้ลมเข้า

แต่บางทีสถาปนิกก็ถูกกดดันจากเจ้าของโครงการ คุณจะเอาอะไรมาก คุณติดแอร์ไป คนไทยจำนวนมากก็ยังคิดว่าการอยู่ในพื้นที่แอร์เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความร่ำรวย มีเงินจ่ายเนอะ ฉะนั้นจะโทษสถาปนิกซะทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะยังมีความต้องการจากคนอีกจำนวนมาก ต้องค่อยๆ ปรับไปด้วยกัน

 

ถ้าให้มองขยับไปไกลหน่อย ในอนาคต คนในรุ่นวัย 20-30 ที่กำลังอยู่ในวัยทำงาน แล้วก็ต้องอยู่ในเมืองที่ผสมทั้งความเก่า-ใหม่ คุณมองว่าเมืองและพื้นที่อาคารในอนาคตจะมีรูปร่างหน้าตาแบบไหน

อย่างที่บอก พื้นที่กับรูปแบบสถาปัตยกรรมเปลี่ยนช้า ถ้าเราดูในหนังไซไฟ ห้องนอนก็หน้าตาเหมือนห้องที่เรานอนนั่นแหละ เพียงแต่ว่ามันพยายามจะทำให้มีแสงประหลาดๆ นิดนึง แสงแบบแหล่งกำเนิดแสงมาจากไหน แสงสีฟ้ามาเป็นผืนๆ จากทั้งผนัง พื้นที่อยู่อาศัยอย่างห้องนั่งเล่นในหนังไซไฟ ก็เหมือนพื้นที่ที่เราใช้อยู่นี่แหละ เพียงแต่จะมีของที่ไฮเทคเยอะขึ้น ซึ่งเราอาจนอนอย่างนี้มาหลายพันหลายหมื่นปีแล้วมั้งเนอะ

สำหรับพื้นที่ที่เป็นส่วนตัว (personal space) อาจจะไม่ต่างมาก แต่ตอนนี้ก็มีคนเร่ิมคุยเรื่องความเป็นส่วนตัวกันเยอะ  คือตอนนี้เราพยายามจะสร้างความเป็นส่วนตัว มีอพาร์ตเม้นต์อยู่คนเดียว ในขณะที่สังคมสมัยก่อนแชร์กันกว่านี้ อยู่กันเป็นครอบครัว หรือพื้นที่หนึ่งอาจจะไม่ได้อยู่แค่ครอบครัวเดียว ซึ่งตอนนี้มีคำถามเยอะมากเลยว่า การที่เราอยู่เป็นห้องเดี่ยวๆ (single unit) มันดีจริงเหรอ เพราะว่ามันทำให้คนเหงา ซึมเศร้า โดยเฉพาะในเมืองใหญ่

เราต้องเริ่มมีวิธีคิดรูปแบบใหม่ในการ ‘อยู่’ ว่าเราจะอยู่ยังไงให้เป็นชุมชนมากขึ้นไหม ไม่ใช่ว่าเราอยู่คอนโด อยู่คนเดียว ไม่เคยคุยกับใครเลยทั้งคอนโดนี้ ขึ้นลิฟต์ยังแบบไม่อยากคุยกับใคร ฉันจะเล่นมือถือ คือทุกคนก็เป็น เดินในโถงทางเดิน เปิดประตูออกมามีคนเดินอยู่ ต้องปิดประตู รอให้เขาไปก่อน คือไม่รู้ว่าทำไม ด้วยพื้นที่มันไม่เอื้อในการที่จะรู้จักใครทั้งสิ้น ดูเป็นการบังคับ ถ้ากลับไปเรื่องแรกที่เราคุยกัน เรื่องกูเกิลที่จะทำยังไงให้พื้นที่ที่ไม่เป็นทางการพอที่คนจะสามารถเลือกที่จะทัก หรือเลือกที่จะไม่ทักได้

 

แต่นั่นเป็นเพื่อนร่วมงาน อาจจะง่ายหน่อย

ใช่ แต่นี่ก็เพื่อนร่วมบ้าน เราอยู่ตึกเดียวกัน นี่คือตายไป 3 วันก็ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ในห้องนะ มีกรณีแบบนี้อยู่บ่อยๆ ถ้าถามว่าดิฉันมองอะไรในอนาคต ก็มองประเด็นนี้แหละว่าเราจะอยู่คนเดียวกันไปได้อีกนานแค่ไหน เพราะจริงๆ ที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ เราไม่ได้อยู่คนเดียวเลย ตอนนี้เราก็เลยอยากได้ความเป็นส่วนตัวมาก การมีห้องส่วนตัว การมีอพาร์ตเม้นต์ส่วนตัว เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงว่าเรามีอำนาจทางการเงินในระดับหนึ่งพอที่เราจะได้สิ่งเหล่านี้มา เช่น ห้องน้ำส่วนตัว

สังเกตสิ กลับไปดูบ้านเก่าๆ มี 3 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ เดี๋ยวนี้บ้านมี 3 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ คือไม่มีการแชร์อะไรกันเลย พ่อแม่กับลูกยังไม่ใช้ห้องน้ำเดียวกันเลย ทำไม แล้วทุกคนก็บ่นว่าเด็กสมัยนี้ไม่มีความอดทน ไม่เคยต้องรออะไร ไม่ได้อะไรอย่างใจก็ร้องกรี๊ด ก็แน่นอนสิคะ คือถ้าคิดถึงตอนเด็กๆ ที่บ้านมีห้องน้ำห้องเดียวนะ มีพ่อแม่ พี่น้อง 3 คน สิ่งที่เกิดขึ้นตอนเช้าคือต้องแย่งกันอาบน้ำแล้ว เพื่อให้ไปโรงเรียนทัน มันต้องมีการต่อรอง ต้องวางแผน ใครจะตื่นก่อน มีการทำความเข้าใจ ถ้าคุณต้องใช้ห้องน้ำกับคนอื่น คุณต้องระวังแล้วว่าฉันใช้ห้องน้ำเสร็จแล้ว เละรึเปล่า บีบยาสีฟันแล้วโยนไว้ ใส่แปรงสีฟันไว้ในที่ที่ไม่ควรจะใส่หรือเปล่า อาบน้ำแล้วห้องเปียกหมดเลยหรือเปล่า มีหลายอย่างที่ทำให้เราต้องคิดถึงคนอื่น

สมัยก่อนทรัพยากรน้อย รถก็มีคันเดียว ออกจากบ้านก็ต้องออกพร้อมกัน เราต้องคิด ระหว่างคนนี้เข้าห้องน้ำ อีกคนนึงกินข้าว แต่ตอนนี้ไม่จำเป็น ตื่นเช้ามาก็เข้าห้องน้ำตัวเอง รถคนละคัน ออกจากบ้านไม่พร้อมกัน แล้วคุณจะเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจคนอื่น การอดทนรอยังไง ยากมากนะคะ

ถามว่าสถาปัตยกรรมมีผลมั้ย มีผลมาก

 

พอคนรุ่นหนุ่มสาวอยู่คนเดียวเยอะ เกี่ยวมั้ยว่า พออยู่คนเดียวมากๆ เข้า ก็เหมือนชินกับการอยู่คนเดียว อยากอยู่คนเดียวตลอดไป ไม่อยากมีครอบครัวแล้ว

ก็ส่วนนึง แต่จริงๆ มีครอบครัวตอนนี้ก็ดูยาก อย่างชนชั้นกลางก็อาจจะคิดเยอะ พอคิดเยอะก็เครียด จะไปเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงลูก ให้เรียนพิเศษรึเปล่า เดี๋ยวเข้าโรงเรียนต้องเสียแป๊ะเจี๊ยะ ตายแล้ว เดี๋ยวเลี้ยงลูกไม่ดี บางคนก็คิดว่าการเลี้ยงลูกเหนื่อย มีภาระ ไปไหนก็ไม่ได้ อยากไปเที่ยว อยากมีชีวิตอิสระ ทำงานก็ไม่ได้อีก โดยเฉพาะผู้หญิง ก็จะคิดว่ามีลูกแล้วจะทำให้ชีวิตการทำงานถดถอยรึเปล่า ก็มีหลายประเด็นนะ ภาระก็ส่วนหนึ่ง การอยู่คนเดียวจนชินก็ส่วนหนึ่ง สถาปัตยกรรมก็ส่วนหนึ่ง

แต่อย่างในประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ทำงานก็มีการสนับสนุนเรื่องการมีลูก เขาเห็นทรัพยากรพนักงานสำคัญ ตั้งแต่ให้มีลาคลอด (maternity leave) ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย นอร์เวย์ให้ 2 ปี ได้เงินเดือนด้วย ปีแรกได้ตังค์เต็ม ปีที่ 2 ได้ตังค์ครึ่งนึง ถ้าจำไม่ผิด ดิฉันเคยไปสอนที่นอร์เวย์ แล้วก็มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่า เราคงไม่ได้เจอกันแล้วนะ ตอนนี้ท้องแล้ว เดี๋ยวมีลูก ปีหน้าก็คงไม่ได้ทำงานทั้งปี ดิฉันก็แบบ ปีนึงเลยเหรอ เขาบอก คิดว่าจะลา 2 ปี นี่ช็อคหนักกว่าเดิม (หัวเราะ)

 

ในแง่สวัสดิการสำหรับพนักงานโอเค แต่สิ่งที่บริษัทได้กลับมา คุ้มค่ายังไงกับการที่บริษัทต้องยอมจ่ายขนาดนั้น

ในบางที่ก็เป็นกฎหมาย แต่ถ้าในแง่สวัสดิการ ก็มีคนทำวิจัยว่าบริษัทที่ให้ลาคลอดนาน แล้วก็มีสถานที่รับดูแลเด็กอยู่ในบริษัท หรืออยู่ใกล้ๆ บริษัท แม่เอาลูกไปฝากไว้ตอนเช้า แล้วเดินมาทำงาน ตอนเที่ยงอาจจะแวะไปดูแล้วกลับมาทำงานได้ เขาบอกว่า อัตราการลาออกของพนักงานลดลง 25% คิดภาพว่ากว่าที่คุณจะทำให้คนคนนึงเข้ามาในบริษัทแล้วเรียนรู้ทำความเข้าใจจนทำงานได้ดีนั้นใช้เวลามาก แล้วพอพ่อหรือแม่มีลูก อาจจะต้องออกไปดูแลลูก ก็ไม่คุ้มนะ แต่ถ้าสมมติมีสวัสดิการเหล่านี้ ทำให้เขาไม่เครียด ที่จะต้องโทรถามหาลูกตลอดเวลา ทำงานอย่างมีสมาธิได้ ก็อาจจะคุ้ม ลดปัจจัยให้คนอยากลาออก ถามว่าคุ้มมั้ย คุ้มนะ

ที่ทำงานสมัยก่อนก็อาจจะเอาลูกๆ ไปวิ่งเล่นได้ หรือรวมแก๊งเด็กกันอยู่ในห้อง มีแม่บ้านคอยมาเดินดู แบบที่ไม่เป็นทางการมาก แต่ตอนนี้การทำงานเป็นทางการขึ้น อาจจะต้องทำให้เป็นกิจลักษณะว่ามีพื้นที่ที่จะเอาเด็กมาทิ้งไว้ได้ ซึ่งมันก็พิสูจน์ไปแล้วนะว่าคุ้ม แล้วก็เป็นหนึ่งในการกระตุ้นที่คุณจะเรียกคนเก่งมาทำงานด้วย บางทีเคยเห็นประกาศรับสมัครงานที่ว่า 10 ออฟฟิศที่มีบริการการดูแลเด็ก คือคนก็คิดเรื่องนี้เป็นหนึ่งในตัวเลือกเหมือนกัน

 

ทั้งหมดที่เราคุยกันมา คุณมองว่าสังคมไทยกับพื้นที่ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวันนี้ มีความเชื่อมโยงกันยังไงบ้าง

ชัดมากเลย สังคมไทยเป็นสังคมที่มองไม่เห็นคนตัวเล็ก คนตัวเล็กจะถูกปฏิบัติเหมือนเป็นคนรุกล้ำ เช่น ในประเด็นพื้นที่สาธารณะ สมัยก่อน โครงสร้างสังคมอาจจะหลวมๆ กว่านี้ ก็มีหาบเร่แผงลอย ซึ่งจริงๆ ก็เป็นวิถีชีวิต แต่ว่าถึงจุดหนึ่ง ถามว่ามันรบกวนมั้ย อันตรายมั้ย ก็อันตราย ดิฉันว่าเราไม่ค่อยมีวิธีการจัดการแบบละเอียดอ่อน แบบทางสายกลาง คือทำยังไงให้เขาอยู่ได้ เพราะก็มีคนจำนวนมากที่ยังพึ่งพาการกินอยู่บนหาบเร่แผงลอยอยู่ ข้าวราคา 30-40 บาท เราก็จำเป็นต้องใช้อันนี้อยู่ ตอนนี้มีแต่การออกมาบอกว่า ห้ามมีการหาบเร่แผงลอย มันไม่ใช่

ถามว่าดิฉันเกลียดมั้ย พื้นถนนที่มันๆ สกปรกๆ เกลียดมากเลย เดินไปแล้วมีคนเอาน้ำก๋วยเตี๋ยวราดลงท่ออยู่ เจอทุกวัน แล้วท่อระบายน้ำก็ตันเพราะไขมันไปอุด เราก็รู้อยู่แล้วว่าเราหนีไม่ได้ เราก็รู้อยู่แล้วว่า ประชากรจำนวนมากของกรุงเทพฯ ใช้ชีวิตกับร้านอาหารราคาถูกเหล่านี้ มันมีวิธีเยอะแยะที่จะจัดการ

ดิฉันเคยทำโครงการออกแบบกับนิสิต เด็กๆ ก็นำเสนอวิธีแก้ปัญหาที่ดีมาก คือให้แต่ละพื้นที่ที่มีหาบเร่แผงลอยมีศูนย์ที่มีน้ำมีไฟ ให้เขาใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย หยอดเหรียญเลยก็ได้ แล้วก็มีก๊อกน้ำให้ล้างจานได้ แทนที่จะไปล้างจานแบบทุกคนมีกะละมังหนึ่งใบ ล้างเสร็จแล้วก็เทน้ำลงไปบนฟุตปาธ ควรมีพื้นที่ล้างจานรวม ให้มีถังดักไขมันเป็นเรื่องเป็นราว อันนี้ใช้พื้นที่ 10 ตารางเมตรก็รอดแล้ว สร้างเป็นจุดๆ ในเมือง ปัญหานี้ต้องการการคิดแบบก้าวหน้า แทนที่จะไปทำป้ายจราจรอัจฉริยะซึ่งไม่เคยดูรู้เรื่อง หรือที่หยอดรถเมล์อัจฉริยะที่ใช้ไม่ได้ อันนี้คือการมองเห็นคนตัวเล็กจริงๆ มีคนที่จำเป็นต้องใช้พื้นที่จริงๆ

แล้วในอาคารของประเทศไทย ไม่มีกฎหมายเรื่องพื้นที่ของพนักงาน มีบางตึก ดิฉันเห็นแม่บ้านกินข้าวในห้องน้ำ คุณจะให้สังคมสงบสุขได้ยังไง ถึงจุดหนึ่งคนก็ต้องมีความเป็นคนในระดับนึง คือคุณไม่มีพื้นที่ให้เขาเปลี่ยนเสื้อผ้า เก็บของ กินข้าว โหดไปนะ นี่คือสังคมที่ไม่นับรวมเขา (inclusive) เราลืมคน

ตึกสวยๆ ที่เห็นอยู่อลังการ มันสวยได้ เพราะมีคนดูแลนะ คนดูแลเหล่านี้อาจจะเป็นคนที่มีโอกาสทางสังคมน้อยกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าเราต้องเหยียบเขา คือการที่เราจะทำให้เขาอยู่ในสังคมนี้ได้ เราก็ต้องเคารพวิธีใช้ชีวิตของเขาในระดับนึงนะ ควรมีที่ให้กินข้าว มีที่ให้เปลี่ยนเสื้อผ้า มีล็อคเกอร์มั้ย ดิฉันเห็นแม่บ้านเก็บของตัวเองไว้ในห้องเก็บอุปกรณ์ ทำไมเรามีห้องเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด แต่เราไม่มีห้องที่แม่บ้านจะเปลี่ยนเสื้อเก็บของ คือคุณเอาของเขาไปเก็บกับไม้กวาด เราอยากเก็บสมบัติเรากับไม้กวาดมั้ยล่ะ นี่เป็นเรื่องที่ดิฉันต่อสู้ตลอดเวลาว่าให้เจ้าของโครงการคิดถึงเรื่องนี้ ต้องมีนะ คุณจะให้เขาอยู่ยังไง ทำไมเราไม่มีพื้นที่ให้คนเหล่านี้เลย

อันนี้สถาปัตยกรรมกับสังคมมันสะท้อนกันนะคะ เพราะว่าถ้าสังคมเราคิดเรื่องนี้จริงๆ อาจถึงขั้นต้องมีกฎหมายรึเปล่าว่าในพื้นที่ที่ใหญ่ขนาดนี้ คนที่ทำงานบริการให้คุณ ใช้คนประมาณเท่าไหร่ แล้วต้องมีห้องพวกนี้มั้ย ในขณะที่เรามีที่จอดรถเยอะมาก แต่เราไม่มีแม้กระทั่งพื้นที่ให้แม่บ้านอยู่

 

ท้ายที่สุดแล้ว คน ครอบครัว ที่ทำงาน อาคาร เมือง มีส่วนเกี่ยวข้องกันอย่างไรบ้างโดยที่มีสถาปัตยกรรมมาเกี่ยวข้อง

เรื่องที่ทำงานกับครอบครัว จริงๆ สัมพันธ์กันนะ ถ้ากลับมาดูเรื่องที่อยู่อาศัย พื้นที่ส่วนตัวอาจจะต้องลดลง เพื่อทำให้มนุษย์มีความเชื่อมโยงกันในหลายระดับ หลายเจเนอเรชันมากขึ้น อาจจะต้องมีคอนโดฯ ที่มีทั้งคนหนุ่มสาว ครอบครัว และคนแก่อยู่ด้วยกันรึเปล่า จะได้เอื้อกัน เพราะตอนนี้คอนโดฯ มีแต่หนุ่มสาว ตอนกลางวันก็ร้าง ทุกคนก็อยู่ที่ออฟฟิศ กลับมานอนเฉยๆ

การทำอะไรอย่างเดียว เป็นวิธีคิดที่ง่าย แต่เมื่อเราเริ่มเอาของหลายอย่างมารวมกัน จะเกิดความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเหนื่อยในการจัดการ แต่ถามว่าชีวิตมนุษย์ง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ เราพยายามจะทำชีวิตเราให้ชัด จับลงกล่อง ก็เลยมีความพังเกิดขึ้นในหลายๆ มิติ เราพยายามจะแก้ความพังในหลายมิตินี้โดยการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุรึเปล่า ไล่มาตั้งแต่การทำงาน การใช้ชีวิตในเมือง อนาคตของการใช้ชีวิต สิ่งเหล่านี้กลับไปตอบเรื่องว่า ท้ายที่สุดแล้วมนุษย์เป็นสัตว์สังคมรึเปล่า แล้วในยุคสมัยใหม่ที่ผ่านมา เราเรียกร้องใช้พื้นที่ส่วนตัว ก็เลยตามมาด้วยปัญหาต่างๆ

ถามว่าเราเข้าใจมนุษย์น้อยลงเพราะอะไร ก็แน่นอนสิ วันๆ ไม่เจอใคร เจอกันแต่อยู่ในโทรศัพท์ แล้วมันเป็นการเลือกได้ เราเลือกจะตอบก็ได้ ไม่ตอบก็ได้ เราเลือกจะมีตัวตนแบบไหนก็ได้ ถ้าเราไม่อยากเจอเขาเราก็ออกจากกลุ่ม (leave group) ออกมา แต่ในชีวิตจริง เราออกจากกลุ่มไม่ได้ เราจะยังต้องเจอคนเหล่านี้อยู่ เพราะฉะนั้นก็เกิดเหตุการณ์ที่คนไม่สามารถทนกับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เลือก ทำให้การใช้ชีวิตเกิดความเปราะบาง

กลายเป็นว่ารูปแบบสถาปัตยกรรมในแง่หน้าตาเป็นเรื่องรองเลย เมื่อเทียบในแง่ที่มันเข้าไปมีผลกับการใช้ชีวิตของมนุษย์ คือถ้าสวยก็อยากได้นะ แต่ถ้ามองในเชิงภาพที่ใหญ่กว่านั้นว่าสถาปัตยกรรมมีผลยังไงต่อชีวิตมนุษย์ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ ในแง่ว่าเราอนุญาตให้คนใช้ชีวิตยังไง แล้ววิธีการใช้ชีวิตหล่อหลอมให้มีพฤติกรรมยังไง แล้วก็ในที่สุดพฤติกรรมซ้ำๆ จะกลายเป็นนิสัยอย่างไร

 

Author

Panis Phosriwungchai

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย - นักเขียนอิมพอร์ตจากขอนแก่น ชอบลงพื้นที่ทำสารคดี สนใจวิถีชีวิตและผู้คน อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์ เคยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ศิษย์เก่า วารสารฯ ไอซีที ศิลปากร และจบปริญญาโทด้านข่าวและสารคดีที่ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ