fbpx
การตีพิมพ์ผลงานวิชาการกับแรงจูงใจที่อาจนำไปสู่การทำผิดจริยธรรม

การตีพิมพ์ผลงานวิชาการกับแรงจูงใจที่อาจนำไปสู่การทำผิดจริยธรรม

เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมามีประเด็นที่ถูกอภิปรายอย่างกว้างขวางในแวดวงคนวิชาการ ว่าด้วยศาสตราจารย์ท่านหนึ่งในไทยทุบสถิติตีพิมพ์ผลงานวิชาการมากกว่า 400 ชิ้นในระยะเวลาเพียง 3 ปี หากคิดง่ายๆ ศาสตราจารย์ท่านนั้นจะต้องทำงานวิจัยและนำไปตีพิมพ์อย่างน้อย 3 วันต่อชิ้น ถ้าไม่ใช่ยอดมนุษย์ ก็คงต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ยิ่งขุดค้นก็ยิ่งน่าสงสัย อย่างแรกคือผลงานวิชาการของเขาครอบคลุมตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ การเงิน รัฐศาสตร์ ไปจนถึงเคมี ฟิสิกส์ และวัสดุศาสตร์ แถมผลงานแต่ละชิ้นยังถือว่ามีคุณภาพสูงลิ่ว เนื่องจากได้รับการอ้างอิงไปกว่า 2,500 ครั้ง

หากมองเผินๆ เขาคงเป็นนักวิชาการตัวเต็งที่จะได้รับรางวัลโนเบลในเร็ววัน ถ้าไม่ติดที่ว่างานวิจัยหลายชิ้นถูกถอนออกไปแล้ว แถมการอ้างอิงส่วนใหญ่ก็เป็นการอ้างกันเองไปมาแต่ไม่ปรากฏในเนื้อหา อีกทั้งวารสารบางฉบับที่ตีพิมพ์ผลงานยังถูกลบชื่อออกจากฐานข้อมูลทางวิชาการที่น่าเชื่อถืออย่าง SCOPUS คงไม่ผิดนักหากจะสรุปว่าสถิติผลงานอันโดดเด่นนี้เป็นเพียงภาพลวงตา

นี่คือผลพวงของแรงจูงใจให้คนทำผิด (perverse incentive) ในแวดวงวิชาการ ที่ใช้จำนวนผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ประกอบกับดัชนีชี้วัดการอ้างอิงผลงานเป็นเครื่องมือบ่งบอกความสำเร็จ ความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน รวมทั้งการยอมรับนับถือของสาธารณะ แต่สุดท้ายก็เป็นไปตามกฎของกู๊ดฮาร์ท (Goodhart’s Law) ที่มีใจความว่า “เมื่อตัวชี้วัดกลายเป็นเป้าหมาย มันก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีอีกต่อไป” เนื่องจากทุกคนมีแรงจูงใจที่จะเอาชนะด้วยสารพัดกลโกง

ว่าด้วยธุรกิจวารสารวิชาการ

ในอดีต เมื่อนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยตั้งคำถาม ออกแบบการทดลอง เก็บข้อมูล สรุปผล แล้วนำมาร้อยเรียงเป็นบทความทางวิชาการ ผลงานดังกล่าวจะถูกส่งไปยังวารสารวิชาการเพื่อตีพิมพ์ โดยอาจเสียค่าใช้จ่ายบ้างเพียงเล็กน้อย ทีมบรรณาธิการและอาสาสมัครผู้เชี่ยวชาญในสาขาดังกล่าวจะทำหน้าที่สอบทานพร้อมทั้งแสดงความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงต้นฉบับ ก่อนที่บทความจะได้รับการตีพิมพ์และกระจายไปยังห้องสมุดต่างๆ ทั่วโลก เป็นวิทยาทานแก่นักศึกษาและนักวิจัยเพื่อให้นำผลลัพธ์ไปต่อยอด

รายได้หลักของวารสารวิชาการแบบดั้งเดิมมาจากค่าสมาชิกของสถาบันทางวิชาการและมหาวิทยาลัย นี่คือความสัมพันธ์อย่างตรงไปตรงมาระหว่างสำนักพิมพ์ที่ต้องคัดสรรผลงานคุณภาพสูงเพื่อให้สมาชิกพึงพอใจและยินดีที่จะจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี หากวารสารไหนคุณภาพตกต่ำ ผลพวงที่ตามมาก็คือรายได้ที่หดหาย และสุดท้ายก็จะตายไปจากตลาด

แต่อินเทอร์เน็ตทำให้ธุรกิจวารสารวิชาการต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เมื่อเกิดแนวคิดใหม่ว่าด้วยวารสารวิชาการที่ทุกคนเข้าถึงได้ (open access) ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากนักวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายคนที่ต้องการให้ทุกคนบนโลกสามารถเข้าถึงความรู้อย่างเสรีโดยไม่มีกำแพงกั้น แต่เหล่าบรรณาธิการก็ต้องกินต้องใช้ วารสารวิชาการที่ทุกคนเข้าถึงได้จึงเก็บเงินจากนักวิจัยเพื่อทดแทนค่าธรรมเนียมสมาชิกที่หายไป

แน่นอนครับว่าวารสารวิชาการที่ทุกคนเข้าถึงได้ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ ส่วนนักวิจัยเองก็ได้ประโยชน์ทางอ้อมเนื่องจากมีคนอ่านผลงานจำนวนมากกว่า และมีโอกาสที่บทความจะถูกนำไปอ้างอิงสูงกว่าวารสารที่ต้องสมัครสมาชิกเพื่อเข้าถึง แต่รูปแบบการหารายได้นี้เองที่ทำให้เกิด ‘ปรสิตแห่งวงการวิชาการ’ นั่นคือ ‘วารสารนักเชือด’ (predatory journal) ที่มาพร้อมสโลแกน “จ่ายครบจบที่ตีพิมพ์”

แผนภาพแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักวิจัย วารสาร และผู้อ่าน โดยแบ่งออกเป็นวารสารที่ต้องสมัครสมาชิก (subscription-based journal) วารสารที่ทุกคนเข้าถึงได้ (open access journal) และวารสารนักเชือด (predatory journal) จะเห็นว่านักวิจัยจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการจัดพิมพ์ (article processing charge หรือ APC) ให้แก่วารสารที่ทุกคนเข้าถึงได้ และวารสารนักเชือด แต่บทความที่ตีพิมพ์ในวารสารนักเชือดจะไม่ได้ผ่านกระบวนการสอบทานโดยผู้เชี่ยวชาญนำไปสู่การเผยแพร่บทความวิชาการคุณภาพต่ำ
ที่มาแผนภาพ: Problems and challenges of predatory journals

ปัญหาจากวารสารนักเชือด

วารสารนักเชือดมักเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับพิจารณาบทความในอัตราสูงลิ่ว โดยลูกค้าส่วนใหญ่คือเหล่านักศึกษาปริญญาเอกไร้เดียงสาที่ต้องกระเสือกกระสนตีพิมพ์ผลงานวิชาการตามเงื่อนไขการเรียนจบ นักวิชาการฉ้อฉลที่หวังใช้เงินเป็นทางลัดเพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งงาน หรือกระทั่งเหล่าผู้ปฏิเสธเรื่องโลกร้อนและกลุ่มต่อต้านวัคซีนที่ต้องการให้สิ่งที่ตนเชื่อได้รับ ‘ตราประทับ’ ว่าผ่านการสอบทานโดยผู้เชี่ยวชาญ

การศึกษาที่เผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2558 พบว่าตลาดของวารสารนักเชือดมีมูลค่าราว 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตีพิมพ์ผลงานวิชาการลวงโลกประมาณ 420,000 บทความต่อปี แต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวอาจเติบโตขึ้นหลายเท่าตัว

ปัญหาจากวารสารนักเชือดไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนของเหล่านักวิชาการลวงโลกนะครับ แต่บทความวิทยาศาสตร์จอมปลอมยังเปรียบเสมือนมลภาวะในแวดวงวิทยาศาสตร์ สร้างความเข้าใจผิดแก่นักวิจัยมือใหม่ที่อาจนำข้อมูลมั่วซั่วในบทความไปใช้อ้างอิง หรือกระทั่งถูกนำไปใช้สำหรับสร้างข่าวปลอมที่ดูน่าเชื่อถือหรือแสวงหาประโยชน์ทางการเมือง

สำหรับผู้อ่านอย่างเราๆ ท่านๆ การแยกแยะระหว่างวารสารวิชาการของจริงกับของปลอมนับว่ายากอย่างยิ่ง เพราะวารสารนักเชือดมักจะตั้งชื่อให้ดูน่าเชื่อถือ ใช้ศัพท์แสงทางวิชาการเข้าใจยาก เรียกได้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ปลอมที่ดูสมจริง แม้หลายชิ้นอาจจะอ่านไม่รู้เรื่อง ผมขอลองให้ทายเล่นๆ นะครับว่าวารสารหัวใดต่อไปนี้เข้าข่ายว่าเป็นวารสารนักเชือด (อ่านเฉลยที่ท้ายบทความ)

            (1) Journal of Economics, Business and Management

            (2) Journal of Economics, Finance and Management Studies

            (3) International Journal of Advances in Management and Economics

ถ้าเดาไม่ออกก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะมีการสำรวจพบว่านักวิชาการในมหาวิทยาลัยชั้นแนวหน้าของสหภาพยุโรปหลายคนก็ยังเคย ‘พลาด’ ไปตีพิมพ์ในวารสารนักเชือดหลายฉบับ ซึ่งมันเกิดจากความผิดพลาดโดยบริสุทธิ์ใจ เพราะไม่ได้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของวารสารดังกล่าวก่อนส่งไปตีพิมพ์

แน่นอนครับว่าแวดวงวิชาการไม่ได้นิ่งเฉยและพยายามจัดการกับปัญหาดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมรายชื่อวารสารนักล่า เช่น Beall’s List of Potential Predatory Journals and Publishers โดยเจฟรีย์ เบลล์ (Jeffrey Beall) บรรณารักษ์ชาวอเมริกัน หรือการคัดกรองวารสารวิชาการโดยฐานข้อมูลงานวิจัยอย่าง SCOPUS และอีกสารพัดเว็บไซต์จัดทำดัชนีการอ้างอิงผลงานวิชาการ

แต่ความพยายามเหล่านั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งการแพร่ระบาดของวารสารลวงโลกได้ ส่วนหนึ่งเนื่องจากยังมีคนบางกลุ่มที่ต้องการใช้บริการดังกล่าว ประกอบกับการจัดทำวารสารนักเชือดฉบับใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร เพียงแค่มีทักษะในการทำเว็บไซต์และรวบรวมอีเมล์นักวิชาการที่มีผลงานตีพิมพ์เป็นประจำ แล้วส่งอีเมลสแปมเชิญชวนให้มาร่วมตีพิมพ์ผลงานในวารสารหน้าใหม่พร้อมกับวงเล็บว่ามีค่าใช้จ่าย (ราคาแพง) ก่อนกระบวนการตีพิมพ์เผยแพร่

‘วารสารนักเชือด’ เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง

การจงใจจ่ายเงินเพื่อตีพิมพ์ผลงานวิชาการในวารสารนักเชือดเพื่อหวังสร้างชื่อเสียงหรือใช้เป็นผลงานเพื่อขอรับตำแหน่งทางวิชาการย่อมเป็นเรื่องผิดจริยธรรม แต่นั่นเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาในวงการวิชาการเกี่ยวกับงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ ซึ่งเผชิญกับ ‘อคติในการตีพิมพ์’ (publication bias) มาอย่างยาวนาน

อคติที่ว่าคือความโน้มเอียงของวารสารวิชาการในการตีพิมพ์ผลลัพธ์งานวิจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติ (statistically significant) ซึ่งมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงกันคือค่าความน่าจะเป็นน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ (p < 0.05) หรือแปลเป็นภาษามนุษย์ได้ว่ามีโอกาสน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ที่ผลลัพธ์ของงานวิจัยเกิดขึ้นจากความบังเอิญ โดยมีการศึกษาพบว่าผลวิจัยที่นัยสำคัญทางสถิติจะมีโอกาสได้รับการตีพิมพ์มากกว่าถึง 40 เปอร์เซ็นต์

เมื่อการตีพิมพ์ผลงานคือตัวชี้วัดของนักวิชาการ เหล่านักวิทยาศาสตร์จึงมีแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวในการทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้ผลลัพธ์มีนัยสำคัญทางสถิติ แม้ว่าการกระทำดังกล่าวชวนให้ถูกตั้งคำถามในแง่จริยธรรมก็ตาม

การปรับแต่งค่าความน่าจะเป็นไม่ใช่เรื่องยาก เมื่อผลลัพธ์ครั้งแรกออกมาว่าไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ บางรายอาจใช้วิธีเก็บกลุ่มตัวอย่างเพิ่มไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ตามต้องการ บางรายปรับเปลี่ยนกลุ่มตัวอย่าง เช่น จากเดิมที่จะวิเคราะห์ทั้งชายและหญิง แต่เมื่อทดสอบในกลุ่มย่อยพบว่าผลลัพธ์มีนัยสำคัญทางสถิติเฉพาะกลุ่มผู้ชาย ก็อาจปรับแก้เนื้อหาทั้งหมดให้เสมือนหนึ่งว่าออกแบบมาเพื่อเก็บตัวอย่างเฉพาะผู้ชายมาตั้งแต่แรกเริ่ม บางคนอาจรื้อสมมติฐานใหม่ทั้งหมด แล้วขุดหาความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติจากข้อมูลที่มีอยู่ในมือ ฯลฯ

การปรับแก้เหล่านี้คือเรื่อง ‘หลังบ้าน’ ซึ่งเราในฐานะผู้อ่านไม่มีทางรู้ได้เลยว่าการตั้งสมมติฐาน การกำหนดกลุ่มตัวอย่าง และอีกสารพัดรายละเอียดปลีกย่อยที่ปรากฏในบทความวิชาการเป็นแบบนี้จริงๆ ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการหรือปรับแก้มาเรื่อยๆ เพื่อตามหาผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ

อ่านถึงตรงนี้ ความน่าเชื่อถือต่อสถาบันวิทยาศาสตร์ของใครหลายคนอาจเริ่มสั่นคลอน พร้อมกับความกังวลว่าในอนาคตแวดวงวิชาการอาจถึงคราวล่มสลายเพราะมลภาวะผลงานวิชาการคุณภาพต่ำกำลังจะล้นตลาด

อย่าเพิ่งมองโลกในแง่ร้ายเกินไปนะครับ เพราะความแข็งแกร่งของแวดวงวิทยาศาสตร์คือกลไกหักล้างความผิดพลาดแบบอัตโนมัติ เมื่อผลงานชิ้นหนึ่งถูกตีพิมพ์ เหล่าผู้เชี่ยวชาญในสาขาดังกล่าวก็อาจหยิบเอาสมมติฐานเดิมไปทดสอบอีกครั้ง หรือนำวิธีการทดลองไปต่อยอด เมื่อหลายคนลองทำซ้ำแล้วไม่ได้ผลลัพธ์เหมือนกับที่กล่าวอ้าง หลักฐานชิ้นใหม่ก็จะหักล้างคำกล่าวอ้างที่ผิดๆ แล้วสร้างความเข้าใจร่วมกันว่างานชิ้นดังกล่าวไม่น่าเชื่อถือ

สิ่งสำคัญที่จะทำให้แวดวงวิชาการก้าวหน้าคือความคิดที่ว่าทุกอย่างสามารถถูกตั้งคำถามและหักล้างได้ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง บทความในวารสารวิชาการเกรดเอ หรือผลงานของศาสตราจารย์ตีพิมพ์งานวิจัย 400 ชิ้นในระยะเวลาเพียง 3 ปี

อย่าลืมนะครับว่านักวิชาการก็เป็นปุถุชนเหมือนเราๆ ท่านๆ นี่แหละครับ พวกเขาและเธอมีโอกาสทำงานผิดพลาดได้ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ต้องเจอกับอคติไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป แถมยังมีแรงจูงใจที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดจริยธรรม ดังนั้นอย่าปักใจเชื่อทุกอย่างที่นักวิทยาศาสตร์พูดทันที แต่เผื่อพื้นที่สำหรับตั้งคำถามในเรื่องที่ฟังดูไม่สมเหตุสมผลด้วยนะครับ

เฉลย: วารสารที่เข้าข่ายว่าเป็นวารสารนักเชือดตาม Beall’s List คือข้อ (1) และ (3)


เอกสารประกอบการเขียน

Problems and challenges of predatory journals

Predatory journals: no definition, no defence

8 questions and answers about predatory journals: Protecting your research, reputation, and funding from theft and fraud

MOST READ

Economy

12 Dec 2018

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

ธนสักก์ เจนมานะ ใช้ข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยใหม่ล่าสุดสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำไทยที่ ‘สาหัส’ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ธนสักก์ เจนมานะ

12 Dec 2018

Economy

15 Mar 2018

การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม และเราจะบริหารจัดการผลประโยชน์และสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

15 Mar 2018

Economy

19 Mar 2018

ทางออกอยู่ที่ทุนนิยม

ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ผู้คนสิ้นหวังกับปัจจุบัน หวาดหวั่นต่ออนาคต และสั่นคลอนกับอดีตของตนเอง
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอทุนนิยมให้เป็น ‘grand strategy’ ใหม่ของประเทศไทย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

19 Mar 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save