fbpx

บ้านปรีดีไม่ได้มีแค่ที่อองโตนี ทำไมไม่ต่อยอดที่ทำเนียบท่าช้าง

หลายเดือนที่ผ่านมา ข่าวนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซื้อบ้านอองโตนีของนายปรีดี พนมยงค์นั้น ได้รับความสนใจในวงกว้าง กิจกรรมการเปิดบ้านอองโตนีกลางเดือนพฤษภาคมก็ปรากฏตามหน้าสื่อต่างๆ อย่างแพร่หลาย นับเป็นเรื่องน่าคิดว่า ทำไมบ้านหลังเล็กๆ ของบุรุษที่ตายจากไปกว่า 4 ทศวรรษแล้วนั้น จึงยังเป็นที่สนใจของสาธารณชน

แน่นอนว่าบ้านหลังนั้นเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่นายปรีดีมีลมหายใจอยู่ แต่บ้านที่นายปรีดีเคยพำนักในเมืองไทยอย่างทำเนียบท่าช้างก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ดี ชวนให้สงสัยว่าทำไมจึงไม่มีการต่อยอดนำมาปรับปรุงทำเป็นพิพิธภัณฑ์สถานให้สมสมัย ไม่น้อยหน้าการปรับปรุงบ้านอองโตนีในคราวนี้?


บ้านอองโตนีในปัจจุบัน


บ้านวัดพนมยงค์ พระนครศรีอยุธยา


นายปรีดี พนมยงค์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม 2443 เวลา 13 นาฬิกา ณ เรือนแพหน้าวัดพนมยงค์ พระนครศรีอยุธยา

เมื่ออายุได้ 4 ขวบ เริ่มเรียนหนังสือไทยจากครูแสง ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ปีต่อมาย้ายไปอยู่กับยาย ที่ตำบลท่าเรือ เรียนหนังสือไทยที่สำนักหลวงปราณีฯ (เปี่ยม ขะชาติ) จบมูลบทบรรพกิจและคณิตศาสตร์เบื้องต้นแล้วเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดรวก เมื่อสอบไล่ได้ชั้นประถม 2 แล้ว ย้ายกลับไปอยู่บ้านหน้าวัดพนมยงค์ ศึกษาชั้นประถม 3 ที่โรงเรียนวัดศาลาปูน

ปรีดีสอบไล่ประถม 3 ได้เมื่ออายุยังไม่ถึง 9 ขวบ ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนต่อในชั้นมัธยม นายเสียง ผู้บิดา จึงนำปรีดีไปอาศัยอยู่กับพระมหาบาง วัดเบญจมบพิตร เข้าเรียนชั้นมัธยมเตรียม

ใน ร.ศ.131 (พ.ศ.2455) ปรีดีกลับไปอยู่บ้านหน้าวัดพนมยงค์ และเข้าศึกษาที่โรงเรียนตัวอย่างมณฑลกรุงเก่า จนสอบไล่ชั้นมัธยมปีที่ 6 ได้ในปี 2457    


บ้านป้าฮับป้าฮอง


เพื่อความก้าวหน้าในชีวิต ปรีดีต้องย้ายจากอยุธยาเข้ามาศึกษาในกรุงเทพฯ เริ่มจากใน พ.ศ.2458 นายเสียงกับนางลูกจันทน์ บิดามารดาของปรีดี พาปรีดีมาอาศัยอยู่ที่บ้านป้าฮับป้าฮอง ผู้เป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายมารดา

ที่นี่เองที่ปรีดีไปเข้าศึกษาในโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยอยู่ประมาณ 4-5 เดือน ก็ลาออกกลับไปช่วยบิดาทำนา ที่ตำบลชะแบบ อำเภอวังน้อย เพื่อคอยเวลาให้มีอายุครบ 16 ปีบริบูรณ์จึงจะกลับมาเรียนวิชาชีพในชั้นอุดม ตามการศึกษาในสมัยนั้น ดังนั้น พ.ศ.2458-2459 จึงเป็นช่วงที่ปรีดีได้รับความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับความลำบากยากแค้นของชาวนา ทำให้เกิดความคิดอยากหาทางช่วยชาวนาเหล่านั้น


บ้านพระวิชิตมนตรี


พฤษภาคม 2460 นายเสียงนำปรีดีไปเคารพพระยาเพ็ชร์ชฎา (ขำ ณ ป้อมเพชร์) ซึ่งเป็นญาติกัน เพื่อให้ท่านเจ้าคุณอุปการะปรีดีให้เข้าศึกษาในโรงเรียนกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม ตามความประสงค์ของปรีดี ท่านเจ้าคุณเห็นว่าการเรียนกฎหมายต้องฝึกปฏิบัติด้วย จึงฝากปรีดีไว้กับพระวิชิตมนตรี (สุด กุณฑลจินดา) ซึ่งลาออกจากราชการมาประกอบอาชีพทนายความ

ปรีดีจึงได้มาอาศัยอยู่ที่บ้านพระวิชิตมนตรี ดังที่นายปรีดีบันทึกไว้ว่า “ท่านพระวิชิตมนตรีรับปรีดีเป็นเสมียนทนายของท่าน มีหน้าที่พิมพ์ดีดเอกสารต่างๆ ทางคดี และติดตามท่านไปศาล กับไปทำธุระแทนท่านที่ศาล ท่านให้เงินเดือนๆ ละ 15 บาท และให้อาศัยอยู่ที่บ้านท่าน พร้อมทั้งให้รับประทานอาหารเช่นเดียวกับลูกๆ ของท่าน ปรีดีได้เรียนรู้ทางปฏิบัติหลายประการจากท่านพระวิชิตมนตรี ปรีดีจึงนับถือว่าท่านเป็นอาจารย์คนหนึ่งของปรีดี


บ้านคลองสาน


ต่อมากลางปี 2461 ปรีดีลาออกจากพระวิชิตมนตรี ย้ายไปอาศัยอยู่กับพระยาเพ็ชร์ชฎา (ขำ) ที่บ้านคลองสาน ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้ปากคลองสาน โดยท่านเจ้าคุณและคุณหญิงเพ็ง “ได้กรุณาแก่ปรีดีอย่างหลานของท่าน

ปี 2462 ปรีดีบรรจุเข้าเป็นเสมียนโท กรมราชทัณฑ์ ที่ท่านเจ้าคุณเป็นอธิบดี โดยทางกระทรวงอนุญาตให้เสมียนที่เป็นนักเรียนกฎหมายไปฟังคำสอนที่โรงเรียนกฎหมายในตอนเช้า และปรีดียังได้รับอนุญาตพิเศษให้เรียนภาษาฝรั่งเศสที่เนติบัณฑิตยสภาอีกด้วย

ในปี 2462 ปรีดีสอบไล่ได้สำเร็จ ตามระเบียบต้องรออายุครบ 20 ปีบริบูรณ์จึงมีสิทธิสมัครเป็นสมาชิกเนติบัณฑิตยสภาได้ ปรีดีจึงได้เป็นเนติบัณฑิตคนแรกแห่งปี 2463

เมื่อสอบไล่ได้แล้ว พระยาเพ็ชร์ชฎา (ขำ) ได้พาปรีดีไปเคารพเจ้าพระยาอภัยราชา (ม.ร.ว.ลพ สุทัศน์) เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม โดยท่านเจ้าพระยาเสนาบดีกล่าวว่า “แม้ปรีดียังมีอายุน้อย ไม่มีสิทธิเป็นเนติบัณฑิตในปีนี้ (2462) แต่ก็ชอบใจ เพราะปรีดีสอบไล่ภาค 1 ได้คะแนนยอดเยี่ยม และใช้เวลาเพียง 20 วันเศษ ก็สอบไล่ได้ภาค 2 จึงจะส่งเขา (ปรีดี) ไปเรียนเมืองนอกเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง” และกล่าวต่อไปว่า กระทรวงยุติธรรมกำลังต้องการผู้ศึกษาวิชากฎหมายฝรั่งเศสมาช่วยร่างประมวลกฎหมาย จึงจะส่งปรีดีไปฝรั่งเศส


บ้านป้อมเพชร์เมื่อ พ.ศ.2532


บ้านป้อมเพชร์ ถนนสีลม


เมื่อสำเร็จดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมายของรัฐคือ Docteur en Droit กลับมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2470 แล้ว พระยาชัยวิชิตวิศิษฎ์ธรรมธาดา (ขำ ณ ป้อมเพชร์) และคุณหญิงได้กรุณาให้ปรีดีอาศัยอยู่ในบ้านป้อมเพชร์ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2465 โดยมีนาย Tavella เป็นสถาปนิก บนที่ดินริมคลองถนนสีลม ซึ่งคุณหญิงเพ็งรับจำนองที่ดินขนาด 600 ตารางวานี้มาในราคา 8,000 บาท และเจ้าของเดิมไม่สามารถไถ่ถอนคืนได้

บ้านป้อมเพชร์มีผู้พักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดังธิดาคนหนึ่งของท่านเจ้าคุณบันทึกเอาไว้ว่า “ครอบครัวข้าพเจ้าเป็นครอบครัวใหญ่ พี่น้องมีถึง 12 คน นอกจากนี้บ้านป้อมเพชร์เป็นที่รวมญาติจากต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนหนังสือในพระนคร ญาติทางมารดาข้าพเจ้ามาจากสุพรรณบุรี ญาติทางบิดาข้าพเจ้ามาจากพระนครศรีอยุธยา แล้วยังมีลูกน้องเก่าบิดาข้าพเจ้าจากกรมราชทัณฑ์อีก สมาชิกบ้านป้อมเพชร์ร่วมๆ 30 คน

ในระยะแรกปรีดีอยู่ที่เรือนไม้แบบโบราณ ที่แยกออกต่างหากจากตัวตึกของท่านเจ้าคุณ ส่วนอาหารนั้น ท่านเจ้าคุณให้รับประทานพร้อมท่าน ความกรุณาของท่านผู้ใหญ่ชนิดที่ทำให้ปรีดี ‘บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ’ นี้ ทำให้รายได้ของปรีดีจากเงินเดือน ค่าสอนที่โรงเรียนกฎหมาย ค่าจำหน่ายตำรากฎหมาย เหลือเป็นเงินเก็บของเขาได้

ในระหว่างนี้เองที่ความรักของปรีดีกับธิดาคนหนึ่งของท่านเจ้าคุณได้บังเกิดขึ้น ดังที่เขาบันทึกไว้ว่า “พูนศุขชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และประวัติบุคคล ซึ่งท่านเจ้าคุณบิดาได้สะสมไว้ในตู้หนังสือของท่าน พูนศุขมีปัญญาดีจำเรื่องที่ได้อ่านนั้นแม่นยำ ปรีดีกับพูนศุขจึงสนทนาระหว่างกันมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดังกล่าวนั้น ความสนิทสนมระหว่างปรีดีกับพูนศุขจึงทวีขึ้นตามลำดับ ความรักระหว่างกันจึงเกิดขึ้น


บริเวณที่เคยเป็นเรือนหอของปรีดี-พูนศุข ในบ้านป้อมเพชร์ ปัจจุบันเป็นกังหันลม ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ (ภาพเมื่อ พ.ศ.2549)

แผนที่บ้านป้อมเพชร์และบ้านพูนศุขใน ‘ป้อมเพชร์นิคม’


บ้านเรือนหอ-บ้านพูนศุข


การสมรสของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี) กับนางสาวพูนศุข เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2471 โดยท่านเจ้าคุณและคุณหญิงชัยวิชิตฯ ปลูกเรือนหอให้ที่มุมบ้านของท่าน โดยท่านทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้

ลูก 3 คนแรกของปรีดีกับพูนศุข คือ ลลิตา ปาล และสุดา เกิดที่บ้านหลังนี้

ต่อมาเมื่อท่านเจ้าคุณซื้อที่ดินอีกแปลงหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ เป็น ป้อมเพชร์นิคม โดยได้แบ่งที่ดินและปลูกบ้านให้ลูกๆ ได้แก่ สารี อัมพา เพียงแข และนวลจันทร์ ส่วนพูนศุขได้รับที่ดินประมาณ 300 ตารางวา ด้านหน้าติดคลองสีลม ส่วนตัวตึกของบ้านพูนศุข สร้างจากน้ำพักน้ำแรงของปรีดีกับพูนศุขจากเงินที่เก็บออมมาจากการทำโรงพิมพ์และนิตยสารนิติสาส์นขึ้น โดยครอบครัวปรีดี-พูนศุขย้ายมาอาศัยอยู่ที่บ้านพูนศุขเมื่อ พ.ศ. 2477 ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ลูก 3 คนหลังของปรีดีกับพูนศุข ได้แก่ ศุขปรีดา ดุษฎี และวาณี จึงเกิดที่บ้านแห่งนี้

และบ้านหลังนี้เองที่เมื่อญี่ปุ่นบุกไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ได้เป็นที่ประชุมของผู้รักชาติกลุ่มหนึ่งที่ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น


ทำเนียบท่าช้าง


ครั้นถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2484 ปรีดีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม และเข้ารับตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทางราชการจึงจัดทำเนียบท่าช้างให้เป็นที่พักของผู้สำเร็จฯ

ทำเนียบท่าช้าง เดิมเป็นบ้านของเจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรียะ คชเสนี) ซึ่งเป็นปู่ของเจ้าจอมมารดากลิ่น รัชกาลที่ 4 ต่อมาตกทอดถึงพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ จนเมื่อเสด็จในกรมสิ้นพระชนม์ ทายาทได้ทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 7 ขายตึกและที่ดินแก่พระคลังข้างที่ ต่อมารัชกาลที่ 7 พระราชทานที่แห่งนี้เป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฎ์ เรียกกันว่า วังถนนพระอาทิตย์

ปัจจุบันทำเนียบท่าช้างแห่งนี้อยู่ในความดูแลเป็นอย่างดีของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ตั้งอยู่เลขที่ 19 ถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยที่ยังไม่เคยมีข่าวว่าจะมีการรื้อถอนแต่ประการใด

กล่าวได้ว่า ระหว่างที่ปรีดีพำนัก ณ ที่แห่งนี้ ได้ใช้เป็นสถานที่ทำงานอันเกี่ยวเนื่องกับขบวนการเสรีไทย เป็นต้นว่า ก่อนนายจำกัด พลางกูร จะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในประเทศจีนนั้น ก็ได้มาลาปรีดีที่นี่ ดังที่มีอมตวาจาของปรีดีว่า “เพื่อชาติ เพื่อ humanity นะคุณ

นอกจากนั้น ยังมีบุคคลสำคัญอีกหลายท่านที่เคยมาเยือนที่นี่เพื่อพบปรีดี เช่น พระมหาเงื่อม อินทปัญโญ เมื่อ พ.ศ.2485 เป็นต้น

เมื่อพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จฯ แล้ว ปรีดีได้รับแต่งตั้งเป็น ‘รัฐบุรุษอาวุโส’ และได้พำนัก ณ บ้านหลังนี้เรื่อยมาจนเกิดการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่มุ่งสังหาญผลาญชีวิตปรีดีจนต้องลี้ภัยออกไป


ภาพเก่าทำเนียบท่าช้าง จากแม่น้ำเจ้าพระยา


บ้านพักในเมืองจีน


หลังจากนั้นในปี 2492 ปรีดีพยายามกลับมาฟื้นฟูรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยที่ถูกคณะรัฐประหารทำลายลง แต่แล้วก็ประสบความล้มเหลว ทำให้ปรีดีต้องใช้ชีวิตถึง 21 ปี (พ.ศ.2492-2513) ในประเทศจีน ในฐานะที่ปรีดีเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ระยะแรกปรีดีพักในกรุงปักกิ่ง ต่อมาด้วยสภาพอากาศที่ใกล้เคียงกับเมืองไทยมากกว่า จึงย้ายไปพักในเมืองกวางโจว

ที่กวางโจว เดิมพักที่บ้านซึ่งเคยเป็นสถานกงสุลฝรั่งเศส บนเกาะซาเมี่ยน เป็นตึกแบบฝรั่ง มีสนามและสวนดอกไม้หลังบ้าน ต่อมาเติ้งเสี่ยวผิงมาเยี่ยมปรีดีที่นี่ แล้วเห็นว่าไม่สมฐานะ จึงจัดให้ย้ายไปพำนักที่บ้าน ซึ่งเคยเป็นสถานกงสุลอังกฤษ เป็นตึกใหญ่โต ที่มีสนามหญ้ากว้างขวาง

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ บันทึกเอาไว้ว่า “รัฐบาลจีนจัดให้ครอบครัวนายปรีดีมีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบาย มีแพทย์พยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด มีโอกาสขึ้นเหนือล่องใต้ทัศนาจรและเยี่ยมชมความเจริญก้าวหน้าในการสร้างสรรค์ประเทศจีนอยู่เนืองๆ


บ้านอองโตนี


แม้จะสบายกายในประเทศจีนเป็นอย่างดีถึง 21 ปี แต่จีนในยุคนั้นยังเป็นประเทศปิด ทำให้ติดต่อกับญาติมิตรที่เมืองไทยไม่สะดวก และไม่เหมาะสมกับเสรีภาพในทางความคิดมากนัก ดังจะเห็นได้ว่า ตลอด 21 ปีในจีน ปรีดีเขียนหนังสือเพียง 1 เล่ม คือ ‘ความเป็นอนิจจังของสังคม’ (พิมพ์ครั้งแรก 2500) ขณะที่เมื่อย้ายไปพำนักในฝรั่งเศส 13 ปีสุดท้ายของชีวิต (พ.ศ.2513-2526) ปรีดีมีผลงานทั้งหนังสือ คำฟ้อง บทความ และคำขวัญเป็นจำนวนมาก

ท่านผู้หญิงพูนศุขกล่าวถึงการพำนักในฝรั่งเศสไว้ว่า “ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศแห่งความทรงจำหนหลังสำหรับนายปรีดีและข้าพเจ้า เป็นดินแดนแห่งประชาธิปไตย นายปรีดีสามารถดำเนินชีวิตได้ตามความปรารถนา ศึกษาค้นคว้า เขียนบทความ พบปะนักศึกษาไทยในต่างแดน ญาติมิตรแวะเวียนมาเยี่ยม เป็นชีวิตที่เรียบง่าย แต่ทรงคุณค่า

เมื่อปรีดีย้ายจากจีนมาฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคม 2513 นั้น เริ่มแรกพักที่ห้องชุดในกรุงปารีส ขนาด 30 ตารางเมตร ถนน Emile Dubois เขต 14 กรุงปารีส หลังจากนั้นเมื่อขายทรัพย์สินในประเทศไทยได้แล้ว จึงได้มาซื้อบ้านอองโตนี เลขที่ 173 ถนน Aristide Briand หรือปัจจุบัน คือ เลขที่ 25 ถนน Raymond Aron บนขนาด 100 ตารางวา ติดถนนใหญ่


เลขที่บ้านที่กล่องรับจดหมายเป็น 25 ส่วนเลขที่ 173 เดิม ยังคงอยู่บนรั้ว


ทราบมาว่า ที่นั่น บ้านติดถนนใหญ่ไม่ใช่เรื่องดี เพราะไม่สงบเงียบ และเมื่อได้เข้าไปชมบ้านอองโตนีแล้ว พบว่าขนาด ‘เล็ก’ กว่าที่คิดเอาไว้มาก เช่น ห้องทำงานที่ปรีดีนั่งทำงานจนสิ้นลมไปนั้น ก็เป็นห้องเล็กๆ ที่เชื่อมห้องนอนกับโถงทางเดินหน้าบันไดเท่านั้นเอง

สำหรับที่มาของบ้านหลังนี้ คือเวลานั้น ปาล พนมยงค์ กำลังไปเรียนต่อปริญญาเอกทางกฎหมาย พบบ้านหลังนี้ประกาศขายอยู่ซึ่งไม่ไกลจากหอพักของเขา จึงเลือกซื้อบ้านหลังนี้เพื่อติดต่อกันได้สะดวก

ส่วนรายละเอียดอันเกี่ยวเนื่องกับปรีดีในบ้านหลังนี้ นริศ จรัสจรรยาวงศ์ ได้เขียนไว้ดีแล้วในบทความชื่อ ‘บ้านรัฐบุรุษอาวุโส ‘ปรีดี พนมยงค์’ ณ กรุงปารีส‘ จึงไม่ขอฉายซ้ำอีก  


ห้องซึ่งเคยเป็นห้องทำงานของปรีดีในบ้านอองโตนี


อนาคตใหม่ของบ้านอองโตนี


เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2567 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แถลงข่าวในสวนหลังบ้านอองโตนีไว้ว่าจะใช้เวลา 1 ปี ในการปรับปรุงอนุสรณ์สถานแห่งนี้ โดยชั้นล่างสุด ใต้ถุนบ้าน จะปรับปรุงเป็นห้องอเนกประสงค์ สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การแสดงงานศิลปะ งานเสวนา เป็นต้น ชั้นบนสุดของบ้านที่เป็นห้องใต้หลังคา จะทำเป็นห้องพักสำหรับหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงอนุสรณ์สถานนี้ และชั้นหลักของบ้านซึ่งเดิมเคยเป็นห้องนอน ห้องทำงานของปรีดี และห้องรับแขก-ห้องกินข้าว จะจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์เรื่องราวของปรีดีและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

น่าติดตามว่า อนาคตใหม่ของบ้านอองโตนีจะกลับมามีชีวิตชีวา และมีประโยชน์สำหรับพหูชนได้เพียงใด เพราะถึงแม้ตัวบ้านจะไม่ไกลจากสถานีรถไฟหรือบ้านรถประจำทาง แต่การเดินทางจากตัวเมืองปารีสออกมาที่นี่ ก็ต้อง ‘ตั้งใจ’ มามากพอสมควร


ทำเนียบท่าช้าง เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2566


การรักษา ต่อยอดทำเนียบท่าช้าง


บ้านที่ปรีดีเคยพักอาศัยอยู่ในเมืองไทยแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่บ้านหน้าวัดพนมยงค์ ซึ่งไม่มีแล้ว แต่มีการจำลองจัดทำเป็น ‘อนุสรณ์สถานปรีดี พนมยงค์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา’ ตั้งแต่ พ.ศ.2529 โดยมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และปัจจุบันอยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้แต่หวังว่าในโอกาสการฉลอง 90 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยอันนายปรีดีเป็นผู้ประศาสน์การนี้ จะได้มีการปรับปรุงอนุสรณ์สถานดังกล่าวให้กลับมาสมสมัยอย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

ต่อมาทั้งบ้านเรือนหอในบ้านป้อมเพชร์ และบ้านพูนศุขในป้อมเพชร์นิคม ก็ได้ขาย และหายไปแล้ว

‘บ้านปรีดี’ ในเมืองไทยที่คงเหลืออยู่ เห็นจะมีก็แต่ทำเนียบท่าช้าง ที่ปัจจุบันยังอยู่ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ถ้ารัฐบาลในปัจจุบันอยากสร้างผลงานให้โดดเด่นไม่น้อยหน้ากว่าอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ผู้นั้น ก็น่าที่จะลงมือปรับปรุงทำเนียบท่าช้างให้เป็นพิพิธภัณฑสถานอย่างวิเศษมหัศจรรย์ยิ่งกว่าอนุสรณ์สถานที่บ้านอองโตนี

ถ้ารังเกียจว่า ทำเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับนายปรีดี พนมยงค์ เป็นส่วนตัวแล้วไม่เหมาะสม เพราะการที่ปรีดีเป็นบุคคลสำคัญของโลก ซึ่ง UNESCO ยกย่องนั้น ยังมีคุณค่าไม่เพียงพอ ก็น่าที่จะทำเป็นพิพิธภัณฑสถานเล่าเรื่องผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย เนื่องจากการตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันมีโอกาสเกิดขึ้นได้ไม่มากนัก และบ้านพักของอดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์คนล่าสุด ณ บ้านสี่เสาเทเวศร์ นั้นก็ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว

หรือถ้ารัฐบาลเห็นคุณค่าของประชาธิปไตย รังเกียจการตระบัดสัตย์รัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยแล้ว ก็อาจจัดให้ทำเนียบท่าช้างเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับการต่อต้านการรัฐประหารก็ยังได้ เพราะที่แห่งนี้เองที่คณะนายทหารซึ่งมาบุกในการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 กล่าวกับท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ว่า “พวกเราจะเปลี่ยนรัฐบาล” และท่านผู้หญิงพูนศุขซึ่งไม่ได้จบมหาวิทยาลัยใดๆ ได้ท้วงขึ้นทันทีว่า “ทำไมมาเปลี่ยนที่นี่ ทำไมไม่ไปเปลี่ยนที่สภาเล่า?


บันไดตรงนี้ (ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา) ที่พูนศุขโต้ตอบทหารของคณะรัฐประหาร


ถ้ารัฐบาลเริ่มลงมือทำได้ในปีนี้ ก็จะเป็นการรักษา และต่อยอดการใช้ประโยชน์ทำเนียบท่าช้าง ที่อยู่ในความครอบครองของสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ได้เป็นอย่างดี ทั้งจะเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในมงคลสมัย ’72 พรรษา ธรรมราชา มหาวชิราลงกรณ’ ได้อย่างเข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่สนใจประวัติศาสตร์ของคณะราษฎร

แต่ถ้ารัฐบาลนี้ไม่สนใจจะปรับปรุงทำเนียบท่าช้างเช่นข้อเสนอข้างต้นแล้ว ก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลที่จะครองเมืองในปี 2575 อันเป็นอภิลักขิตสมัยซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา เสมอด้วยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นวาระครบรอบ 100 ปี ที่คณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะขานรับข้อเสนอนี้


บรรณานุกรม

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save