สมชัย สุวรรณบรรณ เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

กว่าสองเดือนแล้วที่สนามฟุตบอลทั่วอังกฤษต้องเงียบสงบ ขณะที่ผู้คนทั้งประเทศสาละวนอยู่กับการปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ จัดระยะห่างให้ปลอดภัยจากโควิด-19 มาบัดนี้บรรดาแฟนฟุตบอลทั้งหลายก็เริ่มออกอาการที่เรียกว่าจะลงแดงกัน สมาคมของแฟนบอลทั้งหลายก็เริ่มส่งเสียงร้องกันว่า เมื่อไหร่จะปลดล็อกเปิดสนามฟุตบอลให้เริ่มการแข่งขันกันได้อีก

สถานีทีวีที่เคยถ่ายทอดสดหรือที่เคยจัดรายการวิพากษ์วิจารณ์คู่แข่งสำคัญๆ ตอนนี้ก็มีแต่เอาเทปเก่าๆ มาเปิดรำลึกความหลังกัน สถานีวิทยุที่จัดรายการประเภทโฟน-อิน ก็จะมีผู้ฟังทางบ้านโทรเข้าไปบ่นกับผู้จัดรายการระบายความหงุดหงิดออกอากาศ โดยเฉพาะแฟนลิเวอร์พูลซึ่งหากแข่งชนะอีกสองเกม ก็น่าจะคว้าถ้วยพรีเมียร์ลีกปีนี้ไปครองเพราะแต้มสะสมนำโด่ง ส่วนเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาควรจะมีแฟนบอลหลายหมื่นไปกระหึ่มกันที่สนาม Wembley ที่กรุงลอนดอนในกำหนดนัดฟาดแข้งสำคัญที่สุดแห่งปีคือ FA Cup Final แต่ปีนี้เงียบสงบว่างเปล่า

ยังไม่มีใครวิจัยกันออกมาได้ชัดๆ ว่ามีกระแสเงินหมุนเวียนอยู่ในอุตสาหกรรมฟุตบอลพรีเมียร์ลีกประมาณสักเท่าไหร่ แต่เท่าที่มีการคาดหมายกันคงไม่ต่ำกว่าปีละประมาณหมื่นล้านปอนด์ ทั้งนี้ยังไม่รวมไปถึงเงินอีกก้อนใหญ่ที่ไหลเข้า-ออกในวงการพนันขันต่อทั้งแบบถูกต้องตามกฎหมายและผิดกฎหมาย โดยเฉพาะแค่เงินรายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดการแข่งขันในฤดูการแข่งขันปี 2019-2022 ทั้งในและต่างประเทศก็รวมกันมูลค่าถึง 9.2 พันล้านปอนด์แล้ว แค่เฉพาะประเทศไทยสัญญาถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกทางทีวีสถานีต่างๆ มีมูลค่าสูงถึง 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ภาพจากหนังสือพิมพ์ The Times

 

ดังนั้นหลังจากรัฐบาลประกาศมาตรการล็อกดาวน์เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เงินที่เคยไหลสะพัดสัปดาห์ละหลายร้อยล้านปอนด์ผ่านมือผู้คนจำนวนมากก็สะดุดหยุดลงทันที และความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศก็ลุกลามไปถึงส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในธุรกิจที่เรียกว่า hospitality industry เช่น โรงแรม-ห้องพัก ร้านอาหาร คาเฟ่ โดยเฉพาะผับใหญ่ๆ ซึ่งมักจะตั้งจอทีวีขนาดยักษ์ถ่ายทอดฟุตบอลคู่สำคัญเรียกลูกค้า

อีกทั้งตั้งแต่หลังเดือนเมษายนเป็นต้นมา ในสภาวะปกติสนามกีฬาต่างๆ ก็ควรจะเริ่มมีการแข่งขันกันประปรายอุ่นเครื่องก่อนเข้าฤดูร้อน ซึ่งมีเกมกีฬาหลายอย่างจะทยอยกันเข้าสู่รอบสำคัญๆ ตลอดฤดูร้อน เช่น รักบี้ เทนนิส และคริกเก็ต กีฬาประจำชาติอีกอย่างหนึ่ง โดยมักจะมีแฟนๆ มาจากทั่วโลก นำรายได้เข้าประเทศอย่างมหาศาลทุกปี

ความจริงแล้วฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเป็นกิจการของบริษัทธุรกิจเอกชนก่อตั้งมา 28 ปีแล้ว มีผู้ถือหุ้นเป็นบรรดาสโมสรฟุตบอล 20 สโมสรที่แข่งขันกัน และแบ่งปันผลประโยชน์จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดในแต่ละนัดมากน้อยลดหลั่นกันไป เป็นที่ยอมรับกันว่าพรีเมียร์ลีกเป็นเกมฟุตบอลที่มีแฟนติดตามกันมากที่สุดในโลก

เมื่อพิษไวรัสโคโรนาออกอาละวาดจนรัฐบาลประกาศมาตรการล็อกดาวน์ ห้ามประชาชนออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุจำเป็น และยกเลิกการแข่งขันกีฬา-กิจกรรมบันเทิงทุกประเภทตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมเป็นต้นมา ก็ทำให้ต้องยกเลิกการแข่งขันทุกนัด ผังรายการทีวีถ่ายทอดฟุตบอลทั้งในประเทศและทั่วโลกปั่นป่วน แฟนบอลทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างก็ร้องกันระงม

บรรดาสถานีทีวีทั้งในอังกฤษและต่างประเทศโดยเฉพาะในเอเชียที่มีแฟนหนาแน่น ต่างก็เรียกทนายความมาปรึกษาว่าที่บริษัทพรีเมียร์ลีกผิดสัญญาไม่สามารถถ่ายทอดตามผังรายการติดต่อกันมากว่าสองเดือน จะเรียกร้องค่าเสียหายกันอย่างไร นักข่าวกีฬาของบีบีซีประเมินว่า แม้พรีเมียร์ลีกจะกลับมาแข่งขันกันได้ใหม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป ประมาณคร่าวๆ แล้วคงจะต้องชดเชยค่าเสียหายที่ผิดสัญญาไม่มีการถ่ายทอดการแข่งขันตามตารางเวลาที่กำหนดไว้เดิม มูลค่าชดเชยคงไม่ต่ำกว่า 340 ล้านปอนด์ และ  หากว่าพรีเมียร์ลีกไม่สามารถแข่งขันกันให้ครบตามตารางที่กำหนดไว้ในฤดูการแข่งขัน 2019-2020 นี้ บริษัทพรีเมียร์ลีกก็จะสูญเสียไม่ต่ำกว่าพันล้านปอนด์

รัฐบาลอังกฤษได้ประกาศนโยบายที่จะผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ โดยเปิดไฟเขียวให้ฟุตบอลและกีฬาอีกหลายรายการกลับมาแข่งขันกันได้ใหม่ตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป ทั้งนี้หลังจากที่ฟุตบอลบุนเดสลีกาได้ไฟเขียวจากรัฐบาลเยอรมันให้กลับมาแข่งขันกันได้แล้ว โดยต้องมีมาตรการควบคุมกันอย่างเคร่งครัด ส่วนรัฐบาลอังกฤษก็เพียงประกาศนโยบายแบบกว้างๆ ให้เริ่มจัดแข่งขันกันได้เท่านั้น โดยขอให้สมาคมกีฬาแต่ละประเภทไปกำหนดรายละเอียดกันเองว่าจะดำเนินการอย่างไร ให้เปิดการแข่งขันโดยต้องอยู่ภายในกรอบรักษาระยะห่างไม่ให้เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไวรัสระลอกสอง

ในขณะนี้ทีมผู้บริหารของพรีเมียร์ลีก ประธานของสโมสรต่างๆ สมาคมนักฟุตบอลอาชีพ ต่างก็ประชุมกันเครียดสัปดาห์และหลายรอบโดยมีการเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำว่าจะเดินหน้าต่อไปกันอย่างไรดี จะจัดการกันอย่างไรไม่ให้ละเมิดกรอบปฎิบัติกลางที่รัฐบาลกำหนดไว้และเดินหน้าจัดการแข่งขันต่อไป ซึ่งย่อมมีปัญหาทั้งตัวผู้เล่น เพราะบางคนก็ตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสต้องกักตัวรักษาให้พ้นอันตรายก่อน และความเชื่อมั่นของนักเตะทีมอื่นๆ ที่อาจจะแหยงๆ ที่จะลงสนามกับผู้เล่นที่เคยติดเชื้อ และปัญหาที่ใหญ่กว่าคือจะจัดการอย่างไรกับแฟนๆ ที่ยังอยากไปเชียร์ที่สนาม ซึ่งหมายความว่าคงอยากไปกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน

แนวความคิดของทั้งฝ่ายกำหนดนโยบายภาครัฐ และผู้บริหารการกีฬาบางคนที่ว่าจะให้จัดการแข่งขันแบบปิดประตูสนามแข่งไม่ให้แฟนๆ เข้าไป ขอให้ไปชมการแข่งขันทางทีวีที่บ้าน ในทางปฏิบัติแล้วคงจะไม่ได้ผลสำหรับแฟนบอลของอังกฤษ ขนาดนายกเทศมนตรีของเมืองลิเวอร์พูลก็ยังพูดล่วงหน้าไว้เลยว่า งานฉลองถ้วยพรีเมียร์ลีกปีนี้จะมาห้ามมิให้แฟนๆ ออกมาตามท้องถนนแห่แหนแสดงความลิงโลดใจ คงจะยาก

แต่ผู้บริหารพรีเมียร์ลีกก็มุ่งมั่นว่าจะเป็นตายร้ายดีก็คงต้องพยายามจัดการแข่งขันที่เหลืออยู่อีกหลายสิบนัดให้ครบสมบูรณ์ในฤดูกาลปีนี้ให้ได้ ที่ผ่านมาก็เสียหายไปมากแล้ว ถ้าหากไม่เดินหน้าต่อก็คงจะยับเยินมากกว่านี้ ระหว่างที่รอให้ผู้หลักผู้ใหญ่แสวงหาทางออกกันอยู่ บรรดาสโมสรหลายแห่งก็สั่งให้โค้ชและผู้เล่นลงสนามฝึกซ้อม เตะบอลโดยรักษาระยะห่างกันไปพลางๆ ก่อน

คงจะต้องมีการใช้จินตนาการและความคิดที่สร้างสรรรค์ในการจัดการแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแบบไม่ให้มีแฟนมาเชียร์ที่สนาม ถ้าหันไปดูตัวเลขโดยเฉลี่ยแล้ว ปกติในการแข่งขันแต่ละนัดจะมีแฟนจากทั้งสองทีมไปชุมนุมส่งเสียงโห่ร้องกันทั้งในสนาม หรือผับรอบๆ สนาม ประมาณ 38,000 คน แต่ถ้าเป็นคู่ช้างชนช้างในนัดสำคัญก็อาจจะสูงถึง 5-6 หมื่นคน

ลองจินตนาการดูว่า ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในยุค new normal จะมีลักษณะเป็นเช่นไร

Author

Somchai Suwanban

สมชัย สุวรรณบรรณ - อดีตบรรณาธิการข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วิทยุบีบีซี ลอนดอน และอดีตผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส)