fbpx
“คนไทยหน้าชื่นอกตรม” มองความเหลื่อมล้ำคลัสเตอร์คลองเตย กับ ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ

“คนไทยหน้าชื่นอกตรม” มองความเหลื่อมล้ำคลัสเตอร์คลองเตย กับ ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ

ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เกิดการระบาดระลอก 3 ของโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน โดยเฉพาะในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งหนึ่งในพื้นที่ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อจำนวนมากคือ ‘ชุมชนคลองเตย’ ชุมชนแออัดที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยในช่วงตลอด 7 สัปดาห์นับแต่เกิดการระบาดระลอก 3 มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 แล้วกว่า 10 รายในชุมชนคลองเตย ยังไม่นับว่ามีอีกหลายคนที่ตกหล่นจากการสำรวจ

คนในชุมชนคลองเตยหลายคนตกเป็นจำเลยสังคม เมื่อถูกมองว่าเป็นอีกหนึ่งคลัสเตอร์ใหญ่ในเมือง จนถูกกีดกันจากสังคมในหลายเหตุการณ์ ทั้งโอกาสในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน แต่หากเราพยายามมองเข้าไปด้วยความเข้าใจจะพบว่าในชุมชนคลองเตยเองก็มีข้อจำกัดอยู่มาก อาทิ ปัญหาความแออัดของที่อยู่อาศัย ไม่สามารถมีพื้นที่กักตัวภายในบ้าน และการต้องออกไปทำงานที่เผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ เป็นต้น

101 นัดสัมภาษณ์ครูประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ นักสิทธิมนุษยชนและนักสังคมสงเคราะห์ผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงประทีป ที่ทำงานคลุกคลีกับชุมชนคลองเตยมากว่า 42 ปี และเคยรับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะในปี 2521

ตลอดเวลากว่า 40 ปี คลองเตยเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง โควิดเข้ามาเปิดแผลความเหลื่อมล้ำอย่างไร ประชาธิปไตยสำคัญอย่างไร และความหวังของชุมชนคลองเตยคืออะไรในภาวะวิกฤตเช่นนี้

ดูสถานการณ์มาจนถึงตอนนี้ คิดว่าปัจจัยใดบ้างที่ทำให้โควิดระบาดรุนแรงที่ชุมชนคลองเตย

ดิฉันคิดว่ามีทั้งหมด 4 ปัจจัย 

ปัจจัยที่หนึ่ง คนในชุมชนคลองเตยมีอาชีพหลากหลาย เช่น ทำงานในสถานบันเทิงและงานบริการต่างๆ ซึ่งเป็นอาชีพที่มีความเสี่ยงจากการพบเจอผู้คน

ปัจจัยที่สอง สภาพบ้านและสิ่งแวดล้อมค่อนข้างแออัด บางบ้านเล็กมากแต่อยู่กันหลายครอบครัว ทำให้การแพร่ระบาดสู่ครอบครัวเป็นไปได้ง่ายมาก 

ปัจจัยที่สาม ในช่วงสงกรานต์ก็มีการเล่นสาดน้ำด้วย ซึ่งก็มีส่วนที่ทำให้เกิดการระบาดขึ้นมา 

และปัจจัยสุดท้าย คือผู้คนในชุมชนที่ต้องสัญจรไปมา แม้ว่ารัฐบาลจะประกาศให้อยู่บ้าน แต่คนในชุมชนก็ต้องออกไปทำงานเพื่อปากท้อง จึงไม่สามารถหยุดอยู่กับบ้านได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ได้ออกไปทั้งหมดนะคะ บ้านที่ต้องกักตัวเขาก็รู้ว่าในบ้านมีคนป่วย เขาก็พยายามระมัดระวังไม่ออกไปข้างนอก เพราะฉะนั้นตัวเลขของคนที่ติดเชื้อยังไม่เป็นศูนย์ แต่ละชุมชนมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นวันละ 2-3 ราย แต่ชุมชนกว้างใหญ่ไพศาลมาก รวมๆ กันแล้วตอนนี้มีผู้ติดเชื้อประมาณวันละ 10-20 ราย ซึ่งก็ลดลงมาเรื่อยๆ ตามลำดับ

พอโควิดระบาดรุนแรงในคลองเตย คนในชุมชนได้รับผลกระทบเศรษฐกิจหนักขนาดไหน

ในช่วง 1-2 ปีก่อนหน้านี้คนในชุมชนประสบปัญหาเรื่องมีงานน้อยลงอยู่แล้ว พอมาถึงตอนนี้งานยิ่งลดลงไปมากเลย เพราะกิจการทั้งหลายปิดเกือบสนิท เหลืออยู่ไม่กี่ประเภทที่ยังพอมีรายได้ หลายบ้านก็ต้องกระเบียดกระเสียนกู้หนี้ยืมสินกัน ยังมีคนเดินมาขออาหารและถุงยังชีพอยู่ตลอด ซึ่งเราก็พยายามช่วยเหลือในระยะนี้ เราไม่อยากให้ความหิวแปรเปลี่ยนไปเป็นปัญหาอื่นๆ ของสังคมที่อาจจะตามมา เพราะฉะนั้นก็ต้องเยียวยาช่วยเหลือกันไปเท่าที่ทำได้ก่อน

ภาครัฐหรือภาคเอกชนจะเข้ามาช่วยได้อย่างไรบ้างในสถานการณ์นี้

สำหรับภาครัฐ ที่เห็นกันชัดๆ คือเรื่องการตรวจหาเชื้อและเรื่องวัคซีน มีการเจ็บป่วยก็นำไปรักษา เริ่มมีการฉัดวัคซีนกันประมาณ 50,000 คนจากจำนวนประชากรที่นี่ประมาณแสนกว่าคน โดยทางรัฐบาลคาดหวังว่าจะให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ช่วยลดการติดเชื้อจากวันละเป็นร้อยเหลือวันละ 20-30 ราย แต่ถึงอย่างไรการติดเชื้อก็ยังมีอยู่ เราก็ยังอยากให้ระบบสาธารณสุขและระบบบริหารจัดการของรัฐบาลเข้มแข็งกว่านี้ เพื่อที่ทุกคนจะได้มีภูมิคุ้มกันที่ดีและสามารถป้องกันตัวเองได้

ส่วนภาคเอกชน เราได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านและผู้ที่อยากช่วย มาช่วยกันทำให้ชีวิตพวกเขาก้าวต่อไปได้ ทางมูลนิธิเรามุ่งเน้นไปที่บ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น บ้านที่มีผู้ติดเชื้อโควิด บ้านที่มีผู้ป่วยติดเตียง บ้านที่มีสมาชิกในครอบครัวตกงาน เป็นต้น เรายังต้องการถุงยังชีพประเภทต่างๆ เช่น สินค้าอุปโภค ข้าวสาร ปลากระป๋อง อาหารแห้ง หน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ที่มีคนในชุมชนมาขออยู่เรื่อยๆ 

ที่ผ่านมาเราเห็นการกีดกันคนจากคลองเตย บางคนถูกให้หยุดงานเพียงเพราะว่าเป็นคนในคลองเตย คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้

รากลึกของสังคมไทยยังมีความคิดเรื่องไพร่ทาสและดูถูกชนชั้นอยู่ แม้จะไม่ได้ชัดเจนเสียทีเดียว แต่ยังมีแนวคิดที่ว่าคนจนเป็นคนไม่ดี มีปัญหา ชอบทำผิดกฎหมาย ดังนั้นเมื่อคลองเตยเป็นพื้นที่ที่มีคนจนอยู่เยอะ ก็ถูกตีตราว่าคนเหล่านี้เป็นคนไม่ดี

ในอดีตคลองเตยมีเรื่องยาเสพติด ตอนนี้มีเรื่องโควิด เวลาไปโรงพยาบาล พอบอกว่ามาจากคลองเตย ก็จะโดนบอกว่าให้ออกไปรอข้างนอกก่อน เจ้าหน้าที่ของเราโดนมาแล้ว คนที่เพิ่งเสียชีวิตไปก็ฉีดวัคซีนไปแล้วสองเข็ม มีอาการหายใจไม่ค่อยออกก็ไปโรงพยาบาล พอรู้ว่ามาจากคลองเตย เขาก็ให้ไปรอในเต็นท์ข้างนอกก่อน จนกระทั่งเสียชีวิตในเต็นท์ 

หรือแม้กระทั่งบอกกันว่าคนคลองเตยขับแกร็บส่งอาหาร อย่าไปซื้อ เพราะจะเอาเชื้อโควิดมาด้วย ทั้งๆ ที่อาหารห่อ 3-4 ชั้น เราก็แค่อุ่นอาหารให้ร้อนใหม่ ถ้าเราเข้าใจคนเหล่านี้ก็จะไม่เกิดความคิดและคำพูดที่มาซ้ำเติมคนจน

ในภาวะที่เจอปัญหาหลายด้านเช่นนี้ คุณคิดว่าอะไรคือความหวังของชุมชนคลองเตยสำหรับวิกฤตนี้

โควิดคงจะอยู่กับเราไปอีกนาน แต่ถ้าเรามีความแข็งแรง ประชาชนมีภูมิคุ้มกัน มีการมีงานทำ เราก็จะอยู่กับมันได้เพราะเรามีการป้องกันแล้ว 

วัคซีนก็เป็นความหวังส่วนหนึ่ง แต่อย่างในอเมริกาหรืออิสราเอลเขาก็ฉีดวัคซีนกันไปเกินครึ่งแล้ว แต่อัตราการติดเชื้อก็ยังมีอยู่นะคะ แม้ว่าจำนวนลดน้อยลง ก็ยังมีปัญหาให้เราต้องทำอยู่ แม้กระทั่งเรื่องวัคซีนเองก็มีกรณีที่คนเสียชีวิตแม้จะฉีดวัคซีนแล้วสองเข็ม เราเจอเคสคนที่ไปฉีดยามาแล้วมีผลข้างเคียง แขนขาอ่อนแรง กลายเป็นคนทำงานไม่ได้

ชาวบ้านในชุมชนคลองเตยยังมีกำลังใจที่ดีกันอยู่ไหม

คนไทยหน้าชื่นอกตรม ถึงแม้จะมีความทุกข์ยากลำบากอย่างไร เวลาเจอกันเขาก็ยิ้มแล้วก็พูดเหมือนไม่มีอะไร อย่างป้าคนหนึ่ง เขาเช่าบ้านอยู่ในชุมชนคลองเตยมานาน แต่ไม่เคยได้รับการช่วยเหลืออะไรเลย มองสีหน้า หน้าตา ผิวพรรณ เราก็พอจะรู้ว่าชีวิตของเขาต้องเจอความยากลำบากมากน้อยขนาดไหน

มีหลายคนพูดว่า ปัญหาโรคระบาดเปิดแผลความเหลื่อมล้ำต่างๆ ในเมือง” จากวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ได้สะท้อนปัญหาของกรุงเทพฯ และชุมชนแออัดในเมืองอย่างไรบ้าง

โควิดมาเปิดแผลและตอกย้ำปัญหาของสังคมให้กว้างขึ้น เยาวชนคนรุ่นใหม่คงจะมองเห็นว่าความเหลื่อมล้ำของสังคมยังมีอยู่มากมายขนาดนี้ เราจะทำอย่างไรให้ช่องว่างทางสังคมแคบลง เป็นเรื่องที่ทุกคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ต้องมาขบคิดกัน

ดิฉันทำงานที่คลองเตยมา 40 กว่าปี เห็นความเปลี่ยนแปลงของชุมชนทางกายภาพ เช่น ระบบน้ำ-ไฟ มีการให้โอกาสทางการศึกษามากขึ้น หรือพัฒนาถนนหนทาง แต่ก่อนทางเดินเป็นสะพานไม้ ตอนนี้พัฒนามาเป็นปูน แต่เรื่องความยากจนกับแรงงานราคาถูกก็ยังเหมือนเดิม 

ประชาธิปไตยเป็นรากฐานที่จะทำให้สังคมและคนทุกคนมาช่วยกันดูปัญหา ไม่ว่าจะด้วยระบบตัวแทนในสภาหรือระบบตัวแทนที่อยู่ในจังหวัด ไม่ใช่เรื่องของการสั่ง แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนมีสิทธิเลือกว่าใครที่จะทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น ระบบประชาธิปไตยถือเป็นหลักการสำคัญ เป็นเสียงของประชาชนทุกคน ทุกระดับชั้นมีความเท่าเทียม เป็นสิทธิของประชาชนในการได้รับการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม

หากจะแก้ปัญหาชุมชนแออัดในระยะยาว คุณคิดว่าปัญหาหลักอยู่ตรงไหน และควรแก้อย่างไร

เรื่องความแออัดเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วโลกนะ ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่เราต้องกระจายความเจริญไปภูมิภาคอื่นๆ ให้เกิดความสมดุล ไม่ให้มากระจุกแออัดอยู่ที่เดียว ต้องดูเรื่องโครงสร้างว่าทำอย่างไรเกษตรกรจะดำรงชีวิตได้ ไม่ต้องอพยพเข้ามา ให้ลูกหลานมีอนาคตในท้องถิ่นของเขา เมืองใหญ่ก็จะไม่ต้องการแรงงานมากมาย ถ้าเมืองไม่ต้องการแรงงานมากมาย คนก็จะอยู่ที่บ้านเกิดของเขา

คลองเตยเป็นบ้านเกิดของคน 2-3 รุ่นที่เข้ามาทำงานขายแรงงานให้ท่าเรือ พอก่อสร้างเสร็จก็กลายมาเป็นกรรมกรขนถ่าน พอมีเทคโนโลยีเข้ามาแทนก็ทำให้ความต้องการแรงงานลดลง แต่แรงงานก็ยังเป็นที่ต้องการของธุรกิจภาคอื่นของเมือง เช่น ภาคบริการ แต่เมื่อแรงงานเข้ามาแล้วไม่มีที่อยู่อาศัย เขาก็ต้องหาชุมชนแออัดอยู่ คลองเตยจึงเป็นที่รองรับคนเหล่านี้

ในพื้นที่ของเมืองใหญ่ ถ้ามีการสร้างความสมดุลโดยมีที่พักอาศัยให้แรงงาน เช่น แฟลต หรือกำหนดให้หน่วยงานที่มีพนักงาน 100 คนขึ้นไปต้องมีที่อยู่อาศัยให้ ต้องทำควบคู่กันไป เขาดูแลแรงงานของเขาไปด้วย ก็จะทำให้ปัญหาอื่นๆ ลดลง เพราะมีการดูซึ่งกันและกัน ต้องทำเป็นนโยบายจากภาครัฐ

ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ คุณเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในชุมชนคลองเตย

ภาครัฐมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อคนคลองเตย จากเดิมมองว่าเป็นพวกผิดกฎหมาย ไม่สมควรมาอยู่ในเมือง ก็ปรับเปลี่ยนว่าคนจนเหล่านี้เป็นแรงงานราคาถูกที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศขับเคลื่อนไปในอนาคตสู่เศรษฐกิจตลาดโลกได้ เพราะเรามีแรงงานราคาถูก แต่ทำอย่างไรที่จะทำให้แรงงานราคาถูกมีทักษะมีฝีมือและการศึกษาที่ดีก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

เรื่องที่บอกว่าเด็กยากจนต้องได้รับการศึกษาที่ดี เขาจึงจะหลุดความยากจนได้ ต้องใส่ไปในสมองของภาครัฐ แล้วก็การทุ่มเทให้คนที่เขาเกิดมามีน้อย ถ้าเราให้เขาเยอะสักนิดหนึ่ง เขาก็สามารถจะก้าวต่อไปพัฒนาสังคม เป็นคนที่ดีของสังคมได้ เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของภาครัฐ และประชาชนก็มีความเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น มีกลุ่ม มีกระบวนการในการทำงาน แก้ไขปัญหาร่วมกัน 

เมื่อเปรียบเทียบชุมชนแออัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ กับชุมชนคลองเตย คุณพบเจอปัญหาที่เหมือนหรือต่างอย่างไรบ้าง

เจ้าหน้าที่เราเอาถุงยังชีพไปส่งที่ชุมชนสามเสน เขาบอกว่าเหมือนคลองเตยเมื่อ 40 ปีก่อนเลย ในกรุงเทพฯ มีสลัมเกือบ 2,000 แห่ง มีชุมชนที่แย่กว่าคลองเตยอีก ก็เป็นตัวบ่งชี้ว่าความเหลื่อมล้ำไม่ได้มีเฉพาะคลองเตย แต่กระจายไปทั่ว ในประเทศไทยมีสลัมอยู่ 5,000-6,000 แห่งที่การเคหะฯ สำรวจพื้นที่เอาไว้ 

ในกรุงเทพมหานครเองมีจำนวนประชากรอยู่ราวๆ 10 ล้านคน ในจำนวนนี้มีประชากรที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน 5 ล้านคนที่สามารถไปเลือกตั้งได้ นอกจากนั้นเป็นประชากรแฝง ซึ่งประชากรแฝงจำนวนมากก็อาศัยอยู่ในสลัมประมาณ 2 ล้านคนหรือคิดเป็น 20% ของประชากรรวมกรุงเทพฯ คนเหล่านี้มีสถานะความเป็นอยู่ที่ลำบาก ซึ่งในเมืองใหญ่ๆ ที่ต่างจังหวัดก็อาจจะมีตัวเลขไม่ต่างกันเท่าไหร่

ถ้าเราจะดูเรื่องความเหลื่อมล้ำของสังคมในภาพใหญ่ขึ้นมาอีก จากตัวเลขการจัดลำดับความเหลื่อมล้ำของสังคม ประเทศไทยแซงอินเดีย รัสเซีย กลายมาเป็นที่หนึ่งของโลก ไม่น่าเชื่อเลย แล้วเขาบอกว่าประชากร 5 เปอร์เซ็นต์ครอบครองทรัพยากร 90 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ทำให้คนต้องมาแย่งทรัพยากรหรือทรัพย์สินที่เหลือไม่กี่เปอร์เซ็นต์ 

ถ้าหากคนในชุมชนต้องการจะเลื่อนสถานะทางสังคม พวกเขายังมีลู่ทางไหนที่จะก้าวข้ามขีดความจนได้บ้าง

การศึกษาและทักษะฝีมือคือตัวช่วยให้ปรับเปลี่ยนสถานะได้ ยิ่งเรื่องทักษะฝีมือขอเก่งแค่สองเรื่อง คือภาษาต่างประเทศและคอมพิวเตอร์ ถ้าเก่งสองเรื่องนี้ได้ ไปทำงานที่ไหนก็ได้ ในปัจจุบันเราให้นายจ้างตั้งค่าแรงเรา แต่ถ้าเรามีความเก่งตรงนี้ เราก็จะสามารถตั้งค่าแรงตัวเองได้ 

คุณทำงานในชุมชนคลองเตยมากว่า 40 ปี มองบทบาทตัวเองตอนนี้อย่างไรบ้าง และมองอนาคตไว้อย่างไร

ถ้าเรายังมีแรงอยู่ เราก็ทำเท่าที่เราจะทำได้ เพราะเราอยากเห็นสังคมที่ดี อยากเห็นลูกหลานคนยากคนจนมีการศึกษาและหน้าที่การงานที่ดี 

เรื่องของการศึกษาและการสร้างคนใช้เวลา ไม่ใช่แค่ปีสองปี แต่เป็นสิบๆ ปี แต่เรามุ่งมั่นทุ่มเททำไป ทำให้ดี ให้ความสำคัญ ทำให้เราคิดว่าชีวิตเราอยู่อีกไม่กี่วันมันก็ตาย แต่ก่อนตาย ทำอะไรให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์คนรุ่นหลังดีกว่า 

ถ้าเรามีระบบการศึกษาและระบบสวัสดิการดูแลประชาชนที่ดี เด็กก็จะมีอนาคตและความหวังในการสร้างชีวิตและสังคมที่ดี

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save