fbpx
รื้อถอน แล้วสร้างใหม่

แบบเดิมๆ และแบบเดิมๆ

นายแพทย์ประเสริฐ  ผลิตผลการพิมพ์ เรื่อง

 

การเจรจาต่อรองผลประโยชน์เป็นเรื่องปกติ ทุกประเทศมีเรื่องนี้ในเวทีการเมือง การปกครอง ระบบราชการ และภาคเอกชน ที่ไม่ปกติคือบ้านเราเจรจาต่อรองไม่ได้

หลายครั้งจบลงด้วยการใช้อาวุธ

การเจรจาต่อรองเป็นทักษะที่ต้องสร้าง เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการของเด็กๆ เด็กทุกคนมิได้เกิดมาเพื่อเจรจาต่อรอง เราเกิดมาเพื่อแย่งชิง เริ่มตั้งแต่แย่งแม่จากพ่อ แย่งแม่จากพี่น้อง และแย่งของเล่นจากเพื่อน นี่เป็นพัฒนาการปกติเพราะเด็กเห็นตนเองเป็นศูนย์กลาง (self-centered) และโลกนี้มีเราคนเดียว (egocentricism) แต่เมื่อเด็กโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งประมาณอายุ 6-7 ขวบ ความเป็นศูนย์กลางลดลงทุกขณะ แล้ววันหนึ่งพวกเขาก็เงยหน้าขึ้นพบมนุษย์อีกมากหน้าหลายตาและหลายเผ่าพันธุ์บนโลก ถึงตอนนี้เขาแย่งของคนอื่นไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว คือเวลาที่เด็กส่วนใหญ่บนโลกมนุษย์ไปโรงเรียน แต่มิใช่ไปเรียนหนังสือ ประเทศพัฒนาแล้วส่งเด็กไปเรียนรู้และฝึกทักษะเจรจาต่อรอง ทักษะเจรจาต่อรองนี้มีเวลาวิกฤต (critical period) ที่จะต้องฝึกฝนตอนที่เด็กอยู่ชั้นประถม คืออายุ 7-12 ปี ก่อนหน้านี้เด็กจะยังไม่พร้อม หลังจากนี้เด็กจะเป็นวัยรุ่นที่สนใจแต่ตนเองและเข้าสังกัดแก๊ง พวกเขาไม่เจรจาต่อรองพวกเขาจะห้ำหั่นกันสถานเดียว ย่อหน้านี้เขียนยาวเพราะเรื่องราวทั้งหมดนี้กินเวลายาวนาน

บ้านเราส่งเด็กไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือเร็วเกินไป และบังคับให้เด็กเป็นเด็กดีเร็วเกินไป คือ ต้องรู้จักแบ่งของเล่น ต้องไม่เห็นแก่ตัว แต่ต้องเอาชนะเพื่อนๆ และสอบได้ที่หนึ่ง การส่งข่าวสารสองอย่างที่ขัดกันเองให้เด็กพร้อมๆ กันเป็นอีกต้นเหตุหนึ่งที่การศึกษาอนุบาลล้มเหลวและล้มเหลวต่อเนื่องไปจนถึงชั้นประถม เพราะพัฒนาการเป็นความต่อเนื่อง (epigenesis)

อนุบาลมีภารกิจเตรียมความพร้อม เตรียมอะไรพร้อม เตรียมนิ้วมือ และกล้ามเนื้อเล็กให้พร้อม เท่ากับเตรียมเนื้อสมองให้พร้อมด้วย เหตุเพราะการเจรจาต่อรองในชั้นประถมต้องการความสามารถของสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) ใช้ฟัง คิด ถอย แล้วก็รุกจนกว่าผลประโยชน์จะลงตัว คือ EF (executive function)  ความสามารถในการคิดสำคัญกว่าความสามารถในการใช้กำปั้นหรือใช้ปืน หากสมองส่วนหน้าไม่ดีพอ การเจรจาจะติดขัดแล้วอารมณ์โกรธจะพุ่งขึ้น สมองส่วนอะมิกดาลา (amygdala) ทำงานแซงหน้าสมองส่วนหน้าแล้วเด็กๆ ก็จะล้มโต๊ะเจรจาควงกำปั้นเข้าหากันในที่สุด

การใช้กำปั้นต้องการกล้ามเนื้อใหญ่ เริ่มตั้งแต่กล้ามเนื้อขาต้องแข็งแรงยืนปักหลัก หลังตรงและแข็งแรง ตั้งหมัดเตรียมพร้อมแล้วต่อยกัน หากจะเล่นมวยปล้ำก็ควรจะสูสี พูดง่ายๆ ว่าเด็กสองคนควรมีพละกำลังเท่าเทียมกันด้วยการเตรียมความพร้อมมาอย่างดีในชั้นอนุบาลทำให้ไม่สามารถเอาชนะกันด้วยกำปั้นง่ายนักหรือถึงแม้จะเอาชนะได้แต่บาดแผลฉกรรจ์นั้นได้ไม่คุ้มเสีย  ทักษะเจรจาต่อรองจึงจะเกิดขึ้นได้

หากเอะอะก็ชักปืนขู่กันง่ายๆ อยู่เรื่อยๆ เราจะเจรจาต่อรองได้อย่างไร

จะเห็นว่าการวิ่งเล่นในสนามของเด็กอนุบาลมีความสำคัญต่อโต๊ะเจรจา การใช้นิ้วมือเพื่อการเล่นและทำงานของเด็กอนุบาลมีความสำคัญต่อผลลัพธ์ของการเจรจา การบังคับนั่งนิ่งเรียนหนังสือทำให้กล้ามเนื้อฝ่อ สมองฝ่อ แล้วเราก็จะได้เด็กประถมที่ไม่มีความสามารถเจรจาต่อรอง ซึ่งเมื่อพ้นอายุ 12 ปีไปแล้วเราก็ฝึกไม่ได้อีกเลย

นอกจากฝึกไม่ได้แล้วสมองก็ไม่ฉลาดพอจะทำอะไรได้อีก เราจึงทำงานแบบเดิมๆ ทั้งที่รู้ว่าจะได้ผลลัพธ์แบบเดิมๆ แต่เพราะเจ้านายสั่งมาแบบเดิมๆ เพื่อความปลอดภัยของเก้าอี้ของเจ้านายเอง เราจึงยินดีทำงานแบบเดิมๆ เพื่อความปลอดภัยของเงินเดือนเดิมๆ ของเราเองเช่นกัน

ชั้นประถมศึกษาของบ้านเราไม่เพียงเด็กๆ จะไม่ได้ฝึกทักษะเจรจาต่อรอง ตัวชี้วัดการศึกษาของชั้นประถมบ้านเราคือคะแนนที่ดีที่สุดจะได้ที่นั่งที่ดีที่สุดในโรงเรียนที่ดีที่สุดของชั้นมัธยม ด้วยโครงสร้างเช่นนี้พ่อแม่รักลูกย่อมส่งลูกกวดวิชากับติวเตอร์ที่ดีที่สุดด้วยค่าเล่าเรียนที่แพงที่สุดเพื่อเอาชนะเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกัน และถ้าทำได้ให้กำจัดคู่แข่งทิ้งกลางทางเสียด้วย เราจึงเห็นปรากฏการณ์ชิงดีชิงเด่นของพ่อแม่ที่ทำไปในนามของความรักและความหวังดีต่ออนาคตของลูก การเรียนเก่งและที่นั่งในมหาวิทยาลัยดีๆ ช่วยให้มีคอนเน็กชันที่ดี  มีโอกาสเคลื่อนสถานะเข้าสู่วงกลมชั้นใน (inner circle) ซึ่งจะให้ผลประโยชน์ที่ดีกว่าการเจรจาต่อรองมาก

ไม่มีความจำเป็นเลยที่เราต้องเจรจาต่อรองเพราะคอนเน็กชันสำคัญกว่ากฎหมาย

โครงสร้างที่พิกลนี้ทำให้เราปฏิรูปการศึกษามิได้เสมอมา

กลับมาที่ความบริสุทธิ์ของเด็กอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเด็กขึ้นชั้นประถม 1 ลดความเป็นศูนย์กลางของตนเองลง พบเพื่อนมากหน้าหลายตาที่โรงเรียน เขาจะเข้าสู่โหมด ต่อสู้-เจรจา-ช่วยเหลือกัน (compete-compromise-coordinate) โดยพัฒนาการตามธรรมชาติ หากโรงเรียนของเราสร้างขึ้นเพื่อการนี้ ลดการเรียน เพิ่มการเรียนรู้เป็นทีม เด็กประถมจะได้ฝึกทักษะนี้ยาวนานถึง 6 ปีซึ่งเป็นเวลามิใช่น้อย

เราจะแก้ปัญหาขยะรอบบริเวณโรงเรียนของเราได้อย่างไร

เราจะแก้ปัญหาพลาสติกในทะเลบ้านเราได้อย่างไร

เราจะแก้ปัญหาฝุ่นจิ๋ว PM2.5 บ้านเราได้อย่างไร

ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าแต่ละโรงเรียน แต่ละชายหาด และแต่ละจังหวัดมีปัญหาขยะ พลาสติก และฝุ่นควันต่างๆ กัน มีคนก่อมลพิษและมีคนเสียหายจากมลพิษแน่ เราจะเจรจาต่อรองอย่างไรให้ผลประโยชน์ลงตัวทุกฝ่าย

มิใช่หลงเชื่อเมื่อ ‘เขา’ พูดว่าอย่างนี้แหละ ลงตัวดีแล้ว

แบบเดิมๆ

 

ที่มาภาพ

 

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save