fbpx
สอบได้ที่เท่าไหร่

สอบได้ที่เท่าไร

นายแพทย์ประเสริฐ  ผลิตผลการพิมพ์ เรื่อง

 

เสียงคัดค้านการติดบอร์ดเด็กเก่งหน้าโรงเรียนต่างๆ มีมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณที่ดีของระบบการศึกษา

ในฐานะที่เคยได้ชื่อว่าเป็นเด็กเรียนเก่ง อยากบอกเล่าประสบการณ์ส่วนตัวให้ฟัง การตกที่นั่งเด็กเก่งมิใช่เรื่องดี เหมือนมีบางสิ่งเฆี่ยนเราอยู่เรื่อยๆ ให้ตกอันดับมิได้ การเดินไปไหนๆ แล้วคุณครูจดจำเราได้ว่าเป็นเด็กเก่งอาจจะนำมาซึ่งความน่าภูมิใจในวันแรกๆ แต่ทำให้เราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าพิสมัยด้วย

ที่ส่งผลกระทบมากคือเราถูกกันออกจากเด็กทั่วไป มีเพื่อนในแวดวงที่จำกัดไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว จะเถียงหรือไม่เถียง ยอมรับหรือไม่ยอมรับ เมื่อเวลาผ่านไปเราเรียนเก่งมากขึ้นเรื่อยๆ จำนวนคนที่เก่งมากระดับถูกหมายตาว่าเข้าแพทย์ได้แน่นอนจะลดลงทุกทีๆ สุดท้ายเราจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่รอดชีวิตจากถนนการศึกษา

มีคำถามที่ควรคำนึง “ใครกันแน่ที่รอดชีวิต”

ยังไม่นับคำถามเชิงระบบ “รู้ได้อย่างไรว่าทั้งหมดที่เห็นนั้นเป็นเด็กเก่งจริง”

ช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม นักเรียนมีเสรีภาพมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ชมรมต่างๆ ในโรงเรียนหลุดจากกรอบประเพณีอันรัดรึงสู่การคิด พูด และเขียน แล้วความสำเร็จหนึ่งที่น่ายินดีมากสำหรับชีวิตส่วนตัวของตัวเองคือได้มีโอกาสเลือกห้องเรียนตอนที่ขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จึงได้ใช้โอกาสนั้นเลือกอยู่ห้องธรรมดา ไม่ไปอยู่ห้องที่ได้ชื่อว่าชุมนุมเด็กเรียนเก่งอีก สมัยนั้นมีคำศัพท์คำเดียวคือ ‘ห้องคิง’ หรือ ‘ห้องควีน’ ต่างจากสมัยนี้ที่มีคำศัพท์เรียกหาเยอะมาก

จะว่าไปโรงเรียนมิได้สลายห้องคิง เป็นเพียงการนำเข้าหลักสูตรการเรียนวิทยาศาสตร์แบบใหม่ที่เน้นการทดลองมากกว่าการเรียนจากกระดานดำด้วยการบอกจด อย่างไรก็ตามมีแต่เด็กที่สอบได้คะแนนสูงพอเท่านั้นจึงจะมีสิทธิเข้าเรียนหลักสูตรที่ออกแบบมาใหม่เวลานั้น มานึกย้อนหลังก็น่าแปลกใจอีกว่าวิธีคิดประเภทคนเก่งเท่านั้นจึงจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้มาจากไหน

ชีวิตช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายสองปีเป็นหนึ่งในช่วงชีวิตที่มีเพื่อนหลากหลาย บางคนสูบบุหรี่ บางคนหนีโรงเรียนไปเตะโกล์ บางคนไปตีบิลเลียด บางคนแบ่งหนังสือปกขาวมาให้อ่าน บางคนแต่งตัวไม่เรียบร้อย เสื้อลอยชาย เสื้อหลวมโพรกขนาดเท่าเสื้อพ่อ กางเกงนักเรียนรัดติ้ว ผมยาวไม่ยอมตัด บ้างไม่ปักอักษรย่อโรงเรียน เพื่อนคนคนหนึ่งถูก ‘ฝ่ายขวา’ ในโรงเรียนจับตัวได้เรื่องนี้ แทบจะถูกจับเผาทั้งเป็น

ตัวเองกลายเป็นดาวเด่นท่ามกลางพวกมารเหล่านี้เพราะเรียนเก่งที่สุดเช่นเดิม สามารถติวให้พวกเขาได้ทุกวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพีชคณิตและตรีโกณมิติ เคมีและฟิสิกส์ หนึ่งในความภูมิใจที่ไม่ลืมเลือนคือเพื่อนๆ ไล่เก็บกระดาษทดที่ตัวเองทดเลขกลับบ้าน บางคนจะนำไปศึกษาจริงๆ ในขณะที่บางคนพูดว่าจะเอาไปไหว้

เสรีภาพในโรงเรียนเวลานั้นสูงถึงระดับอนุญาตให้นักเรียนทาสีห้องเรียนตามใจชอบ แล้วพวกเราก็ใช้โอกาสนั้นทาสีม่วง เสรีภาพเหล่านี้หมดลงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ว่าที่จริงเวลานั้นตนเองก็สับสนมาก ด้านหนึ่งคือเพื่อนๆ เรียนไม่เก่งที่เข้ามาสร้างสีสันให้แก่ชีวิต สอนผมเรื่องความมีน้ำใจ เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว รักเพื่อนพ้องมากกว่าผลการเรียน รักอิสรภาพ อีกด้านหนึ่งก็ภักดีต่อโรงเรียน ต่อครู ต่อสถาบัน ซึ่งทั้งสองเรื่องควรจะไปด้วยกันได้ แต่ในความเป็นจริงคือไปด้วยกันไม่ได้ แม้กระทั่งทุกวันนี้

กลับมาที่คำถาม “รู้ได้อย่างไรว่าทั้งหมดที่เห็นนั้นเป็นเด็กเก่งจริง”

มีนักการศึกษาทั่วโลกที่ตอบคำถามนี้ด้วยการคำตอบที่ว่า “แค่คำถามก็ผิดแล้ว”

ทั่วโลกยกระดับมาตรฐานการสอบด้วยชุดข้อสอบที่ได้มาตรฐาน เด็กที่สอบได้ไม่ถึงเส้นมาตรฐานแปลว่าไม่น่าพึงพอใจ ส่วนเด็กที่สอบได้สูงกว่ามาตรฐานถือได้ว่ามีการศึกษาที่ดี ปัญหาที่ทุกคนไม่ทันระวังคือตัวมาตรฐานนั้นเองที่ทำพิษตั้งแต่แรก ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าเด็กๆ ทุกคนจะเรียนหนังสือเพื่อ ‘พิชิต’ ข้อสอบมาตรฐาน มากกว่าที่จะ ‘เรียนรู้รายทาง’ ตามที่ควรจะเป็น

ปรากฏการณ์นี้เป็นทั่วโลกมิใช่เฉพาะประเทศไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่าของเราอาจจะอาการหนักไปหน่อย  เนื่องจากเรามีวัฒนธรรมบูชาคนเก่งมากอยู่ก่อนแล้วแล้วหลงลืมสมาชิกของทีมไป

ฝ่ายสร้างมาตรฐานมาด้วยหลักการที่ชัดเจน เรียนหนังสือต้องมี ‘เป้าหมาย’ แต่ฝ่ายปฏิรูปมาด้วยเป้าหมายใหม่คือ ‘เรียนรู้รายทางนั่นแหละที่เป็นเป้าหมาย’ ความข้อนี้ก็ชวนให้ถกเถียงกันอย่างหนัก ฝ่ายเชิดชูเป้าหมายอกสั่นขวัญแขวนเป็นอันมากที่จะทำงานสักชิ้นโดยไร้เป้าหมาย แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าความไร้เป้าหมายนั่นเองคือเป้าหมาย

เหมือนนิยายกำลังภายในเลย ในความเป็นจริงผมก็เรียนรู้เรื่องเป้าหมายการศึกษาจากกระบี่ของไซมึ้งชวยเสาะและอี้จับซาจริงๆ ด้วย

นิยายกำลังภายใน เป้าหมาย การศึกษา การบูชาคนเก่ง

“แค่คำถามก็ผิดแล้ว” มีความหมายว่าปลาไม่มีวันปีนต้นไม้ได้ และลิงไม่มีทางจะบินได้ ส่วนนกไม่สามารถดำดินได้ การเปรียบเปรยเช่นนี้สร้างความโมโหแก่นักการศึกษาบางคนมาก

การเรียนรู้รายทาง ชื่นชมสรรพสิ่ง ใคร่ครวญความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ รอบตัว เหล่านี้ต่างหากคือการพัฒนาตนเองที่เคารพความแตกต่างของมนุษย์และธรรมชาติ เราไปโรงเรียนเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพนี้ มิใช่เพื่อทำลายศักยภาพ

มีบ้างว่าข้อเขียนเรื่องการศึกษาไม่ควรมีการเมือง อะไรที่เขียนมิได้เกี่ยวกับการเมืองเลย แต่ปัญหาคือการเมืองก็เหมือนออกซิเจนรอบตัวคนเรา คือประมาณ 20% เราจะกลั้นหายใจได้ก็ไม่เกิน 3 นาที เดี๋ยวก็ต้องสูดอากาศเข้าปอดใหม่อีก เมื่อนั้นการเมืองก็เข้าสู่ตัวเราอีก ดังนั้นแม้ว่าจะตั้งใจเขียนเรื่องการศึกษาแต่เราไม่สามารถหลบหลีกการเมืองได้จริงๆ

การออกมาแสดงความต้องการของตัวเองของนักเรียนนักศึกษาเวลานี้ควรเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับคนทุกคนและทุกหมู่เหล่า ลูกหลานของเรามิได้น่าหมดหวังหรือน่าผิดหวังเหมือนดังที่เคยปรามาส แต่ที่แท้แล้วพวกเขายังมีไฟหลงเหลืออยู่ ขอเพียงมีไฟก็เป็นเรื่องน่ายินดีมากแล้ว

ดีกว่าหมดไฟเป็นไหนๆ

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Social Issues

22 Oct 2018

มิตรภาพยืนยาว แค้นคิดสั้น

จากชาวแก๊งค์สู่คู่อาฆาต ก่อนความแค้นมลายหายกลายเป็นมิตรภาพ คนหนุ่มเลือดร้อนผ่านอดีตระทมมาแบบไหน ‘บ้านกาญจนาฯ’ เปลี่ยนประตูที่เข้าใกล้ความตายให้เป็นประตูสู่ชีวิตที่ดีกว่าได้อย่างไร

ธิติ มีแต้ม

22 Oct 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save