นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เรื่อง

 

แหล่งพลังงานของเด็กช้าคือเซลฟ์เอสตีม (self-esteem)

เซลฟ์เอสตีมคือความสามารถที่จะรู้ว่าตนเองทำอะไรได้บ้าง อีกนิยามหนึ่งคือความสามารถที่จะนิยามชีวิตของตนเอง

จะแปลเซลฟ์เอสตีมว่าความรักตนเอง ภูมิใจตนเอง หรือมั่นใจตนเองก็ได้ เด็กทุกๆ คนรวมทั้งเด็กช้ามักถูกกระทำทั้งที่บ้านและโรงเรียน ถูกตีตราว่าโง่งี่เง่าหรือช้าเป็นเต่า ทำให้เขาสูญเสียเซลฟ์เอสตีมหรือเซลฟ์เอสตีมเสียหาย

หนึ่งคือนิยามว่าตนเองเป็นเต่าหรือโง่จริง ทำให้ไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรได้บ้างนอกจากเป็นเต่าหรือเด็กโง่ สองคือไม่รักตนเองไปจนถึงเกลียดตนเองที่เกิดมาสร้างความเดือดร้อนและอับอายขายหน้าให้แก่พ่อแม่ ไม่ภูมิใจตนเอง ไม่มั่นใจในตนเอง

เราอยากแก้ปัญหาเด็กช้าจึงต้องกู้เซลฟ์เอสตีมขึ้นมา ทำให้เขารักตนเอง และรู้ว่าตนเองทำอะไรได้บ้าง ทำได้ดีด้วย

เรื่องที่ควรรู้คือมีงานวิจัยด้าน EF สมัยใหม่จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับพัฒนาการของความจำใช้งานที่ระบุว่าเด็กช้ามิได้ช้าทุกเรื่อง เขาช้าเพียงบางเรื่อง ส่วนอีกบางเรื่องพัฒนาได้

คำว่า ‘เรื่อง’ ในที่นี้มิได้หมายถึงศิลปะ ดนตรี กีฬา หรือคอมพิวเตอร์ แต่หมายถึงองค์ประกอบของความจำใช้งาน (working memory)

ก่อนอื่น ทบทวนองค์ประกอบของความจำใช้งาน ความจำใช้งานประกอบด้วย 4 ส่วน คือ ความจำใช้งานด้านเสียง ความจำใช้งานด้านภาพ ส่วนบริหารจัดการกลาง และส่วนเชื่อมต่อกับความจำระยะยาว คำภาษาอังกฤษของ 4 ส่วนนี้ คือ phonological loop, visuospatial patch, executive control  และ episodic buffer

งานวิจัยที่ทำในเด็กช้า มักจะแบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่ม

กลุ่มที่ 1 เรียกว่า Intelligence Disability (ID) ได้แก่เด็กสติปัญญาบกพร่อง เด็กสมาธิสั้น เด็กบกพร่องด้านการเรียนรู้ เด็กออทิสติก เด็กแอสเปอร์เกอร์ เด็กพิเศษอื่นๆ และเด็กที่มีความผิดปกติของสมองหรือพันธุกรรมหลากหลายชนิดที่ส่งผลต่อพัฒนาการ รวมทั้งเด็กที่ถูกส่งไปเรียนก่อนวัยอันควรของเขาเองแล้วทำมิได้

เด็กคนสุดท้ายนี้คือปัญหาใหญ่ของบ้านเรา

กลุ่มที่ 2 เรียกว่า Mental Age Group (MA) คือเด็กที่มีอายุสมองเท่ากับกลุ่มทดลอง ซึ่งจะมีอายุจริงน้อยกว่ากลุ่มทดลอง

เช่น สมมติเด็ก ID คนหนึ่งอายุ 10 ขวบ และมีอายุสมองเท่ากับเด็กอายุ 6 ขวบ เด็ก MA จะหมายถึงเด็กที่มีอายุจริง 6 ขวบ และมีอายุสมองเท่ากับเด็กอายุ 6 ขวบตามพัฒนาการทั่วไป

กลุ่มที่ 3 เรียกว่า Chronological Age Group (CA) หมายถึงเด็กที่มีอายุจริงเทียบเท่ากับกลุ่มทดลอง  และมีอายุสมองเท่ากับอายุจริงตามพัฒนาการทั่วไป

ขอให้สังเกตว่าเราหลีกเลี่ยงคำว่าเด็กปกติ เด็กไม่ปกติ และเด็กปัญญาอ่อน

งานวิจัยเหล่านี้มักใช้กลุ่มทดลองที่เป็น ID จำนวนหนึ่ง ไปเปรียบเทียบกับเด็กที่อายุสมองเท่ากันคือ MA และเด็กที่อายุจริงเท่ากันคือ CA งานวิจัยเหล่านี้มีความซับซ้อน มีตัวแปรมาก จึงมีกระบวนการทางสถิติที่ต้องทำมากเพื่อตัดตัวแปรและตัวกวนออกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อดูว่าความจำใช้งานส่วนใดของเด็ก ID ที่ยังดีอยู่และสามารถพัฒนาต่อได้

ผลการวิจัยส่วนใหญ่แล้วเป็นข่าวดี แม้ว่าจะมีข้อโต้แย้งตามกระบวนการนิยามและข้อโต้แย้งกระบวนการสถิติ รวมทั้งมีงานวิจัยโต้แย้งด้วยเล็กน้อย แต่โดยรวมๆ คือเป็นข่าวดี กล่าวคือเด็ก ID ซึ่งจะเรียกรวมๆ ว่าเด็กช้ามีความเสียหายหรือล่าช้าที่ความจำใช้งานด้านเสียง คือ phonological loop เท่านั้น แต่ความจำใช้งานอีก 3 ด้าน คือ ด้านภาพ ส่วนบริหารจัดการกลาง และส่วนเชื่อมต่อกับความจำระยะยาว ยังดีพอๆ กับเด็ก MA (คือเด็กที่อายุสมองเท่ากันแต่อายุจริงน้อยกว่า) และยังสามารถพัฒนาได้

เด็ก ID ไม่สามารถใช้วงจรการทบทวนเสียงเพื่อรักษาความจำใช้งานให้อยู่ได้นานพอ ประการนี้ประการเดียวทำให้เขาหลงลืมคำสั่งของครูหรือพ่อแม่อยู่เป็นประจำ หนักเข้าถูกตีตราว่าช้าหรือโง่ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วความจำด้านภาพ การวางแผนและคิดยืดหยุ่น รวมทั้งส่วนที่เชื่อมต่อกับความจำระยะยาวยังดีอยู่และพัฒนาได้ แต่พอถูกละเลยไม่ใส่ใจ เวลาวิกฤตที่จะพัฒนาได้ผ่านเลย เขาจะเสียโอกาสที่จะพัฒนาได้อีก

ปีนี้อ่างเก็บน้ำมีน้ำน้อยมาก หากยืนบนสันเขื่อนมองลงไปจะเห็นระดับน้ำต่ำลงไปลิบๆ คนหาปลาลอยเรือจับปลาได้สบายๆ

อ่างเก็บน้ำนี้ตั้งอยู่ห่างจากถนนใหญ่เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตร ถนนสองเลนตัดใหม่อย่างดี ตีเส้นขอบขาวและเส้นเหลืองตรงกลางชัดเจน ทางลาดชันที่เคยชันมากได้รับการปรับระดับให้ต่ำลงมาก ขับขี่สะดวกสบาย

ที่สุดถนนซึ่งหายลับเข้าไปในชายป่า  ถัดจากอ่างเก็บน้ำเข้าไปอีกเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของหน่วยราชการแห่งหนึ่ง เป็นตึกสองชั้นสองหลัง มีเจ้าหน้าที่ประจำ 2 คน เจ้าหน้าที่ต้องมาเซ็นชื่อลงเวลาทำงานเช้าเย็นตามเวลา สมัยก่อนทางเข้ามายากมาก กว่าจะขับรถออกบ้านมาเซ็นชื่อเช้ามักไม่ทันโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าฝนทำให้ถนนเป็นโคลนเฉอะแฉะ แต่วันนี้จะหน้าฝนหรือแล้งไม่ต่างกันเพราะถนนดีมาก  ทุกวันนี้พวกเขาเดินทางมาเซ็นชื่อเข้างานตอนเย็นและเซ็นออกในเวลาเดียวกันเพื่อประหยัดเวลา

สองข้างถนนมีพืชไร่ของนายทุนที่มาบุกเบิก มีคนงานในไร่หลายคน ตากแดดตากฝน ก้มๆ เงยๆ ผู้ชายได้ค่าแรงวันละ 400 บาท ผู้หญิงได้ 250-350 บาทแล้วแต่ตกลง หากผู้หญิงเป็นชาติพันธุ์หรือแรงงานผิดกฎหมายจะได้รับต่ำกว่านี้ แต่มีที่อยู่ให้ฟรี  คนงานเหล่านี้ทำงานตรงเวลา เริ่มงานแปดโมงเช้าเลิกงานหกโมงเย็น กินเหล้าขาวแก้ขัดยอกแล้วก็นอน

ไม่ว่าจะสุดปลายถนนที่ซึ่งผู้มีการศึกษามาลงชื่อทำงาน  หรือที่ไร่สวนสองข้างทางที่คนงานไม่มีการศึกษาทำงาน ทั้งสองฝ่ายไม่มีเซลฟ์เอสตีมที่ดีนัก เพราะทั้งสองฝ่ายนิยามชีวิตหรือกำหนดชีวิตของตนเองได้ไม่มากนัก ฝ่ายหนึ่งทำงานประจำที่ไม่มีอะไรท้าทาย เซ็นชื่อวันละสองที่แล้วรับเงินเดือน ฝ่ายหนึ่งทำงานประจำที่ไม่มีวันจะมีอนาคตที่ดีขึ้นไม่ว่าจะพยายามมากเท่าไรก็ตาม

“พยายามหน่อยสิ!” ครูหรือพ่อแม่บางคนมักจะพูดกับเด็กช้าแบบนี้

“พยายามแล้ว มองไม่เห็นหรือ” เด็กช้านึกในใจ เพราะความจำใช้งานด้านเสียงเสียหาย ทำให้พัฒนาการอื่นๆ ติดขัดไปหมด

แล้วถ้าเรามองไปที่เด็กดีเรียนดีมีงานทำ ก็มิใช่ว่าสถานการณ์จะดีเท่าไรนัก เรียนจบมาแล้วอยู่ไปวันๆ ก็มีมาก

Author

Prasert Palitponganpim

ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ - จิตแพทย์และนักเขียน ผู้สนใจทำงานด้านการศึกษา รักระบบหลักประกันสุขภาพและการ์ตูน