fbpx

หลักประกันสุขภาพที่รัก (44) : หลักประกันสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษ ตอนที่ 1

นายแพทย์ประเสริฐ  ผลิตผลการพิมพ์ เรื่อง

 

หลักประกันสุขภาพแห่งชาติของอังกฤษถือกำเนิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ปี 1948  คือหลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบได้ 3 ปี ภาพถ่ายที่เป็นประวัติศาสตร์ของอังกฤษและของโลกคือภาพอนิวรีน บีแวน (Aneurin Bevan) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเวลานั้นเยี่ยมไข้เด็กหญิงคนหนึ่งที่โรงพยาบาลปาร์ค  เดวี่ฮูล์ม  ใกล้แมนเชสเตอร์

เด็กหญิงคนนี้ชื่อ ซิลเวีย ดิกกอรี่ อายุ 13 ปี นับเป็นคนไข้คนแรกของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอังกฤษ (NHS) เธอเล่าในภายหลังหลายปีว่า “มิสเตอร์บีแวนถามหนูว่าหนูเข้าใจความสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้หรือเปล่า นี่คือหลักไมล์สำคัญในประวัติศาสตร์ เป็นก้าวย่างแห่งความเป็นอารยะของประเทศชาติหนึ่ง จะเป็นวันที่หนูไม่ลืมอีกเลย แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ”

คือวันที่อังกฤษเริ่มต้น Health for All สุขภาพเพื่อคนทั้งมวล

อนิวรีน บีแวน เกิดเมื่อปี 1987 ในชุมชนคนทำเหมืองของแคว้นเวลส์ตอนใต้ เขายากจน ครอบครัวของเขาผจญโรคภัยไข้เจ็บสารพัด และพี่น้องสามคนในเก้าคนเสียชีวิตเพราะความเจ็บป่วย พ่อของบีแวนเป็นคนงานเหมือง บีแวนออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 13 ปีเพี่อทำงานเหมืองถ่านหินเช่นเดียวกันกับพ่อ

เขาเป็นผู้นำการประท้วงของคนงานเหมืองถ่านหินเมื่อปี 1926 แล้วได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคแรงงานในเวลาต่อมา  เขาเป็นที่นิยมของชนชั้นแรงงานและเป็นนักพูดที่น่าเลื่อมใสในสภา หลังพรรคแรงงานชนะการเลือกตั้งในปี 1945 นายกรัฐมนตรีเคลเมนต์ แอตลี ได้เสนอตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขให้แก่เขา เขาเสนอโครงการปฏิรูประบบสุขภาพครั้งยิ่งใหญ่ด้วยความเชื่อว่า “สุขภาพคือกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม”

ซึ่งเป็นความจริง

 

 

แม้ว่าวินสตัน เชอร์ชิลจะนำพาอังกฤษผ่านความยากลำบากและเอาชนะนาซีได้ในสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นวีรบุรุษของชาติ  แต่เขาก็พ่ายแพ้การเลือกตั้งแก่พรรคแรงงานซึ่งมีนโยบายเพื่อสังคมที่ชัดเจนมากกว่า ดังที่รู้กันว่าอังกฤษบอบช้ำมากที่สุดแม้ว่าจะเอาชนะได้ หากไม่จัดการงบประมาณด้านสุขภาพในตอนนี้ให้เรียบร้อยแล้วจะไปจัดการเมื่อไร หลักประกันสุขภาพแห่งชาติถือกำเนิดขึ้นไม่เพียงช่วยเหลือคนยากจนให้รอดชีวิตอย่างเสมอหน้า ช่วยเหลือชนชั้นกลางและชนชั้นสูงให้รอดชีวิตอย่างไม่เลือกที่รักมักที่ชัง หลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังทำให้ประเทศชาติรอดพ้นจากการล้มละลายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย

นั่นคือสิ่งที่ประเทศไทยทำเมื่อปี พ.ศ. 2545 หลังชัยชนะของพรรคไทยรักไทย โดยมีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์กับนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลีเป็นรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขตามลำดับ จะชอบหรือไม่ชอบพรรคไทยรักไทยก็เปลี่ยนชื่อรัฐมนตรีในประวัติศาสตร์มิได้

หลักประกันสุขภาพแห่งชาติอังกฤษมิได้ลอยลงมาจากอากาศธาตุ อังกฤษเริ่มต้นดูแลคนยากจนตั้งแต่ยุควิคตอเรียด้วยโครงการให้วัคซีนและศึกษาระบาดวิทยาของโรคต่างๆ เมื่อถึงตอนต้นศตวรรษที่ 20 พรรคเสรีนิยมก็มิได้นิ่งนอนใจเสนอโครงการตรวจสุขภาพนักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ และให้อาหารกลางวัน รวมทั้งเริ่มระบบเยี่ยมบ้าน ลอยด์ จอร์จเริ่มโครงการประกันสังคมให้แก่คนงาน แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาสำคัญที่สุดข้อหนึ่งคือการเข้าไม่ถึงบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภรรยาและบุตรของคนงาน

ชวนให้นึกถึงเรื่องเล่าของคุณหมอสงวนเรื่องที่ท่านไปพบหญิงสาวกำเงิน 30 บาทอุ้มลูกที่เจ็บป่วยเดินห่างออกจากโรงพยาบาลแทนที่จะเดินเข้าหาโรงพยาบาล

กระทรวงสาธารณสุขอังกฤษเมื่อปี 1918 ประกาศว่า “สุขภาพเป็นหน้าที่ของรัฐ” และเป็นความรับผิดชอบของรัฐ

จะเห็นว่าเส้นทางที่หลักประกันสุขภาพแห่งชาติอังกฤษถือกำเนิดมิได้ต่างจากบ้านเรา เพียงแต่ทั้งหมดที่เราทำทุกวันนี้พวกเขาทำแล้วตอนเริ่มต้นศตวรรษที่ 20 เช่น โครงการให้อาหารกลางวัน เป็นต้น บทเรียนที่สำคัญคือแม้ว่าทั้งหมดที่ทำไปนั้นเป็นเรื่องถูกต้องแต่ไม่เคยเพียงพอ (non-adequate) ประเทศชาติที่มีอารยะควรก้าวกระโดดครั้งใหญ่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนนั่นคือรัฐเข้ามา ‘จัดการ’ ระบบสุขภาพ

แม้ว่าสุขภาพจะเป็นเรื่องส่วนตน อยากแข็งแรงต้องอาบน้ำ แปรงฟัน และออกกำลังกาย เป็นต้น แต่สุขภาพเป็นความรับผิดชอบของรัฐด้วย หากรัฐไม่ทำปัจเจกบุคคลก็จะไปไม่รอด แล้วในที่สุดประเทศชาติก็จะไปไม่รอดด้วยเช่นกัน

ตั้งแต่ปี 1890 ที่ ร้อยละ 88 ของงบประมาณของโรงพยาบาลในอังกฤษได้จากเงินบริจาค แล้วลดลงเหลือร้อยละ 35 ในทศวรรษที่ 1930 โรงพยาบาลหลายแห่งปิดตัวลงเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว การสำรวจในปี 1938 พบว่าโรงพยาบาลต่างๆ มีเตียงไม่พอ บุคลากรไม่พอ และผู้ป่วยเข้าไม่ถึงบริการ การกระจายของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญไม่ทั่วถึงและถึงแม้โรงพยาบาลท้องถิ่นสักแห่งจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ก็ไม่มีอุปกรณ์ที่จำเป็น ภาระงานของพยาบาล 1 คนดูแลผู้ป่วย 60 เตียง การบริหารเตียงสับสนอลหม่านผู้ป่วยสมองเสื่อมในวัยชรานอนปะปนกับผู้ป่วยเด็ก ค่ารักษาพยาบาลสูงเกินเอื้อมสำหรับประชาชนทั่วไป

สมาคมแพทย์แห่งสหราชอาณาจักรเสนอแผนปฏิรูปในปี 1930 ด้วยการจัดระบบโรงพยาบาลท้องถิ่นใหม่ และให้ประกันสุขภาพ (health insurance coverage) สมาคมแพทย์โซเชียลลิสต์ไปไกลกว่าคือเสนอแผนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (for all) ไม่เสียค่าบริการที่จุดรับบริการ (free at the point of use) แผนนี้เข้าสู่นโยบายของพรรคแรงงานในเวลาต่อมา

คล้ายกับที่ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ยื่นข้อเสนอทั้งหมดต่อพรรคไทยรักไทย

หน้าตาของระบบสุขภาพอังกฤษหลังสงครามใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในระยะเริ่มต้นสามารถดูได้จากหนังซีรีส์ของบีบีซีเรื่อง Call the Midwife  หนังสนุกและน่ารักมาก

 

 


บทความชุดนี้ถอดความจากหนังสือ The NHS at 70 A Living Story เขียนโดย Ellen Welch สำนักพิมพ์ Pen&Sword History ปี 2018

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Health

11 Jan 2018

“ล้มคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน” ยากันล้ม : คู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ

การหกล้มหนึ่งครั้ง คุณอาจไม่ได้แค่เจ็บตัว แต่อาจเจ็บใจ (ที่น่าจะรู้วิธีป้องกันก่อน) และอาจเจ็บลามไปถึงคนใกล้ตัว ที่ต้องเข้ามาช่วยดูแล

จะดีแค่ไหน ถ้าเรามี “ยากันล้ม” ที่มีสรรพคุณเป็นคู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ

กองบรรณาธิการ

11 Jan 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save