fbpx
หลักประกันสุขภาพที่รัก (35) : ออสเลอร์และจริยธรรมทางการแพทย์ ตอนที่ 1

หลักประกันสุขภาพที่รัก (35) : ออสเลอร์และจริยธรรมทางการแพทย์ ตอนที่ 1

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

เราควรปล่อยเสรีการใช้กัญชาเพื่อรักษาผู้ป่วยเพียงไร?

ข้อมูลการเจ็บป่วยทางจิตเวชของประชาชนควรบรรจุลงในบัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดหรือไม่?

ผู้ป่วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไปตรวจโรงพยาบาลของรัฐนอกเวลาราชการต้องจ่ายเงินหรือไม่?

ทั้งนี้ยังไม่นับปัญหาทางจริยธรรมอีกมากมายที่ปรากฏอยู่ในงานบริการประชาชนทุกวัน นำไปสู่คำถามที่ว่าจริยธรรมทางการแพทย์คืออะไร? จากคำถาม 2-3 ข้อที่ยกตัวอย่าง เราจะได้เห็นการเปลี่ยนผ่านของการแพทย์โดยชุมชนเพื่อชุมชน (ปลูกกัญชาเพื่อบำบัดตนเอง) สู่การแพทย์แผนปัจจุบันยุคไอที (บรรจุข้อมูลการเจ็บป่วยทางจิตเวชลงในสมาร์ทการ์ด) ไม่ว่าเราจะพัฒนาอะไรเราก็ติดข้อจำกัดมากมายไปหมดจนไม่สามารถถอยได้ง่ายๆ

ระบบการแพทย์แผนปัจจุบันที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้เริ่มต้นอย่างไร? เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

เพื่อจะตอบคำถามเหล่านี้เราเริ่มด้วยประวัติของบิดาการแพทย์สมัยใหม่ วิลเลียม ออสเลอร์ (William Osler) ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลจอห์นส์ ฮอปกินส์ (Johns Hopkins Hospital) และเป็นบุคคลสำคัญที่วางรากฐานแพทย์ศาสตร์ศึกษาสมัยใหม่ที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้

“Listen to your patient, he is telling you the diagnosis.”

“ฟังผู้ป่วยของคุณ  เขากำลังบอกการวินิจฉัยโรคแก่คุณ”

นี่เป็นเพียงหนึ่งในวาทะมากมายนับร้อยของเซอร์วิลเลียม ออสเลอร์ที่ถูกพูดถึงและพูดต่อๆ กันมากว่าหนึ่งร้อยปี

ผู้ป่วยทุกคนอยากจะพูดและอะไรที่เขาพูดมากมายนั้นที่แท้แล้วคือ ‘การวินิจฉัยโรค’ พวกเขาพยายามบอกเราซึ่งเป็นหมอว่าเขาป่วยเป็นอะไร แน่นอนว่าเขาไม่ใช่หมอและมิใช่นักศึกษาแพทย์ ดังนั้นเขาจึงมิได้พูดศัพท์แพทย์ แต่กลับใช้ภาษาชาวบ้านที่เขาถนัด

“เป็นหยังมา?” หมอที่ภาคเหนือตอนบนถามผู้ป่วย

“เม่ย กั๊ดต๊อง ไค่ฮาก” ชาวบ้านตอบ

ในประเทศไทย ชาวบ้านแต่ละภาคมีภาษาของตนเอง คำว่า ไข้, ปวดท้อง, คลื่นไส้อาเจียน ฯลฯ เหล่านี้คนภาคเหนือ ใต้ กลาง อีสาน ชายทะเลตะวันออก และชาติพันธุ์ต่างๆ พูดต่างกัน นักศึกษาแพทย์รวมทั้งคุณหมอในประเทศไทยประสบปัญหาถึงสองต่อ ต่อที่หนึ่งคือแน่ใจได้อย่างไรว่าที่ผู้ป่วยพูดว่า ‘เม่ย’ หมายถึง ‘ไข้’ ต่อที่สองคือแล้วแน่ใจได้อย่างไรว่าตรงกับศัพท์แพทย์ที่เรียกว่า ‘fever’ เพียงเท่านี้ชีวิตการเป็นนักศึกษาแพทย์หรือคุณหมอมือใหม่ก็ยุ่งยากมากแล้ว (ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม)

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่พูดยาว พูดนอกเรื่อง ในขณะที่คุณหมอส่วนมากไม่มีเวลาที่จะฟังทั้งหมดนั้นได้เพราะภาระงานที่รัดตัว ดังนั้นคุณหมอส่วนใหญ่มักจะ ‘ขัดกระแสคำพูด’ ของผู้ป่วยกลางคันแล้วพยายามที่จะเค้นข้อมูลของผู้ป่วยประเภทที่ ‘ใช้การได้’ ออกมาให้เร็วที่สุด

ที่น่าหนักใจพอๆ กับน่าขำคือผู้ป่วยทุกคนเล่าอาการไม่สบายของตนเองไม่เป็นระบบตามที่นักศึกษาแพทย์เรียนมา ในขณะที่นักศึกษาแพทย์จำเป็นต้องเขียนรายงานความเจ็บป่วยส่งอาจารย์อย่างเป็นระบบ ดังนั้นนักศึกษาแพทย์จึงต้องเข้าขัดขวางกระแสคำพูดของผู้ป่วยกลางคันแล้วพยายามจะถามนำอย่างเป็นระบบทุกครั้งไป

จะเห็นว่าในขณะที่ผู้ป่วยพูด แพทย์กลับไม่ฟังแล้วเข้าสกัด ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และผู้ป่วยเสียหายตั้งแต่ 2-3 นาทีแรก

ในทางตรงข้าม แพทย์ที่รู้จักนั่งฟังผู้ป่วยพูด พูดยาวเกินไปบ้าง พูดนอกเรื่องบ้าง กลับได้สัมพันธภาพที่ดีแต่ต้นมือ และจะพบว่าข้อมูลที่ใช้การได้มักตามมาในเวลาหลังจากนั้นไม่นานนัก อีกทั้งการสืบค้นต่อไปก็ทำได้โดยง่ายเพราะเราได้สร้างสัมพันธภาพที่ดีเอาไว้แล้วเป็นทุน

ประโยคสั้นๆ เพียงว่า “ฟังผู้ป่วยของคุณ เขากำลังบอกการวินิจฉัยโรคแก่คุณ” ของ เซอร์วิลเลียม ออสเลอร์ จึงเป็นประโยคที่รวมทุกอย่างของวิชาชีพแพทย์เข้าไว้ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรู้ทางวิชาการของแพทย์ จริยธรรมแพทย์ และศิลปะในการตรวจรักษาผู้ป่วย อีกทั้งเป็นประโยคที่พิสูจน์ว่าเซอร์วิลเลียม ออสเลอร์มีประสบการณ์มากมายเพียงใดจึงบรรลุความจริงแห่งวิชาชีพข้อนี้ได้

แต่ประโยคดีๆ นี้เองที่สร้างแบบฟอร์มจำนวนมากให้แพทย์แผนปัจจุบันทำงาน

 

 

เซอร์วิลเลียม ออสเลอร์ (12 กรกฎาคม 1849 – 29 ธันวาคม 1919) เป็นลูกชายคนสุดท้องในจำนวนเก้าคน เกิดที่บอนด์เฮด ในบ้านพักพระ ใกล้ชายป่าบริเวณแคนาดาตอนบน

บิดาของวิลเลียม ออสเลอร์เป็นนักบวชโปรแตสแตนท์ บ้านที่ท่านและมารดาของวิลเลียมอยู่อาศัยในปีแรกๆ นั้นห่างจากที่ทำการไปรษณีย์และท่าเรือสิบสองไมล์ ห่างจากหมอที่อยู่ใกล้ที่สุดสิบห้าไมล์ ห่างจากช่างตีเหล็กหกไมล์ ถนนหนทางไม่สามารถใช้ได้ตลอดเวลา สภาพความเป็นอยู่ยากลำบาก

“การอบรมสั่งสอนส่วนใหญ่ที่ให้แก่เด็กๆ เหล่านี้เกิดขึ้นบนตักของแม่” เป็นข้อความที่เล่าถึงพื้นฐานการอ่านของออสเลอร์  “แม้การอ่านหนังสือวันอาทิตย์จะถูกจดจำในฐานะที่เป็นการทรมานอย่างหนึ่ง แต่ต่อมาเกือบชั่วชีวิต เมื่อได้เห็นคนอ่านนิยายในวันสะบาโต จะทำให้เขาคิดถึงการอบรมสั่งสอนในวัยเด็กเสมอ”

ดังที่ทราบกันว่าการอ่านนั้นเป็นยาขม ไม่สนุกในครั้งแรกๆ และเด็กส่วนใหญ่มักยอมแพ้ก่อนที่จะก้าวข้ามกำแพงไปสู่ความปิติที่เกิดจากการอ่านได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคข้อมูลข่าวสาร เมื่อเทียบการอ่านกับการเล่มเกมหรืออบายมุขที่มากับเครื่องมือไอทีสมัยใหม่ จะพบว่าอย่างหลังให้ความสุขแก่เด็กๆ รวดเร็วกว่ามาก

แต่แท้จริงแล้วการอ่านไม่เพียงสร้างความปิติให้แก่นักอ่านทุกคน การอ่านเป็นพื้นฐานแข็งแกร่งให้แก่การงานและการดำรงชีวิตของคนทุกคนรวมทั้งของชีวิตออสเลอร์ในช่วงชีวิตที่เหลือตลอดไป

ถึงปี 1857 เมื่อออสเลอร์อายุได้แปดปี ครอบครัวย้ายไปอยู่ที่ดันแดส “สุดปลายด้านตะวันตกของทะเลสาบออนทาริโอซึ่งงดงามที่สุด” หนังสือเล่าต่อไปถึงพฤติกรรมซุกซนเกินเด็กคนอื่นของออสเลอร์ ซึ่งจบลงด้วย “เขาโบกมือจากหลังม้าให้เธอ  ตะโกนอย่างร่าเริงว่า แช็ตตี้ ฉันถูกไล่ออกแล้ว!” หมายถึงถูกไล่ออกจากโรงเรียนนั่นเอง

ความซนอาจจะมีความหมายหลายอย่าง ที่แน่ๆ คือความซนเกิดขึ้นจากการที่พฤติกรรมของเด็กคนหนึ่งล้ำเกินกฎ กติกา มารยาทที่ผู้ใหญ่หรือสังคมกำหนด ที่จริงแล้วเด็กทุกคนมีหน้าที่ทดสอบและท้าทายกฎเท่าที่ความสามารถของเขาจะทำได้ เพราะนี่คือธรรมชาติของพัฒนาการเด็ก ไม่ว่าจะเป็นความสามารถทางสติปัญญา แขน ขา หรือวาจา การที่เด็กคนหนึ่งซนจึงเป็นธรรมชาติของเด็กคนนั้นที่ ‘พร้อม’ จะทดลองและเรียนรู้

เมื่อถึงปี 1864 ออสเลอร์จึงถูกส่งไปโรงเรียนประจำที่บาร์รี “แต่ไม่ว่าเขาจะเหลวไหลในการปฏิบัติตามกฎระเบียบเพียงใด ก็เป็นเด็กที่มีความรัก กล้า และใจกว้าง ไม่มีปัญหาในการเรียน ขณะเดียวกันก็เป็นเลิศด้านกีฬา เด็กเช่นนี้กลายเป็นผู้นำไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใดและมีเพื่อนอย่างรวดเร็ว” รายละเอียดเหล่านี้ถูกปูพื้นเอาไว้ก่อน เพื่อแสดงให้เห็นว่าความสามารถของออสเลอร์ในเวลาต่อมาว่ามีที่มาที่ไป ทั้งนี้เพราะเขาชอบทดลองทำนั่นนี่และสรุปผลการทดลองหรือการกระทำที่ทำไป ความสามารถมิได้เกิดขึ้นได้เองเพราะเป็นอัจฉริยะหรือคนเก่งดังที่สังคมไทยมักด่วนสรุปเอา

ออสเลอร์ถึงกับเป็น ‘เด็กเกเรแห่งบาร์รี’ ร่วมกับเพื่อนสนิทสองสามคน การเล่นแผลงๆ ของเขาและเพื่อนมิใช่การเล่นซนตามสามัญสำนึกของคนส่วนใหญ่ บางครั้งพวกเขาถึงกับบุกรุกกินแตงเมลอนของคนอื่น เอาแผ่นกระดาษวางบนปล่องไฟเพื่อกุเรื่องเพลิงไหม้ หรือปลอมเป็นผู้หญิงเพื่อตบตาผู้คน การเล่นแผลงๆ ในระดับนี้หากเป็นปัจจุบันสามารถเป็นต้นเหตุให้ถูกนำส่งพบจิตแพทย์โดยง่าย

สรุปชีวิตวัยเด็กของเซอร์วิลเลียม ออสเลอร์ เขาเกิดในดินแดนไกลโพ้นของแคนาดาแต่ได้รับการปลูกฝังให้รักการอ่านโดยคุณแม่ นี่คือคุณสมบัติประการที่ 1

เขาได้เล่น ไม่ต้องไปโรงเรียน ได้เล่นแผลงๆ ไปจนถึงขีดสุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะเล่นได้ โดยไม่ถูกจับไปพบจิตแพทย์เสียก่อน นี่คือคุณสมบัติประการที่ 2

ลำพังการอ่านและการเล่นเพียงสองอย่าง พัฒนาการด้านการคิด (cognitive development) ของเขาก็ได้รับการวางรากฐานเอาไว้อย่างดี เสมือนต้นไม้ที่มีรากแข็งแรง หลังจากนี้พัฒนาการไปสู่ความคิดเชิงอุดมคติและจริยธรรม (moral development) ก็จะติดตามมา

(ยังมีต่อ)


เนื้อหาประวัติของเซอร์วิลเลียม ออสเลอร์อ้างอิงจากหนังสือ ชีวิตของเซอร์วิลเลียม ออสเลอร์ 3 เล่มจบ นายแพทย์ฮาร์วีย์ คุชชิง เขียน วิภาดา กิตติโกวิท แปล สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน พ.ศ. 2558

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Health

11 Jan 2018

“ล้มคนเดียว เจ็บทั้งบ้าน” ยากันล้ม : คู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ

การหกล้มหนึ่งครั้ง คุณอาจไม่ได้แค่เจ็บตัว แต่อาจเจ็บใจ (ที่น่าจะรู้วิธีป้องกันก่อน) และอาจเจ็บลามไปถึงคนใกล้ตัว ที่ต้องเข้ามาช่วยดูแล

จะดีแค่ไหน ถ้าเรามี “ยากันล้ม” ที่มีสรรพคุณเป็นคู่มือป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ

กองบรรณาธิการ

11 Jan 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save