นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์  เรื่อง

 

ขณะเขียนต้นฉบับนี้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในยุคเริ่มต้นหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกาศไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศไทยกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตย

วันที่ 11 เมษายน 2557 ขบวนประท้วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางถึงกระทรวงสาธารณสุข โดยมีปลัดกระทรวงสาธารณสุขและข้าราชการจำนวนมากให้การต้อนรับ มีนายแพทย์จากชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปปรากฏให้เห็นในภาพข่าว และมีนายแพทย์ชั้นผู้ใหญ่จากแพทยสภารวมทั้งตัวแทนสภาการพยาบาลรออยู่ที่ห้องประชุมด้วย (ไทยโพสต์, คมชัดลึก 11 เมษายน 2557)

รายงานข่าวว่ามีการมอบนกหวีดทองคำ ดำหัวเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ปลัดกระทรวงเสนอแผนปฏิรูประบบสาธารณสุข ปฏิรูปประเทศ และการสร้างความเข้มแข็งระบบราชการ

ไม่เห็นแพทย์จากชมรมแพทย์ชนบท แพทย์จากตระกูล ส. และเอ็นจีโอสายสุขภาพในภาพข่าววันนั้น แต่เป็นที่ปรากฏว่ามีตัวแทนจากทั้งสามหน่วยนี้ขึ้นเวที กปปส. สม่ำเสมอ

สองขั้วตรงข้ามของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ขั้วหนึ่งคือกระทรวงสาธารณสุข ชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป และแพทยสภาซึ่งมีส่วนหนึ่งเป็นตัวแทนโรงพยาบาลเอกชน  อีกขั้วหนึ่งคือชมรมแพทย์ชนบท เอ็นจีโอสายสุขภาพ และแพทย์ตระกูล ส. ซึ่งทั้งสองขั้วเคยโต้เถียงกันเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาโดยตลอด แต่บัดนี้ได้จับมือกันขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์

อาจเป็นเพราะรัฐบาลได้กระทำการอันปล่อยไว้มิได้ และศัตรูของศัตรูคือมิตรของเรา ที่เป็นเรื่องน่าแปลกใจคือชมรมแพทย์ชนบท เอ็นจีโอสายสุขภาพ และแพทย์ตระกูล ส. มีส่วนร่วมในการเชื้อเชิญอำนาจนอกรัฐธรรมนูญเข้ามาแก้ไขปัญหา

จนกระทั่งเกิดปัญหาใหม่ที่เรื้อรังมานาน 5 ปี

ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีตระกูล ส. หน่วยเดียวที่ไม่แสดงออกทางการเมือง คือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าโดยตรง และมีนายแพทย์มงคล ณ สงขลา เพียงคนเดียวที่ได้ออกมากล่าวคำขอโทษต่อสาธารณะ

เวลามีการประชุมคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสถานบริการสาธารณสุข ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ วิชาชีพและเอ็นจีโออยู่คนละฟากเสมอ มีการล็อบบี้และล็อคโหวตในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนโรงพยาบาลที่เข้ามาอยู่เรื่อยๆ เอ็นจีโอสายสุขภาพแพ้โหวตอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอด้วยจำนวนมือที่น้อยกว่า อย่างไรก็ตามกระบวนการเหล่านี้อยู่ในวิถีประชาธิปไตย

เวลามีการทำแผนยุทธศาสตร์โรงพยาบาล ในขั้นตอนการวิเคราะห์สวอท (SWOT analysis) เมื่อถึงการกำหนดภาวะคุกคาม คือ T-threatened ผู้อำนวยการหลายโรงพยาบาลให้บรรจุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไว้ที่ช่องภาวะคุกคาม บางท่านพูดว่า “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นศัตรูของเรา” การชี้นำเช่นนี้เป็นที่ยอมรับได้ เพราะจะอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้อยู่ในวิถีประชาธิปไตย

แต่สมมติว่าโรงพยาบาลเอาเรื่องความเท่าเทียมและการเข้าถึงบริการเป็นตัวตั้ง หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าควรจะย้ายไปอยู่ที่ช่องโอกาส คือ O- opportunity เพราะนี่คือโอกาสที่โรงพยาบาลจะได้แสดงตนให้ท้องถิ่นและประชาชนรอบโรงพยาบาลเห็นว่าเรา “ขอให้ถือผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง”  ดังพระราชดำรัสของพระบิดา

 

พระราชดำรัส สมเด็จพระมหิตลาเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

 

หากเอาการเงินของโรงพยาบาลเป็นตัวตั้ง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และผู้ป่วยบัตรทอง ย่อมเป็นภาวะคุกคาม และว่าที่จริงแล้วลูกจ้างตามกฎหมายประกันสังคมเป็นภาวะคุกคามมากยิ่งกว่า แผนยุทธศาสตร์ร่างขึ้นเพื่อขจัดหรือลดความเสียหายจากภาวะคุกคาม เป็นโชคดีของผู้ป่วยบัตรทองที่ยังมีเอ็นจีโอสายสุขภาพอีกจำนวนหนึ่งคอยเฝ้าระวัง การบริการจึงมิได้ย่ำแย่มากนัก แต่สำหรับลูกจ้างประกันสังคม เป็นที่ล่วงรู้กันว่าสถานการณ์ลำบากกว่ากันมาก

นโยบายประหยัดรายจ่ายถูกนำมาใช้กับผู้ป่วย แทนที่จะใช้กับนโยบายยาต่างประเทศ การท่องเที่ยวดูงาน การเลี้ยงรับรองข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ การจัดเลี้ยงเกษียณอลังการเกินพอเพียง เป็นต้น

หากเงินโรงพยาบาลไม่พอบริการประชาชน  เรื่องที่ควรจัดการก่อนกลับจะเป็นเรื่องรั่วไหลทางอื่นซึ่งมีอยู่มากมาย เป็นไปตาม “ข้อสำคัญเราจะต้องรู้จักใช้ทรัพยากรทั้งนั้นอย่างฉลาด คือไม่นำมาทุ่มเทให้ใช้สิ้นเปลืองไปโดยไร้ประโยชน์หรือได้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า” ดังพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

โอกาสอีกข้อหนึ่งคืองานส่งเสริมป้องกัน ดังที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่างานรักษาใช้เงินมาก งานส่งเสริมป้องกันใช้เงินน้อยกว่า แต่ถ้าทำสำเร็จจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยได้ นำมาซึ่งการประหยัดงบประมาณด้านรักษาพยาบาลครั้งใหญ่ แต่งานส่งเสริมป้องกันที่ทำกันไม่พ้นการทำแผ่นพับแจก บรรยายสุขศึกษา ถือป้ายเดินรณรงค์ และออกหน่วยเยี่ยมบ้าน ไม่มีงานส่งเสริมป้องกันระดับเปลี่ยนแปลงระบบ

งานส่งเสริมป้องกันเป็นงานที่ทำได้ยาก ทำเชิงระบบยิ่งยาก เหตุเพราะส่วนท้องถิ่นไม่มีอิสระในการจัดการตนเองมากพอ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการตนเองเรื่องงบประมาณหรือวิธีการ หากคิดจะปฏิรูปประเทศไทยจริงก็ควรทำเรื่องท้องถิ่นจัดการตนเองก่อน แต่ดูเหมือนงานปฏิรูปที่ว่ากันกลับเห็นดีเห็นงามกับอำนาจนอกระบบไปเสียได้

ฝุ่นควันพิษในภาคเหนือตอนบนเป็นตัวอย่างล่าสุด โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งยอดผู้ป่วยและผู้ตายสูงขึ้น รวมทั้งที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่ค่าฝุ่นละอองทะลุเพดานความปลอดภัยไปไกลมาก บางวันมองไม่เห็นอีกฟากของถนน นักวิชาการและแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้พยายามสุดฝีมือที่จะช่วยเหลือตนเองมานานนับสิบปีโดยไร้ผล เพราะขาดอิสระในการจัดการตนเอง

ขนาดของปัญหาที่ควรแก้ไขด้วยการทำงานด้านส่งเสริมป้องกัน กำลังมีขนาดใหญ่โตขึ้นทุกขณะ และระบบสาธารณสุขที่เป็นอยู่ไม่สามารถทำอะไรได้เลย อันจะเป็นภาวะคุกคามต่อหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ในที่สุด

Author

Prasert Palitponganpim

ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ - จิตแพทย์และนักเขียน ผู้สนใจทำงานด้านการศึกษา รักระบบหลักประกันสุขภาพและการ์ตูน