นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ เรื่อง

 

ปีที่เรียนจบแพทย์ เพื่อนสนิทเกือบทุกคนได้ฝึกงานที่โรงพยาบาลศิริราช บ้างได้ที่โรงพยาบาลวชิระ เวลานั้นหลักสูตรแพทย์ยังเป็น 6 ปี แล้วเป็นแพทย์ฝึกหัดอย่างที่เรียกว่าอินเทิร์นในปีที่ 7  ตอนนั้นโลกยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “เอ็กซเทิร์น”

สมัยที่เรียนแพทย์ สโมสรนักศึกษาแพทย์ขยันขันแข็ง พูดกันเรื่องอุดมการณ์ คืออุดมการณ์แพทย์ชนบท เรียนหมอเพื่อออกไปช่วยคน เป็นโลกหลัง 14 ตุลาฯ ยังไม่นานนัก ชื่อ “จิตร ภูมิศักดิ์” และอีกหลายคน วนเวียนให้ได้ยินสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

รวมทั้ง “สี่เหวินเฉียง” เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ และ “ฮุ้นปวยเอี๊ยง” กระบี่ไร้เทียมทาน สองคนนี้ตายในวันที่ใกล้จบแพทย์ ร้านอาหารทั่วทั้งท่าพระจันทร์และพรานนกเงียบสนิท แพทย์ศาสตร์ศึกษาอยู่เคียงคู่คำว่าคุณธรรมเสมอมา

ไม่ทราบเหมือนกันว่าทุกวันนี้สโมสรนักศึกษาแพทย์ทำอะไรเป็นหลัก

 

 

เพื่อนๆ ได้ที่อยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ของกรุงเทพมหานคร ในขณะที่ผู้เขียนเบื่อการจราจรในกรุงเทพฯ แล้ว ชีวิตบนรถเมล์วันละ 2 ชั่วโมงตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จนกระทั่งเรียนจบแพทย์มิใช่เรื่องสนุก แม้ว่าช่วงเรียนแพทย์สองปีสุดท้ายจะมิได้ต้องกลับบ้านบ่อยครั้งแล้วก็ตาม ความตั้งใจเวลานั้นคือต้องออกไปบ้านนอกให้ได้ เพื่อหนีรถติดคือเหตุผลหนึ่ง

จังหวัดเชียงรายเปิดรับสมัครแพทย์ฝึกหัดเป็นครั้งแรก ผมเลือกโดยไม่ดูเลยว่าที่นั่นมีอะไร ไปก็ไม่เคยไป เพียงเพราะเห็นว่าเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่บนแผนที่ประเทศไทยใหญ่ดี อันที่จริงตอนที่ยังรวมอยู่กับจังหวัดพะเยาถือว่ากว้างใหญ่ไพศาลเลยแหละ เวลานั้นเคยไปเชียงใหม่เพียง 1 ครั้ง ซึ่งคือสวรรค์บนดินดีๆ นี่เอง หากเชียงใหม่ปีนั้นเป็นสวรรค์บนดิน เชียงรายจะเป็นอะไรได้นอกจากทิพยวิมาน

ไปเป็นแพทย์ฝึกหัดที่เชียงรายเพราะเป็นสถานที่ที่ไม่มีคนไป ไม่ต้องจับฉลาก ไม่ต้องคัดสรร นิ้วจิ้มลงบนแผนที่แล้วไปได้เลย เวลานั้นหากคิดไปเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดอื่นๆ ยังต้องแย่งที่นั่งกัน แต่ที่โรงพยาบาลจังหวัดเชียงรายบริสุทธิ์มาก ไม่มีใครเหลียวแล เป็นโชคดีของเราที่ใครๆ สายตาสั้น ฮา ฮา

ขึ้นรถทัวร์ไปกับเพื่อนในคืนหนึ่ง ชีวิตตอนนั้นเหมือนแดนสนธยา ไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรอยู่ ไปเพราะไม่มีที่ให้ไปมากกว่าอย่างอื่น มิใช่เรื่องอุดมการณ์แต่เพียงอย่างเดียวแม้ว่าจะมีอยู่บ้าง หมอเมืองพร้าวอยู่แถวๆ นั้นแหละ เขาชื่อกานต์ตายก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว เป็นไปได้ว่าเพราะสิ้นไร้ไม้ตอกหาที่ฝึกงานไม่ได้จึงไป แล้วอ้างกับตัวเอง (rationalization-กลไกทางจิตชนิดหนึ่ง) ว่าอยากไปเพื่อเป็นหมอบ้านนอก ก็เป็นไปได้

 

 

โรงพยาบาลเชียงรายตั้งอยู่กลางหมอกหนาตอนเช้า แม้ว่าเวลานั้นจะเป็นกลางเดือนมีนาคมแล้วก็ตาม เป็นภาพที่ไม่เคยลืม หากฟิล์มถ่ายรูปราคาไม่แพง ก็คงได้เก็บภาพนั้นไว้ด้วยกล้องกระป๋องอัตโนมัติโกดักคู่ใจ กล้องที่ใครๆ เรียกว่ากล้องปัญญาอ่อนทำให้เราปรับอะไรไม่ได้นอกจากมองแล้วกด แต่เพราะทำอะไรไม่ได้นั่นเอง จึงกลายเป็นคนที่ใครๆ ชมว่าวางองค์ประกอบของรูปภาพ (composition) ได้สวยมากกว่าคนอื่น แล้วก็กวาดรางวัลเวทีเล็กๆ เพียงเพราะวางองค์ประกอบดีๆ แล้วถ่ายรูปที่มัวๆ ตั้งแต่แรก เช่น หมอกยามเช้า ส่งประกวด ฮา ฮา

ด้วยทรัพยากรที่จำกัด คนเราจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถอื่นทดแทนเสมอ (compensation-เป็นกลไกทางจิตชนิดหนึ่ง)

โรงพยาบาลเชียงรายมีชื่อว่าโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ สร้างด้วยเงินชาวบ้าน ที่ดินได้จากคหบดี ปีนั้นคือปี 1983 มีหมอ 11 คน ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าสเปเชียลลิสต์หรือแพทย์เฉพาะทาง มีแพทย์ใช้ทุนอยู่ 4 คน แล้วก็พวกเราอินเทิร์น 6 คนจากกรุงเทพฯ และอีก 2 คนจากที่อื่น คือวันเวลาที่แพทย์รุ่นพี่ 11 คนนั้นตรวจทุกอย่าง ผ่าทุกคน และอยู่เวรห้องฉุกเฉิน แม้ว่าจะมีการแบ่งแผนกบ้างแล้วก็ตาม

โลกยังไม่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เรายังอยู่ห่างไกลสิ่งที่เรียกว่า “30 บาท รักษาทุกโรค” อีกประมาณ 20 ปี ผู้ป่วยยากจน ผู้ป่วยชาวเขา (ยังไม่มีคำศัพท์ว่า “ชาติพันธุ์”) หรือผู้ป่วยไม่มีเงินจ่าย มีระบบบัตรสงเคราะห์รองรับแล้ว แต่หมอมีอำนาจที่จะเขียนคำว่า “ฟรี” ให้ใครก็ได้ด้วยตามที่เราเห็นสมควร

จากนักศึกษาแพทย์ที่ถูกกดดันอย่างหนักจากโรงเรียนแพทย์ขนาดยักษ์ มาสู่วิมานกลางสายหมอก แพทย์รุ่นพี่ 11 คนใจกว้างเหมือนสายน้ำ แพทย์ใช้ทุน 4 คนใจดีเหมือนไอติม มีบ้านพักที่มีตุ่มอาบน้ำเป็นของตัวเองเสียที และเสื่อที่แม่ให้มา 1 ผืน (ผู้เขียนชอบนอนเสื่อ) สภาพเหมือนปล่อยเสือเข้าป่ายังไงยังงั้น

จากที่เคยไปไหนมาไหนในกรุงเทพฯ ด้วยรถเมล์นานครั้งละ 1 ชั่วโมง เปลี่ยนเป็นชีวิตที่ไปไหนมาไหนด้วยจักรยานสองล้อในเวลาไม่เกิน 10 นาที มีชาวบ้านตาดำๆ เสื้อขาดๆ มาเรียกว่า “คุณหมอ” มิหนำซ้ำมีอำนาจมหาศาลที่จะทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งสถาปนาตัวเองเป็นนักบุญที่มีแต่ “ให้” คือเซ็นฟรีให้ใครก็ได้

ขอให้มีอำนาจเถอะ รับประกันเรื่องไม่เข้าใครออกใคร

ผู้เขียนและคนรักมีโอกาสติดรถรุ่นพี่ขึ้นดอยตุงไปเที่ยวไร่ฝิ่นในวันที่ดอกฝิ่นบานทั่วทั้งหุบเขา นี่กระมังคือบรรยากาศของสิ่งที่เรียกว่า พิชิตตะวันตก (How the West Was Won) คือจิตใจของนักบุกเบิกที่ได้ไปถึง สถานที่ที่ไม่เคยมีใครไปมาก่อน (Where No One has Gone Before) ได้เห็นพรมแดนที่น้อยคนจะได้เห็น ในวันเวลาที่ใกล้จะสิ้นสูญ

บนยอดเขาที่สูงที่สุดลูกหนึ่งคือดอยตุง เป็นวันเวลาที่พื้นดินส่วนใหญ่เป็นทราย พระธาตุดอยตุงตั้งอยู่บนเนินทรายที่มีทิวทัศน์กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาโดยรอบ แทบไม่มีต้นไม้ใหญ่ สมเด็จย่ายังเสด็จมาไม่ถึง พวกเราเดินข้ามดอยไปสักครู่หนึ่งจึงเข้าเขตไร่ฝิ่นซึ่งไม่มีใครรู้จริงว่าเป็นเขตประเทศไหนกันแน่ด้วยมีแต่ชาวเขา ไม่มีทหารไทยหรือทหารพม่า คือส่วนหนึ่งที่ต่อเนื่องจากหลังคาโลกในทิเบตลงมาถึงรัฐฉาน พม่า ลาว ผีปันน้ำ และถนนธงชัย ที่มีผู้คนหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่มาแต่โบราณและเดินทางไปมาโดยไม่รู้จักคำว่า “เขตแดน”

 

 

เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขา โดยเฉพาะในวันที่ขึ้นมาออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ อำนาจของ “คุณหมอ” ยังคงมีอยู่เสมอและมีมากกว่าอยู่บนพื้นราบ แต่หารู้ไม่ว่าพระธาตุดอยตุงที่เห็นนั้นมีอำนาจที่เหนือกว่าทุกสิ่ง “ครอบ” อยู่

พระธาตุดอยตุงที่เห็นนั้นมีการบูรณะเมื่อปี 1377 โดยพญากือนาแห่งราชวงศ์มังรายโดยไม่ทราบว่าสร้างเมื่อไรแน่ มีกษัตริย์ราชวงศ์มังรายบูรณะมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงพระเมืองเกษแก้วที่มีหลักฐานว่าทรงบูรณะพระธาตุดอยตุงเป็นทรงระฆังแปดเหลี่ยม ครูบาศรีวิชัยได้ขึ้นมาบูรณะอีกครั้งในปี 1927 ก็ยังเป็นพระธาตุทรงระฆังแปดเหลี่ยม มีอายุอย่างน้อย 550 ปีแล้ว นับจากการบูรณะครั้งแรก

เมื่อถึงปี 1973 รัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ให้สร้างเจดีย์ทรงปราสาทยอดครอบทับพระธาตุองค์เดิม “เป็นรูปทรงที่สะท้อนให้เห็นถึงสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐสยามที่ใช้กดข่มท้องถิ่น” (เพ็ญสุภา สุขคตะ ใจอินทร์, มติชนสุดสัปดาห์ ปีที่ 31 ฉบับที่ 1607 3-9 มิถุนายน พ.ศ. 2554)

วันที่ผมขึ้นไปพระธาตุดอยตุงเป็นครั้งแรก องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงปราสาทยอดตามแบบศิลปะกรุงรัตนโกสินทร์ไปแล้ว และไม่มีใครรู้เลยว่าข้างใต้นั้นมีพระธาตุองค์เดิมซ่อนอยู่ เมื่อนึกถึงถนนขึ้นดอยตุงเวลานั้นที่ทั้งสูงชันแคบและผ่านถนนดินแดงเป็นบางช่วง เชื่อได้ว่ามีคนเชียงรายไม่มากที่เคยเห็นพระธาตุองค์เดิม

แล้วรูปทรงของพระธาตุองค์เดิมก็เลือนหายไปจากจิตใจของคนทั่วไป คนรุ่นหลังคิดว่าที่เห็นคือพระธาตุดอยตุง จนกระทั่งมาถึงการบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อประมาณไม่ถึงสิบปีที่ผ่านมาได้เปิดพระธาตุทรงระฆังแปดเหลี่ยมตามแบบล้านนาออกมาให้โลกเห็นอีกครั้งหนึ่ง

เปรียบเทียบรูปถ่ายเมื่อปี 1983 รูปวาดเมื่อปี 2000 และรูปถ่ายเมื่อปี 2015

 

 

ปี 1983 คือเวลา 20 ปีก่อนที่นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ จะก่อร่างสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือเวลา 35 ปีก่อนหน้าวันนี้ เรามีชาวเขาและชาวบ้านที่ยากจนมากมาย คนเหล่านี้เป็นบุคคลชั้นล่างสุดของโครงสร้างสังคม พวกเขาไม่รู้ว่าความเจ็บป่วยเป็นสิทธิมนุษยชนที่เขาควรได้รับการรักษาฟรี เป็นสิทธิที่ก้าวข้ามพรมแดนชาติรัฐ

เขามีสิทธิพูดว่า “ไม่มีเงิน” และมีสิทธิ “ร้องขอ” บัตรสงเคราะห์จากรัฐ “ด้วยกติกาที่เป็นธรรม” ในทางตรงข้ามคุณหมอเช่นผมไม่มีสิทธิกร่างว่าตัวเองมีอำนาจดลบันดาลให้ใครได้ฟรี

เพราะที่แท้แล้วมันคือ “หน้าที่”

Author

Prasert Palitponganpim

ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ - จิตแพทย์และนักเขียน ผู้สนใจทำงานด้านการศึกษา รักระบบหลักประกันสุขภาพและการ์ตูน