วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ เรื่อง

ครอบครัวต่างใจ ภาพ

 

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2561  ศ.นพ.ประสาน ต่างใจ อดีตผู้ก่อตั้งพรรคพลังใหม่ นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยา และด้านปรัชญาวิทยาศาสตร์ ได้จากโลกไปด้วยวัย 90 ปี

ในวัยเด็กผมได้ยินชื่อหมอประสาน ต่างใจ จากหน้าหนังสือพิมพ์ ในฐานะแกนนำผู้ก่อตั้งพรรคพลังใหม่ พรรคของคนรุ่นใหม่ที่ดังที่สุดเมื่อสี่สิบกว่าปีก่อน

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516  เมื่อบรรยากาศทางการเมืองเปิดอย่างกว้างขวาง  พรรคพลังใหม่เป็นที่รวมของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตย มีปัญญาชนคนมีชื่อเสียงหลายคนให้การสนับสนุนมากมาย อาทิ ป๋วย อึ๊งภากรณ์  นพ.ประเวศ วะสี  ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ  คุณหญิงอัมพร มีศุข  ดร.เอื้อย มีศุข  นพ.กระแส ชนะวงศ์  ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ฯลฯ

หมอประสาน ต่างใจ  ศาสตราจารย์นายแพทย์ชื่อดังวัยสี่สิบกว่า ผู้เป็นเอตทัคคะของโลกเรื่องพิษสุนัขบ้า ก็ได้ลาออกจากราชการมาเป็นคนร่วมก่อตั้งพรรคพลังใหม่อย่างจริงจังแข็งขัน ด้วยหวังที่จะเห็นอนาคตของประเทศดีขึ้น

พรรคพลังใหม่เป็นพรรคการเมืองขนาดเล็ก แต่ได้รับการจับตามองอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นพรรคที่ถูกมองว่าเป็นแหล่งรวมนักการเมืองน้ำดี หรือนักการเมืองรุ่นใหม่ และเป็นพรรคที่เอนไปทางฝ่ายซ้ายหรือสังคมนิยม ทางพรรคได้ส่งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2518 ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี พ.ศ. 2517 ซึ่งบังคับให้ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสังกัดพรรคการเมือง มีสมาชิกพรรคพลังใหม่ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 12 คน อาทิ นายเลิศ ชินวัตร บิดาของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, นายปรีดา พัฒนถาบุตร และนายชัชวาลย์ ชมพูแดง

แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 พรรคพลังใหม่ถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างรุนแรงว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ สมาชิกพรรคหลายคนถูกลอบสังหาร และนายแพทย์ประสาน ต่างใจ จำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศเพื่อลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศนอร์เวย์ เพื่อความปลอดภัยของชีวิต

ปราโมทย์ นาครทรรพ เคยเขียนไว้ว่า พรรคพลังใหม่เป็นพรรคการเมืองที่ประธานโค้วตงหมง หรือประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ผู้คร่ำหวอด ยกนิ้วให้เป็น “พรรคการเมืองที่ดีที่สุดในประเทศไทย” และพล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรียุค รสช. ถือว่าเป็นพรรคการเมืองตัวอย่าง “อยากให้พรรคการเมืองในประเทศไทยยึดพรรคพลังใหม่เป็นโมเดล”

หลังจากบ้านเมืองสงบขึ้น นายแพทย์ประสาน ต่างใจ ผู้เชื่อมั่นในสังคมนิยมประชาธิปไตย ได้เดินทางกลับบ้านเกิด ตัดสินใจเลิกชีวิตทางการเมือง และหันมาสนใจปรัชญาวิทยาศาสตร์ โดยหนังสือที่ทำให้ท่านเปลี่ยนชีวิตคือ ‘Tao of Physics’ ของ ฟริตจ๊อฟ คาปรา  และท่านได้เริ่มเขียนหนังสือเผยแพร่แนวคิดนี้ โดยเฉพาะเรื่องควอนตัมฟิสิกส์ อย่างสม่ำเสมอทางหน้าหนังสือพิมพ์

ท่านเคยพูดว่า “อะไรที่เป็นสัจธรรม ผมเขียนและบรรยายได้หมด ไม่ว่าจะทางวิทยาศาสตร์ สังคม ชีววิทยา ผมทำได้ทุกเรื่อง ชีวิตที่ผ่านมาทำงานทุกวัน ไม่เคยพักร้อน ตอนเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ไม่เคยพัก การทำงานก็คือการพัก ที่เราไม่เครียดเพราะเราช่างคุย ก็แบ่งเบาเรื่องในใจออกไปได้ แม้บางครั้งเครียด เพราะเอนไซม์ในสมองเปลี่ยน”

ผมติดตามงานด้านปรัชญาวิทยาศาสตร์ของท่านเรื่อยมา จนเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน จึงได้มีโอกาสติดต่อขอสัมภาษณ์ท่านมาลงในนิตยสาร สารคดี ฉบับที่ 125 เดือนกรกฎาคม 2538

ท่านบอกว่า ท่านเชื่อมั่นอย่างที่สุดในสองเรื่อง หนึ่งคือพุทธศาสนา สองคือควอนตัมฟิสิกส์ ที่นักวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่หลายๆ คนเขียนไว้ว่า ทั้งสองศาสตร์ “มีความสอดคล้องแนบขนานกันที่สุด”

เป็นบทสัมภาษณ์ที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ในการทำความเข้าใจกับควอนตัมฟิสิกส์ และเชื่อมโยงมาถึงจิตวิญญาณ แต่หลังจากใช้เวลาเรียบเรียงหลายครั้ง และส่งไปให้ท่านตรวจทาน คุณหมอตอบกลับมาว่า เป็นบทสัมภาษณ์ท่านที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่ง

และแน่นอนว่า บทสัมภาษณ์นี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งนักวิทยาศาสตร์และนักปรัชญาศาสนาหลายคน

เวลาผ่านไปยี่สิบกว่าปี ทัศนะของท่านในการมองวิทยาศาสตร์ ศาสนา และจิตวิญญาณเชื่อมโยงกัน ยังน่าสนใจหรือไม่ ลองไปสัมผัสดูกัน

 

…………………………………………………………………………..

 

นพ.ประสาน ต่างใจ

“ผมเป็นอนุภาคของลำแสงอิเล็กตรอนที่ไม่ตาย”

 

 

นักฟิสิกส์ทั่วโลกแทบทุกคนคงจะรู้จักวิวาทะทางฟิสิกส์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ 20 นั่นคือการโต้แย้งทางความคิดเพื่อพิสูจน์ทฤษฎี ‘กฎแห่งความไม่แน่นอนในกลศาสตร์ควอนตัม’ โดยอัจฉริยะทางฟิสิกส์ 2 คน คือ ไอน์สไตน์ และ นิลส์ โบร์ ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์

ตลอดทั้งคืนของการโต้แย้ง ไอน์สไตน์ยืนยันตามความเชื่อที่ว่า โลกและจักรวาลนั้นมีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีมนุษย์เกิดขึ้นมา ส่วน นิลส์ โบร์ เชื่อว่า โลก จักรวาล และสรรพสิ่งที่เกิดมีขึ้นมาให้เราสัมผัสได้ เป็นเพราะมนุษย์เองไปสังเกตมันเข้า ไม่ว่าด้วยประสาทสัมผัสหรือโดยเครื่องมืออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มีมนุษย์ถึงได้มีโลก มีจักรวาลในรูปกายที่เราเห็นเพราะเราต้องการเห็นมัน และทั้งหมดนี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักการกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum mechanics) และด้วยกฎสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์เอง

แต่ไอน์สไตน์ก็ไม่ยอมรับ เพราะมันขัดกับ ‘ความจริง’ ที่มีเหตุและผลที่ทุกคนรู้ แต่โบร์กลับบอกว่า “ความคิดและความรู้ของคุณที่เกี่ยวกับความจริง ทำไมจึงจำกัดเสียเหลือเกิน”

หัวข้อการโต้แย้งในครั้งนั้นดำเนินต่อไปถึง 28 ปี จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำทั่วโลกยอมรับว่า โลกและจักรวาลในรูปทางกายภาพที่เรารู้จัก มีขึ้นได้เพราะมนุษย์ไปสังเกตหรือไปสร้างขึ้นมาเอง ในความเป็นจริงทางกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว ทั้งหมดเป็นความว่างเปล่าโดยแท้ ทว่าไม่ใช่ความว่างเปล่าที่ไม่มีอะไรเลย หากเป็นความว่างเปล่าแห่งคลื่นอนุภาค ซึ่งโยงใยทุกอย่างในจักรวาลเข้าด้วยกัน

ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ยุคแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่’ หรือ ‘ยุคแห่งความจริงใหม่’ ซึ่งเป็นการมองว่าทุกสรรพสิ่งในจักรวาลเชื่อมต่อเนื่องสัมพันธ์กัน หรือที่เรียกว่าการมองแบบองค์รวม ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดวิทยาศาสตร์สมัยเก่าแบบนิวตัน ที่มองว่าสรรพสิ่งในจักรวาลดำเนินไปแบบเครื่องยนต์กลไก ทุกอย่างทำงานแบบแยกส่วนไม่สัมพันธ์กัน

แต่ที่สำคัญคือ ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมไปตรงกับหลักธรรมเรื่องไตรลักษณ์ เรื่องของสุญญตาและเรื่องของนิพพานในทางพุทธศาสนา และในปัจจุบันนักฟิสิกส์หลายคนก็ยอมรับว่า ถึงที่สุดแล้วธรรมะกับวิทยาศาสตร์อาจเป็นเรื่องเดียวกัน

คุณหมอประสาน ต่างใจ อดีตหัวหน้าพรรคพลังใหม่อันโด่งดังเมื่อ 20 ปีก่อน ปัจจุบันเป็นนักเขียนคอลัมน์ ‘เจาะจักรวาล วิเคราะห์วิทยาศาสตร์และจินตนาการ’ ในหนังสือพิมพ์ สยามโพสต์ เป็นผู้หนึ่งที่สนใจในการมองธรรมะกับวิทยาศาสตร์อย่างเชื่อมโยงกัน จนบางครั้งได้รับฉายาว่าเป็น ‘คุณหมอสติเฟื่อง’

คุณหมอประสาน ต่างใจ กำลังพยายามอธิบายเรื่องราวทางฟิสิกส์ที่ยากที่สุด ซึ่งคุณหมอกล่าวในตอนท้ายว่า หากเราพอจะเข้าใจได้นิดเดียว มันอาจจุดประกายมุมมองทางความคิดใหม่ๆ ให้แก่พวกเราก็เป็นได้

 

เหตุใดคุณหมอจึงสนใจแนวคิดที่ว่าวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนาเป็นสิ่งเดียวกัน

คนเขาพูดกันมาตั้งแต่ผมยังเด็กๆ แล้วว่า “ธรรมะกับวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งเดียวกัน คล้ายๆ ความสามารถใกล้เคียงกัน” ผมไม่ได้เชี่ยวชาญทางศาสนาพุทธ แต่คุณแม่เป็นคนทันสมัย ใคร่รู้ แม่ผมไม่เคยสอนพิธีกรรมของศาสนาพุทธ แม่ไม่เคยสอนว่าจะต้องจุดเทียนก่อนไหว้พระ จะต้องมีดอกไม้ แต่จะสอนในเรื่องสุญญตา มายา นิพพาน

ต่อมาเมื่อประมาณสิบปีก่อนผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือเรื่อง ‘เต๋าแห่งฟิสิกส์’ ของฟริตจ๊อฟ คาปรา อ่านแล้วก็รู้สึกว่าทำไมฝรั่งถึงเข้าใจได้ลึกซึ้งถึงปรัชญาของศาสนาตะวันออก และเชื่อมโยงไปถึงฟิสิกส์นิวเคลียร์ เรื่องทฤษฎีควอนตัม และสรุปได้น่าฟังในตอนท้ายว่า “จิตวิญญาณจะกลายเป็นด้านที่สำคัญที่สุดของจักรวาล และจะเป็นส่วนหนึ่งของทฤษฎีฟิสิกส์ในอนาคต” ผมจึงต้องกลับมาอ่าน ตะลุยอ่านมาตลอดสิบปีเต็ม ผมมีหนังสือเกี่ยวกับกลศาสตร์ควอนตัมเต็มเลย ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ก็ไม่อ่านด้วย ต่อให้เป็นนักฟิสิกส์จบมาก็ไม่อ่าน เขาไม่สนใจ ด้วยคิดว่าเป็นเรื่องทางทฤษฎี ซึ่งคงจะนำมาประยุกต์ใช้ไม่ได้

คนไทยแทบไม่มีนักวิทยาศาสตร์ มีแต่ช่าง หมอ วิศวกรก็คือช่าง หรือที่ศาสตราจารย์แซนเดอซิน ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย รัฐนิวเจอร์ซี เรียกว่าสกรูไดรเวอร์ ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ ผมเคยเข้าใจว่าผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่พอมาอ่านพวกนี้แล้วไม่รู้เลย เมื่อไม่รู้เลยก็มุอ่าน อ่านไปอ่านมา แล้วกลับไปอ่านธรรมะ ถึงรู้ว่ามันโยงกัน คนอื่นเขามองวิทยาศาสตร์ในแง่ของจิตวิญญาณด้วย ผมถือว่าจิตวิญญาณกับอนุภาคเป็นตัวเดียวกัน

 

แต่ทุกวันนี้น้อยคนจะเข้าใจทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม

นักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ พบควอนตัมมาตั้งนานแล้ว แต่เขาเก็บไว้กับตัว ไม่กล้านำมาเผยแพร่ เพราะในวิทยาศาสตร์ด้วยกัน ฟิสิกส์ก็คือหัวใจ เพราะฉะนั้นฟิสิกส์กำหนดทุกอย่าง นักฟิสิกส์คือผู้พูดความจริง พิสูจน์ความจริง เขาให้ความจริงในแบบที่นิวตัน แบบที่กาลิเลโอให้มาตลอด พอเขาเจอความจริงที่แน่นอนกว่า คือควอนตัม เขาหันหลังหนีเลย

ไอน์สไตน์ตอนแรกเจอควอนตัมยังหันหลังหนีเลย พยายามบอกว่าไม่เชื่อ ไอ้นี่มันผีนี่ แต่ยิ่งพิสูจน์เท่าไหร่ยิ่งแข็งขึ้นๆ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้แน่นอนแล้ว ต้องขอบใจฟริตจ๊อฟที่ออกมาเผยแพร่เรื่องนี้แล้วไปโยงเอาศาสนาเข้ามา ทำให้คนเข้าใจมากขึ้นตามลำดับ ตอนนี้คนเขียนถึงเรื่องนี้กันบานเบอะ ตอนนี้ฝรั่งรู้เรื่องแล้ว 20 ปีมานี้ฝรั่งรู้ คนไทยยังไม่ค่อยมีใครรู้ ผมเชื่อว่าในประเทศไทยคนที่รู้มีไม่เกิน 1,000 แต่มันต้องทำให้ 60 ล้านคนรู้ว่าเครื่องบินบินได้ แต่ความจริงของควอนตัมบอกว่า ที่เครื่องบินบินได้นี่มันไม่จริง แต่พอเราไปบอกว่ามันไม่จริง ใครจะเชื่อผม เชื่ออยู่ 1,000 คน ไปพูด 60 ล้านคนก็จบแล้ว

 

ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม สัมพันธ์อย่างไรกับหลักไตรลักษณ์ในทางพุทธศาสนา

ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกได้ยืนยันชัดเจนแล้วว่า จักรวาลและดวงดาวที่เห็นนั้น แท้จริงมีสนามพลังที่ยิ่งใหญ่ที่ควบคุมอนุภาคชิ้นส่วนให้เป็นรูปร่างให้เราสัมผัสและรับรู้ได้ โดยที่ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปหมด และควอนตัมคือกลไกการทำงานของจักรวาลและสรรพสิ่งในระดับที่ละเอียดที่สุด คือระดับของอะตอมและต่ำกว่าอะตอม

ถ้าเราแบ่งแยกสสารให้เล็กลงเรื่อยๆ เราจะมาถึงจุดที่เรียกว่าอนุภาค เช่น อิเล็กตรอน แต่ในระดับนั้นเราไม่อาจทำนายได้ว่าเมื่อใดมันจะมีพฤติกรรมเป็นอนุภาค หรือเมื่อใดเป็นคลื่น มันจะกระโดดไปตรงโน้นบ้างตรงนี้บ้าง อาทิ มันหมุนหนึ่งรอบ 720 องศา ซึ่งปกติสสารทั่วไปหมุนหนึ่งรอบเพียง 360 องศา เราทายไม่ได้ ถ้าคุณอยากดูเวลามันเป็นวัตถุ ก็จะเป็นวัตถุให้ดู แต่ถ้าคุณเอาเครื่องมือที่จับว่ามันเป็นคลื่นแสง มันก็เป็นคลื่นแสงให้ดู พอจะดูให้เป็นพลังงาน มันก็เป็นพลังงานให้ดู แต่ถ้าหันหลัง มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ เราจับมันมาขัง มันมุดหนี ไม่มีความแน่นอน ไม่มีของตาย ไม่มีของเกิด มีแต่ความเปลี่ยนแปลงแปรสภาพจากสิ่งหนึ่งไปสู่สิ่งหนึ่ง

ดังนั้นสรรพสิ่งที่เราเห็น รับรู้ และสัมผัสได้ โดยแท้จริงเป็นเหมือนใยแมงมุมของคลื่นอนุภาคที่เชื่อมประสานกัน ตั้งแต่ระดับจักรวาล โลก ลงมาถึงสิ่งที่เล็กที่สุด เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน คล้ายกับวังน้ำวนในทะเล

สมมติว่าเรากำลังสังเกตน้ำวนในทะเลจากเครื่องบินทางอากาศ เราจะเห็นชัดเจนว่าน้ำเป็นวง แต่ขอบของน้ำวนมันเงียบสงบเป็นน้ำนิ่งธรรมดา แต่หากเราลองไปอยู่ตรงน้ำวนนั้นสิ เราจะไม่สามารถบอกได้ว่าน้ำตรงนี้เป็นน้ำของส่วนไหน นี่คือมิติที่แตกต่างกัน ระยะทางแตกต่างกันทำให้ตาเรารับภาพแตกต่างกัน ฉะนั้นการสร้างสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นขึ้นมานั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง มันเป็นคลื่นอนุภาคที่หมุนไป เชื่อมโยงกันไปหมด แต่ในจังหวะเวลานั้นทำให้เรารับภาพเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เป็นการสร้างขึ้นมา

การอธิบายควอนตัมก็คือการอธิบายหลักไตรลักษณ์ของพระพุทธเจ้า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แท้ๆ เลย หมายถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นอยู่หรือเราสัมผัสอยู่ มันไม่ใช่ของจริง ไม่จีรังยั่งยืน อนิจจังหมายความว่า ไม่เที่ยงแท้ ไม่มีเกิดไม่มีดับ อนัตตาคือไม่มีตัวตนแท้ๆ ไม่มีทั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง เราเองต่างหากที่เป็นคนจับมันขึ้นมาว่าเป็นนั่นเป็นนี่

 

หมายความว่าไม่มีความจริงใดๆ เลยในโลกและจักรวาลนี้

หลักความจริงของทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมคือ สรรพสิ่งไม่มีจริง ถ้าเราไม่ไปสังเกตเห็นมันเข้า โลกและจักรวาลเป็นจริงตามที่เราสัมผัสเพียงส่วนหนึ่ง มันเป็นจริงอยู่ในโลกของเราเท่านั้น แต่ไม่เป็นจริงในโลกแห่งควอนตัมและจักรวาล สิ่งนั้นมีอยู่จริง แต่ว่ารูปจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่อย่างที่เรารับรู้ อย่างเช่นที่คนโบราณเชื่อว่าสายรุ้งมีอยู่จริง แต่เดี๋ยวนี้เรารู้ว่าสายรุ้งเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่สามารถรับรู้ได้ผ่านสายตาว่ามีจริง แต่ตาทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการรับรู้ปรากฏการณ์ ไม่ใช่เครื่องมือรับรู้ความจริงแต่อย่างใด เพราะว่าสายรุ้งที่แท้ไม่มีจริง ไฮเซนเบิร์กสรุปว่า ทุกสิ่งในโลกที่เรารับรู้ว่ามีจริง เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่เป็นจริง แต่โลกที่อยู่เบื้องหลังนั้นไม่จริง

 

แสดงว่าการรับรู้ความจริงที่ผ่านมาทั้งหมด เป็นแค่การรับรู้ผ่านสายตาของมนุษย์เท่านั้น ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริงในระดับจักรวาล เพราะสิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอนุภาคที่เชื่อมโยงไปทั่วทั้งจักรวาล

หลักความจริงของควอนตัมอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพราะมนุษย์ไปสังเกตมัน จึงสร้างความจริงที่เรารู้จักขึ้นมาตามการสัมผัสรับรู้ของมนุษย์ เราสร้างเพื่อให้รับรู้ว่าสิ่งนั้นมีรูปอย่างนี้ ถ้าหากเราไปถามกบว่ามันมองเห็นของอย่างนี้ไหม กบมันอาจมองเห็นเหมือนกับเราหรือไม่ก็ได้ หรือไปถามหมา ถามแมว ถามควาย ถามช้าง มันจะเห็นไปคนละแบบ สัตว์บางชนิดจะไม่เห็นสี บางชนิดจะเห็นเป็นสองมิติ นี่ก็หมายความถึงความแตกต่างของการรับรู้ของตา ตาเป็นคนบอกเราต่างหากว่ามีลักษณะอย่างนี้ เป็นของแข็ง ของเหลวต่างๆ

ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนคำกล่าวของนักปรัชญาอินเดียชื่อศรีอรพินโธ เป็นคนที่มีชื่อเสียงมากและเป็นเพื่อนกับ มหาตมะ คานธี แกบอกว่าสรรพสิ่งทั้งหมดไม่มีของจริงหรอก ทั้งหมดนี้เป็นอนุภาค เป็นคลื่นในจักรวาล สรรพสิ่งทั้งหลายมีแต่คลื่นทั้งนั้น และคนก็ถามว่า แล้วสิ่งที่เห็นนี่คืออะไร แกก็บอกว่าเป็นคลื่นที่มันอยู่คงที่ชั่วครู่

 

เดี๋ยวนี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบความจริงว่าอิเล็กตรอนอาจจะอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งในจักรวาล แต่สามารถส่งคลื่นพลังงานซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตัวมันเองไปยังที่หนึ่งที่ใดในจักรวาลได้ แม้ว่าจะห่างออกไปนับพันๆ ปีแสง หมายความว่ามนุษย์เราอาจได้รับคลื่นเหล่านี้ก็ได้ และนักฟิสิกส์หลายคนเคยตั้งข้อสังเกตว่าคลื่นเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับจิตวิญญาณใช่ไหมครับ

โรเจอร์ เพนโรส นักวิทยาศาสตร์ที่เก่งในด้านกลศาสตร์ควอนตัมอันดับหนึ่งของโลก เขาพิสูจน์ได้ 80 เปอร์เซ็นต์แล้วว่า จิตวิญญาณ หรือบางคนอาจเรียกรวมๆ ว่า soul แต่เพนโรสไม่ได้เรียกว่า soul นะ เขาเรียก consciousness ก็คืออันเดียวกันกับอิเล็กตรอน อันเดียวกันกับโปรตอน โปรตอนเป็นคลื่น ถ้าหากไม่เป็นคลื่นมันก็เป็นอนุภาค

โรเจอร์ เพนโรส พิสูจน์ว่า ในเซลล์ประสาทหรือเซลล์สมอง จะมีหลอดเล็กๆ อยู่รวมกันเป็นร้อยๆ ล้าน เหมือนกับหลอดกาแฟ (tubules) เพนโรสคิดไว้นานแล้วว่าจิตวิญญาณเป็นส่วนหนึ่งของอนุภาค หรือเกี่ยวพันกับอนุภาคอย่างใกล้ชิดที่สุด และเชื่อว่าความคิดหรือจินตนาการทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น our consciousness เป็นการกระตุ้นเตือนที่ได้รับมาจากอนุภาคจากภายนอก พอเข้ามาในสมองแล้ว อนุภาคดังกล่าวก็ทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์สมองให้ทำงานในสิ่งที่อนุภาคจากภายนอกนำเอาพลังงานเข้ามา พอเข้ามาในสมองแล้วมันทำงานในลักษณะของควอนตัม เพนโรสคิดเรื่องนี้มานานแล้ว แต่คิดแล้วก็ติด เพราะว่าเมื่อไรก็ตามที่เราจับอนุภาคนั้นๆ มาอยู่ในที่แคบๆ มันจะไม่ทำงานเป็นควอนตัม แต่เมื่อไหร่ที่มันไม่ถูกจำกัด มันจะทำงานเป็นควอนตัม

ต่อมาเพนโรสมาเจอนายแพทย์ฮาเมอรอฟ ซึ่งศึกษาทางด้านเซลล์สมองผ่านกล้องอิเล็กตรอนไมโครสโคป คุณหมอสังเกตพบว่าทุกครั้งที่หลอด (tubules) ที่มีเป็นร้อยล้านหลอดในเซลล์สมองสั่น จะมีลักษณะการทำงานเหมือนดิจิตอลคือ 0 1 0 1 0 1 คุณหมอก็แปลกใจว่าเซลล์สมองเอาพลังงานที่ไหนมา จึงเอากล้องมาส่องดูหลอดเซลล์สมอง โดยขยายภาพขึ้นมาเป็นล้านๆ เท่า พอขยายขึ้นมาปรากฏว่าแต่ละหลอดมีรูเป็นร่องยาว

เพนโรสพอเรื่องรู้เข้า จึงวิ่งมาหาคุณหมอ บอกว่าคิดออกแล้ว เพราะตรงนี้เองเป็นบริเวณที่ (tubules) อยู่รวมกันหนาแน่นเป็นร้อยล้านอัน ดังนั้นเมื่ออิเล็กตรอนที่มาจากภายนอก มาจากจักรวาล วิ่งเข้าไปอยู่ข้างในหลอด ตอนแรกก็ยังทำงานไม่ได้เพราะมันแคบ แต่พอมันไปถึงรูนี้ มันก็เป็นอิสระ เพราะมีรูช่องต่อเนื่องถึงกันหมด พอมันเป็นอิสระก็เข้าหลักกลศาสตร์ควอนตัม มันจึงเกิดขึ้นได้ สิ่งนี้ไปกระตุ้นทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้นในเซลล์สมอง กระแสไฟฟ้าทำให้เกิดปฏิกิริยาสารเคมีอีกที การทำงานของสมองจึงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตัวกระตุ้นเป็นพลังงานอนุภาคหรือคลื่นที่อยู่ในจักรวาลทั้งหมด เราถึงสามารถติดต่อกับคนนั้นคนนี้ได้ ติดต่อกับพลังงานอนุภาคได้

ที่เขาบอกว่าติดต่อผีได้ไม่ใช่เรื่องโกหก และไม่ใช่เรื่องไสยศาสตร์ ทุกขั้นตอนเป็นวิทยาศาสตร์หมด และอธิบายได้แจ่มแจ้งหมด ในเมื่ออิเล็กตรอนตัวหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปล้านไมล์ วิ่งมาหาอีกตัวหนึ่งได้ มันติดต่อเชื่อมถึงกันได้ เท่านี้ก็อธิบายเรื่องผีได้แล้ว อธิบายเรื่องของเหตุการณ์ล่วงหน้า การทำนายอะไรต่างๆ สบายมาก มันไม่มีอนาคต ไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอดีต ในโลกนี้ทั้งหมดมันเป็นมิติของมัน เหมือนกับที่คุณเอาไหมพรมมาม้วนเป็นชั้นๆ แล้วให้มันเลื่อนไปตลอดเวลา แต่ละครั้งที่ม้วนไหมพรมเคลื่อนไหว นั่นแหละคือจักรวาล ทั้งหมดที่เคลื่อนไหวอยู่มันคือคลื่นอนุภาคซึ่งไม่มีจุดตั้งต้น

อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีจุดตั้งต้น เมื่อไม่มีจุดตั้งต้นเพราะจุดตั้งต้นมันเคลื่อนไปตลอด ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเคลื่อนและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเช่นเดียวกัน สสาร เวลา จักรวาล มันเคลื่อนไปด้วยกัน รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

เมื่อจักรวาลไม่มีอดีต ปัจจุบัน อนาคต ดังนั้นเวลาในความคิดของมนุษย์ก็ไม่มีจริง

จักรวาลไม่มีเวลา ในสรรพสิ่งต่างๆ ไม่มีเวลาเป็นตัวกำหนด ถ้ามีเวลาเมื่อไหร่ ต้องมี 1 ขึ้นมาทันที แต่จะนับ 1 ตรงไหน เพราะมันมีสิ่งที่มีอยู่แล้ว และเปลี่ยนไปอยู่เรื่อย ฉะนั้นจึงไม่มี 1 ไม่มี 0 ไม่มีอะไรเกิด ไม่มีอะไรดับ เมื่อไม่มี 1 แล้วเวลามาจากไหน สมมติว่าเวลาคือนาฬิกาใช่ไหม ใครถือนาฬิกามาด้วย บอกว่าตั้งแต่นี้นับหนึ่งนะ จักรวาลจะเกิดตั้งแต่นี้เป็นต้นไปนะ ชีวิตในโลกเกิดมาครั้งแรกเมื่อ 3,600 ล้านปีนะ เผ่าพันธุ์ของคน 5 ล้านปีนะ มาเป็นคนเมื่อ 1 แสนปี ใครเป็นคนจับนาฬิกา ไม่มีหรอก มนุษย์เราไปยึดมันต่างหาก มนุษย์สมมติทุกอย่างขึ้นมาทั้งนั้น

 

อนุภาคคลื่นอิเล็กตรอนที่อาจารย์พูดว่ามีอยู่ในจักรวาล ภาษาจีนเรียกว่า ‘ชี่’ ใช่ไหมครับ

ใช่ สรรพสิ่งในจักรวาลล้วนเกิดจากคลื่นอนุภาคที่เคลื่อนไหวและสั่นอย่างต่อเนื่องสัมพันธ์กัน โดยมีสิ่งที่เสมือนพลังงานกำหนดการเคลื่อนไหวและทิศทางการเคลื่อนไหว เป็นวัฏจักรแห่งธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง สิ่งเสมือนพลังงาน ภาษาจีนเรียกว่า ‘ชี่’ ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ‘เร’ ภาษาเกาหลีเรียกว่า ‘กี่กี๋’ พราหมณ์ก็ ‘ปราณ’ (ลมปราณ) ตัวเดียวกันหมด ไม่ว่าศาสนาไหนมีหมด เพราะฉะนั้นอย่าไปแยกศาสนา ศาสนานี่แยกกันไม่ได้ แต่แยกพิธีกรรมได้

 

ดังนั้นการกำเนิดของศาสนามาจากอะไร

ศาสนาทุกศาสนาเป็นผลของการสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ในอดีตมนุษย์เราไม่ได้มาจากลิง แต่เป็นญาติกับลิง เพราะแยกจากสายตระกูลของ primate เมื่อ 5 ล้านปีก่อน ต่อมาวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ กลุ่มแรกเรียกว่า homoerectus สมองของมนุษย์เหล่านี้เมื่อหนึ่งแสนสองหมื่นปีมาแล้ว มีขนาดเท่ากับสมองของเราในปัจจุบัน แต่ก่อนหน้านั้นสมองของมนุษย์เล็กมาตลอด ครั้งแรกที่สังเกตเห็นไฟก็กลัว พอมาตอนหลังก็เอาไฟมาใช้ สิ่งต่างๆ เขาก็สังเกตอีก การสังเกตทำให้นึกต่อไปว่า อะไรทำให้เกิดสิ่งนี้ พูดง่ายๆ ก็คือเมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักนั่งอยู่กับที่หลังจากกินอิ่มแล้ว ก็ต้องคิด ต้องพยายามหาเหตุผลว่าอะไรทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้

สังเกตสิ่งแวดล้อม สังเกตการเคลื่อนไหวของธรรมชาติ พอสังเกตนานเข้าก็คิดว่าจะต้องมีอำนาจอะไรสักอย่าง เมื่ออธิบายไม่ได้ก็สมมติขึ้นมาเป็นนั่นเป็นนี่ สิ่งเหล่านี้ต่อมาก็กลายเป็นพิธีกรรม แต่แท้ที่จริงแล้วจิตของมนุษย์เหล่านั้นก็พัฒนาขึ้นมาด้วย วิวัฒนาการของจิตวิญญาณมาพร้อมๆ กับวิวัฒนาการทางร่างกาย การวิวัฒนาการของจิตวิญญาณก็ชี้บ่งวิวัฒนาการของสติปัญญา

ต่อมาพอคนออกจากป่า เห็นอะไรก็เก็บเป็นข้อมูลเป็นความรู้ สิ่งต่างๆ ที่เป็นความรู้ก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ อย่างที่บอกว่าสมองของมนุษย์เจริญเติบโตเต็มที่เมื่อแสนสองหมื่นปีก่อน คือมีน้ำหนักเท่ากับสมองปัจจุบัน คือ 1,400 กรัม ดังนั้นคนเมื่อแสนสองหมื่นปีก่อนก็มีศักยภาพที่จะมีสติปัญญาเท่ากับคนเดี๋ยวนี้ ถ้าให้ข้อมูลเขาไป แต่ว่าข้อมูลต่างๆ คือสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาทีละขั้นทีละตอน ค่อยๆ เก็บไว้ แต่ว่าศักยภาพอาจยังมีไม่เต็มที่

 

ทำไมศักยภาพนี้ถึงมีอยู่เฉพาะมนุษย์เท่านั้น

ปัจจุบันโลกมีสิ่งมีชีวิตประมาณ 10 ล้านเผ่าพันธุ์เป็นอย่างต่ำ อาจจะถึง 100 ล้านเผ่าพันธุ์ ขณะที่โลกสูญเสียชนิดของสิ่งมีชีวิตไปปีละ 30,000 สายพันธุ์ แต่มนุษย์เราเป็นหนึ่งเดียวที่ใช้เวลา 4,000 ล้านปี วิวัฒนาการจนกระทั่งเป็นคน ถ้าเราไม่พัฒนามาจนมีสมองหนัก 1,400 กรัม แต่เรามีสมองแค่ 450 กรัมเท่าๆ กับชิมแปนซี เราจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไหม ทำไมชิมแปนซีติดอยู่ที่ 450 กรัมถึงไม่สูญพันธุ์ ของเรามาถึง 1,400 กรัม สิ่งเหล่านี้เป็นความบังเอิญหรือ

ตั้งแต่การกำเนิดของสิ่งมีชีวิตตัวแรกจนเดี๋ยวนี้ ไม่มีตรงไหนที่เป็นเหตุบังเอิญได้เลย คนเรามีวิวัฒนาการมาถึงตรงนี่ มันต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้คนมาอยู่ถึงตรงนี้ ถ้าเราจะอธิบายว่าสรรพสิ่งเกิดมาเพื่อรักษาเผ่าพันธุ์ให้รอดแต่ประเด็นเดียวเท่านั้น ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องมาเป็นเหมือนคน ไม่จำเป็นต้องมีสมองหนัก 1,400 กรัมหรอก ไม่จำเป็นต้องมีหน่วยความจำเท่ากับ 2.8×1020

ผมคิดว่าวิวัฒนาการ การเคลื่อนไหว การเคลื่อนที่ในมิติต่างๆ เหล่านี้ สรรพสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่มีความหมาย มันถูกสร้างขึ้นอย่างมีความหมาย ความหมายนี้อาจจะเป็นเหมือนซอฟต์แวร์ของคอมพิวเตอร์ที่สลับซับซ้อน ซอฟต์แวร์ที่เป็นเรื่องของคลื่นอนุภาคของควอนตัม ที่มันสามารถสร้างซอฟต์แวร์ของมันขึ้นมาเองได้ เมื่อศึกษามาถึงจุดหนึ่ง ผมเห็นว่ามันเกิดขึ้นอย่างนี้ แล้วผมพอไปอ่านในศาสนา ก็อธิบายอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นมันต้องเป็นความจริง

 

แสดงว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ดำรงอยู่ไม่ได้เกิดขึ้นดัวยความบังเอิญ แต่อาจอยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า

พอล เดวีส์ นักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งเคยพูดว่า มันเป็นการง่ายเกินไปที่จะบอกว่าความบังเอิญทั้งหลายที่เกิดขึ้นไม่สิ้นสุด มาจากฝีมือของพระเจ้าที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ เดวีส์ไม่ได้ปฏิเสธพระเจ้า แต่เขาบอกว่าพระเจ้าคงไม่ใช่พระเจ้าที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์ แต่น่าจะเป็นพระเจ้าที่เป็นจิตปัญญาแห่งจักรวาลที่กระจายแทรกซึมไปทั่วทุกแห่ง หรือเป็นเหมือนซอฟต์แวร์จักรวาลคอมพิวเตอร์ที่คอยควบคุมกฎแห่งธรรมชาติ หรือพระเจ้าอาจเป็นคลื่นอนุภาคซึ่งเคลื่อนไหวทำงานในรูปแบบหนึ่ง จังหวะหนึ่ง อยู่ในมิติหนึ่ง อาจเรียกว่าเต๋า เรียกว่านิพพาน ได้ทั้งนั้นแล้วแต่จะเรียก

 

แสดงว่าพระเจ้าซอฟต์แวร์เขียนบทชีวิตของพวกเราไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว

อย่างที่บอก ผมคิดว่าพระเจ้าเป็นคลื่นของพลังงานที่อยู่ในมิติหนึ่ง ทำหน้าที่คอยควบคุม ซึ่งมันไม่ใช่ความบังเอิญ มันต้องมีใครสร้างขึ้นมา ถ้าคิดแบบพระพุทธเจ้าก็คือกฎแห่งกรรม กฎแห่งกรรมคือพลังงาน การเคลื่อนไหวของพลังงานไปอยู่ในจุดหนึ่ง มุมหนึ่ง ทำให้เกิดการสร้างสิ่งหนึ่งขึ้นมา ทีนี้เมื่อมิติมันใหญ่ขึ้น มันก็พัฒนาตัวเองขึ้นมา ทุกอย่างพัฒนาตัวเองได้ พัฒนาสิ่งที่เป็นคลื่น เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ สมัยร้อยกว่าปีก่อน เราก็นึกไม่ออกหรอกถ้าไปบอกคุณปู่คุณทวดเราว่า ต่อไปคุณทวดรู้ไหม เขาต่อยมวยกันที่อเมริกา เรามานั่งเดี๋ยวนี้ ตรงนี้ เราได้เห็นทันที คุณปู่ทวดบอกว่า มึงบ้านะสิ

เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่พัฒนาจากปัญญา มันพัฒนาได้ โลก จักรวาล ก็พัฒนามาจากปัญญา ปัญญาก็คือ consciousness คือข้อมูล คืออนุภาค เป็นสิ่งเดียวกันหมด

 

อาจารย์เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิดไหมครับ

แน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ จิตวิญญาณจะต้องมีเกิดไปเรื่อยๆ และจะต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ มีการเรียนรู้ มีการชดใช้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจบสิ้น คือ นิพพาน การไปถึงนิพพาน แปลว่า เรารวมเข้าไปถึงจุดนั้นแล้ว และเราไม่จำเป็นจะต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดแล้ว

 

แต่ขั้นตอนระหว่างนั้นละครับ

ก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ทุกอย่างต้องมีการสั่งสมแต่ละขั้น เราเรียนยังไม่จบ เราก็ต้องเรียนจบจนได้ เป็นจุดหมายปลายทางของทุกคนที่จะต้องเรียน ในที่สุดทุกคนบนโลกนี้จะบรรลุนิพพานหมด ก็มนุษย์เรามีสมองน้ำหนักเท่ากัน ใช้เวลาเท่ากัน สภาพต่างๆ เท่ากัน เมื่อถึงจุดหนึ่งคนจะพัฒนาไปเรื่อยๆ มีวิวัฒนาการของจิตวิญญาณจากระดับหนึ่ง จากระดับเด็กที่สุดไปถึงระดับเด็ก 5-10 ขวบ ไล่ไปเรื่อยๆ จิตวิญญาณเราก็พัฒนาไปในรูปนั้น

 

ถ้าเป็นอย่างนั้น นิพพานคืออะไร

นิพพานเป็นความอิ่มเอิบ ความหลุดพ้น หลุดพ้นจนกระทั่งมันไม่มี คือถ้าคุณรู้ความจริงจนถึงที่สุด ก็คือนิพพาน พระพุทธเจ้าก็บอกอย่างนั้น สิ่งที่เป็นนิพพานก็คือความว่างเปล่า ไม่ใช่สิ่งที่เรารู้จัก เมื่อเราเข้าถึง เราจะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสิ่งเหล่านั้น เช่นเดียวกับในศาสนาพราหมณ์บอกว่าอาตมันรวมเข้ากับพรหมมัน เช่นเดียวกับศาสนาคริสต์ที่บอกว่า พระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัวเราทุกคน the father, the son, holy spirit อยู่ในตัวเรา

เมื่อเราตายแล้ว วิญญาณของเราก็คือของพระเจ้า พระเจ้าก็อยู่ในตัวเรา เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คุณไปดูศาสนาไหนจะสอนเหมือนกันหมด ศาสนายิวในกาบาลาก็พูดอย่างเดียวกัน ในซูฟี รูมี ของศาสนาอิสลามก็พูดอย่างเดียวกัน เขาเรียกว่าอัลฮัก แต่ความจริงทั้งหมดคือเรื่องเดียวกัน ปลายทางของศาสนาคือการไปถึงจุดจุดหนึ่ง ซึ่งเมื่อเราไปถึงจุดที่สว่างไสวขึ้นแล้ว มันพ้นระดับขึ้นมา ผมไม่ได้บอกวาผมสำเร็จอะไรสักนิด เพียงแต่ว่าผมไปได้เท่าที่ปัญญาพาผมไป ผมไปด้วยปัญญา ผมมองเห็นทะลุอย่างนี้จนไม่มีอะไรเคลือบแคลงสงสัยเลยสักนิด สามารถตอบได้ทั้งหมดที่ผมเห็น เมื่อตอบได้ผมก็ไม่รู้ว่าจะต้องการไปทำไม

ผมรู้ว่าแม้ร่างกายผมตาย แต่จิตวิญญาณของผมไม่ตาย ไม่มีจิตวิญญาณของใครตาย เพราะมันไม่มีการเกิด ฟิสิกส์ก็บอกไว้ชัดเจน สสารไม่หายไปไหน มีแต่การเปลี่ยนแปลง เพราะในสสารทั้งหลายจะประกอบด้วย matter กับ antimatter โดยมีคุณสมบัติคือ เจอกันไม่ได้ ถ้าเจอกันจะทำลายกัน มีอิเล็กตรอนก็ต้องมีแอนติอิเล็กตรอน แอนติอิเล็กตรอนเรียกว่าโปรสิตรอน พอเจอหน้ากันมันชนเลย อันนี้ศาสนาพุทธก็พูดไว้ชัดเจนเลย มีการชนกัน การทำลายล้างกันเป็นล้านๆ ครั้งต่อวินาที ชนแต่ละครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิม จะมีการสร้างสิ่งใหม่ที่คงคุณสมบัติเดิมเกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา

 

คำว่าวิญญาณในความหมายของอาจารย์คืออะไรครับ

คำว่าวิญญาณ ผมหมายถึง consciousness หรือที่ผมเรียกว่าจิตวิญญาณ สิ่งนี้ไม่หายไปไหน consciousness คืออนุภาคที่เปลี่ยนแปลงสภาพได้ สิ่งที่สูงสุดของจิตวิญญาณก็คือนิพพาน แต่เมื่อขึ้นไปสู่จุดนั้น มันก็คือการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับทุกสิ่งทุกอย่าง

 

ดังนั้นความตายคือการแปรสภาพเท่านั้นใช่ไหม

คือการแปรสภาพเหมือนกับการเกิด การเกิดกับการตายเหมือนเหรียญอันเดียวกันแต่คนละหน้า อันนี้คว่ำก็เกิด อันนี้หงายก็ตาย อย่างที่บอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในวันวิสาขบูชา วันเพ็ญเดือนหก ในความเห็นของผม ผมไม่ได้คิดว่าวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน เป็นวันเดียวกันอย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน แต่หมายความว่าวันนั้นเองท่านเกิดใหม่จากการตรัสรู้ และตายจากการดับกิเลสทุกอย่าง ผมอธิบายให้ใครฟัง เขาก็นั่งอ้าปาก หมอมาจากไหนนี่ เพี้ยนอีกแล้ว

 

แล้วอย่างนี้ไอน์สไตน์มีสิทธิ์ตรัสรู้ไหม

มีสิทธิ์ตรัสรู้ได้ แต่ไอน์สไตน์จะเป็นแค่อรหันต์ ไอน์สไตน์ก็อาจจะเป็นพุทธเหมือนกัน ไอน์สไตน์นี่ก็เหลือเกิน ไม่ใช่คนธรรมดาจริงๆ ไอคิว 200 เต็มละมั้ง (หัวเราะ) ผมอยากจะบอกให้ว่า คนที่ได้รับรางวัลโนเบิลไพรซ์เป็นพุทธทั้งนั้น อย่างน้อยก็เป็นพุทธในความเชื่อ ในความศรัทธา ผมจะไล่มาเลยทั้ง มักซ์ พลังค์  ชเรอดิงเงอร์  เอ็ดริงตัน  ไฮน์เซนเบอร์ก  นิลส์ โบร์ พวกนี้เป็นพุทธ เป็นเซน ฟริตจ๊อฟเปลี่ยนมาเป็นมหายาน แต่ว่าศาสนาคริสต์เขาก็ไม่ทิ้ง ในบ้านเขามีทั้งพระพุทธเจ้าและพระเยซู

 

ถึงที่สุด ความจริงของพุทธกับทางฟิสิกส์ก็ล้วนเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่พูดกันคนละภาษา

ภาษามันมีขอบเขตจำกัดในการสื่อความหมาย เพราะฉะนั้นศาสนาต่างๆ ถึงทำให้เกิดการแบ่งแยกต่างๆ มีการแบ่งแยกสีผิว ทำให้คนทะเลาะกัน เกิดสงครามต่างๆ ถ้าหากเราเข้าใจลึกซึ้งแล้ว เราจะรู้ว่าไม่ควรแบ่งแยก

วัฒนธรรมมันคือตัวร้าย ถ้าไม่เข้าใจและไม่ระวัง เมื่อไหร่ที่คุณไปกอดวัฒนธรรม เมื่อนั้นคุณสร้างเผ่าพันธุ์ของคุณให้เป็นพิเศษขึ้นมา ก็หยิ่งผยองอยู่ตรงนั้น ก็เกิดความแปลกแยกกัน เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมก็ดี ชาติ เผ่าพันธุ์ก็ดี หรือสงครามที่มนุษย์ฆ่ากันอยู่นี่ เราจะไม่สามารถบรรลุความจริงได้เลยถ้าเราติดอยู่ตรงกรอบของมัน เราสร้างกรอบขึ้นมาเอง แล้วก็ติด

ไอน์สไตน์พูดไว้ชัดเจนเลยว่าสิ่งที่แย่ที่สุดสำหรับมนุษย์ก็คือ เราอยู่ในกรง เรายังไม่เจอกับความเป็นอิสระที่แท้จริง ผมอยากจะเห็น new reality อยากจะเห็น One religious, one nation, one world, one universe. ผมไม่ต้องการเห็นการทะเลาะกัน การเข่นฆ่ากัน ไม่อยากให้มีการแบ่งแยกกัน เป้าหมายของผมคือตรงนั้น ถ้าหากถามว่าผมทำเพื่ออะไร ผมต้องการอย่างเดียว ต้องการสันติภาพนิรันดร น่าเสียดายที่ธรรมชาติสร้างให้มนุษย์มีสิ่งเดียวที่โดดเด่น คือมีสติปัญญาที่เหลือล้น ใช้เวลาพัฒนามายาวนาน แต่พอถึงจุดหนึ่งมนุษย์กลับหยุดอยู่กับที่เลย ตอนนี้เราไม่พัฒนาสมอง

 

มนุษย์มีวิวัฒนาการมากขึ้น แต่ทำไมทุกวันนี้สมองส่วนที่แสดงความโหดร้ายของมนุษย์ยังแสดงบทบาทอยู่มาก

สมองส่วนที่แสดงความทารุณโหดร้ายบ้าเลือด เป็นสมองส่วนของสัตว์เลื้อยคลาน อยู่ในส่วนที่เป็นก้านสมองซึ่งอยู่ชั้นในสุดของสมอง มันเกิดมานานตั้งแต่ 400 ล้านกว่าปีแล้ว ในขณะที่สมองส่วนที่เป็นสติปัญญา เกิดมาแค่ไม่กี่แสนปี แต่ว่าสมองของสัตว์เลื้อยคลานที่มันอยู่ในตัวเรา มีมาสี่ร้อยล้านกว่าปีแล้ว และไม่ได้พัฒนาไปไหน มันอยู่กับที่ แต่ยังตกทอดมาอยู่ในสมองของเรา

หน้าที่ของสมองทำได้อย่างเดียวคือเก็บข้อมูล อะไรที่ส่งไปเก็บไว้ จะเก่าจะแก่แค่ไหนมันไม่ทิ้ง เก็บไว้อย่างนั้น แต่พอถึงจุดหนึ่ง อะไรก็ไม่รู้มันพลิกทำให้เกิดพฤติกรรมขึ้น เป็นต้นว่า เราหิวจัดๆ คนอื่นจะมาแย่งเรา เรายอมแบ่งให้ แต่พอถึงจุดหนึ่งเราอาจไม่แบ่ง เพระถ้าขืนแบ่ง กูก็ตาย แล้วก็ต้องสู้กัน หมายความว่ามันมีอะไรเข้าไปกระตุ้นสิ่งที่ฝังอยู่ในสมองส่วนที่ลึกที่สุดให้ออกมาเป็นพฤติกรรม ทั้งหมดนี่มันไม่สูญหายไปไหน

พฤติกรรมของมนุษย์กำหนดพฤติกรรมสังคม พฤติกรรมมนุษย์เกิดจากข้อมูลที่ฝังเอาไว้ในอดีต ข้อมูลที่ฝังอยู่ในอดีตเป็นข้อมูลที่อยู่ในตัวเราเอง พัฒนาในตัวเราเองตั้งแต่ 4,000 ล้านปีแล้ว อย่างที่ โรเจอร์ เพนโรส อธิบายว่า พลังงานหรือจิตส่วนหนึ่งม้วนเก็บอยู่ในพันธุกรรมมาตั้งแต่ตอนสร้างโลก ตอนสร้างโลกเห็นแบคทีเรีย เห็นภูเขาไฟระเบิด มันก็เก็บข้อมูลเอาไว้ ภูเขาไฟเป็นอย่างนี้ อากาศจะร้อนนะ เก็บไว้นะ มันก็จำ นั่นคือพันธุกรรม

 

ไม่เพียงแต่มนุษย์เท่านั้นที่มี แต่สัตว์อื่นๆ ก็มีด้วย

สัตว์ทุกชนิดมีเหมือนกัน มดก็มี แบคทีเรียก็มี ข้อมูลเดียวกันเลย ข้อมูลพื้นฐานซึ่งแต่ก่อนนี้ยังเก็บได้ไม่มาก สังเกตไหมว่าคนที่ไม่เคยเห็นน้ำทะเลมาก่อนเลย พอเห็นน้ำทะเลก็รู้สึกสดชื่น อยากไปอาบ อยากไปสัมผัส หรือคนที่ไม่เคยเห็นป่า เห็นป่าที่ไหนก็แล้วแต่ มีความสุข มีความอิ่มเอม ความรู้สึกเหล่านี้มาจากไหน มันมาจากความจำที่ฝังลึกในยีน ในพันธุกรรมของเราที่มันม้วนเก็บเอาไว้ ความจำเหล่านั้นมันม้วนเก็บมาตั้งแต่เรายังเป็นลิง ม้วนเก็บมาตั้งแต่เราเป็นไดโนเสาร์ ม้วนเก็บมาตั้งแต่เรายังเป็นสัตว์ที่อยู่ในป่าหรือเป็นสัตว์เซลล์เดียวอยู่ในถ้ำ

ข้อมูลต่างทั้งหลายมันอยู่ในนั้นหมด พฤติกรรมที่แสดงออกมาทั้งหมดจะต้องเป็นอย่างนั้น และมันก็ร้อยต่อเนื่องกันไปหมด เล็กไปอีกก็คืออิเล็กตรอน สิ่งเดียวกันเชื่อมโยงต่อเนื่องเป็นสายใยอย่างที่ผมยกตัวอย่างไหมพรมให้เห็น สมมติว่าไหมพรมรูปหนึ่งเป็นรูปดอกไม้ ต้นไม้ ก้อนเมฆต่างๆ สวยงามมาก แต่ใช้ด้ายของไหมพรมเส้นเดียวถักให้มันเป็นอย่างนั้น พอคุณต้องการจะรื้อ คุณกระตุกด้ายเส้นเดียว ฟ้า ต้นไม้ และเมฆก็หายหมด ด้ายเส้นเดียวมาพันกัน มันต่อเชื่อมโยงไปเป็นทุกสิ่งทุกอย่างได้ นั่นคือจักรวาล

 

เมื่อเรามีมุมมองใหม่ว่า ถึงที่สุดทุกสรรพสิ่งก็มีแต่ความว่างเปล่า แล้วเราสามารถนำมาใช้กับชีวิตจริงได้หรือไม่

วันหนึ่งลองหาที่เงียบๆ ใช้เวลาสักห้าถึงสิบนาที แล้วหลับตาสำรวจตนอยู่ในความมืดกับความเงียบ คุณจะได้เรียนรู้เยอะ เพราะเมื่อไรที่มันเงียบคุณจะได้ยินเสียงของตัวเอง จะเห็นตัวของคุณเอง แล้วคุณก็จะไปอีกชั้นหนึ่ง ทำให้เกิดวิวัฒนาการของจิต

คุณรู้ไหมว่าสมองของเรามีเซลล์มหาศาล แต่เราใช้แค่ 20 เปอร์เซ็นต์ อีก 80 เปอร์เซ็นต์เหลือทิ้งเอาไว้ เขาให้สมองมา 1,400 กรัม แต่เราใช้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์แล้วเราหยุดเลย เราไม่มีวิวัฒนาการอีก เพราะแต่ละวันเราตื่นขึ้นมา สมองไม่มีที่ว่างสำหรับจะใช้วิวัฒนาการ คิดแต่เรื่องหาเงิน หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

แต่หากเรานั่งสมาธิ ใช้ปัญญาอยู่ในความมืด 10 นาที ได้เรียนรู้มหาศาลเลย คนอื่นเป็นไงผมไม่รู้ ผมว่าผมได้ และผมไม่รู้ว่าจะขอบคุณใคร อาจขอบคุณสวรรค์ เพราะผมได้มาเจอสิ่งนี้แล้ว ผมรู้สึกว่าผมโล่ง หมายถึงผมไม่ติดกับอะไรแล้ว อย่างหนึ่งที่ผมได้คือผมไม่อยากรวย ไม่ใช่ว่าผมเกลียดความรวยนะ แต่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำไม ผมไม่อยากจะใหญ่ ไม่อยากจะโต ไม่อยากจะเล็ก ผมเป็นอนุภาคลำแสงที่เคลื่อนที่ มันไม่ตาย ร่างกายมันตายก็ตายไปสิ อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าคุณก็เป็นกระดูก

เพื่อนผมชวนไปสมัครผู้แทน บอกว่าเที่ยวนี้ต้องได้แน่ วางแผนไว้เสร็จแล้วล่วงหน้า ผมนึกในใจก็หัวเราะ สงสารเขานะ แต่ผมก็ไม่ได้ขัดข้อง ไม่ได้ขัดใจ แต่ถ้าเราเอาตัวของเราหลุดออกไปในจักรวาล แล้วมองกลับมา คุณจะรู้สึกสงสารอะไรหลายอย่าง เห็นคนทะเลาะกันแล้วมันขำ เพราะอีกไม่กี่วันก็ตาย บางคนพรุ่งนี้จะตายอยู่แล้วยังอยากจะขอเซ็นสัญญาหาเงินสัก 10-15 ล้าน สติปัญญาของมนุษย์ไปได้แค่นี้หรือ เถียงกันอยู่นั่น กูจะเป็นนายก ส.ป.ก. 4-01 อะไรกันก็ไม่รู้ แต่เราจะไปพูดอย่างนี้ไม่ได้ เดี๋ยวคนอื่นจะบอกว่า ไอ้นี่มันบ้าคนเดียวไม่พอ มันจะพาให้คนอื่นบ้าด้วย

มีบางคนโทรศัพท์มาที่บ้านผม ถามผมว่า ไม่กลัวใครจะว่าคุณหมอเพี้ยนหรือ ผมก็บอกว่าคงต้องเพี้ยนละ ถ้าไม่เพี้ยนก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เพราะทั้งหมดที่ผมกล่าวมา ส่วนหนึ่งเป็นความคิดที่พิสูจน์แล้วในทุกขั้นตอนของนักวิทยาศาสตร์ที่ผมสามารถอ้างอิงได้ อีกส่วนก็เป็นของศาสดา นักคิดในอดีต ผมเพียงเอามาโยงกัน และเมื่อเป็นเช่นนั้น ผมก็พอใจกับการที่คนจะคิดว่าผมเพี้ยน

 

จากสิ่งที่อาจารย์พบหรือว่าเข้าใจ ทำให้การปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันแตกต่างจากเมื่อก่อนหรือไม่

ธรรมดาผมเป็นคนสมถะอยู่แล้ว แต่ว่าเมื่อก่อนเป็นคนชอบดัง ชอบดังเกินไป ผมจบแพทย์แล้วไปเรียนต่อที่อเมริกา กลับมาก็สอนที่จุฬาฯ ตอนนั้นก็คิดว่าเราเก่ง อีโก้มันแรง เราอยู่เมืองนอกก็สอบชนะฝรั่ง ได้ท็อปมาตลอด มาเมืองไทยไม่ค่อยมีใครรู้เท่าเรา เราคิดว่าเราเก่งแล้ว มองโลกแบบกบอยู่ในกะลาแท้ๆ

เดี๋ยวนี้ถึงได้รู้ว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกมากมาย แล้วเดี๋ยวนี้ผมไม่มีอะไรยึดติด ไม่ได้มีความรักหรือผูกพันกับอะไรจนเกินไป ชนิดที่ว่าขาดไม่ได้ ไม่ได้มีความเกลียดจนกระทั่งทิ้งไม่ได้ แต่ไม่ใช่ปลง ถ้าปลงนี่คือพยายามข่ม พยายามมัด ผมไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าวันนี้อยากกินเหล้าผมก็กิน อยากสูบบุหรี่ผมก็สูบ แต่ผมตัดทุกสิ่งไม่ให้มันมาผูกกับผม

ผมได้ความเป็นอิสระและความเห็นแจ้ง ผมคงไม่สามารถตรัสรู้นะ แต่ผมเห็นแจ้ง ไม่อยากใหญ่ ไม่อยากดัง ไม่อยากรวย ตายก็ช่าง ผมยังไม่สามารถเข้าไปข้างใน แต่ผมแตะมันได้แล้ว แต่อย่างว่า เรามาเริ่มต้นเอาตอน 60 ผมก็อยู่ในสภาพของสังคมเหมือนที่พวกเราอยู่ สิ่งเหล่านั้นมันเป็นคราบที่เกาะอยู่กับตัวผม เหมือนผมนั่งอยู่ในห้องกระจก แต่ว่ากระจกนี่ถูกขี้โคลนบ้าง สีบ้าง เปรอะน้ำ แต่ละปีแต่ละวันจะมีขี้โคลนปะเข้ามาเรื่อย เป็นเวลาถึง 60 ปี

พอผมมาสนใจเรื่องเหล่านี้ ผมสามารถจะบรรลุได้ระดับหนึ่ง ทำให้มันใสขึ้นมาหน่อย แต่ใสอย่างไรมันก็ยังมีรอยขี้โคลนอีกหลายชั้นที่เอาไม่ออกอยู่ดี ถ้าหากสิ่งนี้เกิดกับผมเมื่อผมอายุสัก 20 ผมก็ต้องเป็นอีกแบบหนึ่ง ดีไม่ดีผมอาจจะถ่ายทอดให้คนอื่น เขียนตำราให้คนอื่นเข้าใจได้ว่า จะดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ได้นั้น มนุษย์จะต้องเคารพซึ่งกันและกันและเคารพธรรมชาติด้วย

 

เผ่าพันธุ์ของมนุษย์จะดำรงอยู่ได้หรือ เพราะธรรมชาติถูกทำลายมากขึ้นจนอีกไม่ถึงสิบปีข้างหน้าโลกเราจะเผชิญยุคน้ำแข็ง

ในแง่วิทยาศาสตร์เป็นไปได้ ถ้าหากว่าสภาพของโลกไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง คือ ถ้ามีคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลก 390-400 ส่วนในล้านส่วน (ppm.) ต่อเนื่องไปเกินระยะเวลาหนึ่ง หรืออุณหภูมิโลกสูงกว่า 1.5 ดีกรีเกิน 100 ปี ตัวเลขผมจำไม่ได้เหมือนกัน สองอย่างนี้รวมกันเมื่อไรภาวะน้ำแข็งเกิด โดยเริ่มจากการที่ภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกเริ่มละลาย ตอนนี้มันละลายแล้วนะ รู้แล้วใช่ไหม ที่ขั้วโลกใต้ก้อนน้ำแข็งขนาดยาวกว่า 70 กิโลเมตร กว้าง 35 กิโลเมตร หลุดมาแล้วก้อนหนึ่ง กำลังลอยเท้งเต้งอยู่ใกล้ๆ กับนิวซีแลนด์ และถ้าก้อนน้ำแข็งหลุด 20-30 ก้อนจะทำอย่างไร มันจะละลายใส่แม่น้ำ ระดับน้ำในแม่น้ำก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็เกิดน้ำท่วมโลก และสภาพของน้ำแข็งจะเกิดตามมาภายหลังจากน้ำท่วมโลก กระแสน้ำอุ่นที่อยู่ในทะเลแอตแลนติกและบริเวณแปซิฟิกใต้จะไหลขึ้นไปทางเหนือไม่ได้ พอน้ำท่วมแล้วก็ต้องเกิดยุคน้ำแข็งขึ้น ไม่ใช่ 10 ปี ผมให้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 เป็นต้นไป คนรุ่นนั้นจะลำบาก ลูกผมจึงยังไม่ยอมแต่งงาน ไม่ยอมมีลูก เพราะได้ฟังพ่อพูดบ่อยๆ เขาไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อนแทน ผมบอกว่าไปถึงกรรมของใครของมัน ยังไงก็ต้องเกิดวันยังค่ำ

 

ทุกวันนี้คู่บ่าวสาวที่ไม่อยากมีลูกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะรู้สึกว่าไม่อยากให้เด็กเกิดมาต้องทุกข์ทรมานกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ผมว่าปัญหาเรื่องที่ทำกินมันน่ากลัวมากกว่า อีกหน่อยจะเอาดินที่ไหนมาปลูกข้าว ปลูกอะไรให้กิน ตอนนี้ประชากร 5,600 ล้านใช่ไหม ใน 5,600 ล้านนี่เราสามารถผลิตข้าวสาลี ข้าวเจ้า ข้าวบาเลย์ รวมกันแล้วทั้งหมด 4,500 ล้านตันต่อปี ขณะนี้มีอยู่แค่นั้น แม้ว่าเราสามารถปรับปรุงทางด้านไบโอเทคโนโลยีหรือเทคโนโลยีทางการเกษตรได้ ไม่มีปัญหา เราผลิตได้ดีกว่านี้แน่ แต่ปัญหาใหญ่คือมันไม่มีดิน ไม่มีน้ำ นอกจากเราจะนำเทคโนโลยีสูบน้ำจากทะเลขึ้นมาผลิตเป็นน้ำจืด

แต่ผมเดาว่ายังทำไม่ทัน ผมเดาว่าทำ mass production แบบนั้นยังไม่ทัน และจะเอาดินที่ไหนมาปลูก หน้าดินถูกทำลายทุกปี หน้าดินขณะนี้จนถึงปี 2010 จะเหลือแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ หน้าดินถูกทำลายหรือไม่ก็เสื่อมสภาพ ฝนตกก็ชะหน้าดินออกไป เมืองก็ใหญ่ขึ้น คนไปปลูกตึกบนหน้าดินที่ดี ส่วนพวกที่ปลูกไว้แล้วดินก็เสื่อมสภาพหมด ไม่ต้องห่างไกล แค่รังสิตตอนนี้ปลูกไม่ได้แล้ว ใช้ปุ๋ยมาก โลกนี้มันขยายไม่ได้ คนเกิดเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา จะเอาที่ไหนมากินกัน

จำได้ไหมเมื่อปี 1990 โอ้โฮ ตอนนั้นโลกวุ่นวายมาก แต่เมืองไทยไม่รู้เรื่องเลย ตอนปี 1990 ถึง 1991 ในอเมริกาในอังกฤษมีนักวิทยาศาสตร์มาประชุมเพียบ ออกทีวีทุกเดือนเลย คนระดับรางวัลโนเบลไพรซ์มากันเลยนะ เพราะอากาศแห้งแล้ง มันร้อนจัดมาก เกษตรจะฉิบหาย คนจะต้องลำบาก พอเดือนมิถุนายน ปี 1991 ภูเขาไฟปินาตูโบที่ฟิลิปปินส์ระเบิด พอระเบิดปั๊บ ฝุ่นจำนวน 20 ล้านตันก็มาช่วยบดบังแสงอาทิตย์ ความร้อนที่ปกคลุมบรรยากาศโลกลดลงทันที จะว่าโชคดีก็ได้ แต่ผมบอกว่ามันจะเป็นโชคตลอดหรือไง มันมีอะไรกำหนด มันจะต้องมีนาฬิกาของจักรวาลสักอย่างหนึ่ง ที่จะบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเป็นอย่างนี้

 

หมายความว่าการระเบิดของภูเขาไฟไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นเสมือนสัญญาณจากอะไรบางอย่างเตือนภัยแก่โลกมนุษย์

คุณจำสะเก็ดดาวหางชูเมกเกอร์จำนวน 21 ลูกที่วิ่งชนดาวพฤหัสได้ไหม คุณลองนึกดูว่าจะบังเอิญขนาดไหน แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่ไม่มีนักดาราศาสตร์คนใดรู้มาก่อนเลย ในโลกนี้มีหอดูดาวชั้นหนึ่งเป็นร้อยๆ แห่ง แต่ทำไมมองไม่เห็นมาก่อน นักดาราศาสตร์พบดาวหางชูเมกเกอร์ 12 เดือนก่อนที่จะชน ก้อนไม่ใช่เล็กๆ นะ ทำไมมันหลุดหูหลุดตาหมด นักวิทยาศาสตร์ส่องกล้องโทรทรรศน์มองทุกคืนทำไมถึงไม่เห็นมัน มันชนดาวพฤหัสให้เราดูในขณะที่เรามีทีวี เหมือนกับกำลังให้เราเห็นถึงอานุภาพของความรุนแรงว่ามหาศาลเพียงใด เพราะพลังงานที่เกิดจากการชนทั้ง 21 ลูกนั้นมันเยอะถึง 100 ล้านเมกะตัน ซึ่งขนาดความรุนแรงเพียง 2 แสนเมกะตันก็สามารถก่อให้เกิดฝุ่นปกคลุมพื้นที่เท่ากับโลกแล้ว

ที่น่าแปลกคือ ทำไมมันต้องมาชนตอนที่เรามีทีวีถ่ายทอดสดให้ดูด้วย ทำไม่ไม่วิ่งชนสมัยที่เรายังประดิษฐ์ทีวีไม่ได้ คุณจะตอบว่ามันบังเอิญ บอกว่าอย่าไปคิดมากก็ได้ แต่ถ้าคุณเป็นนักวิทยาศาสตร์ คุณจะยอมรับสิ่งที่อธิบายไม่ได้จนหมดสิ้นได้อย่างไร ผมว่าไม่มีหรอกที่จุดหมายปลายทางของมนุษย์และจักรวาลจะเกิดขึ้นมาได้ด้วยความบังเอิญเท่านั้น หายนะที่เกิดจากดาวหางชูเมกเกอร์ชนดาวพฤหัสในระบบสุริยะที่เราและโลกของเราเป็นสมาชิกอยู่ จึงอาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่อาจเป็นอุทาหรณ์เตือนมนุษย์ให้หันมามองพฤติกรรมและแก้ไขตัวเองอย่างจริงจังก็ได้ ผมจึงเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู.

Author

vanchai tantivitayapitak

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ - สื่อมวลชนอิสระ อดีตรองผู้อำนวยการด้านข่าวและรายการ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ผู้สนใจประเด็นด้านการเมืองภาคประชาชน สิ่งแวดล้อม ชุมชน และการพัฒนา