มายาคติของประชานิยมในไทย: บทเรียนจากลาตินอเมริกา

‘ประชานิยม’ (populism) เป็นเหมือนคำต้องห้ามในสังคมไทย เพราะคนแทบทุกคนรวมถึงนักวิชาการส่วนใหญ่ในไทยมักมองว่าประชานิยมเป็นสิ่งที่เลวร้ายด้วยมายาคติบางอย่าง ในบทความนี้ ผมจึงชวนมาสำรวจมายาคติที่ว่านั้น โดยถอดบทเรียนจากลาตินอเมริกา

ในสังคมไทย ประชานิยมที่เรารับรู้กันมากที่สุดคือประชานิยมทางเศรษฐกิจ แต่อันที่จริง ประชานิยมยังมีอีกหลายมิติ เช่น ประชานิยมทางการเมือง และประชานิยมทางวัฒนธรรม

สำหรับประเทศไทยนั้น ประชานิยมทางเศรษฐกิจที่เรารับรู้มักคือการที่ผู้นำสัญญาว่าจะมีนโยบายในการเพิ่มการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการกระจายรายได้ โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัดทางด้านการคลังหรือเงินเฟ้อที่อาจจะเกิดขึ้น ตรงกับคำอธิบายในภาษาอังกฤษที่ว่า

An approach to economics that emphasizes growth and income redistribution and deemphasizes the risks of inflation and deficit finance, external constraints, and the reaction of economic agents to aggressive nonmarket policies.[1]

ประชานิยมเศรษฐกิจลักษณะนี้เป็นนโยบายที่ออกมาเพื่อเอาใจประชาชนคนรากหญ้า และขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องเน้นการใช้จ่ายภาครัฐ อย่างในประเทศไทยที่มีการทำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค, จำนำข้าว หรือดิจิทัลวอลเล็ตแจกเงิน 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม ในการออกนโยบายเช่นนี้ รัฐมักไม่คำนึงถึงข้อจำกัดทางการคลัง ไม่เน้นหารายได้เพิ่ม ไม่พยายามหาทางเพิ่มมาตรการเพื่อเก็บภาษีเพิ่มเติม ไม่มีนโยบายเร่งหาเม็ดเงินนำเข้าจากการค้าขายระหว่างประเทศ เพื่อนำมาชดเชยรายได้ที่เสียไปจากการทำนโยบาย

นี่คือนิยามของประชานิยมที่มักเป็นที่รับรู้กันในสังคมไทย ซึ่งเป็นนิยามที่มีความหมายเชิงลบอยู่มาก โดยหลายคนมักบอกว่าในที่สุดนโยบายประชานิยมทำให้เราเสียวินัยการคลังในระยะยาว ทำให้รัฐบาลถังแตก และมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยว่านโยบายลักษณะนี้ไม่สามารถต่อสายป่านทางการคลังได้ยาวนาน

หากถามว่าเราจะออกจากประชานิยมทางเศรษฐกิจอย่างนั้น เราต้องเปลี่ยนไปสู่การเป็น ‘รัฐสวัสดิการ’ (Welfare State) ซึ่งต้องเข้าใจว่าความหมายของรัฐสวัสดิการนั้นไม่เหมือนกับประชานิยมทางเศรษฐกิจ ขณะที่ประชานิยมทางเศรษฐกิจไม่เน้นหารายได้เท่าการใช้จ่าย รัฐสวัสดิการนั้นเน้นหารายได้ไปพร้อมกันเพื่อให้สมดุลกับการใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม คำว่าประชานิยมนั้นยังไม่อาจสรุปหาความหมายได้ชัดเจน แม้จะมีการประชุมเพื่อหาความหมายของคำนี้ร่วมกันในปี 1969 ก็ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ผมจึงพยายามสรุปความหมายของคำนี้ด้วยตัวเอง โดยก่อนหน้านี้ ผมได้พูดถึงประชานิยมทางเศรษฐกิจไปแล้ว ถัดจากนี้ผมจึงพยายามสรุปความหมายของประชานิยมอีกมิติหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือประชานิยมทางการเมือง

จากข้อสรุปของผม ประชานิยมทางการเมืองคือยุทธวิธีทางการเมือง ในการใช้ผู้นำที่มีลักษณะโดดเด่นหรือมีเสน่ห์เฉพาะตัว (charisma) รวมถึงมีการใช้วิธีการใดก็แล้วแต่ในการดึงดูดประชาชนให้หันมานิยมชมชอบหรือลงคะแนนเลือกผู้นำคนนั้น โดยอาจมีนโยบายประชานิยมทางเศรษฐกิจเข้ามาใช้หรือไม่มีก็ได้

ในลาตินอเมริกามีตัวอย่างของผู้นำที่ใช้ประชานิยมทางการเมือง เช่น อัลเบอร์โต ฟูจิโมริ (Alberto Fujimori) อดีตประธานาธิบดีเปรู ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบจากการที่เขาสามารถกำจัดขบวนการกบฏฝ่ายซ้ายในประเทศได้อย่างราบคาบ แต่ในด้านเศรษฐกิจ เขาใช้นโยบายเสรีนิยมเต็มที่ ไม่ได้ใช้ประชานิยมทางเศรษฐกิจเลย นอกจากนี้ยังมีอดีตประธานาธิบดีโคลอมเบีย อัลเบอร์โต อูริเบ (Alberto Uribe) ที่ได้รับความนิยมจากความสามารถในการยุติปัญหาสงครามกลางเมือง สร้างความสงบสุขให้สังคมได้ และเขาก็ไม่เคยใช้นโยบายประชานิยมทางเศรษฐกิจเลยเช่นกัน แต่ใช้นโยบายแบบเสรีนิยมหรือทุนนิยมแบบปกติ

ขณะเดียวกัน ลาตินอเมริกาก็มีผู้นำที่เป็นประชานิยมทางการเมือง และใช้นโยบายประชานิยมเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือไปด้วย เช่น ประธานาธิบดีอูโก ซาเวซ (Hugo Chavez) ของเวเนซุเอลา และประธานาธิบดีเอโว โมราเลส (Evo Morales) ของโบลิเวีย

คำว่าประชานิยมนั้นมีหลายวิธีการที่เราสามารถเข้าไปศึกษา อย่างในแง่ประชานิยมทางการเมืองก็มีการศึกษาจากทางด้านวาทกรรม (discourse) โดยศึกษาจากคำพูดของนักการเมืองต่างๆ ว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นไปในทางประชานิยมขนาดไหน เช่น งานศึกษาของ Kirk Hawkins และ Joel Selway ในปี 2017 ซึ่งศึกษาวาทกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ในวาระสองสมัยของเขา ได้แก่ สมัยแรกในปี 2001-2005 และสมัยที่สองในปี 2005-2006 โดยมีคะแนนชี้วัดความเป็นประชานิยมที่ 2 คะแนนเต็ม หากคะแนนเข้าใกล้ 2 แปลว่ามีแนวโน้มเป็นประชานิยมมากที่สุด

ผลการศึกษาพบว่ารัฐบาลทักษิณสมัยแรกได้คะแนนอยู่ที่ 0.1 เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับประธานาธิบดีบราซิล ลูลา ดาซิลวา (Lula Da Silva) ซึ่งได้คะแนนที่ 0.3 และประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดีเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ในช่วงปี 2004-2008 ซึ่งได้คะแนน 0.4

อย่างไรก็ตามในสมัยที่สองของทักษิณ พบว่ามีการใช้วาทกรรมแบบประชานิยมเพิ่มขึ้นจาก 0.1 เป็น 0.8 ซึ่งมีการเปรียบเทียบว่าใกล้เคียงกับประธานาธิบดีของตุรกี คือ เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน (Recep Tayyip Erdoğan) เพราะในสมัยแรกของเขาก็ได้คะแนนเพียง 0.1 เท่าทักษิณ แต่ในสมัยที่สองก็มีคะแนนเพิ่มขึ้นไปเป็น 0.9

หากมาดูที่ผู้นำประชานิยมสุดขั้วในฝั่งลาตินอเมริกา เช่น อูโก้ ชาเวซ และเอโว โมราเลส (Evo Moralez) อดีตประธานาธิบดีโบลิเวีย พบว่าวาทกรรมมีความเป็นประชานิยมสูงถึง 1.6 และ 1.9 ตามลำดับ จึงเห็นได้ว่าสูงกว่าของทักษิณมาก ทำให้งานศึกษาชิ้นนี้สรุปว่าทักษิณไม่ได้เป็นประชานิยมทางด้านการเมือง

References
1 Rudiger Dornbusch and Sebastian Edwards. (1992). “The Macroeconomics of Populism” in The Macroeconomics of Populism in Latin America. Chicago, IL: University of Chicago Press, p.9.

MOST READ

World

1 Oct 2018

แหวกม่านวัฒนธรรม ส่องสถานภาพสตรีในสังคมอินเดีย

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก สำรวจที่มาที่ไปของ ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ในอินเดีย ที่ได้รับอิทธิพลสำคัญมาจากมหากาพย์อันเลื่องชื่อ พร้อมฉายภาพปัจจุบันที่ภาวะดังกล่าวเริ่มสั่นคลอน โดยมีหมุดหมายสำคัญจากการที่ อินทิรา คานธี ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์

ศุภวิชญ์ แก้วคูนอก

1 Oct 2018

World

16 Oct 2023

ฉากทัศน์ต่อไปของอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ความขัดแย้งที่สั่นสะเทือนระเบียบโลกใหม่: ศราวุฒิ อารีย์

7 ตุลาคม กลุ่มฮามาสเปิดฉากขีปนาวุธกว่า 5,000 ลูกใส่อิสราเอล จุดชนวนความขัดแย้งซึ่งเดิมทีก็ไม่เคยดับหายไปอยู่แล้วให้ปะทุกว่าที่เคย จนอาจนับได้ว่านี่เป็นการต่อสู้ระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่รุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ

จนถึงนาทีนี้ การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ยังดำเนินต่อไปโดยปราศจากทีท่าของความสงบหรือยุติลง 101 สนทนากับ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงเงื่อนไขและตัวแปรของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น, ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและรัฐอาหรับ, อนาคตของปาเลสไตน์ ตลอดจนระเบียบโลกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นมาหลังยุคสงครามเย็น

พิมพ์ชนก พุกสุข

16 Oct 2023

World

9 Sep 2022

46 ปีแห่งการจากไปของเหมาเจ๋อตง: ทำไมเหมาเจ๋อตง(โหด)ร้ายแค่ไหน คนจีนก็ยังรัก

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์ เขียนถึงการสร้าง ‘เหมาเจ๋อตง’ ให้เป็นวีรบุรุษของจีนมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าเขาจะอยู่เบื้องหลังการทำร้ายผู้คนจำนวนมหาศาลในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

9 Sep 2022

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save