fbpx
ให้ตำรวจ 'ติดกล้อง' ดีไหม?

ให้ตำรวจ ‘ติดกล้อง’ ดีไหม?

     ปกป้อง ศรีสนิท เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

“คอร์รัปชันหรือการกระทำที่มิชอบเกิดในที่มืด

การบันทึกภาพและเสียงเปรียบเสมือนการเปิดแสงสว่างไปยังการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่”

กล้องติดตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ (police body-worn camera หรือ BWC) คือ อุปกรณ์ติดตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อบันทึกภาพและเสียงขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังปฏิบัติหน้าที่ ในปี ค.ศ. 2016 มีการศึกษาวิจัย เรื่อง “Contagious Accountability”: A Global Multisite Randomized Controlled Trial on the Effect of Police Body-Worn Cameras on Citizens’ Complaints Against the Police โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

งานวิจัยดังกล่าวศึกษาจำนวนเรื่องร้องเรียนของประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่เหมาะสมของตำรวจอังกฤษและสหรัฐอเมริกาภายในระยะเวลา 12 เดือน ก่อนติดกล้อง เปรียบเทียบกับ ภายใน 12 เดือน หลังติดกล้อง โดยศึกษาจากตำรวจเกือบ 2,000 คน จาก 4 แห่งในอังกฤษ และ 2 แห่งในสหรัฐอเมริกา ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ก่อนที่ตำรวจจะติดกล้องมีการร้องเรียนว่าตำรวจกระทำโดยมิชอบ 1,539 เรื่อง ภายในระยะเวลา 12 เดือน แต่เมื่อมีการติดกล้องให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเวลาปฏิบัติหน้าที่ ภายในระยะเวลา 12 เดือนเช่นเดียวกัน การร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยไม่ชอบลดลงเหลือเพียง 113 เรื่อง เท่ากับว่าการติดกล้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้การร้องเรียนลดลงถึง 93 %[1]

หัวหน้าทีมผู้วิจัย คือ Barak Ariel กล่าวว่า “ในประวัติศาสตร์ของกิจการตำรวจ ไม่มีมาตรการใดที่มีประสิทธิผลเท่ากับเรื่องนี้”[2]

การติดกล้องขณะปฏิบัติหน้าที่ ในมุมหนึ่งช่วยลดโอกาสในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นผลดีกับประชาชน ในอีกมุมหนึ่ง การติดกล้องยังคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่สุจริตอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถูกร้องเรียนเท็จจากประชาชน ทั้งๆ ที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง

เมื่อพิจารณาการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย การติดกล้องขณะปฏิบัติหน้าที่มีประเด็นทางกฎหมายให้พิจารณา 3 เรื่อง ดังนี้

 

1

ตำรวจติดกล้องในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย

 

หน้าที่ประการหนึ่งของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ คือ การรักษาความสงบเรียบร้อย[3] การออกกฎเกณฑ์ให้ตำรวจทุกคนติดกล้องขณะปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในที่สาธารณะและกำหนดให้นำภาพและเสียงอัพโหลดไว้ในอุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่สามารถนำมาเปิดดูและตรวจสอบได้ในภายหลัง น่าจะเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับสังคมได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบันสถานที่สาธารณะในเมืองต่างๆ มีกล้องวงจรปิดติดตั้งอยู่แล้ว การให้ตำรวจติดกล้องขณะปฏิบัติหน้าที่เปรียบเสมือนมีกล้องวงจรปิดเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นอีกหลายเครื่องตามจำนวนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ การดำเนินการดังกล่าวสามารถทำได้โดยนโยบายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไม่ต้องออกหรือแก้ไขกฎหมาย แต่เรื่องดังกล่าวควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการลงทุนซื้อกล้องและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการจัดเก็บข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นภาระตำรวจผู้ปฏิบัติงานซื้อกล้องมาติดไว้ที่หมวกกันน็อคของตัวเอง

 

2

ตำรวจติดกล้องในการจับกุมหรือการค้นตามกฎหมาย

 

ประชาชนผู้บริสุทธิ์ส่วนหนึ่งคงรู้สึกกังวลเวลาเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจว่าอาจจะมีการยัดของผิดกฎหมาย ยัดข้อหา หรือกระทำมิชอบรูปแบบอื่นๆ กับประชาชน ประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่ทำผิดกฎหมายก็อยากจะติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อแลกความสะดวกสบาย ฝ่ายเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบก็กังวลว่าอาจจะมีประชาชนบางคนไปร้องเรียนเท็จ ทำให้ต้องถูกดำเนินคดีวินัยหรืออาญา การติดกล้องให้กับตำรวจที่ทำการจับกุมและค้นตัวบุคคลหรือค้นสถานที่น่าจะช่วยคลายกังวลกับเหตุการณ์ทั้งสามได้ ภาพและเสียงที่ถูกบันทึกไว้โดยไม่มีการแก้ไขดัดแปลงจะเป็นหลักฐานที่เป็นกลางที่น่าเชื่อถือในการพิสูจน์การกระทำของทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่และฝ่ายประชาชน

การจับและการค้นในปัจจุบันดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเริ่มบังคับใช้เมื่อ พ.ศ. 2477 โดยมาตราที่เกี่ยวข้องกับวิธีการจับและการค้นในหลายมาตราไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่เริ่มใช้ประมวล

ในมาตรา 93[4] เมื่อมีเหตุสงสัยว่ามีสิ่งของผิดกฎหมาย ตำรวจสามารถขอค้นตัวบุคคลในที่สาธารณะได้ (เราตีความขยายมาตรานี้ไปถึงการค้นรถยนต์ในที่สาธารณะด้วย) โดยการตั้งด่านหรือการตรวจค้นในกฎหมายปัจจุบันไม่มีการกำหนดให้มีการบันทึกภาพและเสียงการค้นไว้  เป็นที่เข้าใจได้ว่าในปี พ.ศ. 2477 ทั้งประเทศคงมีกล้องแบบนับชิ้นได้ แต่ในปี พ.ศ. 2563 แทบทุกคนมีกล้องติดมือถือ ถึงเวลาที่ควรจะแก้ไขมาตรานี้ให้มีการบันทึกภาพและเสียงขณะทำการค้นได้แล้ว

ในมาตรา 85[5]  เมื่อตำรวจจับผู้ต้องหาได้แล้ว  ตำรวจมีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหาเพื่อหาพยานหลักฐาน กฎหมายปี พ.ศ. 2477 บอกขั้นตอนเพียงว่าให้ทำโดยสุภาพ และให้ผู้หญิงค้นผู้หญิงเท่านั้น เช่นเดียวกัน ปี พ.ศ. 2563 เราคงอยากเห็นการแก้ไขกฎหมายให้การค้นตัวผู้ถูกจับต้องมีการบันทึกภาพและเสียงเพื่อความโปร่งใส

ในมาตรา 102[6] การค้นบ้าน กฎหมายปี พ.ศ. 2477 แค่บอกว่าให้ตำรวจแสดงความบริสุทธิ์ก่อนค้น และค้นต่อหน้าเจ้าของบ้านหรือผู้ครอบครองบ้าน หรือค้นต่อหน้าพยานสองคน และสิ่งของที่ยึดได้ให้แสดงกับเจ้าของบ้านหรือพยานเพื่อให้รับรอง ซึ่งจะรับรองหรือไม่ก็ได้ หากมีการบันทึกภาพและเสียงขณะทำการค้นที่แสดงความบริสุทธิ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและแสดงภาพสิ่งของที่ยึดได้จากการค้น คงมีน้ำหนักน่ารับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีมากขึ้นกว่าตัวอักษรในกระดาษลอยๆ ที่ใครอาจเขียนขึ้นมาอย่างไรก็ได้

ในปี พ.ศ. 2547 มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 84 วรรคท้าย[7] ด้วยความไม่ไว้ใจตำรวจผู้จับกุม โดยกำหนดให้คำรับสารภาพของผู้ถูกจับกุมที่พูดกับตำรวจที่จับกุมไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้เลย แม้ว่าตำรวจที่จับกุมจะสุภาพอ่อนโยนขนาดไหน ได้แจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบตามกฎหมายครบถ้วน และผู้ถูกจับได้สารภาพโดยสมัครใจก็ตาม ดูเหมือนการแก้ไขกฎหมายในครั้งนั้นทำให้เกิดผลแปลกประหลาดไปอีกทางหนึ่ง คือ ศาลไม่สามารถรับฟังคำรับสารภาพของผู้ถูกจับที่พูดไว้กับตำรวจผู้จับกุมได้เลย ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายว่าคำรับสารภาพโดยสมัครใจที่ไม่มีใครบังคับและผ่านการรับรู้ถึงสิทธิที่จะไม่พูดและสิทธิต่างๆ แล้ว น่าจะมีคุณค่าในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ เพราะเป็นคำรับสารภาพที่ใกล้ชิดเวลาเกิดเหตุและไม่ได้มีเวลานึกคิดปรุงแต่ง หากมีการแก้ไขมาตรา 84 วรรคท้ายใหม่ ด้วยการคำนึงถึงเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยกำหนดให้คำรับสารภาพโดยสมัครใจของผู้ถูกจับที่ตำรวจบันทึกภาพและเสียงไว้โดยไม่มีการตัดต่อให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้[8] น่าจะเป็นทางออกที่เหมาะสมกว่า

นอกจากการทำหน้าที่ของตำรวจแล้ว ประเทศไทยยังมีเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (law enforcement officer) ที่มีอำนาจจับกุม ตรวจค้น ตามกฎหมายเฉพาะอีกหลายตำแหน่ง ที่กฎหมายเรียกรวมว่า ‘พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ’[9] เช่น เจ้าพนักงานศุลกากร เจ้าพนักงานป่าไม้ เจ้าพนักงานสรรพสามิต เจ้าพนักงานขนส่ง หากมีการติดกล้องให้กับเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเหล่านี้ขณะปฏิบัติหน้าที่น่าจะเป็นการสร้างความโปร่งใสในการบังคับใช้กฎหมายอย่างครบถ้วนทั้งระบบ และช่วยแก้ไขสถานการณ์ที่ชอบพูดกันว่า “ประเทศไทยมีกฎหมายที่ดี  แต่การบังคับใช้กฎหมายแย่” ได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

 

3

ตำรวจติดกล้องในการสอบสวนคดีอาญา

 

ในปัจจุบันพนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน สอบปากคำผู้ต้องหาหรือพยาน โดยคำพูดของผู้ต้องหาหรือพยานจะถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ในสำนวนสอบสวน โดยไม่มีการบันทึกภาพและเสียงไว้ ยกเว้นในกรณีเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี พนักงานสอบสวนต้องบันทึกภาพและเสียงของเด็กไว้ขณะสอบปากคำ[10]

ในกรณีที่ผู้ต้องหาหรือพยานพูดกับตำรวจอย่างหนึ่งในชั้นสอบสวน  แต่ต่อมาในชั้นศาลกลับไม่ยอมมาพูด หรือมาพูดอีกอย่างหนึ่งที่ตรงข้ามกัน ศาลจะเชื่อถ้อยคำใด เรื่องดังกล่าวเป็นดุลพินิจของศาลโดยแท้ หากศาลไม่เชื่อถ้อยคำที่บันทึกไว้ในสำนวนสอบสวนของตำรวจ ศาลจะให้เหตุผลว่าถ้อยคำในสำนวนสอบสวนดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า ไม่มีเหตุจำเป็น จึงรับฟังไม่ได้ [11] หรือรับฟังได้ แต่น้ำหนักน้อย ไม่น่าเชื่อถือ[12] แต่หากศาลเชื่อถ้อยคำที่บันทึกไว้ในสำนวนสอบสวน ศาลจะให้เหตุผลอีกอย่างหนึ่ง เช่น แม้บันทึกคำให้การชั้นสอบสวนเป็นพยานบอกเล่า แต่ก็น่าเชื่อพิสูจน์ความจริงได้ ถือว่ามีพฤติการณ์พิเศษรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายประกอบพยานอื่นได้[13]

การแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยการให้พนักงานสอบสวนบันทึกภาพและเสียงในการสอบสวนผู้ต้องหาหรือพยานทุกปากและรวมไว้ในสำนวนให้ศาลเปิดดูได้ ศาลที่เปิดดูจะเห็นภาพ เสียงกริยาอาการ รวมทั้งพิรุธของผู้ต้องหาหรือพยานทั้งหมด ซึ่งน่าจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ศาลในการใช้ดุลพินิจค้นหาความจริงได้อย่างชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อศาลต้องชั่งน้ำหนักคำพูดของพยานคนเดียวกันที่พูดแต่ละครั้งไม่ตรงกัน

ตำรวจติดกล้อง แม้จะมีต้นทุนด้านงบประมาณที่รัฐต้องดำเนินการและต้นทุนของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้านความสะดวกสบายที่อาจลดลงไปบ้างที่ต้องปรับตัวในระยะแรก แต่เมื่อแลกกับประโยชน์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนทั้งประเทศจะได้รับ ทั้งในเรื่องการเพิ่มความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ การป้องกันคอร์รัปชันหรือการกระทำที่มิชอบอื่นๆ การบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล การคุ้มครองเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และที่สำคัญที่สุด คือ การเพิ่มความน่าเชื่อถือ (trust) ของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ผมว่า ‘คุ้มค่ายิ่ง’

 


[1] Criminal justice behavior, https://journals.sagepub.com/doi/full/10.1177/0093854816668218 ; see also https://www.independent.co.uk/news/uk/home-news/police-body-cameras-complaints-93-per-cent-dr-barak-ariel-cambridge-a7338851.html, retrieved 18 January 2020.

[2] “No other intervention ‘in the history of policing’ has had such a profound effect”, in https://www.independent.co.uk/news/uk/home-news/police-body-cameras-complaints-93-per-cent-dr-barak-ariel-cambridge-a7338851.html, retrieved 18 January 2020.

[3] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(16) ““พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ” หมายความถึงเจ้าพนักงานซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ให้รวมทั้งพัศดี เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า พนักงานตรวจคนเข้าเมือง และเจ้าพนักงานอื่นๆ ในเมื่อทำการอันเกี่ยวกับการจับกุมปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งตนมีหน้าที่ต้องจับกุมหรือปราบปราม”

[4] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 93  “ห้ามมิให้ทำการค้นบุคคลใดในที่สาธารณสถาน เว้นแต่พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจเป็นผู้ค้นในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าบุคคลนั้นมีสิ่งของในความครอบครองเพื่อจะใช้ในการกระทำความผิด หรือซึ่งได้มาโดยการกระทำความผิดหรือซึ่งมีไว้เป็นความผิด”

[5] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85  “เจ้าพนักงานผู้จับหรือรับตัวผู้ถูกจับไว้ มีอำนาจค้นตัวผู้ต้องหา และยึดสิ่งของต่างๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้

การค้นนั้นจักต้องทำโดยสุภาพ ถ้าค้นผู้หญิงต้องให้หญิงอื่นเป็นผู้ค้น

สิ่งของใดที่ยึดไว้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือแก่ผู้อื่น ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น”

[6] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 102  “การค้นในที่รโหฐานนั้น ก่อนลงมือค้นให้เจ้าพนักงานผู้ค้นแสดงความบริสุทธิ์เสียก่อน และเท่าที่สามารถจะทำได้ให้ค้นต่อหน้าผู้ครอบครองสถานที่หรือบุคคลในครอบครัวของผู้นั้น หรือถ้าหาบุคคลเช่นกล่าวนั้นไม่ได้ ก็ให้ค้นต่อหน้าบุคคลอื่นอย่างน้อยสองคนซึ่งเจ้าพนักงานได้ขอร้องมาเป็นพยาน

การค้นที่อยู่หรือสำนักงานของผู้ต้องหาหรือจำเลยซึ่งถูกควบคุมหรือขังอยู่ให้ทำต่อหน้าผู้นั้น ถ้าผู้นั้นไม่สามารถหรือไม่ติดใจมากำกับจะตั้งผู้แทน หรือให้พยานมากำกับก็ได้ ถ้าผู้แทนหรือพยานไม่มี ให้ค้นต่อหน้าบุคคลในครอบครัวหรือต่อหน้าพยานดังกล่าวในวรรคก่อน

สิ่งของใดที่ยึดได้ต้องให้ผู้ครอบครองสถานที่ บุคคลในครอบครัว ผู้ต้องหา จำเลยผู้แทนหรือพยานดูเพื่อให้รับรองว่าถูกต้อง ถ้าบุคคลเช่นกล่าวนั้นรับรองหรือไม่ยอมรับรองก็ให้บันทึกไว้”

[7] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตร 84 วรรคท้าย “ถ้อยคำใดๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับแล้วแต่กรณี”

[8] ดู สุภิดา ดวงไสว, ปัญหาการรับฟังถ้อยคำรับสารภาพในชั้นจับกุมอันเกิดจากการบันทึกเสียงและภาพด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์, วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, พ.ศ. 2562.

[9] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(16), อ้างแล้ว เชิงอรรถ 3

[10] ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 133 ทวิ วรรค 4 “ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 139 การถามปากคำเด็กตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงการถามปากคำดังกล่าวซึ่งสามารถนำออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้เป็นพยาน”

[11] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7013/2556 “ผู้เสียหายยังมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง และอยู่ในวิสัยที่โจทก์จะสามารถติดตามตัวผู้เสียหายมาเบิกความเป็นพยานได้ แต่หาได้ดำเนินการไม่ จึงมิใช่กรณีที่มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานได้ และมีเหตุผลสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) แม้โจทก์จะมี จ. ที่ทราบเหตุการณ์จากผู้เสียหาย และพันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวนที่เบิกความยืนยันตามเหตุการณ์ที่ได้ทราบจากผู้เสียหายประกอบคำให้การของผู้เสียหายล้วนแต่เป็นเพียงพยานบอกเล่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ พยานหลักฐานของโจทก์ย่อมไม่พอให้รับฟังลงโทษจำเลยทั้งสามได้”, deka.supremecourt.or.th

[12] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3225/2557 “แม้ผู้เสียหายและ อ. ซึ่งเป็นประจักษ์พยานไม่ได้มาเบิกความ อันเป็นเหตุจำเป็นให้ศาลรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายและ อ. ซึ่งเป็นพยานบอกเล่าได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (2) ก็ตาม แต่การที่ศาลจะวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานดังกล่าว ป.วิ.อ. มาตรา 227/1 บัญญัติให้ศาลต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรเชื่อพยานหลักฐานนั้นโดยลำพัง เว้นแต่จะมีเหตุผลอันหนักแน่นดังนี้ เมื่อคำให้การของผู้เสียหายและ อ. ที่ว่าจำเลยใช้ขวดเบียร์ตีศีรษะผู้เสียหาย แต่ตามใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร ไม่ปรากฏบาดแผลที่ศีรษะของผู้เสียหายระบุไว้ และบันทึกคำให้การของ อ. ก็ปรากฏข้อเท็จจริงว่า อ. เองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์โดยตลอดเพราะหลังจาก อ. เข้าไปห้ามระงับเหตุและถูกถีบออกมาแล้ว อ. ก็วิ่งหนีไปบ้านญาติ ประกอบกับได้ความจากพยานโจทก์ปาก อ. ภริยาของผู้เสียหายว่า คืนเกิดเหตุผู้เสียหายดื่มสุราในงานศพจนมีอาการมึนเมา และสภาพภายในร้านคาราโอเกะที่เกิดเหตุที่พยานเคยไปเที่ยวนั้นจะเปิดไฟสลัวแสงสว่างไม่ชัดเจนซึ่งก็ขัดกับคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย จึงเป็นพยานบอกเล่าที่ไม่มีน้ำหนักหนักแน่นเพียงพอที่จะใช้รับฟังลงโทษจำเลย”, deka.supremecourt.or.th

[13] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1952/2561 “แม้ในชั้นพิจารณาผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. เบิกความว่าจำหน้าคนร้ายไม่ได้เพราะเกิดเหตุมานานสิบกว่าปีแล้วก็ตาม แต่โจทก์ก็มีคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ส. ร. และ พ. ซึ่งคำให้การดังกล่าวระบุรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องต้องกัน โดยเฉพาะผู้เสียหายไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนแต่ก็ให้การถึงรูปพรรณสัณฐานของจำเลยไว้โดยละเอียด อีกทั้งคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหาย ร. และ พ. พนักงานสอบสวนได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 133 ทวิ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งขึ้นเอง แม้บันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนดังกล่าวจะเป็นพยานบอกเล่า แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ จึงรับฟังคำให้การชั้นสอบสวนดังกล่าวประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226/3 วรรคสอง (1) …” , deka.supremecourt.or.th

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

Politics

31 Jul 2018

30 ปี การสิ้นสุดของระบอบเปรมาธิปไตย (1) : ความเป็นมา อภิมหาเรื่องเล่า และนักการเมืองชื่อเปรม

ธนาพล อิ๋วสกุล ย้อนสำรวจระบอบเปรมาธิปไตยและปัจจัยสำคัญเบื้องหลัง รวมทั้งถอดรื้ออภิมหาเรื่องเล่าของนายกฯ เปรม เพื่อรู้จัก “นักการเมืองชื่อเปรม” ให้มากขึ้น

ธนาพล อิ๋วสกุล

31 Jul 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save