พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล เรื่องและภาพ

 

ศาสตร์แห่งการทำนายทายทัก นับเป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยและสังคมไทยมาช้านาน ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่ฐานะยากดีมีจน เรียนสูงจบปริญญามา 5 ใบ หรือเป็นคนรากหญ้าที่หาเช้ากินค่ำ ชีวิตของคุณย่อมสัมพันธ์กับความเชื่อเรื่องดวงชะตาและการพยากรณ์ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ไล่ตั้งแต่การดูดวงชะตาราศีแบบทั่วไป การขึ้นบ้านใหม่ การหาฤกษ์แต่งงาน การบนบาลศาลกล่าว การดูฮวงจุ้ย การทำบุญแก้เคล็ด แก้ปีชง ไปจนถึงการทำนายเนื้อคู่

“ประเทศไทยมีความเชื่อในศาสนา เทวนิยม แม้ลึกๆ จะบอกว่าฉันกำหนดชีวิตตัวเองได้ แต่ก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างคอยบันดาลอยู่”

ข้างต้นคือข้อสังเกตจาก ‘แม่หมอพิมพ์ฟ้า’ หรือ พิมพ์ฟ้า จิรเลิศรัตนไกร นักเขียนและนักพยากรณ์สาววัย 27 ปี เจ้าของหนังสือ ‘เสียดายหมอดูไม่ได้บอก’ ที่เพิ่งออกมาหมาดๆ ในงานสัปดาห์หนังสือครั้งล่าสุด

จุดที่น่าสนใจคือ บางบทบางตอนในหนังสือ บอกเล่าถึงการใช้โหราศาสตร์ของชนชั้นนำไทย ในการกำหนดหรือตัดสินใจเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ตั้งแต่ยุคที่เริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ การแก้ดวงเมืองช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เรื่อยมาถึงการกำหนดฤกษ์ยามสำหรับวันเลือกตั้งและวันรัฐประหาร

แม้ทุกวันนี้ จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถอธิบายศาสตร์แห่งการพยากรณ์ได้อย่างชัดเจน แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัด คือคนจำนวนมากยังมีความเชื่อในศาสตร์เหล่านี้อย่างจริงจัง และใช้เป็นปัจจัยในการกำหนดทิศทางชีวิต กระทั่งทิศทางบ้านเมือง

ที่น่าสนใจกว่านั้น คือการดูดวงในปัจจุบัน นับว่ามีการพัฒนาไปตามยุคสมัย และไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในกลุ่มของผู้ใหญ่ผู้ทรงภูมิอีกต่อไป แต่กลับขยายมาสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างพิมพ์ฟ้า ที่สนใจและศึกษาศาสตร์เหล่านี้อย่างจริงจัง สามารถหาเลี้ยงชีพตัวเองได้จากการเป็นหมอดู

“ถ้าบอกว่าเราหากินกับความเชื่อ อันนี้เรารับได้ แต่ถ้าบอกว่าเรามั่ว เป็นสิบแปดมงกุฎ อันนี้รับไม่ได้ เพราะสิ่งที่เราทำมันมีหลักการ มีตรรกะของมันอยู่”

ช่วงงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา 101 ชวนพิมพ์ฟ้ามาสนทนาแบบสบายๆ ว่าด้วยเรื่องราวของศาสตร์แห่งการทำนาย ปรากฏการณ์ของดวงดาว ความลับของหมอดู และการถือฤกษ์ถือยามของคนไทย โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นนำ

 

 

คุณเริ่มสนใจการดูดวงตั้งแต่เมื่อไหร่

ปู่ของพิมพ์เป็นโหร บ้านพิมพ์ใกล้ชิดกับโหราศาสตร์อยู่แล้ว แต่พิมพ์ไม่ได้เริ่มสนใจโหราศาสตร์ตั้งแต่แรก สนใจไพ่ก่อน เพราะมันทันใจ วัยรุ่นดี ซึ่งช่วงวัยรุ่นเราก็เป็นคนบ้าดูดวงคนหนึ่ง ยิ่งช่วงมหา’ลัยนี่ดูดวงบ่อย เพราะรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาชีวิตเยอะมาก หาวิธีแก้ไม่ได้ก็ไปดูดวง แต่ค่าดูดวงมันแพง ครั้งนึงสามร้อย ดูบ่อยๆ ก็ไม่ไหว เลยไปรีเสิร์ชว่าค่าเรียนดูดวงมันเท่าไหร่ ปรากฏว่าถูกมาก ประมาณ 3,500 บาท เท่ากับค่าดูดวงสิบครั้ง ก็เลยไปเรียนดูไพ่ยิปซี พอเรียนเสร็จ ก็มีความสนใจต่อเนื่อง เริ่มจากดูให้เพื่อนแบบไม่เก็บตังค์ก่อน

จนกระทั่งเรียนจบ (พิมพ์ฟ้าเรียนจบสาขาภาพยนตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) อยากทำงานเขียนบท ปรากฏว่าทำได้แปปเดียว การเงินที่บ้านมีปัญหา เราต้องลาออก กลับมาทำงานอยู่ที่บ้าน รู้สึกเราดูดวงเป็นแล้ว แพสชั่นก็มี น่าจะพอทำได้ ก็รับดูดวงมาตั้งแต่ตอนนั้น

นั่นคือจุดที่เริ่มต้นดูดวงจริงจัง แต่ยังไม่อยากยึดเป็นอาชีพ เพราะตอนนั้นเรามองว่าตัวเองอุตส่าห์เรียนจบมา ถ้าไปเป็นหมอดู เราไม่รู้จะอธิบายกับคนอื่นยังไง แล้วมันไม่ใช่อาชีพที่คูล เรายังกลัวคนดูถูก เป็นช่วงที่ยังไม่เคลียร์กับตัวเอง แต่ก็ต้องทำเพราะความจำเป็นในชีวิต

หลังจากนั้นพอสถานการณ์ที่บ้านเริ่มดีขึ้น ก็ได้ไปเขียนบทละครกับรุ่นพี่ ซึ่งบทที่เราเขียนไป ได้เงินทุกเรื่องนะ แต่ไม่ได้ถ่ายสักเรื่อง ถูกยกเลิกกลางคันทุกเรื่อง และเป็นแบบนี้ทั้งปี ทีนี้ก็มีเพื่อนที่กองถ่าย เราไปดูไพ่ให้เขา มีไพ่ใบนึงที่เกี่ยวกับต่างประเทศ เราก็เฮ้ย เดี๋ยวหนังได้ไปฉายต่างประเทศแน่ ปรากฏว่าเราอ่านผิด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นคือ นายทุนคนเดิมให้เงินไปถ่ายใหม่หมดทั้งเรื่อง

ตอนนั้นเป็นจุดที่ทำให้เสียเซลฟ์มาก รู้สึกว่าเรายังเข้าใจความหมายของไพ่ยิปซีไม่ถูกต้อง รู้สึกว่าต้องศึกษาให้มากขึ้นกว่าเดิม ก็เลยเริ่มไปศึกษาโหราศาสตร์ด้วย ปรากฏว่าพอเรียนโหราศาสตร์ พิมพ์กลับเข้าใจไพ่ยิปซีมากขึ้น พอเข้าใจมากขึ้น เริ่มสนุก ก็เปิดเพจขึ้นมา แล้วก็มีคนสนใจติดตามมาเรื่อยๆ เลยรู้สึกว่าเราน่าจะมาทางนี้แล้วมั้ง เลยถอยเรื่องเขียนบท แล้วหันมาดูดวง เขียนคอลัมน์เกี่ยวกับดวง เป็นอาชีพหลัก อย่างตอนนี้ก็กำลังเรียนฮวงจุ้ยอยู่ เรียนมาปีนึงแล้ว

 

จากที่เรียนหลายๆ ศาสตร์ เห็นความเหมือนหรือต่างกันของแต่ละศาสตร์บ้างไหม

พิมพ์มองว่าเขาก็เห็นจักรวาลเป็นแบบเดียวกันนี่แหละ ถ้าตามหลัก ผลของทุกศาสตร์ควรจะเหมือนกัน ไม่ควรขัดแย้งกัน

เคยมีเคสที่เราดูไพ่ยิปซีกับโหราศาสตร์เทียบกัน แล้วเจออันที่มันขัดแย้งกัน เราก็จะมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เปิดไพ่ผิดหรือเปล่าวะ หรือคีย์ข้อมูลผิด หรือตีความหมายของไพ่ผิด

เท่าที่สังเกตในเมืองไทย เราจะเรียนความหมายไพ่ที่ค่อนข้างตายตัว ถ้าเป็นไพ่นี้ ต้องดีเท่านั้น เช่น ไพ่สิบถ้วย ต้องแปลว่าเขารักเรา หรือแปลว่าดีเท่ากัน หนังสือส่วนใหญ่จะบอกอย่างนี้ แต่ถ้าดูในเชิงคอนเซ็ปต์ สิบถ้วยมันแปลว่าเต็มอยู่แล้ว ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งอาจไม่ได้แปลว่าเขารักเรา แต่อาจหมายถึงว่าเขามีครอบครัวอยู่แล้วก็ได้ ถ้ามาอ่านเทียบกันสองแบบ แล้วเห็นความขัดแย้งว่ามีอันหนึ่งผิด มันเป็นไปไม่ได้ ต้องเคลียร์

อย่างที่บอกว่าหมอดูมีหลายแบบ อย่างการเปิดไพ่ จะใช้วิธีการแบบสุ่ม มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดคู่ 2 ใบเยอะมาก ซึ่งถ้าใครมองว่าระบบสุ่มมันไม่เมกเซนส์ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นหลักโหราศาสตร์ จะมีตรรกะของมันอยู่ และทุกอย่างจะเป็นไปตามตรรกะนั้น คือ 1+1 เท่ากับ 2 เท่านั้น แต่ 2 ที่ว่า จะถูกให้ความหมายเป็นเชิงคอนเซ็ปต์ ไม่ได้ถูกให้ความหมายฟันธง เช่น ถ้าเราทายว่าจะเกิดการแตกหัก ก็มีแนวโน้มตั้งแต่อุปกรณ์ ข้าวของเครื่องใช้ ไปถึงความสัมพันธ์

 

สังเกตว่าคนไทยจะชอบดูดวงมาก เอาแค่คอนเทนต์เรื่องดวงตามนิตยสาร หรือตามสื่อออนไลน์ ทุกวันนี้ก็ยังขายได้อยู่ เคยวิเคราะห์ไหมว่าทำไมคนไทยถึงชอบเรื่องดวงขนาดนี้

พิมพ์ว่าเพราะประเทศไทยมีความเชื่อในศาสนา เทวนิยม แม้ลึกๆ จะบอกว่าฉันกำหนดชีวิตตัวเองได้ แต่ก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างบันดาลอยู่ และอยากจะติดต่อ อยากเข้าถึงว่าจะบันดาลอะไรให้ฉันไหม ซึ่งการดูดวงมันตอบสนองความอยากรู้ของคน

เวลาคนเราอยากรู้อะไร แล้วไปดูดวง สิ่งที่คนส่วนใหญ่รู้สึกคือ เออ ได้รู้แล้วนะ แต่ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นจริง พอรู้ปุ๊บ สารในสมองหลั่ง แล้วมันฟินนะ (หัวเราะ) การที่เราอยากรู้ แล้วได้รู้ ทำให้เรามีความสุข ต่อให้เป็นเรื่องที่ไม่อยากฟังก็ตาม

ถ้าพูดในฐานะหมอดู เราก็เป็นเหมือนแมสเซนเจอร์ ที่สามารถแปลภาษาจากดวงดาว ภาษาไพ่ ให้เป็นภาษาธรรมดาที่สามารถคุยกันได้

พิมพ์สังเกตว่าทุกอันพูดถึงการเกิดขึ้นและดับไปทั้งนั้นเลย พูดถึงการเป็นไปของวัฏจักรต่างๆ อย่างแต่ก่อน มันเริ่มต้นด้วยการที่เขาสังเกตเรื่องฤดูกาล ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไป น้ำขึ้นน้ำลง นี่คือสิ่งที่ดวงจันทร์ส่งอิทธิพลกับโลกแบบทันตา ดวงจันทร์เดินไปตรงนี้ จะมีผลกับพืชที่โตขึ้น จะทำให้เกิดข้างขึ้นข้างแรม อันนี้คือระยะใกล้

แต่โหราศาสตร์ไม่ได้มองแค่ระยะใกล้ เขามองว่าดวงดาวดวงอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป ก็มีผลกับโลกเราในแง่มุมต่างๆ เหมือนกัน ซึ่งเราอาจคิดไม่ถึง หรือจินตนาการไม่ได้ว่าของที่อยู่ไกลแบบนั้นจะส่งกระทบต่อเราได้ยังไง ซึ่งเอาเข้าจริง เรื่องนี้สามารถใช้ควอนตัมฟิสิกส์มาอธิบายได้ ว่าอนุภาคสองอนุภาคที่อยู่ไกลกันมากๆ ยังมีความพัวพันกันเลย ฉะนั้นถ้าพูดถึงความเป็นไปได้ มันมีอยู่ เพียงแต่ยังไม่ถูกพิสูจน์ชัดเจนว่าปรากฏการณ์บนท้องฟ้ากับโลกมีความเกี่ยวข้องกันในมิติที่ลึกซึ้งอย่างไร

พิมพ์ว่าเราก็ใช้ชีวิตของเราไป ดาวเป็นแค่บัคในจักรวาลที่แอบเล่าระบบให้เราฟัง

 

ในหนังสือเล่มล่าสุดของคุณ มีบางบทที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องดวงเมือง การใช้ฤกษ์ยามของชนชั้นนำไทยตั้งแต่ยุคสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ รวมถึงการแก้เคล็ดในเหตุการณ์สำคัญๆ อย่างช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 อยากรู้ว่าในมุมของคุณ เท่าที่ศึกษามา ชนชั้นนำรวมถึงผู้มีอำนาจมีความเชื่อในเรื่องนี้แค่ไหน

เท่าที่สังเกตได้คือ ทุกครั้งที่ขยับอะไร เขาจะขยับภายใต้ปรากฏการณ์ของดวงดาวในรูปแบบที่คล้ายกันเสมอ ไม่ว่าจะด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจ ทุกอย่างมีการรอจังหวะ ว่าต้องเป็นจังหวะนี้เท่านั้น คำถามคือแล้วทำไมไม่ทำก่อนหน้านั้น หรือไม่ทำในจังหวะอื่น ถ้าเป็นมุมมองของคนที่ดูดวง พิมพ์มองว่าเขาเชื่อ แต่เราพูดอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเหมือนไปกล่าวหาเขา

ถ้ายุคปัจจุบัน อาจพูดได้ไม่ชัด แต่ถ้าเป็นสมัยก่อน จะมีบันทึกในจดหมายเหตุไว้เลยว่า เขามีความเชื่ออย่างนี้จริงๆ ตั้งแต่สมัย ร.1 ที่มีการตั้งเสาหลักเมือง ซึ่งดวงเมืองของเรา เป็นดวงที่จะมีเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกัน พูดง่ายๆ คือจะมีสองฝั่งที่ขัดแย้งกันเสมอ นอกจากนี้ก็มีการทำนายไว้ด้วยว่า เราจะอยู่ได้แค่ถึง 150 ปี ซึ่งตรงกับปี 2475 พอดี

ทีนี้ช่วงก่อน 2475 เขารู้แล้วว่าอาจเกิดการเปลี่ยนแปลง ก็เลยมีการวางเสาหลักเมืองใหม่ แล้วก็สร้างสะพานเชื่อมเมืองเก่ากับเมืองใหม่ เพื่อแก้ดวงเมือง อันนี้เล่าให้ฟังเล่นๆ ว่าหลายครั้งในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เวลาที่มีการสร้างสะพาน พอสร้างปุ๊บ ไม่นานก็จะมีอีเว้นต์สำคัญเกิดขึ้นเสมอ เช่น รัฐประหาร

 

แล้วถ้าให้มองภาวะการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา มีจุดไหนน่าสนใจบ้าง

ถ้าพูดแค่ช่วงสั้นๆ คงบอกอะไรไม่ได้ ต้องดูเป็นช่วงยาวหน่อย เอาง่ายๆ คือย้อนไปตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 พิมพ์ว่านั่นเป็นจังหวะที่เขาเตรียมตัวมาแล้ว

ถ้ายึดตามดวงดาว มันมีสัญญาณมาตั้งแต่ช่วงนั้นแล้วว่า เดี๋ยวดาวพฤหัสจะเสีย ดาวพฤหัสมีความหมายว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง พระ ครูบาอาจารย์ หรือคนใหญ่คนโต เวลานั้นโหรหลายๆ คนก็รู้แล้วว่าอาจเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่มีใครกล้าพูดหรอก เราจะเห็นข่าวเกี่ยวกับสังฆราชมากมาย เป็น agenda ช่วงนั้นที่ดาวพฤหัสเสีย ซึ่งย้อนกลับไป หลายๆ ครั้งที่ดาวดวงนี้เสีย ก็จะมีคนใหญ่คนโตเสีย หรือมรณภาพ  พิมพ์ว่าเขาคงมองตรงนี้ไว้ แล้วจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ดาวพฤหัสก็ยังไม่ได้ดีขึ้น

มันจะหายเสียก็ต่อเมื่อหลังจากตุลาคม ปลายเดือนเป็นต้นไป ซึ่งการที่มันเดินออกไปจากจุดที่ไม่ดี ไปยังจุดที่ดี ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เกิดรัฐประหารแล้ว หรือประเทศจะดีขึ้นนะ เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาผสม แค่ตอนนั้นเลยจังหวะที่น่ากลัว (ของเขา) ไปแล้ว

พิมพ์ว่าเรามองระยะสั้นไม่ได้ แม้กระทั่งการเลือกตั้ง เขาอาจไม่ได้มีจุดประสงค์แค่การเลือกตั้งก็ได้ เราไม่รู้หรอก แต่ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าเขา play long game เสมอ

ถ้าเขาคิดตามหลักโหราศาสตร์จริง หรือเขาเชื่อจริง จะต้องมองจุดนี้จุดแรก คือดาวพฤหัส จุดต่อมาคือคือราหูและดาวเสาร์ และดาวใหญ่ๆ ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงเช่นดาวมฤตยู (ยูเรนัส) จำได้ว่าช่วงที่มันย้ายราศีมาตรงกับลักขณาของดวงเมือง คือช่วงที่มีระเบิดที่ศาลพระพรหม ช่วงนั้นเป๊ะเลย

ดาวมฤตยูเป็นดาวลึกลับ ดาวสุดโต่ง ดาวแห่งการปฏิวัติ ถ้าพิมพ์เป็นใครสักคนที่มีอำนาจอยู่ แล้วกลัวว่าอำนาจใหม่จะเข้ามาแทนที่ ข้อแรกคือพิมพ์จะรอให้ดาวพฤหัสดีขึ้นก่อน ข้อสองคือจะรอให้ดาวมฤตยูพ้นจากช่วงที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลง ซึ่งพิมพ์จะบอกให้ว่า ถ้าย้อนกลับไปช่วง 2475 ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ดาวมฤตยูอยู่ที่ราศีมีน กำลังจะเข้าเมษ คล้ายๆ กับช่วงปี 2557 จนถึงช่วงนี้ ฉะนั้นโดยส่วนตัวจึงมองว่าจุดนี้เป็นจุดที่น่ากลัว

ถ้าตามหลักโหราศาสตร์จีน เขาจะนับการเจอของดาวเสาร์กับดาวพฤหัสว่าเป็นการเปลี่ยนยุค ซึ่งส่วนมากจะเกิดเหตุที่ยิ่งใหญ่ มีการเกิดขึ้นของบุคคลที่ยิ่งใหญ่ หรืออีเว้นต์ใหญ่ๆ ช่วงนี้มันมีลักษณะแบบนั้นอยู่

 

แล้วจะมีจุดที่ดีขึ้นบ้างไหม เมื่อไหร่

พิมพ์คิดว่าอาจจะเป็นช่วงหลังธันวาคม 63 เป็นต้นไป ดาวที่เป็นดาวประจำตัวทหาร จะเดินเข้าไปในภพที่เป็นบ้านของตัวเอง พิมพ์ว่าเขากลับบ้านได้แล้วตอนนั้น แต่เวลาเราพยากรณ์อะไรไกลๆ เรายังมองไม่เห็นปัจจัยอื่นๆ ในเวลานั้น แต่ถ้าให้ตีความจากที่เห็นอยู่ตอนนี้ ก็อาจจะหมายถึงเขากลับไปทำหน้าที่ของเขา

 

คุณเคยเขียนไว้ว่า ชนชั้นนำไทยยืนหนึ่งเรื่อง ‘make it happen’ อยากให้ขยายความตรงนี้หน่อย

เอาแค่การสร้างเสาหลักเมืองใหม่ หรือสร้างสะพานเชื่อมเมืองสองฝั่ง พิมพ์ว่านี่แหละคือการ make it happen เล่นใหญ่มากเลยนะ เอาเงินไปสร้างสะพานเพื่อแก้เคล็ดเมือง หรืออย่างการรัฐประหาร การกำหนดวันเลือกตั้ง พิมพ์ว่าคือการ make it happen ทั้งหมด หมายความว่า ต้องทำในจังหวะที่ถูกต้อง เช่น ตอนแรกที่กำหนดวันเลือกตั้งไว้วันหนึ่ง แต่ต่อมาก็เลื่อนไปอีกช่วงหนึ่ง ซึ่งเขาอาจบอกว่า เขาสะดวกในวันนั้นก็ได้ แต่ถ้าจากมุมมองของเรา มองผ่านโหราศาสตร์ เราจะเห็นว่าวันที่เขาเลือก มีอะไรบางอย่างที่เหมือนกันหรือร่วมกันเสมอ

 

สมมติว่าฝั่งชนชั้นนำ เชื่อและยึดคำทำนายทายทักมาตลอด คำถามต่อมาคือ เวลาที่เกิดเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองแต่ละครั้ง พูดได้ไหมว่า มีการรอฤกษ์ยามที่เหมาะสม เพื่อให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง หรือในทางกลับกัน คือการแก้ดวง ไม่ให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับตัวเอง

ถ้าตามฤกษ์ที่พิมพ์ได้คำนวณไว้ จริงๆ พิมพ์คำนวณไว้เป็นวันนะ หนึ่งวันมันหนึ่งฤกษ์หรือสองฤกษ์ได้ แต่ไม่รู้เวลาที่แน่นอน แต่วันเลือกตั้งที่ผ่านมา มีฤกษ์นี้อยู่

ทีนี้ ถ้าเขาใช้ฤกษ์นั้นจริงๆ พิมพ์มองว่าเขาน่าจะตั้งใจ จังหวะมันมาพอดีด้วย จะบอกว่าดาวทำให้เกิดก็คงไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมันย่อมมีความสัมพันธ์กันระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลก กับปรากฏการณ์ทางดวงดาว ดาวก็เดินไป เราก็ใช้ชีวิตไป แต่หลายครั้งก็มีกรณีที่ว่า เวลาคนรู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะเกิด แล้วพยายามทำบางอย่างเพื่อแก้ไขหรือป้องกันก็แล้วแต่ แต่การกระทำนั้น ดันไปขับให้สิ่งนั้นเกิดในที่สุด พิมพ์เรียกเหตุการณ์แบบนี้ว่า ‘โวลเดอมอร์’

 

ทำไม

เพราะแฮร์รี่ พอตเตอร์ จะไม่สามารถฆ่าโวลเดอมอร์ได้เลย ถ้าโวลเดอมอร์ไม่ไปแอบฟังคำทำนายในลูกแก้วของศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์

พิมพ์ว่าคนเราก็ชอบทำแบบนี้เหมือนกัน คือรู้ อยากแก้ไข แต่พอไปแก้ ดันขับให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ซึ่งตอนแรกๆ ที่พิมพ์เรียนดูดวง เราก็เคยพยายามหาบัค (ข้อผิดพลาด) ของระบบเหมือนกันนะ เพื่อที่จะแก้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ปรากฏว่าพอแก้ไป อ้าว เราเป็นคนทำให้มันเกิดทั้งนั้นเลยนี่หว่า (หัวเราะ) ฉะนั้นพิมพ์ว่าควรปล่อยตามธรรมชาติ ดีที่สุด เพราะบางทียิ่งพยายามแก้ ยิ่งไปกันใหญ่

 

ถ้าถามในมุมของคนที่ไม่เชื่อเรื่องนี้ เราควรจะใช้ชีวิตยังไง ควรสนใจบ้างไหม หรือปล่อยผ่านเลย

เขามีสิทธิไม่เชื่อได้เต็มที่ และใช้ชีวิตของตัวเองให้เต็มที่ แต่พิมพ์มองว่า ในเมื่อเขาอยู่ในประเทศนี้ที่มีคนกลุ่มหนึ่งใช้มันอย่างจริงจัง อย่างน้อยๆ เขาอาจจะเปิดใจรับฟังสักนิด

สมมติพิมพ์เป็นพรรคหรือคนที่เชื่อว่าเรื่องพวกนี้เชื่อถือไม่ได้ ถ้าเป็นพิมพ์ พิมพ์จะรับฟังนะ เพราะในเมื่ออีกฝั่งหนึ่งเขาใช้ เราก็ควรรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ถูกไหม ไม่ต้องเชื่อก็ได้ แต่ฟังไว้ก็อาจจะดี

 

ทำนายเล่นๆ ได้ไหมว่าอนาคตเมืองไทยถัดจากนี้ 2-3 ปี จะมีลักษณะหน้าตาหรือบรรยากาศเป็นยังไง

พิมพ์ว่าค่อนข้างอึมครึม มีการเผชิญหน้ากันของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายตั้งรับค่อนข้างแข็งแรง ส่วนฝ่ายที่มาใหม่พิมพ์มองว่าค่อนข้างเป็นปรากฏการณ์ใหม่ๆ ของเมืองไทย แต่โดยรวมยังไม่ดีหรอก ต้องอดทนกันไป

รอหลังธันวา 63 ก็คือปี 64 น่าจะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้น แต่จริงๆ อยากให้โฟกัสในช่วงปีนี้ก่อน โดยเฉพาะช่วงกลางๆ ปี

 

ถ้าเทียบระหว่างดวงชะตา กับเจตจำนงของมนุษย์ที่ต้องการกำหนดชีวิตด้วยตัวเอง ควรบาลานซ์กันยังไง

พิมพ์มองว่ามันมีส่วนที่เราสามารถทำได้ กับส่วนที่เราทำไม่ได้ สมมติพิมพ์จะหยิบช้อนอันนี้ พิมพ์หยิบได้ แต่ถ้ามีคนมาปาของใส่พิมพ์ พิมพ์ไปหยุดเขาไม่ได้ ทำได้แค่หลบ มันมีส่วนที่เราทำได้กับทำไม่ได้

แน่นอนว่าเรามีเจตจำนงของเรา แต่อย่าลืมว่าเราก็อยู่ท่ามกลางเจตจำนงของคนอื่นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ใช่ทุกอย่างที่เราจะกำหนดได้ด้วยตัวเราทั้งหมด

 

ถ้ามีคนมาบอกว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องงมงาย รับได้ไหม

ต้องอธิบายคำว่างมงายก่อน ถ้างมงายหมายถึงการเชื่อในอะไรมากๆ อันนี้ยอมรับได้ หรือถ้าบอกว่าหากินกับความเชื่อของคน ก็ยอมรับได้ ไม่มีอะไรจะเถียงเลย เพราะเงินที่เราได้ก็มาจากที่เขาเชื่อเรา แต่ถ้าบอกว่ามั่ว เดา หรือเป็นสิบแปดมงกุฎ อย่างนี้รับไม่ค่อยได้ (หัวเราะ)

 

Author

Phantawat Settawilai

พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล - สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นอดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร WRITER และสำนักพิมพ์ The Writer’s secret พันธวัฒน์มีคุณสมบัติของการเป็นนักสังเกตการณ์ ฟังเยอะ คิดเยอะ แต่พูดน้อย สนใจใคร่รู้ในมิติอันหลากหลายของความเป็นมนุษย์ ถนัดในการเรียบเรียงน้ำเสียงและความคิดของผู้คนออกมาเป็นงานเขียนที่น่าสนใจ