fbpx

เมื่อพระปรีชากลการจะลอบปลงพระชนม์ ร.5 : ‘ประวัติศาสตร์ความทรงจำลวง’ ต่อพระปรีชากลการในเมืองปราจีนบุรี

สำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์การเมืองสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 เชื่อได้ว่าย่อมรู้จัก ‘คดีพระปรีชากลการ’ พ่อเมืองปราจีนบุรี ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตใน พ.ศ. 2422 เป็นอย่างดี เพราะมีความน่าสนใจทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะจากการนำเสนอข้อมูล เล่าเรื่อง และวิเคราะห์คดีนี้อย่างตื่นเต้นจากนักเขียน/นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ที่วิเคราะห์ให้ภาพความซับซ้อนของอำนาจทางการเมืองภายในของสยามในช่วงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จนเป็นเหตุให้คดีนี้เกือบจะบานปลายกลายเป็นวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[1]

อย่างไรก็ตาม การรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระปรีชากลการในทางประวัติศาสตร์กระแสหลัก ก็ดูราวจะจบลงไปพร้อมกับความตายของพระปรีชากลการที่เมืองปราจีนบุรี มีเพียงงานไม่กี่ชิ้นที่กล่าวถึงเรื่องราวของพระปรีชากลการในแง่มุมของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น หรือในแง่ของมรดกตกทอดที่พระปรีชากลการฝากไว้ให้กลายเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมืองปราจีนบุรี[2] ทว่า เมื่อสืบค้นให้ไกลออกไปจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก กลับพบความน่าสนใจของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ยังคงดำเนินเรื่องราวต่อไปจนกลายเป็น ‘ความทรงจำใหม่’ อย่างน่าอัศจรรย์

บทความนี้ เป็นการกล่าวถึงประวัติศาสตร์พระปรีชากลการโดยมีจุดเน้นไปที่การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเกี่ยวกับพระปรีชากลการในเมืองปราจีนบุรีเพื่อพยายามทำความเข้าใจกระบวนการการกลายเป็น ประวัติศาสตร์ความทรงจำใหม่’ ของพระปรีชากลการในเมืองปราจีนบุรี โดยจะทดลองอธิบายปรากฏการณ์ผ่านการนำแนวคิดทางจิตวิทยาเรื่อง ‘ความทรงจําเท็จ (false memory)’ มาประยุกต์ใช้อธิบายผ่านการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจสถานะทางประวัติศาสตร์ของพระปรีชากลการในมุมมองของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

‘คดีพระปรีชากลการ’

ตามประวัติ พระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล) เป็นบุตรของพระยากระสาปนกิจโกศล (โหมด) เกิดเมื่อ พ.ศ. 2384 เข้ารับถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ใน พ.ศ. 2401 ต่อมา สำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต จากสกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร

ด้วยเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านงานช่าง เครื่องจักรกล และการถลุงแร่ พระปรีชากลการจึงเข้ารับราชการในตำแหน่งเกี่ยวกับนวัตกรรมในด้านงานช่าง เช่น เป็นเจ้ากรมหุงลมประทีป กรมแก๊สหลวง และช่วยพระยากระสาปนกิจโกศล (โหมด) ที่โรงกระสาปน์ และด้วยความรู้ความสามารถในด้านงานช่าง ใน พ.ศ. 2404 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ทำแท่นเคลื่อนที่สำหรับตั้งกล้องทอดพระเนตรสุริยุปราคา ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผลเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินเป็นรางวัล 3 ชั่ง[3]

เมื่อเข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระปรีชากลการนับว่าเป็นข้าราชการที่พระองค์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากคนหนึ่ง[4] โดยใน พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้มีการทําเหมืองทองคำที่บ่อทองเมืองกบินทร์บุรี เมืองปราจีนบุรี พระปรีชากลการได้เป็น ‘หัวแรง’ ผู้รับผิดชอบคนสำคัญในการติดตั้งเครื่องจักร สร้างตึก และดูแลกิจการการทำเหมืองทองของรัฐบาลที่เมืองกบินทร์บุรี ทำให้ต่อมาใน พ.ศ. 2419 เมื่อพระยาประจิม (ขลิบ) ผู้ว่าราชการเมืองปราจีนบุรีถึงแก่กรรม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระปรีชากลการว่าราชการเมืองปราจีนบุรีแทนต่อไป

ควรกล่าวถึง เส้นทางชีวิตรักของพระปรีชากลการ ซึ่งทำการสมรสครั้งแรกกับคุณพลับ ธิดาพระครูมหิธร พราหมณ์หลวง แต่ต่อมาคุณพลับถึงแก่กรรม จากนั้นพระปรีชากลการจึงสมรสกับคุณลม้าย ธิดาพระอินทรานิล (สุ่น) และมีบุตรธิดาด้วยกัน 2 คน อย่างไรก็ตาม พระปรีชากลการก็ยังมีบุตรกับหญิงอื่นๆ ด้วย ซึ่งคงด้วยเพราะค่านิยมของยุคสมัย ฐานะทางสังคม และบริบททางหน้าที่การงาน[5] โดยประเด็นที่นักประวัติศาสตร์ให้ความสนใจกันคือ ต่อมาพระปรีชากลการได้พบรักกับแฟนนี น็อกซ์  (Fanny Knox) บุตรสาวของโทมัส ยอร์ช น็อกซ์ (Thomas George Knox) กงสุลใหญ่อังกฤษประจำกรุงเทพฯ โดยได้พบรักกันจากการที่พระปรีชากลการมักติดตามพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไปทรงม้า และได้พบกับนางสาวแฟนนีบ่อยครั้ง จึงเกิดความชอบพอกัน แม้ว่าพระปรีชากลการจะมีบุตรอยู่แล้ว[6]

ปฐมบทของเรื่องราวคดีพระปรีชากลการเริ่มต้นขึ้นจากเหตุการณ์งานฉลองวัดนิเวศธรรมประวัติ ที่บางปะอิน ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2421 ซึ่งเป็นงานที่บรรดาขุนนาง ข้าราชการชั้นสูงทั้งไทยและต่างชาติเดินทางไปร่วมงาน โดยเป็นที่โจษจันกันในหมู่ผู้ร่วมงานว่าแฟนนี น็อกซ์ บุตรสาวของกงสุลอังกฤษ ซึ่งไปร่วมงานแทนบิดา มิได้ค้างคืนในสถานที่ที่ทางการจัดไว้ หากแต่ไปค้างบนเรือของพระปรีชากลการ จนทำให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ขุนนางผู้ใหญ่ ต้องขึ้นไปบนเรือของพระปรีชากลการเพื่อพิสูจน์ความจริงด้วยตนเอง

ในระหว่างนั้น โทมัส ยอร์ช น็อกซ์ เดินทางไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อแนะนำหัวหน้าคณะสำรวจแผนที่ที่พระราชวังบางปะอินพอดี จึงได้ทราบข่าวและแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก เมื่อเสร็จจากข้อราชการจึงสั่งให้คนไปตามตัวแฟนนีกลับทันที ผลปรากฏว่า พระปรีชากลการถือโอกาสกลับกรุงเทพฯ พร้อมกับแฟนนี โดยพระราชพิธียังไม่แล้วเสร็จ และยังมิได้เข้าไปกลับถวายบังคมลากลับตามธรรมเนียม[7]

เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ โทมัส ยอร์ช น็อกซ์ส่งตัวแทนไปพูดคุยกับพระปรีชากลการต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระปรีชากลการยอมรับว่ากระทำผิด และจะรับผิดชอบขอแต่งงานกับแฟนนี น็อกซ์โดยเร็ว ทั้งนี้โทมัส ยอร์ช น็อกซ์มีเงื่อนไขว่าหากคิดจะแต่งงานจริงจังแล้ว จะต้องยกให้แฟนนีเป็นภรรยาหลวง

อย่างไรก็ตาม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมิทรงทราบเรื่องการแต่งงานระหว่างพระปรีชากลการกับแฟนนี น็อกซ์ เนื่องจากยังมิได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์จึงกราบบังคมทูลให้ทรงทราบเรื่อง เพื่อให้ทรงทำโทษพระปรีชากลการ โดยอ้างถึงในประเด็นการแสดงกิริยาอาการกระด้างกระเดื่องต่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามธรรมเนียม และการที่พระปรีชากลการแต่งงานกับบุตรสาวกงสุลอังกฤษ เป็นการส่อเจตนาหวังพึ่งอิทธิพลต่างชาติ เนื่องด้วยในห้วงเวลาดังกล่าวนั้นมีคดีความที่ราษฎรมาฟ้องร้องพระปรีชากลการหลายคดี โดยเฉพาะกิจการบ่อทองที่เมืองกบินทร์บุรีที่มีกระแสข่าวการทุจริต และมิได้ผลดีให้แก่รัฐบาลตามที่คาดการณ์ไว้[8]

คดีพระปรีชากลการ กลายเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองของสยาม ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระทัยนำคดีเข้าพิจารณาในการประชุมสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดินและที่ปรึกษาในพระองค์ เพื่อนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะลูกขุนให้พิจารณาโดยละเอียดในสามประเด็นหลัก คือ หนึ่ง  ประเด็นในการที่พระปรีชากลการพาบุตรสาวของกงสุลอังกฤษไปอยู่ด้วยกันบนเรือที่หน้าพระราชวังบางปะอิน โดยไม่คำนึงถึงเกียรติยศของกงสุลอังกฤษ สอง การที่พระปรีชากลการเป็นขุนนางที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเมตตาและชุบเลี้ยง แต่เมื่อจะมีภรรยาเป็นบุตรขุนนางต่างประเทศ มิได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาต ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นการผิดธรรมเนียม และ สาม ข่าวการทุจริตเรื่องการทำกิจการบ่อทองที่เมืองกบินทร์บุรี (เมืองปราจีนบุรี) ซึ่งพระปรีชากลการได้เบิกเงินหลวงไปเป็นจำนวน 15,500 ชั่งเศษ แต่ส่งทองเข้าหลวงเพียง 111 ชั่ง 8 ตำลึง กึ่ง 3 หุน

อย่างไรก็ตาม แม้การสอบสวนพิจารณาคดีพระปรีชากลการของรัฐบาลสยามจะเป็นไปอย่างรอบคอบ แต่ตามข้อมูลและการวิเคราะห์ในงานศึกษาเรื่องนี้มีความเห็นร่วมกันว่า ในระหว่างการสืบสวนพิจารณาคดี โทมัส ยอร์ช น็อกซ์ กงสุลใหญ่ประเทศอังกฤษประจำกรุงเทพฯ และมีฐานะเป็น ‘พ่อตา’ ของพระปรีชากลการ พยายามจะเข้ามามีบทบาทกดดันการพิจารณาคดีและให้ปล่อยตัวพระปรีชากลการเป็นการชั่วคราว ด้วยการแจ้งติดต่อให้เรือปืนฟ็อกซ์ฮาวนด์ (Foxhound) จากสิงคโปร์เดินเรือเข้ามาที่กรุงเทพฯ เป็นผลให้รัฐบาลสยามตัดสินใจส่งคณะทูตไปยังประเทศอังกฤษโดยตรงเพื่อชี้แจงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลอังกฤษตัดสินใจยืนยันไม่เข้าแทรกแซง เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องภายในของสยาม และเพื่อเป็นการรักษาสัมพันธไมตรีกับสยามให้อยู่ต่อไป ทำให้เหตุการณ์นี้ไม่บานปลายจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ[9]

น่าสนใจว่า แม้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงไม่พอพระทัยที่พระปรีชากลการผิดธรรมเนียมในเรื่องการแต่งงาน จนทรงวางเงื่อนไขสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางที่จะสมรสกับหญิงต่างชาติในการต่อไปว่า จักต้องกราบทูลให้ทรงทราบ และได้รับพระราชทานบรมราชานุญาตแล้วจึงจะทำการสมรสได้ โดยภรรยาและบุตรก็ต้องอยู่ใต้บังคับของกฎหมายไทย[10] ทว่าในช่วงท้ายของการพิจารณาคดี คณะผู้พิพากษาได้มุ่งพิจารณาความผิดของพระปรีชากลการในสองประเด็นหลัก คือเรื่องการทุจริตบ่อทอง และข่าวร้องเรียนว่าด้วยการฆ่าคนตาย ซึ่งเป็นประเด็นพิจารณาที่คณะผู้พิพากษาได้รับทราบเพิ่มเติมจากการลงพื้นที่สอบสวนที่เมืองปราจีนบุรี  

ในท้ายที่สุด คณะผู้พิพากษา ได้ตัดสินคดีในวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2422 โดยมีมติเห็นพ้องกันว่า พระปรีชากลการ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นที่ปรึกษาในพระองค์ เป็นเจ้าเมืองปราจีนบุรี และผู้ดูแลบ่อทอง แต่กลับมีพฤติกรรมการฉ้อโกง และพยายามปกปิดการทรมานคนจนเสียชีวิต ถือเป็นการกระทำเกินอำนาจโดยไม่เกรงกลัวพระราชอาญา จึงมีความผิดอุกฤษฏ์โทษ ให้ริบราชบาทว์ ถอดยศบรรดาศักดิ์ ลงพระราชอาญาเฆี่ยน 3 ยก และนำไปตัวไปประหารชีวิต เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง[11]

พิธีประหารชีวิตพระปรีชากลมีขึ้นที่เมืองปราจีนบุรี ในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2422 สันนิษฐานว่าลานพิธีน่าจะเป็นบริเวณถัดขึ้นมาจากท่าน้ำช่วงฝั่งวัดหลวงปรีชากูล เมืองปราจีนบุรี โดยมีเรื่องเล่าว่า ขณะอ่านพระบรมราชโองการให้ประหารชีวิต พระปรีชากลการได้กล่าวขึ้นว่า “(ตน) ไม่ได้คุมเหงราษฎรผู้หนึ่งผู้ใดให้เดือดร้อน ตายครั้งนี้ความไม่จริง…โบสถ์สร้างขึ้นยังไม่ทันแล้ว เพราะได้เมียฝรั่งตัวจึงตาย”[12] โดยทั้งนี้ โบสถ์ที่พระปรีชากลการกล่าวถึงนั้น สันนิษฐานว่าหมายถึงโบสถ์ของวัดหลวงปรีชากูล ซึ่งในขณะนั้นพระปรีชากลการคงเป็นผู้ดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์โบสถ์ของวัดไว้

ประวัติศาสตร์ความทรงจำแบบ false memory : ประวัติศาสตร์ความทรงจำใหม่ของพระปรีชากลการ ในเมืองปราจีนบุรี

ดังที่ได้เกริ่นนำไว้ว่า การรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระปรีชากลการในทางประวัติศาสตร์กระแสหลัก ได้จบลงไปพร้อมกับความตายของพระปรีชากลการที่เมืองปราจีนบุรี มีเพียงบทความศึกษาของ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ที่ยังคงสืบค้นเรื่องราวจากแง่มุมของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในสองประเด็นหลัก คือ หนึ่ง เรื่องประวัติศาสตร์การทำบ่อทองที่เมืองกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี[13] และ สอง เรื่องราวของพระปรีชากลการในเมืองปราจีนบุรีที่กลายเป็น ‘สิ่งศักดิ์สิทธิ์’ ในนาม ‘เจ้าพ่อสำอาง’[14]  

เหตุที่ชาวเมืองปราจีนบุรีในปัจจุบัน นิยมเรียกพระปรีชากลการว่า ‘เจ้าพ่อสำอาง’ คงมาจากเมื่อครั้งพระปรีชากลการยังดำรงในตำแหน่งเจ้าเมืองปราจีนบุรี ราษฎรส่วนใหญ่นิยมเรียกกันว่า ‘เจ้าสำอาง’ (สำอาง อมาตยกุล) โดยมีข้อมูลเรื่องเล่าในท้องถิ่นว่า หลังพระปรีชากลการถูกประหาร ได้มีชาวบ้านมาสร้างศาลพระปรีชากลการไว้ที่ข้างอุโบสถวัดหลวงปรีชากูล ต่อมาศาลชำรุดทรุดโทรมจึงได้สร้างศาลใหม่ขึ้นบริเวณด้านหน้าของสถานีตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรี ฝั่งตรงข้ามกับวัด[15] โดยเมื่อกาลเวลาผ่านไป ด้วยคติ/ความเชื่อในการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนท้องถิ่น ศาลพระปรีชากลการก็ได้กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในนามศาล ‘เจ้าพ่อสำอาง’ ซึ่งในประเด็นการกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วลัยลักษณ์วิเคราะห์ไว้ในท้ายบทความอย่างน่าสนใจว่า

                  “ความรู้สึกของการถูกต่อว่าในเรื่องของการเป็น ‘กบฏ’ และความนับถือที่มีต่อเจ้าพ่อสำอางที่มีอยู่โดยถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่นและของเมืองปราจีนบุรีดูจะเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน ความเชื่อความศรัทธาของผู้คนในท้องถิ่นไม่ได้มีความสงสัยไปถึงสาเหตุที่ท่านเสียชีวิตด้วยข้อหาการทุจริตครั้งใหญ่เป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่ความนับถือของคนท้องถิ่นยึดถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ [Spirit] ที่คอยปกป้องคุ้มกันภัยอันตรายต่างๆ แก่ตนและครอบครัวตลอดจนชุมชนได้ กระบวนการถูกทำให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ [Deified] เช่นนี้ไม่ต่างไปจากกระบวนการกลายเป็นผีบ้านผีเมืองต่างๆ ในท้องถิ่นที่ไม่ว่าจะตายด้วยสาเหตุใดทั้งร้ายหรือดีก็จะถูกยกขึ้นเป็นผีบ้านผีเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของท้องถิ่นนั้นๆ ได้”[16]

ความน่าสนใจประการหนึ่งจากงานศึกษาของวลัยลักษณ์ ก็คือการรับรู้เรื่องราวและความรู้สึกต่อประวัติศาสตร์พระปรีชากลการของชาวเมืองปราจีนบุรี ที่ “ชาวบ้านที่ตลาดกบินทร์บุรีก็แทบไม่มีผู้ใดสนใจหรือรับรู้เรื่องราวของเจ้าพ่อสำอางเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่แต่อย่างใด รู้แต่เพียงว่า ‘เจ้าพ่อสำอางถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ’”[17] ซึ่งแทบจะเป็นการรับรู้เรื่องราวและความรู้สึกที่เกินไปจากข้อมูลประวัติศาสตร์กระแสหลักค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตาม การรับรู้และความรู้สึกดังกล่าวกลับเป็นประเด็นสำคัญอย่างมากในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นว่าด้วยเรื่องราวของพระปรีชากลการในเมืองปราจีนบุรี เพราะความเข้าใจดังกล่าวมาจากเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหนึ่งที่ว่า “มีข่าวว่า (พระปรีชากลการ – ผู้เขียน) จะลอบปลงพระชนม์ด้วยการยิงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ใกล้เคียงกับข้อเท็จจริงแม้แต่น้อยทีเดียว”[18]

จากการสัมภาษณ์สอบถามนายประสงค์ แสนใจกล้า นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี ให้ข้อมูลว่า เรื่องเล่าดังกล่าวมีที่มาจากการเล่ากันต่อๆ มาว่า ในคราว พ.ศ. 2451 (ร.ศ. 127) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสมณฑลปราจิณ โดยเสด็จประพาสทางเรือล่องตามแม่น้ำบางปะกง ในการเสด็จครั้งนี้ พระปรีชากลการได้นำชาวบ้านเมืองกบินทร์บุรีจำนวนหนึ่ง มาดักลอบปลงพระชนม์ด้วยการซุ่มรอดักยิงบริเวณริมตลิ่งแม่น้ำ ทว่าลอบปลงพระชนม์ไม่สำเร็จ เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงระแคะระคายความไม่ชอบมาพากล จึงทรงสลับเรือพระที่นั่งเสด็จขึ้นอีกลำหนึ่งเป็นกลอุบาย จึงทำให้ทราบว่าจะถูกลอบปลงพระชนม์ จากนั้นจึงทรงนำทหารเข้าจับกุมพระปรีชากลการและพวก และสั่งลงโทษด้วยการประหารชีวิต ณ เมืองปราจีนบุรี[19]

จากข้อมูลดังกล่าว สอดคล้องไปกับข้อมูลในงานของวลัยลักษณ์ในประเด็นที่ว่า มีความเชื่อในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองปราจีนบุรีในอดีตว่า “คนที่กบินทร์บุรีที่มีอายุมากหน่อย จะทราบถึงภาพพจน์ที่สังคมมองคนที่เมืองแห่งนี้ว่า ‘เป็นเมืองกบฏ’… (แต่) จนถึงปัจจุบันความทรงจำนี้ลดน้อยจนแทบจะหายไปและเกือบจะไม่มีผู้ใดรับรู้เรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว”[20]

เป็นที่ประจักษ์ว่า เรื่องเล่าดังกล่าวผิดไปจากข้อเท็จจริงเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการนำเอาประวัติศาสตร์สองเรื่องสำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเกิดขึ้นต่างกันคนละช่วงเวลา คือ หนึ่ง เหตุการณ์ประหารชีวิตพระปรีชากลการ ใน พ.ศ. 2422 และ สอง เหตุการณ์เสด็จประพาสมณฑลปราจิณ ใน พ.ศ. 2451[21] ซึ่งเป็นเรื่องราวที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสตรวจราชการและสำรวจโบราณสถานของเมืองปราจีนบุรี โดยมิได้มีเรื่องราวเกี่ยวกับการถูกลอบปลงพระชนม์แต่อย่างใด มาปะติดปะต่อให้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน จนกลายเป็นเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นสืบต่อกันมา

อย่างไรก็ดี มากไปกว่าการวิพากษ์ตัดสินข้อมูลตามแบบฉบับของขนบการศึกษาประวัติศาสตร์ สิ่งที่น่าสนใจคือการทำความเข้าใจกระบวนการการกลายเป็น ‘ประวัติศาสตร์ความทรงจำใหม่’ ของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองปราจีนบุรี ซึ่งในกรณีของพระปรีชากลการจะพบว่า มิใช่ในรูปแบบของความจงใจที่จะการเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นขึ้นมาใหม่ หากแต่คือกระบวนการสร้างความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ที่บทความนี้จะขอเรียกว่า ‘ประวัติศาสตร์ความทรงจำแบบ false memory’

False memory เป็นแนวคิดทางจิตวิทยา ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยว่า ‘ความทรงจำเท็จ’ หมายถึง ความทรงจำที่สร้างขึ้นหรือบิดเบือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยความทรงจำดังกล่าวอาจเป็นเรื่องเท็จหรือเป็นเพียงจินตนาการ ในบางความทรงจำจึงมิใช่ความจริง แต่ทว่าถูกจดจำว่าเป็นความจริง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในบางครั้งความทรงจำก็ทำงานคล้ายกับเว็บไซต์วิกิพีเดีย (Wikipedia) ที่แม้ตนเองจะเป็นคนแรกที่สร้างความทรงจำขึ้นมา แต่ความทรงจำก็เปิดโอกาสให้ตนเองและผู้อื่นกลับไปแก้ไขได้ ความทรงจำจึงอาจไม่ตรงกับความจริงในอดีต ซึ่งความทรงจำเช่นนี้ถูกประกอบสร้างขึ้นจากความผิดพลาด ความคลาดเคลื่อน หรือการถูกบิดเบือน แต่ทว่าได้ถูกจดจำและเชื่อความทรงจำจนสนิทใจกลายเป็นความจริงว่าเคยเกิดขึ้น[22]

หากกระบวนการทางประวัติศาสตร์แบบประวัติศาสตร์ ‘ความทรงจำ’ มีรูปแบบกระบวนการทำงานคล้ายแนวคิดจิตวิทยาว่าด้วยความทรงจำแบบ false memory ก็น่าสนใจว่า จากกรณีศึกษาความทรงจำประวัติศาสตร์ท้องถิ่นว่าด้วยเรื่องราวของพระปรีชากลการที่เมืองปราจีนบุรี จะพบกระบวนการทำงานของความทรงจำทรงทางประวัติศาสตร์แบบ false memory กล่าวคือ เมื่อเวลาทางประวัติศาสตร์เดินทางห่างไกลจากจุดที่เหตุการณ์เกิดขึ้น กระบวนการความทรงจำทางประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้นและเริ่มเดินทางจนถึงปัจจุบันและจะยังเดินต่อไปในอนาคต

ในท่ามกลางความทรงจำร่วมกันอันหลากหลายของคนในท้องถิ่นเมืองปราจีน ประวัติศาสตร์ว่าด้วยเรื่องประปรีชากลการก็ถูกผสมผสานเข้ากับประวัติศาสตร์อื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องราวว่าด้วยประวัติศาสตร์อันเกี่ยวข้องกับราชสำนัก ทว่าในสายธารของความทรงจำที่ยาวนานก็ส่งผลต่อความคลาดเคลื่อน ทำให้ประวัติศาสตร์พระปรีชากลการถูกปะติดปะต่อขึ้นใหม่จากการเอาข้อมูลอื่นๆ มาผูกโยงและประกอบสร้างกลายเป็นเรื่องราวความทรงจำขึ้นมาใหม่ ส่งผลให้ภาพความทรงจำเรื่องพระปรีชากลการในฐานะ ‘ผู้ถูกกระทำ’ ในทางประวัติศาสตร์กระแสหลัก กลายเป็น ‘ผู้กระทำ’ ถึงขนาดอาจหาญกล้าลอบปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ในทางประวัติศาสตร์ความทรงจำท้องถิ่นของเมืองปราจีน

อย่างไรก็ดี ควรตระหนักว่าประวัติศาสตร์ของพระปรีชากลการนี้ มิใช่การตั้งใจเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะต่อสู้และงัดค้านกับประวัติศาสตร์กระแสหลัก หากแต่เป็นกระบวนการของประวัติศาสตร์ความทรงจำแบบ false memory ที่ถูกประกอบสร้างขึ้นจากความคลาดเคลื่อนและผสมปนเปเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อื่นๆ เข้าด้วยกัน จนกลายเป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำใหม่ร่วมกันของคนบางส่วนในเมืองปราจีนบุรี


[1] ดูตัวอย่างงานศึกษาและบทความเรื่องนี้ใน ปราณี ชวางกูร, คดีพระปรีชากลการ (พ.ศ. 2421 -2422) กับการเมืองภายในของไทย, วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2528. ; ผิน ทุ่งคา, “กูต้องตายเพราะอยากมีเมียแหม่ม” คดีความและวาทะของพระปรีชากลการ ผู้รับโทษประหาร, ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์ (SILPA-MAG.COM), เข้าถึงข้อมูลใน https://www.silpa-mag.com/history/article_6763 , สืบค้นข้อมูลเมื่อ 22 มิถุนายน 2565. ; วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, ‘พระปรีชากลการ’ จากขุนนางนักเรียนนอกสู่ ‘ผีเมือง’ เจ้าพ่อสำอาง, วลัยลักษณ์ ทรงศิริ บทความทาง โบราณคดี ประวัติศาสตร์สังคมและพื้นที่ในท้องถิ่น, เข้าถึงข้อมูลใน https://suanleklek.wordpress.com/2018/12/22/phraprechakollakarn-chao-por-sam-ang-guardian-spirit/), สืบค้นข้อมูลเมื่อ 22 มิถุนายน 2565.

[2] ดูตัวอย่างงานศึกษาเรื่องราวของของพระปรีชากลการในแง่มุมของประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ใน วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, “บ่อทอง” กบินทร์บุรี และความซับซ้อนของคดีพระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล), วลัยลักษณ์ ทรงศิริ บทความทาง โบราณคดี ประวัติศาสตร์สังคมและพื้นที่ในท้องถิ่น, เข้าถึงข้อมูลใน https://suanleklek.wordpress.com/2018/07/06/
borthong-kabinburi-prapreechakolrakarn/, สืบค้นข้อมูลเมื่อ 22 มิถุนายน 2565.

[3] คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดปราจีนบุรี, (กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร, 2544), 226.

[4] ใน วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, “บ่อทอง” กบินทร์บุรี และความซับซ้อนของคดีพระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล), อ้างแล้ว. พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก, “ภาพเก่าเล่าตำนาน เรื่องพระปรีชากลการ…ขุนนางสยามมีเมียฝรั่ง”, ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์ (SILPA-MAG.COM), เข้าถึงข้อมูลใน https://www.matichon.co.th/columnists/news_862495#google_vignette, สืบค้นข้อมูลเมื่อ 4 สิงหาคม 2565.

[5] วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, “บ่อทอง” กบินทร์บุรี และความซับซ้อนของคดีพระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล), อ้างแล้ว.

[6] เรื่องเดิม

[7] ปราณี ชวางกูร, คดีพระปรีชากลการ (พ.ศ. 2421 -2422) กับการเมืองภายในของไทย, 8 – 9.

[8] โปรดดูการเล่าเรื่องนี้โดยละเอียดใน ปราณี ชวางกูร, คดีพระปรีชากลการ (พ.ศ. 2421 – 2422) กับการเมืองภายในของไทย, อ้างแล้ว

[9] เรื่องเดิม, 78 – 95.

[10] ผิน ทุ่งคา, “กูต้องตายเพราะอยากมีเมียแหม่ม” คดีความและวาทะของพระปรีชากลการ ผู้รับโทษประหาร, อ้างแล้ว.

[11] ปราณี ชวางกูร, คดีพระปรีชากลการ (พ.ศ. 2421 – 2422) กับการเมืองภายในของไทย, 51 – 53.

[12] ปราณี ชวางกูร, คดีพระปรีชากลการ (พ.ศ. 2421 – 2422) กับการเมืองภายในของไทย, 54. ; ผิน ทุ่งคา, “กูต้องตายเพราะอยากมีเมียแหม่ม” คดีความและวาทะของพระปรีชากลการ ผู้รับโทษประหาร, อ้างแล้ว.

[13] วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, “บ่อทอง” กบินทร์บุรี และความซับซ้อนของคดีพระปรีชากลการ (สำอาง อมาตยกุล), อ้างแล้ว.

[14] วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, ‘พระปรีชากลการ’ จากขุนนางนักเรียนนอกสู่ ‘ผีเมือง’ เจ้าพ่อสำอาง, อ้างแล้ว.

[15] ดู https://www.facebook.com/109813744099170/photos/a.109825810764630/112865117127366/
?type=3

[16] วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, ‘พระปรีชากลการ’ จากขุนนางนักเรียนนอกสู่ ‘ผีเมือง’ เจ้าพ่อสำอาง, อ้างแล้ว.

[17] เรื่องเดิม

[18] เรื่องเดิม

[19] สัมภาษณ์ นายประสงค์ แสนใจกล้า นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปราจีนบุรี วันที่ 16 มิถุนายน 2565.

[20] วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, ‘พระปรีชากลการ’ จากขุนนางนักเรียนนอกสู่ ‘ผีเมือง’ เจ้าพ่อสำอาง, อ้างแล้ว.

[21] ดู พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องเสด็จประพาสมณฑลปราจีน เมื่อ ร.ศ.127 (พ.ศ. 2451), พิมพ์ในงานพระเมรุ พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2495.

[22] มัชฌิมา ร่มทุกข์, การสัมภาษณ์เพื่อหาความจริง : ทางเลือกใหม่ของกระบวนการสอบสวนสู่การแก้ปัญหาการจับกุมแพะจากความทรงจำเท็จของพยาน, วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์, ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน, 2565), 188 – 189.

MOST READ

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

Life & Culture

8 Sep 2021

คนกระโปกแห่งยุคสมัย 199x ทำไมเด็กเจนวายไม่ยอมโต

คอลัมน์ PopCapture พิมพ์ชนก พุกสุข เขียนถึงสาเหตุสำคัญว่าเพราะอะไร ‘ชาวมิลเลนเนียลส์’ ถึงไม่อาจเติบโตได้อย่างที่ใจหวัง

พิมพ์ชนก พุกสุข

8 Sep 2021

Life & Culture

24 Dec 2018

‘สิงโตนอกคอก’ กับมุมมองต่อความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล เขียนถึงเรื่องสั้น ‘สิงโตนอกคอก’ ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ที่ตั้งคำถามกับประเด็นจริยธรรม เชื่อมโยงกับมุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล

24 Dec 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save