fbpx

เจาะประเด็นสิ่งแวดล้อม ‘COP26’ เมื่อโลกไม่มีใบที่สอง กับ เพชร มโนปวิตร

“นี่คือสัญญาณเตือนสีแดง (Code Red) สำหรับมนุษยชาติ” คือคำเตือนสุดท้ายจากองค์การสหประชาชาติและบรรดานักวิทยาศาสตร์เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ถึงอุณหภูมิโลกที่กำลังทะยานขึ้นเกินขีดจำกัด อันจะส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อโลก หากไม่รีบช่วยกันแก้ไขเสียแต่ ‘ตอนนี้’ ทุกสายตาทั่วโลกจึงต่างจับจ้องไปที่การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26) ด้วยความหวังว่าผู้นำโลกจะบรรลุข้อตกลงแก้ปัญหาร่วมกันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

101 ชวน ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ เลขาธิการมูลนิธิโลกสีเขียว และผู้ร่วมก่อตั้ง ReReef สนทนาถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกที่ใกล้เดินถึงจุดที่ไม่อาจแก้ไขได้ พร้อมเจาะลึกผลการประชุม COP26 ว่าเพียงพอหรือล้มเหลวที่จะพามนุษยชาติให้รอดพ้นจากปัญหานี้

:: วิเคราะห์การประชุม COP26 ที่ผ่านมา ::

ปี 2563 เป็นปีที่ครบรอบ 5 ปีของความตกลงปารีส (Paris Agreement) ทำให้ในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 26 (COP26) หลายประเทศทั่วโลกจึงต้องมารายงานความคืบหน้าของความพยายามไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส หรือถ้าเป็นไปได้ก็ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

เพราะแม้ว่าตอนนี้อุณหภูมิในปัจจุบันจะเพิ่มอยู่ที่ 1.09 องศาเซลเซียส แต่สิ่งที่เห็นในเชิงประจักษ์คือภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ฝนตกปริมาณเยอะ หรือในช่วงแล้งก็แล้งนาน ซึ่งความเสียหายในเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนตระหนักแล้วว่าเรื่องอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียสถือเป็นความเป็นความตาย อย่างในช่วงพิธีเปิดการประชุม COP26 ประธานาธิบดีของประเทศบาร์เบโดสซึ่งเป็นตัวแทนประเทศหมู่เกาะที่เผชิญกับภัยพิบัติประกาศว่า “2 องศาเซลเซียส คือคำสั่งประหารชีวิตของประเทศที่เป็นหมู่เกาะ” จึงไม่น่าแปลกใจที่สื่อมวลชนและเหล่าผู้นำประเทศจะเห็นตรงกันว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกเป็นประเด็นใหญ่

จากการประชุมที่ผ่านมา เราสามารถมองการประชุม COP ครั้งที่ 26 ได้ 2 มุมมอง มุมมองแรกเป็นการมองแบบมีความหวัง โดยสามารถพิจารณาได้จากการมีความคิดริเริ่มโครงการดีๆ เช่น  คำประกาศให้คำมั่นที่จะยุติการตัดไม้ทำลายป่าและฟื้นฟูป่าไม้ภายในปี 2030 นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ยังมีผู้เข้าร่วมมากถึง 25,000 คนและเป็นครั้งแรกที่มีผู้นำประเทศเข้าร่วมมากกว่า 120 คน

มุมมองที่สอง มองว่ายังมีแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ตามรายงานของ BBC พบว่า ตัวแทนของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิลมีจำนวนมากที่สุดในการเข้าร่วมประชุม เป็นเหตุให้ภาคประชาสังคมมองว่ายังมีการต่อรองผลประโยชน์อยู่สูงมาก ประกอบกับผู้นำสูงสุดของจีนและรัสเซียก็ไม่มาเข้าร่วม ส่งผลให้การประชุมมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับความจริงจังและไม่มีแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างแท้จริง

:: ข้อสังเกตเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ::

ถ้าหากถามว่าข้อตกลงที่เกิดขึ้นภายในการประชุม COP26 จะทำให้เราไปถึงเป้าหมายในการลดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้ไปถึง 2 องศาเซลเซียสได้ไหม ผมมองว่า ณ วันนี้ขนาดเรามองโลกในแง่ดีที่สุด ก็ยังมีหลายจุดที่ถูกตั้งข้อสงสัย ยกตัวอย่างเช่น การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions: NDCs) ที่ประเทศภาคีของความตกลงปารีสกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศตน ซึ่งถ้าหากทุกประเทศทำได้ตามเป้าหมายที่แต่ละประเทศกำหนดไว้ ตอนนี้เราอาจจะลดอุณหภูมิเฉลี่ยลงได้ถึง 1.8 องศาเซลเซียส

ทว่า หลายคนเริ่มตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวเลขดังกล่าว เพราะจากรายงานของ The Washington Post พบว่า ตัวเลขที่หลายประเทศเสนอมามีพื้นฐานมาจากตัวเลขที่พิสูจน์ไม่ได้จริง เช่น มาเลเซียใช้ตัวเลขการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของป่าไม้สูงกว่าตัวเลขที่อินโดนีเซียซึ่งมีป่าเขตร้อนเหมือนกันใช้ถึง 4 เท่า นี่เป็นตัวชี้วัดที่กำลังบอกว่าตัวเลขที่แต่ละประเทศส่งมาอาจจะไม่ใช่ตัวเลขจริงๆ เป็นเหตุให้นักวิชาการเคลือบแคลง

ประการที่สอง การตั้งเป้าหมายจากการมองโลกในแง่ดีหลายๆ ครั้งก็ไม่เป็นจริง เช่น ร้อยละ 90 ของเป้าหมายในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพยังไม่เป็นจริง รวมถึงการเพิ่มอัตราพื้นที่อนุรักษ์ธรรมชาติทางบกและทางทะเลก็ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจหากกลุ่มนักรณรงค์หรือกลุ่มนักอนุรักษ์จะมองว่าตอนนี้ยังไม่มีผลลัพธ์นโยบายการเปลี่ยนผ่านให้เห็นอย่างชัดเจน เป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เพื่อลดแรงกดดัน

:: ท่าทีของไทยในเวทีโลกกับนโยบายสิ่งแวดล้อมภายในประเทศ ::

เราต้องย้อนมาดูว่าประเทศไทยมีนโยบายสอดรับกับคำประกาศว่าจะลดความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 45% ภายในปี 2030 บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2065 ตามที่ประชุมหรือไม่

นายกฯ ได้พูดถึงการใช้ ‘โมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Bio-Circular-Green Economy : BCG)’ เป็นกรอบนโยบายที่สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ซึ่ง BCG หมายรวมถึงคำว่า ‘Bio’ หรือในที่นี้คือการเพิ่มมูลค่าทรัพยากรชีวภาพที่เรามี เช่น ทรัพยากรในท้องถิ่น แทนที่จะมองในเรื่องปริมาณ ส่วนคำว่า ‘Circular’ คือการผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยวัสดุเหลือใช้จะต้องหมุนเวียนกลับสู่วงจรการผลิตใหม่ได้ และคำว่า ‘Green’ หมายถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยชูเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งนโยบาย BCG เป็นกรอบโครงร่างที่ดี เพียงแต่เราขาดหมุดหมายหรือโรดแมป ว่าถ้าไทยจะพัฒนาเศรษฐกิจจากทรัพยากรชีวภาพที่มีอยู่ เราจะต้องทำอะไรบ้างและทำภายในปีไหน

นอกจากนี้ การอนุรักษ์ระบบนิเวศดั้งเดิมก็เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการลดโลกร้อน แต่ปรากฏว่าพอมองนโยบายตัวนี้ กลับมีข้อขัดแย้งอยู่มาก ดังจะเห็นได้จากแถลงการณ์ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเมื่อไม่นานมานี้ ที่แสดงให้เห็นว่าภาครัฐเสนอโครงการขอเข้าใช้พื้นที่อนุรักษ์

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า ในขณะที่เราประกาศร่วมมือกับประชาคมโลกเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่ แต่เรากลับไม่มีนโยบายภายในประเทศที่รองรับเท่าไหร่

:: แนวทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนของไทย ::

หากถามว่า BCG สามารถกลายเป็น Green New Deal ของไทยได้หรือไม่ ผมว่าเป็นไปได้ ถ้าเราเอา BCG มาเปลี่ยนเป็นโรดแมปที่กำหนดเส้นเวลาการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นรูปธรรม ว่าในแต่ละช่วงเวลาจะต้องมีนโยบายอะไรเข้ามารองรับการเปลี่ยนผ่าน

เนื่องจากทุกปัญหาเกี่ยวโยงกัน การแก้ปัญหาสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงจึงไม่ใช่แค่การเลิกใช้ถ่านหินอย่างเดียว แต่จะต้องแก้ปัญหาในประเด็นอื่นด้วย เช่น การคมนาคม เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องปฏิรูปนโยบายทั้งหมด เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืน

และเมื่อมีโรดแมปแล้ว ก็ต้องนำใส่เข้าไปในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นเหมือนเข็มทิศเศรษฐกิจของเรา เช่นนี้ก็พอเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่ามันจะเป็นจริงได้อย่างไร

:: ไทยต้องทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ตกขบวนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ::

ต่อไปกระแสโลกจะให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การแข่งขันเรื่องราคาอย่างเดียวแล้ว ดังจะเห็นได้จากการออก ‘มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM)’ ของสหภาพยุโรป ที่เริ่มส่งสัญญาณมาแล้วว่าในการส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปจะต้องมีการรายงานการประเมินคาร์บอนฟุตพรินท์ (Carbon Footprint : CF) ของสินค้า

นอกจากนี้ ในเชิงเทคโนโลยีก็เป็นการกึ่งบังคับให้มีการเปลี่ยนผ่าน เพราะต้นทุนในการผลิตพลังงานหมุนเวียนก็ต่ำลง เพียงแต่ว่าระบบผลิตพลังงานของประเทศไทยยังค่อนข้างถูกผูกขาดอยู่ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะมีการกระจายอำนาจในเรื่องการผลิตไฟฟ้า เช่น ความจริงในตอนนี้ทุกคนสามารถติดตั้งโซลาเซลล์ตามหลังคาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าเองได้แล้ว โดยไม่ต้องพึ่งระบบส่วนกลาง เรื่องนี้ก็จะช่วยเร่งในการเปลี่ยนผ่าน

เพราะฉะนั้น หากรัฐบาลไทยสามารถจับกระแสโลกเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ รัฐบาลจะต้องช่วยสนับสนุนทั้งในส่วนผู้บริโภค ผู้ผลิต รวมไปถึงผู้ประกอบการ และจะต้องปรับปรุงกฎเกณฑ์ภายในอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนของการเปลี่ยนผ่าน

MOST READ

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

Interviews

3 Sep 2018

ปรากฏการณ์จีนบุกไทย – ไชน่าทาวน์ใหม่ในกรุงเทพฯ

คุยกับ ดร.ชาดา เตรียมวิทยา ว่าด้วยปรากฏการณ์ ‘จีนใหม่บุกไทย’ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องการท่องเที่ยว แต่คือการเข้ามาลงหลักปักฐานระยะยาว พร้อมหาลู่ทางในการลงทุนด้านต่างๆ จากทรัพยากรของไทย

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

3 Sep 2018

Social Issues

21 Nov 2018

เมื่อโรคซึมเศร้าทำให้อยากจากไป

เรื่องราวการรับมือกับความคิด ‘อยากตาย’ ผ่านประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า คนเคียงข้าง และบทความจากจิตแพทย์

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

21 Nov 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save