fbpx
Participatory Budgeting : การทำงบประมาณแบบประชาชนมีส่วนร่วม ฝันที่ (อาจ) ไม่มีวันเป็นจริงในสังคมไทย

Participatory Budgeting : การทำงบประมาณแบบประชาชนมีส่วนร่วม ฝันที่ (อาจ) ไม่มีวันเป็นจริงในสังคมไทย

หลายคนคงรู้จักคำว่า crowdsourcing ดีอยู่แล้ว รากศัพท์ของคำนี้คือการระดม (sourcing) อะไรสักอย่างจาก ‘ฝูงชน’ (crowd) นั่นเอง

ส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นการระดม ‘เงิน’ เพื่อนำมาเป็นต้นทุนในการทำอะไรสักอย่าง แต่คำถามก็คือ – แล้วถ้าสิ่งที่ ‘ระดม’ มาจาก ‘ฝูงชน’ ไม่ใช่เงิน แต่คือ ‘ปัญญา’ ล่ะครับ จะเป็นไปได้ไหม?

มีผู้วิเคราะห์ไว้นานแล้วว่า crowdsourcing นั้น โดยหลักการแล้วคือการ ‘เชื่อ’ ใน ‘ปัญญาของฝูงชน’ หรือ wisdom of the crowd เพราะไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไร หากได้รับแรงสนับสนุนแบบ crowdsourcing ย่อมแปลว่า ‘ฝูงชน’ นั้นๆ ได้ใช้สติปัญญา ความรู้ ความชอบ รสนิยม การให้คุณค่า ฯลฯ เพื่อ ‘เลือก’ แล้ว ซึ่งผลลัพธ์ก็คือการสนับสนุนโครงการนั้นๆ

wisdom of the crowd หรือ ‘ปัญญาของฝูงชน’ เชื่อว่าเมื่อรวบรวมความคิดเห็นหรือการตัดสินใจของคนหมู่มากเข้าด้วยกัน ผลลัพธ์ที่ได้มักจะ ‘ฉลาด’ หรือถูกต้องแม่นยำกว่าความคิดเห็นของคนเพียงคนเดียว ไม่ว่าคนคนเดียวนั้นจะยิ่งใหญ่ ทรงอำนาจ ฉลาดเฉลียว หรือเรียนจบปริญญาเอกมากี่ใบก็ตามที เพราะมันคือ ‘สติปัญญาร่วม’ (collective wisdom) ที่ผ่านการคัดเลือกขัดเกลาโดยความเห็นจำนวนมาก แนวคิดนี้มาจากหนังสือ The Wisdom of Crowds ของ James Surowiecki ซึ่งบอกว่าปัญญาของฝูงชนนั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ นะครับ แต่มีเงื่อนไขหลายอย่าง เช่น ฝูงชนนั้นๆ ต้องมีความคิดเห็นที่หลากหลาย (diversity), ต้องมีความเป็นอิสระ (independence) ไม่ใช่ใครบอกให้โหวตอะไรก็โหวตตามนั้นราวกับปศุสัตว์ที่ถูกฝึกมาให้เชื่อง, ต้องมีการกระจายตัว (decentralization) ของทั้ง ‘ข้อมูล’ และ ‘อำนาจ’ ในการตัดสินใจ และสุดท้ายก็ต้องมีกลไกการจัดการที่มีการรวมรวบผล (aggregation) ที่มีประสิทธิภาพและไม่ฉ้อฉลด้วย

ดังนั้นจึงพูดได้อีกอย่างหนึ่งว่า โครงการประเภท crowdsourcing ซึ่งวางอยู่บน ‘ปัญญาของฝูงชน’ นั้น มีความเป็น ‘ประชาธิปไตย’ ในตัวของมันเองสูงพอสมควร

crowdsourcing ไม่ได้ใช้ได้แค่แรงสนับสนุนทางด้านการเงิน (แบบที่เรียกว่า crowdfunding) เท่านั้นนะครับ เพราะพอใช้คำว่า crowdsourcing ก็แปลว่าสังคมหนึ่งๆ สามารถจะ ‘ระดม’ อะไรต่อมิอะไรได้หลายอย่างจาก ‘ฝูงชน’ เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้นๆ โดยเฉพาะการ ‘ระดมปัญญา’ ที่มีอยู่ในแบบ wisdom of the crowd

ตรงนี้นี่เองครับ ที่คำว่า participatory budgeting เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง!

คำว่า participatory budgeting อาจแปลได้ง่ายๆ ว่าคือการจัดทำ ‘งบประมาณ’ ในแบบที่ให้ ‘ฝูงชน’ เข้ามามีส่วนร่วมด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เป็นกระบวนการ citizen sourcing แบบหนึ่งที่ ‘รัฐ’ สามารถใช้ได้ผ่านเทคนิคต่างๆ ของ crowdsourcing ซึ่งวางอยู่บน ‘ความเชื่อ’ และ ‘ความไว้วางใจ’ ใน ‘ปัญญาของฝูงชน’ อีกต่อหนึ่ง

ก่อนจะไปต่อ อยากชวนย้อนกลับมาดูกระบวนการจัดทำงบประมาณของประเทศไทยกันหน่อยดีไหมครับ

‘วิธีทำงบประมาณ’ ของไทย โดยทั่วไปจะเกิดขึ้นเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ


1. หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ (ซึ่งก็คือหน่วยงานราชการ อาจจะมีภาคส่วนอื่นๆ บ้าง เช่น องค์การมหาชน แต่ก็ไม่มากนัก) จะเป็นผู้ ‘คิด’ ว่าปีนี้ฉันจะทำอะไรบ้าง ส่วนใหญ่มักเป็นการสานต่อโครงการเก่า เพราะว่ากันว่าเวลาของบประมาณจะผ่านง่ายกว่าโครงการใหม่ จากนั้นก็เขียนขึ้นมาเป็นโครงการต่างๆ ซึ่งอาจมีโครงการเล็กซ่อนอยู่ในโครงการใหญ่ หรือไม่ก็เขียนคลุมๆ ไว้ก่อน เวลาทำงานจริงค่อยไปคิดโครงการเล็ก (บางทีก็เรียกว่า ‘กิจกรรม’)  แล้วจึงเสนอของบประมาณ


2. หน่วยงานสำคัญที่เป็นผู้พิจารณางบประมาณ ซึ่งคือสำนักงบประมาณ จะรวบรวมโครงการต่างๆ ไปทำเป็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี แล้วเสนอกับคณะรัฐมนตรี (ซึ่งต้องเน้นไว้ตรงนี้นะครับ ว่าคณะรัฐมนตรีก็คือ ‘ฝ่ายบริหาร’ ที่อาจจะพูดไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นตัวแทนของประชาชนทั้งหมด เพราะบางส่วนก็ให้ ‘มืออาชีพ’ ในด้านต่างๆ เข้ามาบริหารด้วย เช่น รัฐมนตรีคนนอก ฯลฯ)


3. จากนั้น คณะรัฐมนตรีจะเห็นชอบร่างงบประมาณ แล้วเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร (ต้องเน้นด้วยว่า ‘สภาผู้แทนฯ’ คือฝ่ายนิติบัญญัติที่ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของประชาชนโดยตรง เพราะส่วนใหญ่มาจากการเลือกตั้ง ยกเว้นสมาชิกวุฒิสภาที่มีกระบวนการอีกแบบหนึ่ง)


4. คราวนี้ในสภาฯ ก็จะตั้งกรรมาธิการโน่นนั่นนี่ขึ้นมาพิจารณางบประมาณกันเป็นการใหญ่ แต่ต้องบอกคุณว่า บ่อยครั้ง ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาหรือ ‘แทคติก’ ต่างๆ ในทางการเมือง ทำให้การพิจารณาอาจไม่ได้ลงลึกทุกเรื่อง ส่วนใหญ่จะถกเถียงกันในเรื่องใหญ่ๆ หรือเรื่องที่เป็นข่าวมากกว่า


5. หลังจากนั้นจะมีการอภิปรายผ่านสภาฯ หลายวันหลายคืน ถ้าสภาฯ เห็นชอบ (ส่วนใหญ่ก็เห็นชอบแหละครับ เพราะฝ่ายรัฐบาลมีเสียงมากกว่าอยู่แล้ว) ก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธย แล้วก็ประกาศใช้ หลังจากนั้นจะเป็นการทำงานตามโครงการต่างๆ ที่เสนอมาตั้งแต่ต้น โดยสำนักงบประมาณคอยตรวจสอบประเมินผลอีกทีหนึ่ง


ถ้าดูจาก ‘วิธีทำงบประมาณ’ (ถ้าเรียกให้เป็นทางการหน่อย ต้องเรียกว่า ‘วิธีการงบประมาณ’) ของไทยนั้น เราจะเห็นได้ชัดเลยนะครับว่า – มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘ประชาชน’ เข้าไปเกี่ยวข้องในสัดส่วนที่ไม่มากนัก เพราะ ‘ตัวแทน’ ที่ได้รับมอบอำนาจจากประชาชนโดยตรงเข้าไปเกี่ยวข้องจริงๆ แค่ในข้อ 4 เท่านั้นเอง คืออาจจะไปเป็นกรรมาธิการหรืออภิปรายในสภาฯ แต่ ‘ประชาชน’ ไม่ได้มี ‘ส่วนร่วม’ ตรงๆ ในการกำหนดว่า – เฮ้ย! ปีนี้ฉันอยากได้โครงการแบบนี้ๆ ในพื้นที่นี้ๆ แต่ ‘โครงการ’ ที่ถูกกำหนดขึ้นมานั้น ตั้งต้นมาจาก ‘สายตา’ หรือ ‘วิธีคิด’ ของข้าราชการเป็นหลัก ซึ่งหากข้าราชการที่เสนอโครงการนั้นๆ ได้คลุกคลีกับประชาชนจริงๆ จนเห็นปัญหาถ่องแท้และเสนอโครงการอย่างตั้งใจจริงก็ดีไป แต่ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น บ่อยครั้งเราก็จะได้โครงการที่ประชาชนอาจไม่ได้ต้องการจริงๆ ก็ได้ (ตั้งแต่เสาไฟกินรีจนถึงเรือดำน้ำ)

ที่จริงถ้าพูดในเชิงเทคนิค ต้องบอกว่าวิธีการงบประมาณสมัยนี้ดีขึ้นกว่าสมัยก่อนแล้วนะครับ เพราะสมัยก่อน ระบบงบประมาณของไทยมีแบบเดียว คือแบบที่เรียกว่า ‘งบประมาณแบบแสดงรายการ’ (line-item budgeting) ซึ่งเน้นไปที่การควบคุมการใช้เงิน ก็เลยไม่ยืดหยุ่นเท่าไหร่ แต่ตอนหลังมีงบประมาณแบบอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่น งบประมาณแบบแสดงผลงาน (performance budgeting), งบประมาณแบบแสดงแผนงาน (program budgeting), งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน (performance based budgeting), งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานตามยุทธศาสตร์ (strategic performance based budgeting) หรืองบประมาณแบบใหม่ที่พรรคก้าวไกลเสนอ คืองบประมาณฐานศูนย์ (zero budgeting)

แม้จะมีการปรับตัวมากขึ้นแล้วในเชิงวิธีการงบประมาณ แต่ก็ยังต้องยอมรับนะครับว่าการทำงบประมาณทั้งหมดในประเทศไทย ยังไม่มีวิธีทำงบประมาณที่ ‘เปิดโอกาส’ ให้ประชาชนได้เข้ามา ‘มีส่วนร่วม’ โดยตรง หรือที่เรียกว่าเป็นวิธีทำงบประมาณแบบ participatory budgeting เลย

เจ้า participatory budgeting หรือ PB ก็เหมือน crowdsourcing ที่เราว่ากันมาข้างต้นนั่นแหละครับ มันคือกระบวนการทำงบประมาณที่ระดมเอา ‘ทุนทางปัญญามหาชน’ หรือทุนจาก wisdom of the crowd มาร่วมให้ความเห็นนั่นเอง โดย PB เป็นกระบวนการที่ให้ประชาชนย้อนกลับมามีส่วนร่วมโดยตรงในการ ‘ตัดสินใจ’ เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณ ‘บางส่วน’ (เน้นว่าไม่ใช่ทุกเรื่องนะครับ) โดยเฉพาะกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมากมักจะเป็นเรื่องของ ‘สาธารณูปโภคทางปัญญา’ ต่างๆ เช่น แหล่งเรียนรู้ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ คือไม่ใช่มีสิทธิมีเสียงแค่สี่วินาทีตอนกาบัตรเลือกตั้งเท่านั้น แต่สามารถเข้ามากำหนดการทำงบประมาณในภายหลังได้ด้วย

แนวคิดเรื่อง PB เกิดขึ้นครั้งแรกในเมืองโปร์ตูอาแลกรี (Porto Alegre) ที่บราซิล ในปี 1989 ซึ่งรัฐธรรมนูญบราซิลบอกเอาไว้ว่า All power originates from the people, who exercise it by the means of elected representatives or directly. นั่นแปลว่า ‘ประชาชน’ จะใช้ ‘อำนาจ’ ผ่านตัวแทน (อย่างผู้แทนในสภาฯ) หรือจะใช้อำนาจ ‘โดยตรง’ ก็ได้ ดังนั้น เมื่อโอลิวิโอ ดูทรา (Olívio Dutra) จากพรรคแรงงาน (Workers’ Party) ชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกเทศมนตรีของเมืองโปร์ตูอาแลกรีในปี 1989 จึงริเริ่มวิธีทำงบประมาณแบบ PB นี้ขึ้นมา

คุณดูทราแบ่งเมืองออกเป็น 16 เขต และจัดให้มีการประชุมผู้คนในแต่ละเขต ใครอยากเสนออะไรก็เสนอ โดยรัฐทำหน้าที่ facilitate หรืออำนวยความสะดวกในการรวบรวมข้อเสนอพวกนี้มาเขียนเป็นโครงการ แล้วก็คัดเลือกตัวแทนประชาชนเข้ามาร่วมอยู่ใน ‘สภางบประมาณ’ (เรียกว่า participatory budget council) จากนั้นร่วมกันทำงานในการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ โดยมีการจัดลำดับความสำคัญว่าจะทำอะไรก่อนหลัง แล้วให้ประชาชนทั้งเมืองลงคะแนนเสียงอีกที

ฟังดูยุ่งยากเหลือเกินใช่ไหมครับ แต่รู้ไหมครับว่าสำหรับชาวเมืองโปร์ตูอาแลกรีนั้น วิธีทำงบประมาณแบบนี้กลับช่วยให้โครงการ ‘กระจาย’ ไปสู่ชุมชนยากจนมากขึ้น ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะข้าราชการนั้น ต่อให้ตั้งใจทำงานมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถ ‘รู้’ ถึงปัญหาได้อย่างถ่องแท้มากเท่าประชาชนหรือผู้คนที่ต้อง ‘เผชิญ’ กับปัญหานั้นจริงๆ หรอกครับ พอจัดการให้คนที่คลุกคลีอยู่กับปัญหาได้มาตัดสินใจร่วมกันกับผู้มีอำนาจ โครงการและบริการต่างๆ ของรัฐก็เลย ‘เข้าถึง’ คนได้ในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง และประชาชนมีความรู้สึกว่าตัวเอง ‘เป็นเจ้าของ’ และ ‘มีส่วนร่วม’ ในการพัฒนาเมือง เหมือนตัวเองมีอำนาจกำหนดได้ว่าจะให้เมืองเดินหน้าไปทิศทางไหน พอเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง ก็ยิ่งกลายเป็นพลเมืองที่แข็งขัน (active citizen) กันมากขึ้น

ความสำเร็จของ PB ที่โปร์ตูอาแลกรีกลายเป็นต้นแบบให้เมืองหรือประเทศอื่นๆ นำไปใช้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการให้ประชาชนเสนอโครงการ หารือร่วมกัน มีการลงคะแนนเลือกโครงการ (ไม่ใช่ข้าราชการกำหนดอะไรมาก็ทำไปตามนั้น) รวมไปถึงการติดตามและประเมินผลโดยประชาชน (ไม่ใช่แค่โดยสำนักงบประมาณหรือหน่วยงานราชการที่ประเมินกันเอง) หลายเมืองนำไปใช้แพร่หลายทั่วโลก เกิดเป็นองค์กรอย่าง Participatory Budgeting Project ขึ้นมา และมีการทำงบประมาณแบบ PB ในกว่า 7,000 ชุมชนและเมืองในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก ทั้งในอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย

ตัวอย่างของเมืองเหล่านี้ไม่ใช่แค่เมืองเล็กๆ นะครับ เมืองหนึ่งที่น่าสนใจก็อย่างเช่นปารีส ที่ใช้ PB มาตั้งแต่ปี 2014 โดยให้ประชาชนร่วมตัดสินใจใน ‘งบลงทุน’ แต่ละปีต่างกันไป ปีแรกให้ประชาชนร่วมตัดสินใจในงบประมาณ 0.35%  (ราวๆ 20 ล้านยูโร) ของงบทั้งหมดก่อน แต่เมื่อมาถึงปี 2020 พอเห็นว่าวิธีการนี้ประสบความสำเร็จ ก็มีการเพิ่มยอดเงินให้ประชาชนร่วมตัดสินใจมาอยู่ที่ 5% (ราวๆ 100 ล้านยูโร) แปลว่าประชาชนชาวปารีเซียงอยากเอาเงิน 100 ล้านยูโรนี้ไปทำอะไรกับเมืองของตัวเองบ้างก็แสดงความคิดเห็นกันได้ ซึ่งปัจจุบันทำได้สะดวกมากผ่านระบบออนไลน์

ในแคลิฟอร์เนียก็มีกฎหมายเรื่อง PB ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในงบประมาณได้ทั้งในระดับเคาน์ตี (county) และระดับเทศบาล (municipality) หรือในนิวยอร์กเมื่อปี 2019 ก็มีการจัดสรรงบประมาณแบบ PB ราว 0.06% หรือประมาณ 35 ล้านเหรียญ

อีกประเทศหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากเรามากก็คือเกาหลีใต้ มีการออกกฎหมายให้ท้องถิ่นต้องจัดงบประมาณแบบ PB โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย ในกรุงโซลนั้น เมื่อปี 2016 มีการจัดสรรงบประมาณแบบ PB ราว 0.43% หรือประมาณ 50 ล้านเหรียญ สำหรับโครงการที่ประชาชนเลือกจะทำ แม้กระทั่งในจีนก็มีการทำงบประมาณแบบนี้ด้วย โดยเฉพาะในเมืองเฉิงตู

เจ้า PB นี่ มีรูปแบบการดำเนินการที่แตกต่างหลากหลายซับซ้อน ไม่เหมือนกันเลยในแต่ละประเทศ เพราะเขาเอาหลักการไปปรับใช้ให้เหมาะกับประเทศหรือเมืองของตัวเอง แต่หลักใหญ่ใจความก็คือ ‘รัฐ’ ต้องมีความ ‘ไว้วางใจ’ ใน ‘ประชาชน’ ของตัวเองว่าจะมี ‘ปัญญาของฝูงชน’ หรือ wisdom of the crowd และสามารถนำมันมาใช้ประโยชน์ได้จริงๆ ไม่ใช่รัฐที่เหยียดปัญญาของประชาชนจนต้องทำตัวเป็น ‘คุณพ่อรู้ดี’ คอยควบคุมประชาชนไปเสียทุกเรื่อง โดยเฉพาะควบคุมผ่านกระบวนการงบประมาณ

อย่างไรก็ตาม การทำงบประมาณแบบ PB ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จไปทุกหนทุกแห่งนะครับ ในหลายที่ก็ล้มเหลวอยู่เหมือนกัน โดยเฉพาะสังคมที่ความเหลื่อมล้ำสูงเกินไปและระบบอุปถัมภ์แข็งแรงมากเกินไป

สังคมแบบที่ว่านี้ จะทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนจำกัด มีแค่คนชั้นกลาง คนมีการศึกษา หรือคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต ฯลฯ เท่านั้น ที่เข้าถึงการกำหนด PB ได้ แต่คนจนและด้อยโอกาสจริงๆ มีส่วนร่วมน้อย ทำให้ ‘ความเห็น’ หรือ wisdom ที่ได้มา ไม่ใช่ของคนทุกกลุ่มจริงๆ

ในบางสังคมที่มีลักษณะ ‘พิธีกรรมนิยม’ ก็มีปัญหานะครับ เพราะมักจะเห็นว่าเรื่องการเมืองเหล่านี้เป็นแค่ ‘พิธีกรรม’ ทำไปก็แค่เป็นปาหี่เอาไว้รองรับผู้มีอำนาจ สุดท้ายคนที่ตัดสินใจชี้ขาดก็ยังเป็นคนที่มีอำนาจอยู่ดี นอกจากนี้ บางสังคมที่ยังยึดติดกับวิธีการงบประมาณแบบเดิมๆ ไม่มีการ ‘ปฏิรูป’ ระบบราชการจริงๆ ก็อาจส่งผลให้วิธีงบประมาณแบบ PB เกิดขึ้นไม่ต่อเนื่อง เปลี่ยนหัว เปลี่ยนผู้มีอำนาจที นโยบายก็เปลี่ยนเพราะหวังผลทางการเมือง สุดท้ายประชาชนก็ไม่เชื่อมั่นว่าประเทศจะเดินหน้าไปบนเส้นทาง PB ได้อย่างจริงจัง

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ในประเทศที่ประชาชนมีลักษณะ ‘แตกเป็นเผ่าทางการเมือง’ แบบ tribalism ก็จะเกิดอาการ ‘แบก’ เฉพาะกลุ่มการเมืองที่สอดคล้องกับจริตและอัตลักษณ์ของตัวเองเท่านั้น พอจะเข้ามามีส่วนร่วมก็อาจไม่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายได้ เกิดอาการไม่เคารพความเห็นที่ต่างออกไปจากตัว มักตั้งข้อรังแครังคัดว่าเป็นความเห็นของคน ‘อีกพวกหนึ่ง’ โดยไม่ได้พิจารณาที่ตัวข้อเสนอ ตัวโครงการ หรือตัวผลลัพธ์จริงๆ ทำให้การทำงานร่วมในระดับประชาชนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก

ยิ่งในสังคมที่มี ‘ระบบอุปถัมภ์’ แข็งแรง มีลักษณะความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบ ‘แนวดิ่ง’ มาก มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่ไม่โปร่งใส และผู้มีอำนาจ (ไม่ว่าจะทางการเมืองหรือทุน) ครอบงำทรัพยากรส่วนใหญ่ได้ ระบบงบประมาณแบบ PB ก็อาจถูกแทรกแซงได้ง่ายเข้าไปอีก

ที่จริงอยากบอกคุณว่า ผมเขียนถึงเรื่อง PB ขึ้นมา ก็เพราะอยากชวนร่วมตั้ง ‘คำถาม’ ว่า – ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่สังคมไทยควรจัดให้มีระบบงบประมาณแบบ PB ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการใช้ ‘อำนาจ’ ทางตรงด้วย เพื่อให้เกิดการเกลี่ยอำนาจให้สมดุลมากยิ่งขึ้น

แต่พอพิจารณา ‘ข้อจำกัด’ ของ PB ว่ามันเกิดขึ้นไม่ได้ในสังคมแบบไหนบ้างเท่านั้นแหละ,

คำถามที่ว่าก็หดหายไป เพราะเกิดตระหนักขึ้นมาว่า มันน่าจะเป็นได้อย่างมากก็แค่ลมปากที่จำต้องปล่อยให้มันผายออกมาเพื่อจะหายไปในความมืดมนอนธกาลของยุคสมัย,

ก็เท่านั้นเอง!

MOST READ

Politics

23 Feb 2023

จากสู้บนถนน สู่คนในสภา: 4 ปีชีวิตนักการเมืองของอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล

101 ชวนอมรัตน์สนทนาว่าด้วยข้อเรียกร้องจากนอกสภาฯ ถึงการถกเถียงในสภาฯ โจทย์การเมืองของก้าวไกลในการเลือกตั้ง บทเรียนในการทำงานการเมืองกว่า 4 ปี คอขวดของการพัฒนาสังคมไทย และบทบาทในอนาคตของเธอในการเมืองไทย

ภัคจิรา มาตาพิทักษ์

23 Feb 2023

Politics

16 Dec 2021

สิทธิที่จะพบศาลภายหลังถูกจับและถูกควบคุมตัว (ตอนที่ 1) : เหตุใดจึงต้องพบศาล และต้องพบศาลเมื่อใด

ปกป้อง ศรีสนิท อธิบายถึงวิธีคิดของสิทธิที่จะพบศาลภายหลังถูกจับกุมและควบคุมตัว และบทบาทของศาลในการพิทักษ์เสรีภาพปัจเจกชน

ปกป้อง ศรีสนิท

16 Dec 2021

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save