วจนา วรรลยางกูร เรื่องและภาพ

 

การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมาปรากฏผลอันสั่นสะเทือนในหลายมิติ แม้จนถึงวันนี้ผลการเลือกตั้งจะยังไม่ชัดเจนและยังไม่มีตัวเลขที่นั่ง ส.ส. ของแต่ละพรรคที่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่กลายเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการแปรสภาพเป็น ‘พรรคต่ำร้อย’ ของพรรคประชาธิปัตย์ ตามมาด้วยการลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อแสดงความรับผิดชอบของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

หลายพื้นที่เดิมของประชาธิปัตย์ถูกพรรคอื่นช่วงชิง โดยเฉพาะ ‘พรรคพลังประชารัฐ’ ที่กลายมาเป็นตัวเลือกน่าสนใจกว่าในการต่อสู้กับฝ่ายทักษิณและกลุ่มพรรคเพื่อไทย

ก้าวต่อไปของพรรคประชาธิปัตย์คือการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะเข้ามาตัดสินใจทิศทางของพรรค โดยเฉพาะการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่

แรงสะเทือนในพรรคสีฟ้าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือการออกมาเรียกร้องของสมาชิก ‘นิวเดม’ กลุ่มคนรุ่นใหม่ในพรรค นำโดย ไอติมพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้หัวหน้าพรรคคนต่อไปประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระ ไม่เข้าร่วมรัฐบาลทุกฝ่ายเพื่อรักษาอุดมการณ์ ‘เสรีนิยมประชาธิปไตย’ หรือ ‘ประชาธิปไตยสุจริต’

101 จึงชวน พริษฐ์ ทบทวนข้อผิดพลาดของพรรคจากการเลือกตั้งครั้งนี้ และมองมุ่งไปที่ข้อเสนอการเป็นฝ่ายค้านอิสระที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเป็นการท้วงติงถึงอุดมการณ์พรรคและการรักษาสัจจะของหัวหน้าพรรคที่ให้ไว้ก่อนการเลือกตั้งว่าจะไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางไหน ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ได้สะท้อนแล้วว่าถึงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อเรียกศรัทธาจากผู้สนับสนุนที่หันไปเลือกพรรคอื่น

 

 

หลังการเลือกตั้ง ในพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการพูดคุยสรุปบทเรียนกันหรือยัง

มีการสรุปบทเรียนเมื่อวันที่ 29 มี.ค. ช่วงเช้ามีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและช่วงบ่ายเปิดเวทีให้ผู้สมัคร ส.ส. ทั้ง 500 คนได้แสดงความคิดเห็น ประชาธิปัตย์คงพูดไม่ได้ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จ มีการวินิจฉัยถึงสิ่งที่เราอาจเดินพลาดไป บทเรียนที่ได้รับ และถกเถียงถึงทิศทางต่อไปของพรรค โดยเฉพาะการตัดสินใจเรื่องหัวหน้าพรรคคนใหม่และจุดยืนทางการเมืองในการเข้าร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาล

ผมคิดว่าทุกคนในพรรคประชาธิปัตย์อยากเห็นการเปลี่ยนเปลง ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ชี้ชัดว่าประชาธิปัตย์ต้องเปลี่ยนแปลง แต่เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหนยังเห็นต่างกันอยู่ บทสรุปน่าจะเป็นไปตามแนวทางของหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

 

คุณมองว่าประชาธิปัตย์ก้าวพลาดอย่างไรในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

มีหลายปัจจัยที่นำไปสู่ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าพูดถึงว่าทำไมเราครองใจประชาชนได้น้อยกว่าที่คาดไว้ ผมจะแบ่งประชาชนเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือคนที่ติดตามข่าวสารทางการเมือง ให้ความสนใจมากกับจุดยืนทางการเมืองของแต่ละพรรค แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม

1.คนที่ชอบการบริหารประเทศของคุณทักษิณและไม่ชอบ พล.อ.ประยุทธ์อย่างชัดเจน

2.คนที่ชอบการบริหารประเทศของคุณประยุทธ์และ คสช.

3.คนที่ไม่ชอบทั้งสองฝ่าย ไม่ชอบการทุจริตคอร์รัปชันของทักษิณที่ผ่านมา ไม่ชอบการพยายามสืบทอดอำนาจและการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์

ทั้ง 3 กลุ่มนี้ ประชาธิปัตย์ไม่ได้มาอันดับหนึ่ง เพราะคนที่ชอบคุณทักษิณมีพรรคเพื่อไทยเป็นทางเลือก คนชอบ พล.อ.ประยุทธ์ก็มีพรรคพลังประชารัฐ คนที่ไม่ชอบทั้ง 2 ฝ่ายผมคิดว่าส่วนมากไปรวมตัวอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ ฉะนั้นเราเป็นที่ 1 ในใจคนกลุ่มที่ต้องการความชัดเจนเรื่องจุดยืนทางการเมืองไม่ได้

อีกกลุ่มหนึ่งคือประชาชนที่อาจจะไม่ได้สนใจการเมืองมาก ติดตามข่าวสารการเมือง 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ สมัยก่อนมีคนกลุ่มนี้จำนวนมากที่ชอบพรรคประชาธิปัตย์ อาจเพราะเห็นคุณอภิสิทธิ์แสดงวิสัยทัศน์แล้วชอบหลักการ ชอบนโยบายของพรรค แต่คราวนี้ผมคิดว่าความใหม่หลายอย่างของคุณธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ดึงคนกลุ่มนี้ที่เคยเลือกพรรคประชาธิปัตย์ไปเยอะ ฐานเสียงหลักเลยโดนแย่งไปเยอะพอสมควร

ภาพรวมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ต้องการความชัดเจนเรื่องจุดยืนทางการเมืองหรือกลุ่มที่ต้องการเห็นอะไรใหม่ๆ ในสังคม ถ้าจะตอบเขาภายใน 3 วินาทีว่าเลือกพรรคประชาธิปัตย์แล้วได้อะไร ผมว่าเราอาจจะยังชัดเจนไม่พอ นี่คือเหตุผลที่ทำไมเราถึงได้คะแนนเสียงแค่ 3.9 ล้านเสียง

 

ทักษิณยังเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้ ?

ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าหลายคนที่เข้าคูหาคิดถึงคุณทักษิณก่อนจะกาบัตร ไม่ว่าจะเพราะชอบหรือไม่ชอบ คนที่อยากเห็นการกลับมาของคุณทักษิณก็เลือกพรรคเพื่อไทย หรือคนที่ต้องการต่อต้านคุณทักษิณและคิดว่าคนที่จะต่อต้านคุณทักษิณได้ดีที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไปเลือกพรรคพลังประชารัฐ

พรรคประชาธิปัตย์พูดชัดเจนตลอดว่าเราต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมาเราต่อสู้กับคุณทักษิณเพราะเห็นความไม่ถูกต้องเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน การแทรกแซงองค์กรอิสระ การออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่คราวนี้เราก็ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องของความสุ่มเสี่ยงในการสืบทอดอำนาจเหมือนกัน เรามองว่าทั้งสองฝ่ายมีความไม่ถูกต้อง ทั้งอดีตของคุณทักษิณและระบบ คสช.ในปัจจุบัน กลายเป็นว่าบางคนอาจมองว่าเราไม่ชัดเจน

 

คิดยังไงกับมุมมองที่ว่าประชาธิปัตย์ควรก้าวข้ามคุณทักษิณที่เป็นอดีตไปแล้ว วันนี้คู่ต่อสู้ที่ใหญ่กว่าคือฝ่ายทหาร

ถามว่าอยากก้าวข้ามคุณทักษิณไหม ผมเคยให้สัมภาษณ์ตอนอายุ 15-16 เขาถามว่าอยากเห็นการเมืองไทยเป็นยังไงในอนาคต ผมบอกว่าในวันที่ผมเข้ามาทำงานการเมืองหวังว่าจะไม่มีชื่อคุณทักษิณปรากฏอยู่แล้ว อะไรที่เขาทำผิดไว้ก็ได้รับการลงโทษเต็มที่ตามที่ได้พิสูจน์ตามหลักฐาน และหวังว่าการเมืองไทยจะก้าวข้ามความขัดแย้งนั้นไปแล้ว

มาวันนี้สิ่งนั้นยังไม่เป็นจริงเพราะคุณทักษิณยังมีบทบาทอยู่ระดับหนึ่ง และคนยังยึดติดกับการชอบหรือไม่ชอบคุณทักษิณเป็นปัจจัยในการเลือกกาพรรคไหน

ถามว่าคู่ต่อสู้ที่ใหญ่กว่าคือทหารไหม คู่ต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์ควรจะเป็นความไม่ถูกต้อง เผด็จการทุกรูปแบบ การทุจริตทุกรูปแบบ โดยไม่อิงว่าคนๆ นั้นคือใคร ถ้าเราเห็นว่าพรรคพลังประชารัฐหรือพฤติกรรมของ คสช. ที่ผ่านมามีความไม่ถูกต้องเรื่องทุจริตหรือเรื่ององค์กรอิสระเหมือนอดีตที่ผ่านมา เราก็ต้องต่อสู้เท่ากับที่เคยต่อสู้กับคุณทักษิณ ไม่ควรมองว่าศัตรูไหนใหญ่กว่า ควรมองถึงหลักการ ไม่ควรยึดติดกับบุคคล เป็นสิ่งสำคัญที่สุด

 

บทบาทประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาคือการสู้กับระบอบทักษิณ สิ่งนี้ทำให้คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ลดน้อยลงด้วยไหม เมื่อพรรคพลังประชารัฐน่าจะตอบโจทย์กว่าในการสู้กับระบอบทักษิณ

ผมคิดว่ามีส่วน เพราะ10-15 ปีที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันจนตัวตนของพรรคอาจถูกนิยามว่าเราต่อสู้กับอะไร มากกว่าการนิยามว่าเราพยายามจะสร้างอะไรให้สังคม กลายเป็นว่าหลายคนมาสนับสนุนพรรคเราเพราะเราต่อสู้กับอะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้สนับสนุนเพราะเราจะสร้างอะไรบางอย่าง

พอมีอีกพรรคการเมืองหนึ่งเสนอตัวเองว่าเป็นคู่ต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันของพรรคที่อยู่ภายใต้คุณทักษิณที่ผ่านมา แล้วหลายคนมองว่าอาจจะชัดเจนกว่า ซึ่งผมไม่เห็นด้วย แต่อาจทำให้ตัวตนของเรายังไม่ชัดพอ เมื่อสังคมถูกบีบให้ไปสุดโต่งทั้งสองขั้ว กลายเป็นว่าประชาธิปัตย์อยู่ในพื้นที่ตรงกลางแล้วต่อสู้กับทั้งสองฝ่าย ในที่สุดก็ไม่ได้ครองใจสักฝ่าย

 

ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมากหันไปกาให้พลังประชารัฐ มองความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร

เชื่อว่ามีส่วนหนึ่งที่เคยเลือกประชาธิปัตย์แล้วหันไปกาให้พลังประชารัฐในครั้งนี้ แต่เราไม่ได้เสียให้พลังประชารัฐอย่างเดียว หลายคนเปลี่ยนไปกาให้อนาคตใหม่ หรือภูมิใจไทยซึ่งอาจเพราะมีความชัดเจนเรื่องกัญชา หลายคนสารภาพว่าตอนแรกจะกาให้ผม แต่เปลี่ยนไปกาให้เศรษฐกิจใหม่เพราะชอบนโยบายเรื่องการลดค่าน้ำมัน เราคงประเมินไม่ได้ว่าหายไปที่ไหนบ้าง

เสียงที่หายไปกับพรรคพลังประชารัฐต้องยอมรับว่าบริบทสังคมหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งทำให้สังคมถูกผลักไปให้สุดโต่งมากขึ้นหรือแบ่งฝ่ายมากขึ้น ทำให้คนที่ต่อต้านระบอบทักษิณและต้องการความสงบสุข ต้องไปเลือกพลังประชารัฐ

เราต้องยืนหยัดว่าจุดยืนของประชาธิปัตย์นั้นชัดเจน การไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้หมายความว่าผมเห็นว่าคุณทักษิณทำถูกต้องในสมัยก่อน ผมเห็นเหมือนเดิมว่าสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ผิด แต่เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องโดยไม่ยึดติดว่าใครเป็นคนที่ทำผิด ฉะนั้นหลายคนก็ตั้งคำถามกับ คสช. เรื่องพฤติกรรมการทุจริตการเลือกตั้งหรือการแทรกแซงองค์กรอิสระได้เหมือนกัน

สำหรับผมไม่สำคัญว่าคนที่ใส่นวมเป็นใคร สำคัญว่าเขาทำอะไร คู่ต่อสู้ของเราคือความไม่ถูกต้องที่เราต้องการเข้ามากำจัด พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ต่อสู้กับการทุจริตมาโดยตลอด

 

ถ้าลองอ่านใจ 3.9 ล้านเสียงที่เลือกประชาธิปัตย์ เขาคิดอะไรอยู่

อ่านใจยาก มีหลายปัจจัยที่ 3.9 ล้านเสียงเลือกเรา นโยบายของเราคราวนี้ผ่านการไตร่ตรอง วิจัย และทดลองมา 4-5 ปีที่ผ่านมา ต้องขอชื่นชมคณะกรรมการนโยบายพรรค นำโดยคุณกรณ์ จาติกวณิช คิดว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ 3.9 ล้านเลือกเรา

ส่วนเรื่องจุดยืนทางการเมือง ณ วันที่เข้าคูหาเลือกตั้งคือเราไม่สนับสนุนพรรคที่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตและไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ หวังว่า 3.9 ล้านเสียงเลือกเราเพราะจุดยืนนี้ การประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระที่ไม่เข้าไปร่วมกับฝ่ายใดจึงเป็นการยึดตามสิ่งที่เราได้ประกาศไว้แล้ว

ในความเป็นจริงผมก็ยืนยัน 100 เปอร์เซ็นต์ไม่ได้ว่า 3.9 ล้านเสียงเลือกเราเพราะเหตุผลนี้หรือเปล่า สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการสอบถาม 3.9 ล้านเสียง ทางออกสำหรับผมคือการจัดโอเพ่นไพรมารี (open primary) ในการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนต่อไป

ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ใช้ close primary ให้สมาชิกพรรค 1.4 แสนคนเลือกตั้งหัวหน้าพรรค ผมคิดว่าคราวนี้เราต้องเปิดกว้างและไปไกลกว่านั้น จึงเสนอโอเพ่นไพรมารีให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และใครก็ตามที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคการเมืองอื่นสามารถเข้ามากำหนดทิศทางพรรคได้ในการเลือกหัวหน้าพรรค

นี่เป็นกระบวนการที่น่าจะตอบโจทย์ที่สุดในการรับฟังความคิดเห็น 3.9 ล้านเสียงที่เลือกเรา ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงจากจุดยืนเดิม อย่างน้อยที่สุดต้องมีความชอบธรรม ต้องมีกระบวนการถามเจ้าของพรรคคือ 3.9 ล้านเสียงนี้

 

พรรคประชาธิปัตย์ต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชันจนตัวตนของพรรคอาจถูกนิยามว่าเราต่อสู้กับอะไร มากกว่าการนิยามว่าเราพยายามจะสร้างอะไรให้สังคม กลายเป็นว่าหลายคนมาสนับสนุนพรรคเราเพราะเราต่อสู้กับอะไรบางอย่าง แต่ไม่ได้สนับสนุนเพราะเราจะสร้างอะไรบางอย่าง

จำเป็นต้องทำโอเพ่นไพรมารีให้คนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคและไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคอื่นโหวตได้ด้วย ?

เราต้องพยายามให้แนวร่วมมาลงคะแนนได้โดยไม่ให้คนที่สนับสนุนหรือฝักใฝ่พรรคอื่นอย่างชัดเจนเข้ามาครอบงำ ในเชิงปฏิบัติ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ 1.4 แสนคนได้สิทธิเลือกอยู่แล้ว ส่วนใครที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคต้องไม่เป็นสมาชิกพรรคอื่นๆ ด้วย เราสามารถตรวจสอบข้อมูลจาก กกต. ได้ ถ้าอยากมาหยั่งเสียงด้วยอาจจำเป็นต้องขอให้บริจาคเงินให้พรรค 50-100 บาท ไม่ใช่ปริมาณเยอะจนไปขัดขวางคนรายได้น้อยที่จะเข้ามาโหวต แต่เป็นการปิดกั้นไม่ให้คนหวังไม่ดีเข้ามากำหนดทิศทางของพรรค

โอเพ่นไพรมารีเป็นอะไรที่ใหม่กับประเทศไทย แต่ใช้กันมาในต่างประเทศ อย่างอเมริกาก็ทำมาตลอด พรรคแรงงานอังกฤษตอนที่ เจเรมี คอร์บิน ได้รับเลือกตั้งครั้งแรกก็มีการจัดโอเพ่นไพรมารี

เหตุที่ต้องทำโอเพ่นไพรมารีเพราะคิดว่าหากเป็นการเลือกกันเองภายในพรรคจะไม่พาไปในทิศทางที่ตั้งใจหรือเปล่า

ไม่ครับ ความจริงข้อบังคับพรรคในปัจจุบันก็พูดไว้แล้วว่าการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคจะต้องมีการหยั่งเสียงเบื้องต้น หลักการของผมคือทำยังไงให้ได้รับความคิดเห็นของ 3.9 ล้านเสียงมากที่สุด แล้วเราจะน้อมรับการตัดสินใจของพรรคไม่ว่าจะไปในทิศทางไหน ผมพูดในฐานะ 3.9 ล้านเสียง ไม่ได้พูดในฐานะผู้สมัคร ส.ส.

มีทางเลือกไม่มาก อย่างแรกทำเหมือนเดิมคือโคลสไพรมารีในสมาชิก 1.4 แสนคน ซึ่งชอบธรรมในระดับหนึ่ง เพราะสมาชิกพรรคก็คือเจ้าของพรรค เขามีสิทธิกำหนดทิศทางพรรค ถ้าจะถดถอยมาเป็นระบบที่ประชุมใหญ่ ซึ่งมี ส.ส. ชุดที่กำลังจะถูกรับรองและประธานสาขาพรรคมาตัดสิน ผมไม่เห็นด้วย

การเปิดหยั่งเสียงคราวที่แล้วเป็นอะไรที่ก้าวหน้ามากต่อสังคมประชาธิปไตยไทย เป็นพรรคการเมืองแรกและพรรคเดียวที่ทำ ไม่มีเหตุผลอะไรจะต้องถดถอยความเป็นประชาธิปไตยในตัว ถ้าพูดเรื่องกรอบเวลา ยังไงรัฐบาลถัดไปจะจัดตั้งไม่ได้จนถึงวันที่ 24 พ.ค. มีกรอบเวลาที่ไม่ได้ยาวนานกว่าการหยั่งเสียงครั้งที่แล้ว

อีกเหตุที่เราไม่ควรถดถอยเพราะข้อบังคับพรรคปัจจุบันจะบอกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของที่ประชุมใหญ่ คือ ส.ส. ชุดล่าสุดที่ได้รับเลือกตั้งครั้งนี้ มีคนตั้งคำถามว่าส.ส.บัญชีรายชื่อได้มาจากผู้สมัคร 350 เขต ฉะนั้นเหลือการเลือกตั้งบัตรใบเดียวก็พูดยากว่าใครกันแน่ที่เป็นตัวแทน 3.9 ล้านเสียง

พอถดถอยมาอยู่ในระบบนี้ต้องถกเถียงกันอีกว่าควรวางสัดส่วนยังไง ผู้สมัคร 350 เขตควรมีสิทธิไหม แล้วผู้สมัครบัญชีรายชื่อที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งแต่ช่วยเรียกคะแนนเสียงเพิ่มให้กับพรรคควรมีสิทธิไหม มีการถกเถียงไม่สิ้นสุด

ทางออกคือการเปิดกว้างพยายามให้ 3.9 ล้านเสียงตัดสินใจ เป็นสิ่งที่ชอบธรรมและเป็นกลางที่สุด

ถ้าผลไพรมารีออกมาในแนวทางให้พรรคไปร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ

ต้องดูว่ากระบวนการคืออะไร ถ้าไปร่วมโดยไม่มีการสอบถามประชาชนเลย ผมไม่เห็นด้วย แล้วอาจจะจำเป็นต้องลดบทบาทตัวเองในพรรค หรือหากมีการทำโอเพ่นไพรมารีแล้วผมอยู่ฝ่ายประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระแล้วสมาชิกพรรคหรือแนวร่วมพรรคเลือกอีกทิศทางหนึ่ง ผมก็ต้องน้อมรับการตัดสินใจและมาทบทวนว่าในฐานะคนที่ประกาศจุดยืนอีกซีกหนึ่งควรลดบทบาทตัวเองไป

ตอนนี้ยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้น คิดแค่ว่าทำยังไงให้ประชาธิปัตย์เลือกก้าวต่อไปอย่างถูกต้องและชอบธรรม

 

ตอนนี้มีชื่อคนที่อยากให้เป็นหัวหน้าพรรคในใจหรือยัง

ยังไม่อยากพูดถึงรายชื่อ แต่มีสองคุณสมบัติที่จำเป็นต่อความอยู่รอดของพรรคในความคิดเห็นผม อย่างแรกคือต้องมีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนว่าจะเป็นฝ่ายค้านอิสระ อยากเห็นหัวหน้าพรรคคนต่อไปต่อสู้เพื่อจุดยืนนั้น เพราะเป็นการซื่อตรงต่ออุดมการณ์และเป็นการรักษาสัจจะที่เราพูดไว้

อย่างที่สอง ภารกิจใหญ่ของหัวหน้าพรรคคนต่อไปคือการปฏิรูปพรรคให้มีความทันสมัย รวดเร็วมากขึ้น มีความกล้า และมีวิสัยทัศน์ในการปรับโครงสร้างพรรค เข้าใจการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงเรื่องการสื่อสารและการบริหารภายในของพรรค การลดขนาดองค์กรให้คล่องตัวมากขึ้น

 

วันนี้ยังสามารถยืนยันได้ไหมว่าจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์คืออะไร โดยเฉพาะในช่วงที่มีความไม่ชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ

ประชาธิปัตย์เสนอแนวทางเสรีประชาธิปไตยหรือประชาธิปไตยสุจริต เราต้องต่อสู้กับทั้งการทุจริตคอร์รัปชันและความไม่เป็นประชาธิปไตยในการสืบทอดอำนาจ ถ้าจะซื่อตรงต่ออุดมการณ์ เราไม่ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในแกนของรัฐบาลที่เราไม่เชื่อมั่น 100 เปอร์เซ็นต์ว่าไม่สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตหรือการสืบทอดอำนาจ

การทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านอิสระคือทางเลือกที่จะยึดอุดมการณ์เราได้มากที่สุด หลายคนอาจมองว่าต้องทิ้งอุดมการณ์เพื่อนำประเทศไปข้างหน้าก่อน ปกติผมจะไม่ชอบพูดซ้ำคุณอภิสิทธิ์แต่ต้องขอยืมคำพูดที่ผมเห็นด้วยและโดนใจมาก เขาบอกว่านักการเมืองหลายคนที่บอกว่าเก็บอุดมการณ์ไว้ในลิ้นชักสักครั้งหนึ่ง ผมไม่เคยเห็นเขาเปิดลิ้นชักมาอีกเลย ผมเชื่อว่าเราต้องยึดติดกับอุดมการณ์เพราะเป็นตัวตนของเรา นักการเมืองทุกคนต้องมีอุดมการณ์ พรรคประชาธิปัตย์ก็มีอุดมการณ์ที่เราต้องซื่อตรง

การประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระครั้งนี้ถ้าขัดขวางให้ประเทศเดินไปข้างหน้าไม่ได้ ผมก็จะลังเล แต่ด้วยจำนวน ส.ส. ที่พรรคประชาธิปัตย์มีตอนนี้ไม่ได้ขัดขวางให้ประเทศเดินต่อไปไม่ได้ เพราะสมการโยนออกมาว่าพรรคพลังประชารัฐและแนวร่วมมี ส.ส. เกิน 125 ที่นั่ง ฉะนั้นมี 2 อย่างเกิดขึ้น

1. ถ้าพรรคพลังประชารัฐอยากตั้งรัฐบาล เขาทำได้อยู่แล้วโดยพึ่ง ส.ว. 250 คนและไม่ต้องพึ่งประชาธิปัตย์ ฉะนั้นอย่ามาบอกว่าเราขัดขวางให้เดินหน้าต่อไปไม่ได้ เราจะเป็นฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ ถ้ารัฐบาลเสนองบประมาณหรือนโยบายงบประมาณที่เราเห็นด้วยก็ยกมือให้ได้ ไม่ได้สักแต่ว่าค้าน

2. ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล แล้วพรรคพลังประชารัฐและแนวร่วมยังมีจำนวน ส.ส. เกิน 125 เสียงเหมือนที่มีตอนนี้ แม้เราจะไปปิดสวิตช์ ส.ว. เหมือนที่เขาเรียกร้องก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้อยู่ดี เพราะไม่ถึง 375 เสียง เขาต้องพยายามสร้างแรงกดดันและโน้มน้าวให้ ส.ว. 250 คนเคารพการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจรวบรวม ส.ส. ได้เกิน 250 เสียง

ท้ายสุดแล้วพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง veto player คือไม่ได้อยู่ในตำแหน่งคนขวางโลก แม้เราอยากขัดขวางการจัดตั้งรัฐบาลของทั้งสองฝ่ายก็ขวางไม่ได้อยู่ดี ฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวหาที่ว่าการเปิดตัวเป็นฝ่ายค้านจะทำให้ประเทศอยู่ในเดดล็อกและเดินไปข้างหน้าไม่ได้

 

หลังเสนอเรื่องฝ่ายค้านอิสระ พอจะจับกระแสความเห็นในพรรคได้ไหม เท่าที่เห็นคนที่ออกมาค้านคือคนพรรคอื่นและอดีต กปปส.

ในพรรคมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่หลังจากที่ผมพูดในที่ประชุมพรรคก็มีคนในพรรคหลายคนออกมาพูดว่าสนับสนุนผม สิ่งสำคัญที่สุดคือ 3.9 ล้านเสียง ซึ่งเป็นที่มาของอำนาจสำหรับ ส.ส. 52 คนของประชาธิปัตย์ เขาต้องรับฟัง 3.9 ล้านเสียงนี้

ทุกอย่างกลับมาที่โอเพ่นไพรมารี คนนอกพรรคมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ได้แต่แน่นอนว่าเขาไม่ใช่ 3.9 ล้านเสียง ตอนนี้เราปล่อยให้คนข้างนอกมาสร้างแรงกดดันให้พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจไปในทางใดทางหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าไม่ยุติธรรมต่อพรรคประชาธิปัตย์

 

ก่อนเลือกตั้งคุณอภิสิทธิ์พูดเรื่องการเป็นทางเลือกที่ 3 มองว่าข้อเสนอการเป็นฝ่ายค้านอิสระเหมือนหรือต่างกับสิ่งที่คุณอภิสิทธิ์พูด

การประกาศจุดยืนเป็นฝ่ายค้านอิสระกับคำพูดของคุณอภิสิทธิ์นั้นเหมือนกัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมถึงสนับสนุนแนวทางนี้ เพราะเป็นจุดยืนที่สอดคล้องกับสิ่งที่เราพูดกับประชาชนก่อนวันเลือกตั้ง

พูดตามหลักแล้ว การประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านอิสระอาจไม่มีความจำเป็นต้องทำไพรมารีด้วยซ้ำ เพราะเป็นการยึดอุดมการณ์เดิม คำพูดเดิมที่เราพูดกับประชาชนไว้แล้ว แต่เข้าใจว่าด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา 3.9 ล้านคนที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์อาจมีความคิดที่เปลี่ยนแปลงไป ผมจึงยอมรับว่าอาจต้องทำไพรมารีเพื่อสอบถามอีกครั้งหนึ่ง เผื่อ 3.9 ล้านเสียงอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงจริง

จากวันแรกที่ก้าวเข้าสู่พรรคซึ่งยังมีสถานะเป็นพรรคใหญ่ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้มาก พอวันนี้ผลเลือกตั้งออกมามองว่าเปนความตกต่ำของพรรคหรือเปล่า ผิดหวังจากที่คาดไว้มากไหม

ผมยังเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบันทางการเมืองยาวนานกว่า 70 ปี และจะอยู่ไปเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในอนาคต วินาทีนี้ต้องยอมรับว่าเราไม่ได้เป็นพรรคหลักของการจัดตั้งรัฐบาลหรือสภาชุดต่อไป แต่ควรพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เมื่อประชาชนสะท้อนชัดเจนว่าอยากเห็นประชาธิปัตย์เปลี่ยนแปลง ผมก็ต้องการลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกอบกู้วิกฤตและเรียกศรัทธากลับมาให้พรรคประชาธิปัตย์อีกครั้งหนึ่ง

กระดุมเม็ดแรกคือการจัดโอเพ่นไพรมารีเพื่อสอบถาม 3.9 ล้านเสียงที่ยังอยู่กับเรา

กระดุมเม็ดที่สอง ผมพร้อมสนับสนุนผู้สมัครหัวหน้าพรรคคนต่อไปที่ยืนหยัดในการเป็นฝ่ายค้านอิสระ เพื่อยึดมั่นต่ออุดมการณ์ของเรา

กระดุมเม็ดต่อไปคือการปฏิรูปพรรค พรรคประชาธิปัตย์ใหม่ต้องชัดเจน ทันสมัย รวดเร็ว นี่เป็นข้อกล่าวหาที่เราโดนมาตลอด คือ 1.บางครั้งไม่ชัดเจนพอเรื่องจุดยืนทางการเมือง 2.เป็นพรรคเก่าแก่ ไม่ได้เป็นทางเลือกที่น่าตื่นเต้น 3.การตัดสินใจที่ล่าช้า

เป็น 3 ปัญหาที่เราต้องเข้ามาช่วยแก้ไข

สำหรับคุณการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างขั้วอำนาจอะไร

การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกผลักไปสุดโต่ง ฝั่งที่สนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันคือพรรคพลังประชารัฐ และฝั่งที่อาจจะนำเสนอตัวเองเป็นคู่ขัดแย้งที่ชัดเจนทั้งในอดีตและปัจจุบันคือฝั่งคุณทักษิณ พื้นที่ตรงกลางก็มีคนบางกลุ่มที่อยากเห็นอะไรใหม่ๆ ไม่อยากเห็นความขัดแย้งระหว่างสองขั้วนี้ คนกลุ่มนี้หันไปหาพรรคอนาคตใหม่เยอะ ด้วยความที่เป็นพรรคใหม่ ไม่เคยมีบาดแผลความขัดแย้งในอดีตที่ผ่านมา มีการนำเสนอที่ค่อนข้างเข้าใจง่ายและมีวิธีการนำเสนอแบบใหม่ที่หลายคนรู้สึกว่าเป็นอะไรใหม่สำหรับการเมืองไทย

 

ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ มองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการปะทะระหว่างการเมืองพลเรือนและการเมืองทหาร ซึ่งประชาธิปัตย์มีความจำเป็นต้องอยู่ฝ่ายพลเรือน

ประชาธิปัตย์ยืนยันว่าเราต่อสู้กับการสืบทอดอำนาจ ถ้าถามว่าเราอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยหรือเผด็จการ เราก็ต้องอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย แต่ที่ผมไม่อยากพูดคำนี้ เพราะมีฝ่ายหนึ่งพยายามผูกขาดคำว่า ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ เพื่อสื่อสารให้ชัดเจนต้องบอกว่าเรายืนหลักด้วยตัวเอง แต่ถ้าถามว่าเราสนับสนุนประชาธิปไตยหรือเผด็จการ เราต้องพูดเต็มปากว่าเราสนับสนุนประชาธิปไตย เป็นเหตุผลที่พรรคเราเรียกร้องมาตลอดว่า ส.ว. 250 คน ต้องเคารพคนที่สามารถรวบรวมเสียงส.ส. ได้เกิน 250 เป็นเหตุผลที่คุณอภิสิทธิ์ประกาศชัดเจนว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะมีหลายมาตราที่เป็นความถดถอยของประชาธิปไตย

แน่นอนประชาธิปัตย์สนับสนุนประชาธิปไตย

เมื่อจุดยืนคือการสนับสนุนประชาธิปไตย มองว่าตัวเองแตกต่างจากฝ่ายที่เรียกตัวเองว่า ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ ยังไง

แตกต่างหลายอย่างด้วยบริบทการต่อสู้ที่ผ่านมา เวลานี้เรายังไม่มั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับสู่พฤติกรรมเหมือนสมัยก่อนไหมที่อาจเกิดการทุจริตคอร์รัปชันหรือนำเรื่องนิรโทษกรรมกลับมา นี่เป็นอดีตที่ผมไม่อยากพูดเยอะ เพราะเราอยากก้าวข้ามไป แต่ที่ผ่านมามีอุดมการณ์และความแตกต่างที่ชัดเจนอยู่ คนที่สนับสนุนประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันหมด มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว การสนับสนุนประชาธิปไตย ไม่ได้หมายความว่าเราเห็นด้วยกับอุดมการณ์ จุดยืน หรือนโยบายทุกมิติทางสังคมของพรรคการเมืองอื่น

ผมหวังว่า 7 พรรคการเมืองที่ตอนนี้อยู่ภายใต้รัฐบาลผสมที่เพื่อไทยเป็นแกนนำก็มีความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะถ้ามันเหมือนกันหมด ก็ต้องถามว่าทำไมต้องมีหลายพรรคการเมือง

คิดยังไงที่มีคนมองว่านิวเดมมีอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกับพรรคอนาคตใหม่ คุณมองว่าเหมือนหรือต่างกันยังไง

เปรียบเทียบกันคงยาก อนาคตใหม่เป็นพรรค แต่นิวเดมเป็นกลุ่มในพรรค ตัวผมมีความเชื่อมั่นหลายอย่างในพรรคและตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์ก่อนจะมีชื่อพรรคอนาคตใหม่ปรากฏขึ้นมา

ผมเชื่อมั่นว่าถ้าเรายึดอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยได้จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้และผมชอบความเป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ วันนี้ก็ชี้ชัดว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ไม่มีเจ้าของ ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ต้องมาถกเถียงกัน นี่เป็นเสน่ห์ที่ทำให้คนที่เข้ามาในพรรคครู้สึกว่าตัวเองสามารถมีบทบาทได้

สำหรับผมเมื่อสองสิ่งนี้ยังไม่หายไปจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมไม่ควรจะอยู่ต่อสู้เพื่อกอบกู้วิกฤตให้กับพรรคนี้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องถอย ตราบใดที่อุดมการณ์ยังอยู่ ตราบใดที่พรรคประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคของสมาชิก พรรคของประชาชนที่แท้จริง ไม่ได้มีเจ้าของมาครอบงำ

คนจำนวนหนึ่งเห็นศักยภาพของคุณและนิวเดม จนมีการพูดถึงว่าอยากเห็นคุณย้ายพรรคหรือตั้งพรรคใหม่

ตราบใดที่อุดมการณ์ยังชัดเจนว่าเรายึดมั่นในอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยและพรรคยังเป็นพรรคของประชาชน มีการนำเสนอกระบวนการทางการเมืองใหม่ๆ เช่นไพรมารีที่เปิดกว้างให้สมาชิกมีส่วนร่วม ผมก็ไม่ไปไหน

ในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ เราควรมีความเป็นนักต่อสู้พอสมควรถ้าจะเสนอตัวเองเข้าไปบริหารประเทศ เชื่อว่าความเป็นจริงไม่ง่ายอย่างในตำรา เราพยายามเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในพรรค พยายามปฏิรูปพรรค ถ้าเจออุปสรรคครั้งแรกแล้วถอย ผมไม่รู้ว่าจะกล้าพูดกับประชาชนได้ยังไงว่าในอนาคตถ้าผมเจออุปสรรคในระดับประเทศที่ใหญ่กว่าแล้วผมจะไม่ถอย

เราต้องมีความเป็นนักต่อสู้ ผมเข้าพรรคนี้เพราะความเชื่อมั่นหลายอย่าง ก็ต้องอยู่ต่อสู้เพื่อปฏิรูปพรรคให้อยู่รอดต่อไปในอนาคต ตอนนี้เรื่องการออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีอยู่ในหัวผม ผมจะอยู่ต่อสู้เต็มที่ให้พรรคที่ผมเชื่อว่าจะเป็นตัวแทนเสรีประชาธิปไตยได้ในอนาคต และพรรคจะเป็นสถาบันทางการเมืองที่ไม่มีเจ้าของอย่างแท้จริง

ส่วนเรื่องตั้งพรรคใหม่ มองว่าการออกจากพรรคยังมีปัจจัยน้อยกว่าตั้งพรรคใหม่อีก (หัวเราะ) การตั้งพรรคใหม่ต้องบอกว่ามีอุดมการณ์แตกต่างจากพรรคที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไง ถ้าตอบไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์ ในเชิงปฏิบัติก็มีปัจจัยหลายอย่าง เรื่องระดมทุนอะไรคงเกินขอบเขตของผมในปัจจุบัน

 

เห็นด้วยไหมกับความเห็นที่ว่านิวเดมมีอุดมการณ์เหมือนอนาคตใหม่ แต่นิวเดมอาจพร้อมประนีประนอมกับคนรุ่นก่อนมากกว่า

เห็นด้วยในระดับหนึ่ง แต่เราไม่ได้ประนีประนอมเรื่องอุดมการณ์ ตอนเปิดตัวนิวเดมผมพยายามพูดอย่างหนึ่งที่คนอาจมองว่าเป็นข้อแตกต่างจากอนาคตใหม่ ผมพยายามสร้างให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถนำเสนออะไรใหม่ให้กับสังคมไทยได้โดยที่มีการทำงานกับคนทุกรุ่นพร้อมกัน คนรุ่นใหม่ของพรรคสามารถทำงานร่วมกับคนรุ่นก่อนได้ในการนำเสนออะไรใหม่ๆ เช่น นโยบายเรื่องเกณฑ์ทหาร เรื่อง LGBT มาจากความคิดเห็นในการทำงานร่วมกันของคนทุกรุ่น

สิ่งที่ผมกังวลตอนที่พรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นมาแรกๆ คือผมไม่อยากสร้างความแตกแยกระหว่างอายุ ปรากฏการณ์ที่เห็นชัดในการเมืองครั้งนี้โดยเฉพาะจากการลงพื้นที่ของผม เยาวชนหลายคนที่มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกหรือครั้งที่สองมีความคิดเป็นของตัวเองมากขึ้น สมัยก่อนลูกที่เพิ่งมีสิทธิจะถามพ่อแม่ว่าเลือกพรรคไหนแล้วเลือกตาม ครั้งนี้ไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว

ผมเคาะประตูมาไม่รู้กี่บ้าน พ่อแม่เปิดประตูมาบอกว่าลูกไม่ยอมฟังตัวเอง พ่อแม่เลือกพรรคหนึ่งลูกจะเลือกอีกพรรคหนึ่ง แสดงให้เห็นความตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชน เป็นอะไรที่น่ายินดีมาก แต่ต้องพยายามไม่ให้กลายเป็นข้อขัดแย้ง เห็นต่างระหว่างอายุได้

ผมไม่อยากให้มีวาทกรรมที่ออกมาเช่น ถอดพวกไดโนเสาร์ออกให้หมดเถอะ หรือในทางกลับกันก็พูดว่า พวกนี้ก้าวร้าว อ่อนประสบการณ์ ควรฟังผู้ใหญ่มากกว่านี้ นี่คือวาทกรรมที่จะสร้างความแตกแยกระหว่างอายุ เรามีความแตกแยกหลายมิติแล้ว ไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นอีกมิติหนึ่ง

 

เราพยายามเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในพรรค พยายามปฏิรูปพรรค ถ้าเจออุปสรรคครั้งแรกแล้วถอย ผมไม่รู้ว่าจะกล้าพูดกับประชาชนได้ยังไงว่าในอนาคตถ้าผมเจออุปสรรคในระดับประเทศที่ใหญ่กว่าแล้วผมจะไม่ถอย

คุณเคยพูดเรื่องจุดยืนถ้าจะเดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ยังเป็นแบบเดิมไหม

ครับ เป็นหลักการเดิม ตราบใดที่สองเหตุผลที่ทำให้ผมเดินเข้ามาในพรรคประชาธิปัตย์ยังคงอยู่ คือประชาธิปัตย์ยังเป็นตัวแทนของอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยและเป็นพรรคที่ไม่ถูกครอบงำโดยใครคนใดคนหนึ่ง ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะไม่ทำทุกวิถีทางให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถเรียกศรัทธากลับคืนมาจากประชาชน

ไม่ใช่แค่ให้ 3.9 ล้านเสียงเลือกเราต่อไป แต่เรียกศรัทธาจากประชาชนที่อาจจะเคยเลือกประชาธิปัตย์แล้วเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคอื่นหรือคนที่ไม่เคยมองประชาธิปัตย์ให้กลับมามองเราอีกครั้งหนึ่ง นี่คือสิ่งที่ผมพร้อมจะทุ่มทุกแรงที่ผมมี

มองความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลอย่างไร ฟังดูแล้วมองว่าเพื่อไทยไม่น่าจะจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จหรือเปล่า

มันเป็นผลลัพธ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างที่คุณอภิสิทธิ์และผมเคยพูดตอนทำประชามติว่านำมาสู่ปัญหา เพราะการให้ ส.ว. 250 คนที่ไม่ได้มาจากเสียงประชาชนมีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะสร้างปัญหา ผมยังยืนอยู่บนหลักการเดิมว่าขอให้ ส.ว. 250 คนรับฟังเสียงของประชาชน ใครก็ตามที่สามารถรวบรวม ส.ส. ได้เกิน 250 เสียง ส.ว. ก็ควรรับรองให้เขาเป็นรัฐบาล

แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้นให้คนมั่นใจก่อนดีกว่าว่าการเลือกตั้ง ส.ส. 500 คนนั้นเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ตอนนี้ก็มีข้อครหาเยอะมากเกี่ยวกับ กกต. หวังว่าทุกข้อสงสัยและทุกคำถามนั้น หน่วยงานที่รับผิดชอบจะมีคำตอบที่ทำให้มั่นใจในกระบวนการได้

ช่วงก่อนมีการพูดถึงชื่อคุณอนุทินว่าสามารถเป็นนายกฯ คนกลางที่พูดคุยกับทุกฝ่ายได้ มีความเห็นอย่างไร

เป็นสิทธิของแต่ละพรรคการเมือง ความจริงไม่อยากให้ความเห็นเพราะขึ้นอยู่กับ ส.ส. และพรรค แต่ถ้ามองถึงความสมานฉันท์และการแก้เดดล็อก มีคนพูดถึงเรื่องรัฐบาลแห่งชาติเยอะ หลายคนบอกว่าทำไมมาเพ่งเล็งที่พรรคประชาธิปัตย์ ถ้าจะก้าวข้ามความขัดแย้งจริง ทำไมเพื่อไทยกับพลังประชารัฐไม่รวมกันตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนจะร่วมกับพรรคการเมืองไหน นายกฯ ควรมาจากพรรคที่มี ส.ส. มากที่สุดในจำนวนพรรคร่วมรัฐบาล เป็นหลักการตามมาตรฐานสากล

คิดว่าในสถานการณ์นี้นายกฯ ที่จะมาแล้วสง่างามที่สุดควรเป็นอย่างไร

ตามหลักมาตรฐานประชาธิปไตยสากลต้องมาจากพรรคการเมืองที่มีคะแนนเสียงมากที่สุดในพรรคร่วมรัฐบาลที่มีจำนวน ส.ส. เกินครึ่งหนึ่งของสภา และหัวหน้าพรรคของพรรคที่มีเสียง ส.ส. มากที่สุดควรได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

คราวนี้มีหลายอย่างที่พิสดารไปจากประชาธิปไตยสากล ทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญที่มี 250 ส.ว. เรื่องพฤติกรรมพรรคการเมืองต่างๆ ที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้เป็น ส.ส. หรือเสนอชื่อมากกว่า 1 คน หรือเสนอชื่อแล้วในที่สุดไม่ได้รับเลือกตั้งให้เป็น ส.ส. พอมีความพิสดารนี้เข้ามาก็ไม่อยากให้เราเขวจากหลักการดั้งเดิม คือกี่พรรคก็ตามถ้ารวมเสียงได้เกิน 250 ควรได้เป็นรัฐบาล และพรรคที่มีเสียงมากสุดควรมีโอกาสเสนอชื่อคนของตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี

 

ถ้าพลังประชารัฐรวม ส.ส. ได้เกิน 250 เสียง และแคนดิเดตนายกฯ คือ พล.อ.ประยุทธ์คิดว่าอยู่ในหลักการความสง่างามที่ว่านี้ไหม

ตราบใดที่เราพิสูจน์ได้ว่าการเลือกตั้ง 500 ส.ส. นั้นเสรีและเป็นธรรม ฟรีแอนด์แฟร์ ก็ต้องยอมรับว่าชอบธรรม

 

แม้ว่าไม่ได้เป็น ส.ส. ?

ประชาธิปัตย์ยืนหยัดว่านายกรัฐมนตรีควรจะเป็น ส.ส. แต่อย่างที่เห็นว่าตอนนี้แกนนำทั้งสองพรรคก็ไม่มีรายชื่อนายกรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ทั้งสองฝ่าย เพราะฉะนั้นความชอบธรรมก็เท่ากันในมิตินั้น

ถือว่าถ้าพลังประชารัฐรวม ส.ส. ได้เกิน 250 ก็ชอบธรรมและต้องยอมรับ ?

ตราบใดที่การเลือกตั้งถูกพิสูจน์แล้วว่าเสรีและเป็นธรรม ซึ่งยังมีการตั้งคำถามอยู่เยอะมาก คงไกลกว่าจะพิสูจน์ได้ชัดเจน และประชาธิปัตย์ยึดหลักการว่านายกฯ ควรเป็น ส.ส. ซึ่งบางพรรคเคยประกาศแล้วเปลี่ยนไป แต่ตอนนี้แกนนำจัดตั้งรัฐบาลทั้งสองพรรคไม่มีแคนดิเดตนายกฯ ที่เป็น ส.ส. เพราะฉะนั้นก็เป็นสถานการณ์ที่ผิดหลักประชาธิปไตยสากล

ที่ผ่านมานิวเดมพูดตลอดว่าได้รับโอกาสและพื้นที่จากพรรค คิดว่าหลังเสนอเรื่องฝ่ายค้านอิสระจะได้โอกาสเหมือนเดิมไหม เมื่อคนในพรรคยังต้องมาทบทวนจุดยืนและแนวทางกันอยู่เลย

ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์มอบโอกาสและพื้นที่การแสดงความคิดเห็นให้เราเต็มที่ ไม่เคยมีข้อสะกิดใจเลย ไม่ว่าจะในฐานะผู้สมัครหรือมีตัวแทนนิวเดมไปนั่งในคณะกรรมการนโยบายพรรค ผู้ใหญ่พร้อมรับฟังและเปิดรับการเปลี่ยนแปลง กระทั่งหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ เขาเปิดเวทีให้ผู้สมัครทุกคนแสดงความเห็นเต็มที่และมีหลายคนเข้ามาสนับสนุนแนวทางของผม พรรคประชาธิปัตย์ยังเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงบทบาทเช่นเดิม ค่อนข้างมั่นใจว่าครั้งนี้ทางพรรคก็พร้อมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง

เมื่อก่อนคุณอภิสิทธิ์เคยวิจารณ์พรรคแล้วขัดแย้งกับคุณชวน สุดท้ายต้องไปขอโทษคุณชวน คิดว่ามีโอกาสที่ตัวเองต้องออกมาขอโทษผู้ใหญ่ในพรรคเพราะการวิจารณ์พรรคบ้างไหม

ผมคิดว่าผมยังไม่ได้ทำอะไรผิด ผมเสนอความคิดเห็นในฐานะสมาชิกพรรคและในฐานะประชาชน 1 ใน 3.9 ล้านเสียงที่ลงคะแนนให้พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์บนพื้นฐานของการโจมตีบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ และ ณ เวลานี้ยังไม่มีมติจากกรรมการบริหารพรรคออกมาว่าไม่อยากให้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับทิศทางในอนาคต

แต่ในวันนั้นคุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ทำอะไรผิด 

(ยิ้ม) ยังไม่มีใครเรียกร้องให้ผมไปขอโทษใครและผมยังทำหน้าที่ของผมซึ่งไม่ได้ผิดหลักของพรรค

 

Author

Wajana Wanlayangkoon

วจนา วรรลยางกูร - อดีตนักข่าวมติชนหน้าประชาชื่น จบการละครจากอักษรศาสตร์ทับแก้ว