‘นรา’ เรื่อง

 

 

ผมตั้งใจไว้ล่วงหน้าว่าจะเขียนถึง Parasite ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ดู ครั้นผ่านตารอบแรกจบลง ก็ต้องปาดเหงื่อ เสียขวัญ เกิดอาการมึนงง ไปไม่ถูก ไปไม่เป็น นึกประเด็นที่จะเขียนถึงไม่ได้เลย

หนังไม่ได้ดูยากหรือเข้าใจยากหรอกนะครับ แต่เป็นเพราะระหว่างดู ความสนุกและลีลาสับขาหลอกเต็มไปด้วยเหตุการณ์พลิกผันไปมาตลอดเวลา ทำให้ผมมัวแต่จดจ่อเพลิดเพลินไปกับหนัง จนกระทั่งไม่ทันจับสังเกตอะไร ครั้นมานึกทบทวนหลังจากดูจบ ความจำแบบวัยรุ่นตอนปลายเจริญอายุ ก็ทำให้ผมลืมและเลือนรายละเอียดต่างๆ ไปในเวลาอันรวดเร็ว

จนต้องนำไปสู่การดูรอบที่ 2 และ 3 ซึ่งเป็นกรณีพิเศษในรอบหลายๆ ปี สำหรับมนุษย์พันธุ์ขี้เกียจสันหลังยาวเท่าๆ กับสายตายาวอย่างผม

อย่างไรก็ตาม การต้องหวนกลับไปดูหนังเรื่อง Parasite รวม 3 รอบในช่วงเวลา 1 สัปดาห์ ไม่ได้เป็นความทุกข์ทรมานแต่อย่างไร ตรงกันข้าม กลับยิ่งดูยิ่งสนุก และมองเห็นถึงความรัดกุมของบทหนัง ทั้งการผูกเรื่องอย่างชาญฉลาด จังหวะจะโคนอันแม่นยำในการสะกดตรึงหรือกำกับคนดูให้รู้สึกคล้อยตามไปได้ต่างๆ นานา สุดแท้แต่ความต้องการของคนทำหนัง ความสอดประสานกลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียว ระหว่างเรื่องเล่าเพื่อความบันเทิงขั้นสุดกับการสื่อสารเนื้อหาสาระที่ดำเนินไปเคียงคู่กันอยู่ตลอดเวลา

รวมทั้งจุดเด่นสำคัญคือ การเล่นท่ายาก เต็มไปด้วยความบังเอิญประจวบเหมาะ (หรืออาจจะเรียกอีกอย่างได้ว่า ‘เต็มไปด้วยความจงใจ’) ชนิดที่ลำดับขั้นตอนต่างๆ เกิดขึ้นดำเนินไปในแบบ ‘คิวแม่นเป๊ะ’ แต่ขณะเดียวกันก็เก่งมากๆ ในการสร้างความเป็นเหตุเป็นผลรองรับเอาไว้หนาแน่น และไม่มีตรงไหนที่ใด ส่อแสดงถึงความหลุดพลั้งเผลอ หรือการลักไก่โกงคนดูแบบดื้อๆ ซึ่งเป็นปัญหาและข้อด้อยที่มักจะพบเห็นอยู่เสมอในหนังที่เน้นการหักมุม

ข้อยุ่งยากลำบากใจประการเดียวในการเขียนถึงหนังเรื่องนี้ คือ ผมมีความจำเป็นต้อง ‘ล้ำเส้น’ พาดพิงเอ่ยถึงความลับต่างๆ ในหนัง ซึ่งสำหรับท่านที่ยังไม่ได้ดู ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ควรและไม่พึงรู้ มีผลกระทบต่ออรรถรสในการรับชมเป็นอย่างยิ่ง

คำแนะนำที่ผมนึกออกคือ หากท่านอ่านถึงตรงนี้แล้ว พักสายตาเถิดนะคนดี ไปดูหนังเสียก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อ ถ้าหากยังลังเลไม่แน่ใจว่าควรดูหรือไม่ ผมขอเชิญชวนอย่างรวบรัดว่า นี่คือหนังเข้าฉายตามโรงที่ควรค่าแก่การดูมากๆ อีกเรื่องหนึ่งในรอบปี

ความลับเบื้องต้นของ Parasite คือ เนื้อเรื่องทั้งหมด

เล่าแบบอ้อมๆ กว้างๆ ได้ว่า เป็นเรื่องของครอบครัวคนจน ประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูกชาย ลูกสาว พำนักอาศัยอยู่ในห้องพักซอมซ่อกึ่งใต้ถุนกึ่งใต้ดิน ทุกคนต่างตกงาน ลูกๆ ไม่มีปัญญาเล่าเรียน ทั้งๆ ที่ต่างมีศักยภาพความสามารถ แต่อุปสรรคสำคัญคือ ความจนทำให้โอกาสและลู่ทางไปสู่ชีวิตที่ดีกว่าตีบตัน

แล้ววันหนึ่ง ‘นาทีทอง’ ก็มาถึง เพื่อนของลูกชายต้องไปเรียนต่อต่างประเทศ เพื่อนผู้นี้หารายได้เสริมด้วยการรับจ้างสอนพิเศษวิชาภาษาอังกฤษให้กับลูกสาวเศรษฐี และเกิดความชอบขั้นจริงจังถึงขั้นเตรียมจะคบหาเป็นแฟนเมื่อฝ่ายหญิงเข้าเรียนมหาวิทยาลัย เมื่อเกิดเหตุจำเป็นต้องห่างไกล จึงอยากจะหาคนรับช่วงที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้มารับหน้าที่แทน

ลูกชายจากครอบครัวคนจน จึงได้รับการฝากฝังรับรองอย่างแข็งขัน จนกระทั่งได้งาน และนำพาตัวเองเข้าไปข้องเกี่ยวกับครอบครัวเศรษฐี ซึ่งมีพ่อ แม่ ลูกชาย ลูกสาวเหมือนๆ กัน แต่ชีวิตความเป็นอยู่ผิดแผกตรงข้ามสุดขั้ว พำนักอาศัยในบ้านหรูหราบนเนินเขา จากการออกแบบของยอดสถาปนิก

เรื่องราวถัดจากนั้น คือการที่สมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ที่เหลือในฟากคนจน ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในบ้านเศรษฐีจนครบถ้วนพร้อมหน้าพร้อมตา เริ่มต้นก็ทำไปโดยฉกฉวยยึดคว้าโอกาสที่เอื้ออำนวย ระดับความผิดก็เพียงแค่โกหกหลอกลวง ต่อมาก็ทำโดยการวางแผนเขี่ยคนที่มีอยู่ในบ้านให้พ้นทาง แล้วสวมรอยเข้าแทนที่ ด้วยการวางแผนไตร่ตรองเป็นขั้นตอนและทำให้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ได้รับความเดือดร้อนเสียหาย

 

 

ทิศทางของหนัง มาในรูปรอยลักษณะของหนังจำพวกต้มตุ๋นหลอกลวง การวางแผนสมคบคิด ตามครรลองแล้ว คาดเดาไม่ยาก ว่าเมื่อถึงปลายทางแล้ว เรื่องราวจะคลี่คลายลงเอยเช่นไร?

แต่ทีเด็ดอันเฉียบขาดยอดเยี่ยมมากของ Parasite ก็คือ การสร้างอุปสรรคที่ผู้ชมคาดคิดไม่ถึง ซึ่งเป็นความลับสุดยอดที่ซ่อนงำอยู่ในบ้านของครอบครัวคนรวย และนำไปสู่บรรยากาศของหนังตื่นเต้นระทึกขวัญในพื้นที่จำกัด เกิดเป็นซีเควนซ์หรือช่วงตอนที่กินความยาวไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง เต็มไปด้วยความลุ้นเร้าใจพลิกผันไปมาหลายตลบเกินกว่าจะคาดเดาถึงบทสรุป เปรียบได้กับการนำพาผู้ชมขึ้นรถไฟเหาะในสวนสนุก โลดโผนโจนทะยาน ใจหายใจคว่ำแบบไม่มีจังหวะหยุดพัก

มีศัพท์ส่วนตัวที่ผมกับเพื่อนๆ ชอบใช้เวลาคุยกันเรื่องหนัง คือคำว่า ‘ขยี้’ ความหมายกว้างๆ ก็คือ การเร้าอารมณ์อย่างต่อเนื่องถี่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ขัน ความเศร้าสะเทือนใจ ความตื่นเต้น ความน่าสะพรึงกลัว ฯลฯ แบบมาเป็นระลอกชุดใหญ่ มีดาบหนึ่ง ดาบสอง ดาบสาม คอยซ้ำติดตามมาอยู่ตลอดเวลา

ช่วงเหตุการณ์ ‘คืนหนึ่งคืนนั้น’ ใน Parasite เป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ของการ ‘ขยี้’ แบบแหลกละเอียดเป็นผุยผง ที่เหนือชั้นมากๆ คือ เป็นการขยี้ที่ไม่ได้มีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในทิศทางเดียว แต่เป็น ‘สรรพรส’ ที่มีทั้งความตลกขบขัน เย้ยหยัน ตื่นเต้นเร้าใจ ขมขื่นสะเทือนใจ ความน่ากระอักกระอ่วน รวมไปถึงเซ็กซี่อีโรติค (การมีแง่มุมนี้แทรกปนเข้ามาปรากฏในเหตุการณ์อลหม่านวายป่วง ถือได้ว่าเขียนบทได้เก่งมากๆ แต่ที่ดีงามกว่านั้นก็คือ มันยังทำหน้าที่โยงใยเกี่ยวพันกับฟากการสื่อสารเนื้อหาสาระของหนังด้วย)

การคาดเดาสันนิษฐานในระหว่างดู เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของคนดูหนังนะครับ ผมดู Parasite แบบดูไปเดาไปตั้งแต่เริ่มเรื่อง แต่หลังผ่านช่วงสุดแสนจะหฤหรรษ์ โหด มัน ฮา ข้างต้น ผมก็ยอมแพ้ราบคาบ เลิกเดาแต่โดยดี เปลี่ยนมาเป็นเกิดข้อสงสัยเข้าแทนที่ ว่าการปรนเปรอผู้ชมด้วยความบันเทิงขนานใหญ่จนเต็มอิ่ม ตั้งแต่ยังไม่ทันถึงช่วงไคลแม็กซ์ เช่นนั้นแล้วจุดสุดยอดของหนังจะทำเช่นไร?

คำตอบจากตัวหนังก็คือ การเผยความลับลำดับต่อมา ในการขมวดเรื่องราวไปสู่บทลงเอยของบรรดาตัวละครทั้งสองครอบครัว เป็นเหตุโศกนาฏกรรมหรือหายนะร้ายแรง ซึ่งมืดหม่นดำสนิทและสะเทือนใจเกินกว่าที่ผมจะนึกคิด (ขณะดูไป เดาไปตอนต้นเรื่อง) ไปไกลมาก และแน่นอนครับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเข้าขั้นสุดสมกับศักดิ์ฐานะในการเป็นไคลแม็กซ์

แต่หนังก็ยังมีหมัดเด็ดความลับสุดท้าย เป็นทั้งไคลแม็กซ์ซ้อนควบคู่กับการเป็นบทสรุปทิ้งท้ายที่น่าประทับใจ และสนับสนุนประเด็นทางเนื้อหาที่บอกเล่ามาทั้งหมด ก่อนจะปิดฉากด้วยภาพเดียวกันกับช็อตเปิดเรื่อง ทั้งสถานที่ มุมกล้อง การเคลื่อนกล้อง ข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน และตัวละครเดียวกัน สิ่งเดียวที่ผิดแผกคือ มีการเปลี่ยนผ่านของช่วงเวลา และสภาพของตัวละครที่ไม่เหมือนเดิม ระหว่าง ‘ก่อนหน้า’ และ ‘หลังจากนั้น’

 

 

ความโดดเด่นของ Parasite สามารถสรุปรวบรัดได้ว่า คือการเล่าพล็อตที่เล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมว่า เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ได้บรรลุถึงขีดสุดของความบันเทิง พร้อมๆ กันนั้นก็สามารถสื่อสารประเด็นทางเนื้อหาอยู่ในสารพัดรายละเอียดตลอดเวลา ตั้งแต่เรื่องราวเหตุการณ์ พฤติกรรมของตัวละคร บทสนทนา ฉากสถานที่ รวมเลยไปถึงวัตถุสิ่งของ

ทั้งลีลาวิธีการความเป็นศิลปะภาพยนตร์ ความสนุกสนาน และเนื้อหาสาระ ดีงามเท่าเทียมกันและสอดผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนะครับ

ประเด็นสาระของหนัง สื่อสารไว้ชัดแบบผู้ชมสามารถเข้าใจได้ทั่วถึงตรงกัน แต่ในอีกด้านก็มีลักษณะเปิดกว้างแบบไม่สรุปเบ็ดเสร็จ ทิ้งพื้นที่ไว้ให้ผู้ชมขบคิดอ่านความหมาย ตามความเข้าใจของแต่ละท่าน

เท่าที่ผมเข้าใจ หนังสะท้อนประเด็นว่าด้วยช่องว่าง ความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำ ระหว่างคนรวยกับคนจน

หนังไม่ได้เล่าหรืออธิบายให้เห็นนะครับว่า ต้นตอสาเหตุของช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไรหรือมีต้นตอสาเหตุใด แต่มุ่งแสดงให้เห็นว่า เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ส่งผลอย่างไรต่อผู้คนทั้งสองฝ่าย

ในทำนองเดียวกัน หนังไม่ได้แจกแจงที่มาที่ไป หรือพื้นเพหนหลัง ว่าสมาชิกครอบครัวคิมทั้งหมดยากจนเพราะอะไร? แต่แสดงให้เห็นว่า ความขัดสนยากไร้นั้น ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างไร (พ่อกับแม่ตกงาน ลูกชาย ลูกสาวสูญเสียโอกาสในการเล่าเรียน) และขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อไปอย่างไร ตรงนี้อาจสรุปแคบๆ ได้ 2 อย่างว่า ความจนเป็นต้นตอบ่อเกิดของอาชญากรรม และอีกแง่มุม อยู่ในท่วงทำนองที่ผมเคยอ่านเจอมาว่า คนจนนั้นสกปรก เพราะด้วยจำนวนเงินน้อยนิดที่เขามีอยู่ ทำให้ต้องตัดสินใจเลือกซื้อได้แค่อย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างขนมปังกับสบู่

ประการต่อมา หนังเล่าเรื่องคนรวยคนจน โดยไม่ได้ชี้นำตัดสินเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (แต่แน่นอนว่า การให้น้ำหนักฝั่งคนจนเป็นตัวเอก และทำหน้าที่ดำเนินเรื่องทั้งหมด ผู้ชมจึงเอนเอียงเอาใจช่วยกลุ่มตัวละครนี้มากกว่า และมีภาพติดลบต่อคนรวยหลังจากดูจบ)

ตรงนี้เชื่อมโยงต่อมาถึง การแสดงด้านดีด้านลบตามประสาปุถุชนของตัวละครทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งเล่าในลักษณะสวนทางกัน

เส้นทางของครอบครัวคนจนนั้นเล่าแบบ ‘ต้นร้าย ปลายดี’ เริ่มต้นด้วยสภาพความเป็นอยู่แบบ ‘ชีวิตบัดซบ’ ติดตามมาด้วยการวางแผนต้มตุ๋น โป้ปดมดเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี กลั่นแกล้งคนบริสุทธิ์ เผยให้เห็นถึงความทะเยอทะยาน มีลักษณะท่วงทีแบบ ได้คืบ เอาศอก และก้าวข้าม ‘ล้ำเส้น’ อันควร (ในมุมมองของผม การก้าวล้ำเส้นหรือแสดงอาการ ‘ลามปาม’ ที่แท้จริงของครอบครัวนี้ คือ การยกโขยงไปกินดื่มเสพสุขในบ้านหรูหรา เมื่อนายจ้างไม่อยู่บ้าน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องยุ่งยากวุ่นวายที่ติดตามมา)

โดยนิสัยใจคอต่างๆ ข้างต้น ผมดู Parasite ด้วยการเอาใจช่วยตัวละครเหล่านี้ (ซึ่งมีพฤติกรรมไม่น่ารัก) ในเบื้องต้น เพราะบทบาทหน้าที่ในฐานะกลุ่มผู้ดำเนินเรื่อง ถัดมาเป็นการเชียร์ให้อาชญากรรมหรือความผิดบาปดำเนินลุล่วงไปตลอดรอดฝั่งโดยสวัสดิภาพ เพราะอุปสรรคหรือตัวละครใหม่ที่เป็น ‘มือที่สาม’ ซึ่งสถานะทางสังคมใกล้เคียงกัน มีความเป็นคนแปลกหน้าและขัดขวาง

แต่ช่วงองก์สุดท้ายของหนัง เหตุผลในการเอาใจช่วยตัวละคร เปลี่ยนไปเป็นอีกแบบ กลายเป็นการเชียร์เพราะรักตัวละคร ทั้งจากความผูกพันที่สั่งสมมาตั้งแต่เริ่มเรื่อง และการได้พบเห็นนิสัยใจคออีกด้านหนึ่ง คือ ซีกด้านดีงาม ทั้งความรักใคร่ใยดีต่อกันระหว่างสมาชิกครอบครัว, ความรู้สึกผิดบาปในใจต่อสิ่งเลวร้ายที่กระทำลงไป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครลูกสาว ซึ่งมีปฏิกิริยาแสดงออกมากว่าใคร), การได้สติยั้งคิดว่าอะไรควรไม่ควร หลังผ่านเหตุฉุกเฉินฉับพลัน, การมีความใฝ่ฝันสวยหรู บนเงื่อนไขความเป็นจริงที่ไม่เอื้ออำนวย, ท่าทีเหนื่อยล้าบอบช้ำจากความพ่ายแพ้ซ้ำซากในชีวิต จนกระทั่งปลงตกหันหลังให้กับความหวังของผู้เป็นพ่อ และสุดท้ายคือ การลุกขึ้นมาตอบโต้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของคนจน จากการ ‘ล้ำเส้น’ ของคนรวย

ในทางตรงข้าม หนังเล่าเรื่องของครอบครัวคนรวย ด้วยเค้าโครง ‘ปากหวาน ก้นเปรี้ยว’ เป็นคนรวยใจดีในเบื้องต้น เป็นเหยื่อใสซื่อหลอกง่ายที่กำลังโดนต้มตุ๋นโดยไม่รู้สึกตัว กระทั่งว่า ความฟุ้งเฟ้อหรูหรา การเลี้ยงดูลูกแบบพะเน้าพะนอตามใจจนเกินควร ความรักสะอาดรักอนามัย รังเกียจเรื่องลามกบัดสี (แบบคาบลูกคาบดอกระหว่างการยึดมั่นในศีลธรรมกับความดัดจริต) ก็ยังนำเสนอออกมาในท่วงทีน่ารักน่าขบขัน แต่เมื่อล่วงเลยไปเรื่อยๆ เราก็ได้เห็นความเจ้ายศเจ้าอย่าง (โดยเฉพาะคำบอกเล่าถึงสิ่งที่คุณผู้ชายทนทานไม่ได้มากสุด คือ ‘การล้ำเส้น’ หรือ ‘ลามปาม’ ของคนใช้), พฤติกรรมปากว่า ตาขยิบ (ตัวอย่างเช่น สาเหตุที่ไล่คนขับรถออกจากงานด้วยความรังเกียจ แต่แล้วขณะที่มีเซ็กซ์ กลับหยิกยกเรื่องเดียวกันมาปรุงรสกระตุ้นอารมณ์ตื่นเต้นเร้าใจ), นิสัยเอาแต่ใจตัวเอง เรียกร้องต้องการจากผู้ด้อยกว่าแบบไม่แยแสใส่ใจอีกฝ่าย และเมื่อเจอท่าทีสนองตอบอิดเอื้อน ก็สรุปแกมบังคับดื้อๆ แบบ ‘ใช้เงินฟาดหัว’ และที่สำคัญสุดคือ ไม่ปิดบังอำพรางการแสดงท่าทีเหยียดหยามหมิ่นแคลน (ตรงนี้หนังเล่าด้วยวิธีที่ทั้งชัดเจนตรงไปตรงมาและจะคิดให้เป็นสัญลักษณ์ด้วยก็ได้ คือ การเหม็นกลิ่นคนจน)

 

 

ประเด็นเรื่องการล้ำเส้น เป็นแง่มุมที่หนังเน้นไว้หลายครั้ง ผมคิดว่าทั้งตัวละครคนจนกับคนรวย ต่างมีการล้ำเส้นซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย ฝั่งคนจนล้ำเส้นโดยการถือวิสาสะเข้าไปสวมรอยเสพสุขในวันที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ (อันนี้เป็นความเข้าใจของผมเอง)

ส่วนเหตุการณ์ที่เล่าในหนัง การล้ำเส้นเกิดขึ้นเมื่อคนขับรถ (พ่อในครอบครัวคนจน) พูดกับนายจ้างว่า “คุณคงรักภรรยามากนะครับ” ซึ่งผมมองว่า เป็นได้ทั้งความไม่พอใจที่ลูกจ้างทำตัวแบบตีเสมอแสดงความสนิทสนมใกล้ชิด และอาจเป็นไปได้อีกอย่างด้วยว่า เป็นคำพูดที่ ‘แทงใจดำ’ ถึงความสัมพันธ์ในชีวิตคู่ระหว่างนายจ้างกับภรรยา ที่พยายามปิดบังกลบเกลื่อนความไม่ราบรื่น (ซึ่งหนังไม่ได้เล่า)

ด้านคนรวยนั้น ‘ล้ำเส้น’ คนจน ตั้งแต่การแอบนินทาลับหลังเรื่องกลิ่น การแสดงท่าทีรังเกียจของคุณนาย (ซึ่งนั่งเอาเท้าพาดเบาะหน้า) พร้อมกับออกอาการเหม็นกลิ่นคนจน (ซึ่งควรจะเป็นฝ่ายเหม็นกลิ่น ‘ผู้ดีตีนแดง’ มากกว่า) และที่หนักหนาร้ายแรงสุดคือ การแสดงอาการนี้อย่างโจ่งแจ้งในห้วงยามหน้าสิ่วหน้าขวาน จนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้คนจนตบะแตก

พูดอีกแบบ หนังเล่าเรื่องความแตกต่างเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจน โดยต่างฝ่ายต่างมีดีมีเลวบนเงื่อนไขและฐานะความเป็นอยู่ของตน เป็นโลกและวิถีชีวิตที่ห่างไกลกันสุดกู่ มีระยะและพื้นที่ซึ่งสามารถอยู่ร่วมปะปนและข้องเกี่ยวกัน (แบบไม่เท่าเทียม) เพียงเล็กน้อยพอประมาณ รวมทั้งกำหนดขอบเขตขวางกั้นไว้ด้วยเส้นแบ่งอันเปราะบาง ที่แต่ละฝ่ายต่างกำหนดไว้ และเป็นเส้นแบ่งที่ต่างฝ่ายต่างมองไม่เห็น

ทั้งหมดนี้ว่าไปตามที่ผมเข้าใจเท่านั้นนะครับ ไม่ใช่บทสรุปตายตัวทั้งหมดเพียงหนึ่งเดียวของหนัง ยังมีแง่มุมอื่นๆ ทั้งในเชิงสังคม หรือแง่มุมด้านจิตวิทยา ให้จับอ่านค้นหาความหมายของหนังได้อีกสารพัด

มีรายละเอียดหนึ่งในหนัง ที่น่าจะนับเป็น ‘สัญลักษณ์’ นั่นคือ ก้อนหินสะสมที่เป็นของฝากในตอนต้นเรื่อง และปรากฏในหนังหลังจากนั้นอีกหลายครั้ง

 

 

ข้อมูลกำกับแนบมาด้วยของหินก้อนนี้ ผู้มอบอธิบายว่า เป็นหินที่นำมาซึ่งความมั่งมี ถัดมาคือ เราได้เห็นตัวละครลูกชายในบ้านคนจน แบกประคองมันติดตัวไปด้วยหลายต่อหลายครั้ง โดยเฉพาะในช่วงท้ายเรื่อง จนกระทั่งเมื่อเหตุการณ์บานปลายจนเกินควบคุม ก้อนหินนี้ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายกัน และภาพสุดท้าย เด็กหนุ่มนำมันไปวางทิ้งไว้กลางสายน้ำ

เบาะแสข้างต้น ผนวกรวมกับพฤติกรรมหลักของตัวละครลูกชาย ซึ่งเป็นคนวางแผนแรกเริ่มทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนหลอกลวงในบ้านเศรษฐี หรือการวางแผนชีวิตให้กับอนาคตของตนเอง ด้วยการประกาศว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ในปีหน้า หรือการขอโทษพ่อ สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น (อันเนื่องมาจากการวางแผนของเขา)

ที่สำคัญคือ เด็กหนุ่มถามถึงแผนที่พ่อวางไว้ และได้รับคำตอบว่า การวางแผนที่ดีที่สุด คือการไม่วางแผนอะไรเลย เพราะไม่ต้องห่วงพะวงว่าจะเกิดเหตุผิดแผน ไม่เป็นไปตามที่กะเก็งไว้

ร่องรอยทั้งหมดนี้ ทำให้ผมนึกโยงใยไปได้ว่า การวางแผนหลายๆ ครั้งในหนังเรื่องนี้ ละม้ายคล้ายคลึงกับการตั้งความหวังและการมีความใฝ่ฝัน

และความหวังความใฝ่ฝันหนึ่งที่เด่นชัดของตัวละคร ก็คือ อยากมั่งมีอยากร่ำรวย สอดคล้องกับความเชื่อด้านคุณสมบัติของก้อนหิน

ดังที่ผู้ชมที่ดูหนังแล้วคงทราบดี ความฝันของเหล่าตัวละครไม่ปรากฏเป็นจริง มิหนำซ้ำยังนำพาทุกคนไปสู่ความสูญเสีย หรือพูดอีกแบบคือ ถูกทำร้ายด้วยความฝันอันสวยหรู

ที่น่าเศร้าสะเทือนใจบาดลึกก็คือ ในภาพสุดท้ายของหนัง เด็กหนุ่มยังคงมีความหวังและความใฝ่ฝันเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยน เพียงแต่มันไม่มีโอกาสและปราศจากความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง

Author

Nara

นรา - นักเขียน นักอ่าน นักดูหนังและซีรีส์ นักชมศิลปะ ดีเจ และคอลัมนิสต์วิจารณ์ภาพยนตร์ที่เฉียบคม หนักแน่น รุ่มรวยรอยยิ้ม