เวียง-วชิระ บัวสนธ์ เรื่อง

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นาน นักศึกษาหนุ่มแห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่นคนหนึ่ง ผู้ซึ่งได้พิสูจน์ตัวเองเป็นที่ประจักษ์แจ่มชัดมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ไม่เพียงเอาธุระต่อทุกข์ร้อนของชาวบ้านชาวช่องที่ถูกนายทุนเอารัดเอาเปรียบอย่างไม่ย่อท้อ (กระทั่งรายการโทรทัศน์ที่ว่ากันว่าน้ำดีรายการหนึ่งอดไม่ได้ที่จะประกาศเกียรติยกย่องในฐานะเยาวชนคนต้นแบบประจำปี 2556) หากยังแสดงออกอย่างกล้าหาญและสันติด้วยการยืนชูสามนิ้วต่อหน้านายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2557 เพื่อสื่อนัยให้โลกรับรู้ว่าตนและพรรคพวกจำนวนหนึ่งมิอาจเห็นชอบกับการรัฐประหารภายใต้การนำของท่านผู้นั้น

ผลแห่งการนี้นี่เองที่ทำให้เขาถูก ‘หมายหัว’ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นาน ภายหลังรัชกาลที่ 9 เสด็จสู่สวรรคาลัยไปราว 50 วัน นายทหารยศพันโทคนหนึ่ง ได้ทีร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินการจับกุมนักศึกษาหนุ่มคนนั้น โทษฐานแชร์บทความเชิงรายงานชิ้นหนึ่งว่าด้วยพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากสำนักข่าวบีบีซีไทยไปไว้บนหน้ากระดานเฟซบุ๊กของตน

พูดอีกแบบก็คืออาศัยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือเล่นงานศัตรูลูกพี่ ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้วก็มีการเผยแพร่แชร์ข่าวชิ้นเดียวกันนี้ไปกว่าสองพันครั้ง แต่ลูกน้องผู้ภักดีรายนี้หาได้ดำเนินการในรูปรอยเดียวกันแต่ประการใด มิพักพูดถึงว่าหากเห็นกรณีนี้นับเป็นความผิดขั้นเลวร้ายรุนแรงแล้วไซร้ ไฉนจึงมิได้ดำเนินคดีต่อสำนักข่าวระดับโลกอันเป็นต้นตอบ่อเกิดเนื้อความนั้นด้วยเล่า? และถึงแม้ต่อมานักศึกษาหนุ่มจะได้รับการประกันตัวออกมา ทว่าอีกสามสัปดาห์ให้หลัง เขากลับถูกเพิกถอนสิทธิ์ชนิดต้องไปติดคุกติดตะรางอยู่ในเรือนจำขอนแก่นตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม เป็นต้นมา โดยมิได้รับความเมตตาจากศาลใดให้ประกันตัวอีกเลย…

ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ชวนให้เราครุ่นคิดพิจารณาอะไรบ้างหรือไม่

แน่ละว่า ในสายตาของผู้คนจำนวนหนึ่งซึ่งยังคงให้การสนับสนุนแบบสุดลิ่มทิ่มประตูต่อหัวหน้าคณะรัฐประหาร (ผู้รับบทนายกรัฐมนตรีในเวลาถัดมาจนถึงทุกวันนี้) คงซี้ดซ้าดยินดี พร้อมอรรถาธิบายว่าสมควรอย่างยิ่งแล้วที่จับๆ ‘มัน’ ไปยัดไว้ในคุกในตะราง อย่างน้อยจะได้ไม่มีโอกาสแสดงพฤติกรรมก่อความหงุดหงิดรำคาญใจจำพวกชูสามนิ้วจุดเทียนชวนให้อยากออกกำลังอวัยวะใช้เดินอีก

ขออนุญาตเรียนถามต่ออีกสักข้อสองข้อเถอะนะครับว่า สภาพจิตเช่นนี้ มิหมายความว่าเราถูกโปรแกรมให้สวามิภักดิ์ต้อยตามรัฐบาลจนปราศจากซึ่งข้อกังขาประดามีไปหมดแล้วหรอกหรือ กระทั่งว่าเราไม่เห็นชายหนุ่มนักศึกษาวัย 26 ปีคนนั้น มีฐานะเป็นมนุษย์เฉกเช่นเราใช่หรือไม่… เราเป็น ‘คนดี’ สูงส่ง รักชาติรักสถาบันกว่าเขาชนิดเทียบกันไม่ได้ เพราะเราต้องการให้รัฐบาลมีเวลาและสมาธิไปกำจัดปัดเป่าพวกโกงบ้านกินเมืองให้สิ้นซาก…ฯลฯ

มันจะดีกว่าไหม ถ้าหากจะรู้จักฉุกคิดพิจารณาแบบใช้เหตุผลแยกแยะในแต่ละกรณีๆ ไป อย่างน้อยก็จะได้ไม่กลายเป็นหุ่นยนต์หรือสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ ในสังกัดใครหน้าไหนทั้งสิ้น

กล่าวสำหรับผู้มีใจเป็นธรรมและติดตามเรื่องนี้มาตลอดต่อเนื่อง ใครบ้างจะไม่ตั้งข้อสงสัยว่ากระบวนการยุติธรรมได้กลายเป็นกลไกเครื่องมือให้ฝ่ายถือครองอำนาจรัฐใช้ ‘จัดการ’ ฝ่ายต่อต้านตนไปแล้ว เมื่อใดที่กระบวนการยุติธรรมมิได้ดำเนินไปบนครรลองของความยุติธรรมโดยแท้แล้วไซร้ ก็ย่อมเท่ากับผลักไสให้ทุกผู้คนไปตกอยู่ภายใต้อำเภอใจของผู้เป็นใหญ่เหนือกฎหมายใช่หรือไม่ เช่นนี้แล้ว เราแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่ถูก ‘ใบสั่ง’ เข้าสักวันหนึ่งเฉกเช่นนักศึกษาหนุ่มคนนั้น เรายินดีที่จะมีชีวิตอยู่ภายใต้อารมณ์ผันผวนปรวนแปรเอาแต่ใจของผู้ควบคุมอำนาจรัฐ โดยปราศจากหลักประกันอันใดที่จะคอยกำกับวุฒิภาวะของ ‘หมอนั่น’ และบริวารพวกพ้องให้อยู่ในร่องในรอยกระนั้นหรือ?

ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า ภายใต้การสถาปนาอำนาจใหม่ในยุคสมัยที่ยังมองไม่เห็นแสงแห่งระบอบประชาธิปไตยในความหมายแท้จริงเอาเสียเลย ชายหนุ่มนักกิจกรรมเพื่อสังคมคนนั้นได้กลายเป็นเหยื่อเพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้เห็นต่างถ้วนหน้า ถึงแม้องค์กรระดับสากลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนจะออกโรงเรียกร้องคืนความเป็นธรรมแก่สังคมไทย และโดยเฉพาะต่อ ‘ไผ่ ดาวดิน’ หรือจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ผู้ซึ่งล่าสุดได้รับรางวัลกวางจูเพื่อสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2560 จากมูลนิธิ 18 พฤษภารำลึก (The May 18 Memorial Foundation) ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีใต้ แต่รัฐบาลก็หูหนวกเกินกว่าจะได้ยินหรือรู้สึกรู้สาด้วยแต่อย่างใด

คำถามจึงอยู่ที่ว่า ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราควรทำอันใดดี นอกจากแอบเห็นอกเห็นใจผู้ประสบเคราะห์ร้ายเช่นไผ่อยู่เงียบๆ เพราะขืนพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้าออกไปอาจถูก ‘กาหัว’ เมื่อใดก็ได้

ก่อนอื่น ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรปรับสภาพจิตให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ตามความเป็นจริงให้ได้ว่า ทุกวันนี้ใครหรือผู้ใดควบคุมประเทศนี้อยู่ พูดให้ชัดขึ้นคงต้องเรียนว่า ความไม่ชอบมาพากลชนิดที่ยกหลักกฎหมายใดมาอธิบายก็ฟังไม่ขึ้นในกรณีของไผ่นี้ เราจำต้องปรับมุมมองใหม่ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ ว่ามันอยู่นอกเหนือกระบวนการปกติชอบธรรมไปแล้วแน่ๆ

กล่าวอีกแง่หนึ่งก็คือ จำเป็นต้องมองให้ออกว่า ปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยประกอบไปด้วยเงื่อนไขและกลุ่มก้อนใดบ้าง กระทั่งลึกๆ แล้วตัวเราเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ถัดจากนั้นพึงใคร่ครวญให้ถ้วนถี่ว่าพอจะลงเรี่ยวลงแรงแสดงออกหรือกระทำการอันใดเพื่อสมทบส่วนหรือเป็นกำลังใจแก่ผู้สมาทานระบอบประชาธิปไตยด้วยกัน เพราะยิ่งเรานิ่งเฉยไม่มีปากไม่มีเสียงอะไรเอาเสียเลย ยิ่งเท่ากับสมเป้าปรารถนาที่บรรดาผู้ครองเมืองต่างต้องการ

สารภาพตามตรง ผมเข้าใจว่าทุกวันนี้แทบไม่มีหลักประกันอันใดหลงเหลืออีกแล้วว่าใครจะมีชีวิตรอดปลอดภัยจากภยันตรายทางการเมืองได้จริง ต่อให้เออออห่อหมกเอาอกเอาใจท่านชนิดสุดจิตสุดใจ ก็ใช่จะอยู่รอดปลอดภัยเสมอไป เพราะมีตัวอย่างให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อยู่เนืองๆ

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงใคร่ขอเสนอว่า ถ้าขีดเขียนบันทึกซุกซ่อนไว้เพื่อหมายให้ใช้ศึกษาเรียนรู้ในคืนวันข้างหน้า ทว่ามันอาจกลายเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์เรียกภัยใส่ตัวในวันนี้ ก็หันไปใช้กรรมวิธีเยี่ยงคนโบราณ ด้วยการปักหมุดหมายกันใหม่โดยเล่านิทานให้ลูกหลานในวัยไร้เดียงสาฟัง เพื่อส่งทอดข้อเท็จจริงถึงสิ่งที่อุบัติขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ว่า…

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นาน หลังจากชาวประชาหลั่งน้ำตาครั้งใหญ่ ประเทศไทยก็ดูจะดุ่มเดินไปในทิศตรงกันข้ามกับความหมายแห่งนามเมืองหลวง…

Author

Vieng-Vachira Buason

เวียง วชิระ บัวสนธ์ - บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน พี่ใหญ่ในแวดวงวรรณกรรมของประเทศนี้คนหนึ่ง คมความคิดและลีลางานเขียนของ ‘ดอนเวียง’ ไม่จำเป็นต้องสาธยายให้มากความ เวียงมาเขียนคอลัมน์ใน 101 ว่าด้วยเรื่องการเมืองไทย ซึ่งเขาบอกเราหนึ่งประโยคว่า “จะพยายามเขียนสุภาพๆ ครับ”