ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย เรื่อง

 

นวนิยายเล่มนี้อาจนับเป็นจดหมายรักที่ยาวที่สุดเรื่องหนึ่ง

ORLANDO : A BIOGRAPHY เป็นผลงานของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ นักเขียนชาวอังกฤษที่เปิดเผยความสัมพันธ์แบบหญิงรักหญิงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และยังเขียนถึงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในหนังสือหลายเล่ม

นวนิยายเล่าด้วยท่าทีของชีวประวัติ เริ่มจากเรื่องราวในยุคสมัยของพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1 มีหนุ่มรูปงามชนชั้นสูง นามว่าออร์แลนโด ผู้มีเรียวขางดงามที่สุดในโลกและเป็นที่รักของผู้คน เขากลายเป็นผู้หญิงเมื่ออายุ 30 ปีเมื่อตื่นจากหลับใหลอันยาวนาน และมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 400 ปี โดยแทบไม่แก่ขึ้นเลย ใช้ชีวิตอยู่กับการเขียนบทกวีที่เริ่มเขียนตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มน้อย เฝ้ามองความเป็นไปของยุคสมัย ออกเดินทาง ตกหลุมรัก และอยู่ในห้วงความคิดเกี่ยวกับเพศที่เลื่อนไหลไปมา

นวนิยายเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1928 ว่ากันว่าเป็นจดหมายรักที่เวอร์จิเนีย วูล์ฟ มอบให้ Vita Sackville-West เพื่อนคนสนิทของเธอ ทั้งสองพบกันที่ Bloomsbury Group กลุ่มนักเขียน ปัญญาชน และศิลปินที่รวมตัวพบปะกัน หลังจากนั้นพวกเธอก็เริ่มมีความสัมพันธ์แบบคนรักเรื่อยมา แม้ต่างคนจะมีสามีแล้วด้วยกันทั้งคู่

ไนเจล นิโคลสัน ลูกชายของ Vita Sackville-West เคยเขียนไว้ว่า อิทธิพลของ Vita ต่อเวอร์จิเนียคือทั้งหมดในเรื่องออร์แลนโด เป็นจดหมายรักที่ยาวที่สุดและมีเสน่ห์ที่สุดในงานวรรณกรรม

ORLANDO : A BIOGRAPHY นับเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวรรณกรรมในศตวรรษที่ 20 ที่นำเสนอประเด็นอัตลักษณ์ทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศผ่านงานเขียนแบบกระแสสำนึก ที่นอกจากจะถ่ายทอดความคิดของตัวละครได้อย่างละเอียดลออลึกซึ้งแล้ว ยังสุดโต่งด้วยการเปลี่ยนร่างกายตัวละครจากชายกลายเป็นหญิง แล้วค่อยๆ อธิบายการเปลี่ยนผ่านของลักษณะนิสัยและวิธีคิดของตัวละคร สิ่งที่ส่งให้งานของเวอร์จิเนีย วูล์ฟ งดงามและมีมิติ คือการอธิบายความรู้สึกของชายที่กลายเป็นหญิงได้อย่างกระจ่างชัด สะท้อนความเป็นมนุษย์ เป็นกวี ที่มีความสับสนและความปรารถนาอันสลับซับซ้อน

หนังสือเล่มนี้ได้รับการตีพิมพ์ในไทยด้วยชื่อ ออร์แลนโด : ชีวประวัติ โดยสำนักพิมพ์ไลบรารี่ เฮ้าส์ ด้วยสำนวนแปลของ จุฑามาศ แอนเนียน ถ่ายทอดเรื่องราวเมื่อเกือบ 500 ปีที่แล้วได้อย่างงดงาม แม้จะผ่านมานานเนิ่น แต่ ORLANDO : A BIOGRAPHY ยังสะท้อนเรื่องความเลื่อนไหลทางเพศได้ทันสมัยและเฉียบคม

การเล่าด้วยท่าทีแบบชีวประวัติ ที่อ้างว่าปะติดปะต่อเรื่องราวจากเอกสารโบราณและเรื่องเล่าต่อกันมา ทำให้ภาพตัวละครออร์แลนโดมีมิติหลายแง่มุม เมื่อผู้เขียนฉายภาพมุมกว้างจากสายตาคนนอก เราจะเห็นหนุ่มรูปงามที่ดูคล้ายชีวิตเพียบพร้อม มีตอนหนึ่งที่อธิบายบุคลิกของออร์แลนโดได้อย่างน่าสนใจว่า นอกจากการเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ เขายังเป็นคนที่มีรสนิยมหลากหลาย

รสนิยมของออร์แลนโดครอบคลุมไปกว้างนัก เขามิใช่คนที่นิยมชมชอบแต่เพียงดอกไม้ในสวนเท่านั้น หากดอกไม้ป่าหรือแม้กระทั่งดอกหญ้าก็น่าหลงใหลได้เช่นกันสำหรับเขา

 ขณะเดียวกัน เขาก็เป็นชนชั้นสูงที่ไม่รังเกียจชนชั้นอื่นๆ

เขาถือว่าการคละเคล้าของแผ่นดินสีน้ำตาลกับสายเลือดสีน้ำเงินเป็นสิ่งที่ดี เป็นที่แน่นอนว่าเขามักชื่นชอบการคบหาผู้ต่ำชั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้รู้หนังสือ ที่เชาวน์ปัญญาทำให้พวกเขาต้องตกอยู่ในสถานะต่ำต้อยอยู่บ่อยครั้ง 

เมื่อผู้เขียนค่อยๆ ปล่อยความคิดของตัวละครออกมาในสายธารกระแสสำนึก มิติความเป็นมนุษย์จะค่อยๆ ถูกกะเทาะออกมาทีละชั้น  ออร์แลนโดผ่านพ้นช่วงวัยหนุ่มไปกับความรักที่เรียบง่ายและสูงศักดิ์ กับหญิงสาวที่เพียบพร้อมจำนวนมาก ก่อนเขาจะพบกับหญิงชาวรัสเซียที่เปลี่ยนหัวใจเขาไปตลอดกาล จน “เขานึกอัศจรรย์ใจว่าตนเองผ่านความรัก (ก่อนหน้า) นั้นมาได้อย่างไรโดยมิได้เปิดปากหาว”

ออร์แลนโดผ่านการสูญเสีย มีความสุข ผ่านฤดูต่อฤดู ชีวิตเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จนกระทั่งอายุ 30 ปี เขาหลับใหลยาวนานและตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองกลายเป็นผู้หญิง แต่เขามิได้เดือดเนื้อร้อนใจ หรือพยายามเปลี่ยนแปลงอะไร หากแต่อยู่กับสิ่งนั้นด้วยความปรกติธรรมดาที่สุด แม้แต่คนรอบข้างเองก็ยอมรับเขาในฐานะท่านหญิงออร์แลนโด

“ไม่มีใครแสดงท่าทีสงสัยใดๆ เลยแม้เพียงขณะจิตว่าออร์แลนโดอาจไม่ใช่ออร์แลนโดที่พวกเขารู้จัก หากมีความกังขาใดๆ ในใจมนุษย์ การกระทำของกวางและสุนัขก็มากพอที่จะขจัดความกังขานั้นไป ด้วยว่าสรรพสัตว์บื้อใบ้เหล่านี้สามารถตัดสินทั้งอัตลักษณ์และนิสัยใจคอได้ดีกว่าเรามากมาย ดังเป็นที่รู้กันดี”

ตัวเรื่องเริ่มเข้าสู่ความสนุกตั้งแต่ออร์แลนโดกลายเป็นผู้หญิง การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศสะท้อนชัดในช่วงนี้ ยังไม่นับการเสียดสีและร่ายความต่างของหญิงชายได้แสบสันต์

เธอตกใจนักเมื่อมองเห็นว่าเธอกำลังก่อร่างความคิดเห็นดูถูกดูแคลนต่อเพศตรงข้ามมากมายขนาดไหน เพศชายชาตรี เพศที่เธอเคยภูมิใจต่อการอยู่ในเพศนั้น “– ตกลงมาจากเสากระโดง” เธอคิด “เพราะเห็นข้อเท้าผู้หญิงนี่นะ แต่งตัวเป็นกาย ฟอกส์ แล้วเดินอาดๆ ตามถนนเพื่อให้พวกผู้หญิงยกยอ ปฏิเสธไม่ให้ผู้หญิงได้เล่าเรียนด้วยเกรงว่าพวกเธออาจหัวเราะเยาะตัวเองได้ ตกเป็นทาสของเด็กสาวร่างบางสวมกระโปรงแล้วยังทำราวกับว่าตัวเองเป็นพระเจ้าผู้สรรค์สร้างโลก — ให้ตายเถอะ!” เธอคิด “พวกนั้นทำให้เราเป็นไอ้โง่ขนาดไหน — พวกเราช่างโง่เง่าอะไรปานนั้น!” และในตอนนี้จากความกำกวมของข้อความที่เธอใช้ อาจดูเหมือนว่าเธอกำลังติเตียนทั้งสองเพศอย่างเท่าเทียมกัน ราวกับว่าเธอไม่ได้อยู่ในเพศหนึ่งเพศใดเลย 

ในหลายตอน มีการเสียดสีเรื่องอำนาจ และ ‘ตำแหน่งแห่งที่’ ของเพศหญิงอยู่หลายหน ด้วยน้ำเสียงประชดประชันอย่างคนเข้าใจโลก

สตรีรู้ดีว่าแม้นักเล่นสำนวนหลักแหลมส่งบทกวีมาให้เธอ ชมเชยความคิดพิจารณาของเธอ เรียกร้องขอฟังคำวิพากษ์วิจารณ์จากเธอ และดื่มชาของเธอ สิ่งนี้มิได้หมายความว่าเขายอมรับนับถือความคิดเธอ ชื่นชมความเข้าใจของเธอ…

 หรือ

แน่ละ เนื่องจากเธอเป็นผู้หญิงและเป็นหญิงงาม และเป็นหญิงที่อยู่ในช่วงวัยสาวสะพรั่ง อีกไม่ช้านานเธอคงเลิกเสแสร้งทำท่าว่าเขียนและครุ่นคิด แล้วอย่างน้อยที่สุดก็คงเริ่มนึกถึงคนดูแลสัตว์ (และตราบเท่าที่เป็นการนึกถึงผู้ชาย ก็ไม่เห็นมีใครค้านที่ผู้หญิงจะครุ่นคิด) และต่อจากนั้นเธอจะเขียนข้อความสั้นๆ ถึงเขา (และตราบเท่าที่เป็นการเขียนข้อความสั้นๆ ก็ไม่มีใครเห็นค้านไม่ให้ผู้หญิงเขียนด้วยเช่นกัน)

ในช่วงที่ออร์แลนโดเป็นผู้หญิง เธอได้พานพบทั้งผู้หญิงและผู้ชายเข้ามาในชีวิต สิ่งที่น่าสนใจคือความรู้สึกต่อเพศตรงข้ามที่ทำให้ออร์แลนโดไขว้เขวและคิดกับตัวเองอยู่เป็นนาน

และในเมื่อความรักทั้งหมดของออร์แลนโดเป็นสตรีมาโดยตลอด ด้วยกรอบความเป็นมนุษย์ที่ปรับตนให้เข้ากับขนบได้อย่างเชื่องช้าจนน่าตำหนิ แม้ว่าในตอนนี้ตัวเธอเองจะเป็นผู้หญิง แต่เธอก็ยังรักผู้หญิงอยู่ดี และหากมโนสำนึกว่าเป็นเพศเดียวกันจะมีผลใดบ้าง ก็มีแต่จะทำให้ความรู้สึกทั้งหลายที่เธอเคยมีเมื่อครั้งเป็นชายยิ่งฉับไวขึ้นและหยั่งลึกลงไปอีก 

แม้ว่าเพศจะแตกต่างกันแต่ก็มีส่วนที่ผสมปนเปกันอยู่ ในตัวมนุษย์ทุกคนมีการเอนเอียงจากเพศหนึ่งไปอีกเพศเกิดขึ้นเสมอ และบ่อยครั้งมีแต่เสื้อผ้าที่ทำให้ดูเหมือนเป็นบุรุษหรือสตรี ขณะที่เบื้องใต้นั้นเพศกลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับสิ่งที่อยู่เบื้องบนโดยสิ้นเชิง ในความซับซ้อนและสับสนที่ทุกคนเคยประสบถึงผลของมัน…

สิ่งที่เวอร์จิเนีย วูล์ฟ สะท้อนออกมาในงานเขียนไม่ใช่เฉพาะความรู้สึกสับสนเท่านั้น หากแต่ยังอธิบายความเป็นชายหญิงที่รวมอยู่ในตัวคนเดียวได้อย่างเป็นธรรมชาติ

แม้ว่าเธอจะกล้าหาญ กระฉับกระเฉงเยี่ยงบุรุษ แต่เป็นที่สังเกตว่าการได้เห็นคนอื่นตกอยู่ในอันตรายทำให้เธอใจสั่นระริกแบบสตรีอย่างที่สุด เธอจะปล่อยโฮออกมาเมื่อมีเรื่องสะเทือนใจเพียงเล็กน้อย… จึงพูดได้ยากว่าออร์แลนโดเป็นชายหรือหญิงมากกว่ากัน และไม่อาจตัดสินได้ในตอนนี้

ออร์แลนโดเขียนกวี สังสรรค์กับชนชั้นสูง ออกขี่ม้า นั่งอ่านหนังสือ อยู่นานโข จนกระทั่งเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 19 การเปลี่ยนแปลงทางสังคมของอังกฤษเด่นชัดขึ้น บ้านเมืองเจริญขึ้น วิธีคิดของผู้คนเปลี่ยนไป การแต่งงานเป็นค่านิยมสำคัญในสังคม ประเพณีหลายอย่างถูกนำมาใช้กะเกณฑ์ความเป็นไปของผู้คน

“ชีวิตของผู้หญิงทั่วไปมีแต่การให้กำเนิดบุตรอย่างต่อเนื่อง สมรสเมื่ออายุสิบเก้าปีและเมื่ออายุได้สามสิบปีก็มีลูกสิบห้าหรือสิบแปดคนไปแล้ว”

เวอร์จิเนีย วูล์ฟ วิพากษ์วิจารณ์สังคมที่ต้องการให้ทุกคนมีคู่ ผู้หญิงทำหน้าที่ตั้งท้อง และดูเหมือนว่าหากใครไม่มีแหวนแต่งงานบนนิ้วแทบจะเป็นความผิดบาป

ดูเหมือนว่าเรามิได้เขียนด้วยนิ้วแต่ด้วยตัวตนของเราทั้งหมด เส้นประสาทที่ควบคุมปากกาทอดคดเคี้ยวเกี่ยวกันทุกเส้นใยใสตัวตนของเรา สอดร้อยเข้าไปในหัวใจ เจาะเข้าไปในตับ แม้ดูเหมือนว่าพื้นฐานปัญหาของเธออยู่ที่มือซ้าย แต่เธอรู้สึกได้ว่าตัวเองต้องพิษตลอดทั่วทั้งร่าง และในที่สุดก็ถูกบีบบังคับให้ต้องพิจารณาการรักษาแบบถึงตาจนอย่างถึงที่สุดแล้ว ซึ่งก็คือการยอมแพ้อย่างสิ้นเชิงและหมอบราบคาบแก้วให้กับจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยและยอมมีสามี

เรื่องราวของออร์แลนโดยาวนานมาจนถึงปี 1928 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่เวอร์จิเนีย วูล์ฟ กำลังเขียนเรื่องนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ค่านิยมทางสังคมอย่างตรงไปตรงมาในงานเขียนปีนั้น นับเป็นความกล้าหาญ ท้าทาย และแสดงความเชื่อมั่นในเสรีภาพของเวอร์จิเนีย วูล์ฟอย่างมาก

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ที่หนังสือเล่มนี้ออกมา อยู่ในช่วงท้ายของเฟมินิสต์คลื่นลูกที่ 1 ที่มีการเรียกร้องสิทธิพื้นฐานของผู้หญิงอย่างการเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวส่วนมากสนใจเรื่องความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศชายและหญิง  เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ไม่ได้เป็นเพียงนักเขียนหญิงที่เขียนเรื่องความเท่าเทียมทางเพศเท่านั้น แต่เธอยังเขียนเขียนจดหมายรักให้ผู้หญิงผ่านนิยายเล่มนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน  ORLANDO : A BIOGRAPHY จึงกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของงานวรรณกรรมที่พูดถึงความเท่าเทียมทางเพศ และการข้ามเพศได้อย่างตรงไปตรงมาที่สุด

ในยุคสมัยปัจจุบันที่ดูเหมือนว่าผู้คนจะเข้าใจเรื่องเพศมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังมีอคติอีกหลายอย่างที่เกิดจากความไม่เข้าใจ  เวอร์จิเนีย วูล์ฟ เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อ 90 ปีที่แล้วถึงตัวตนของมนุษย์ และยังกระทบใจในยุคสมัยของเรา

…เมื่อตัวตนแห่งความรู้สำนึกซึ่งเป็นตัวตนที่อยู่บนสุดและมีพลังในการปรารถนานั้น ไม่ต้องการเป็นสิ่งใดนอกจากเป็นตัวเองด้วยเหตุผลที่ไม่สามารถอธิบายได้บางประการ นี่คือสิ่งที่บางคนเรียกว่าตัวตนที่แท้จริง และกล่าวกันว่ามันเป็นการอัดรวมตัวตนทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวเราเข้าไว้ด้วยกัน ออกคำสั่งและปิดกั้นไว้ด้วยตัวตนที่เป็นผู้บัญชา ตัวตนหลักซึ่งหลอมรวมและควบคุมทุกสิ่ง… 

 

Author

Panis Phosriwungchai

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย - นักเขียนอิมพอร์ตจากขอนแก่น ชอบลงพื้นที่ทำสารคดี สนใจวิถีชีวิตและผู้คน อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารไรท์เตอร์ เคยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ตอนนี้ย้ายจากหน้ากระดาษมาเขียนบนออนไลน์ เน้นที่ความลื่นไหลและงดงามของชีวิต ศิษย์เก่า วารสารฯ ไอซีที ศิลปากร ปัจจุบันเรียนปริญญาโทด้านข่าวและสารคดีที่ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ