fbpx

เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่คนโลกสวย

เกษตรอินทรีย์

เป็นเวลานานแล้วที่อาหารจากเกษตรอินทรีย์เป็นทางเลือกของผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นข้าว ถั่ว ผักผลไม้ชนิดต่างๆ

แต่อีกด้านหนึ่ง คนทำเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ก็มักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นพวกโลกสวย ทำไม่ได้จริงหรอก ทำแล้วมีแต่ขาดทุน

อ้างอิงข้อมูลในปี 2564 จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรรายงานตัวเลขของพื้นที่การปลูกเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย ว่ามีอยู่ประมาณ 1.5 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลัก มีเกษตรกรอินทรีย์จำนวน 95,752 ราย เมื่อเทียบกับพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของประเทศประมาณ 72 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง

ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่หันมาสนใจปลูกข้าวและถั่วเหลืองอินทรีย์เป็นเวลาสี่ปี และจากประสบการณ์ของตัวเองที่มีโอกาสเดินทางไปดูการปลูกเกษตรอินทรีย์หลายแห่งในประเทศ มีข้อสังเกตดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงพื้นที่เพาะปลูกจากที่นาใช้สารเคมีมาเป็นที่นาอินทรีย์ ต้องใช้ความอดทนในระยะแรกสูงมาก กล่าวคือสามสี่ปีแรกต้องมีการฟื้นฟูดินให้มีแร่ธาตุตามธรรมชาติ โดยการพักดิน ปลูกพืชตระกูลถั่วเพิ่มแร่ธาตุ ซึ่งในช่วงเวลานั้นจะต้องไม่ปลูกอะไรเลย ทำให้ขาดรายได้ในช่วงแรกทันที

หลังจากนั้น หากทำเกษตรอินทรีย์จริงจังจะลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง และต้องเอาใจใส่ในแปลงมากกว่าปกติ อาจมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นด้านค่าแรงงาน แต่ราคาขายผลิตผลจะสูงกว่าเกษตรเคมีประมาณ 30-40 %

2. ผู้คนมักมีความเชื่อว่า การทำข้าวอินทรีย์จะได้ผลิตผลต่อไร่น้อยกว่าข้าวที่ใช้สารเคมี แต่ผลิตผลต่อไร่ของผู้เขียน สามารถผลิตได้ข้าวประมาณ 525 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยการทำนาข้าวใช้สารเคมีทั่วประเทศได้ข้าว 478 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ผลผลิตต่อไร่ของการทำนาอินทรีย์ขึ้นอยู่กับการเอาใจใส่ หมั่นดูแลต้นข้าว การให้น้ำ การบำรุงดินเป็นสำคัญก่อนจะทำนา

3. เกษตรกรที่ปลูกข้าวอินทรีย์กับเกษตรกรที่ใช้สารเคมีจะมีนิสัยแตกต่างกัน คือ เกษตรกรอินทรีย์ส่วนใหญ่จะมีนิสัยช่างสังเกต ชอบทดลองสิ่งใหม่ๆ ลองผิดลองถูกในแปลงที่นา อาทิ การทดลองใช้พืชสมุนไพรในการป้องกันศัตรูพืชซึ่งแตกต่างออกไปตามพื้นที่ ขณะที่เกษตรกรที่ใช้สารเคมีมักจะมีพฤติกรรมทำในสิ่งที่เคยทำกันมาตลอด ไม่ค่อยอยากเปลี่ยนแปลงหรือทดลองอะไรใหม่ๆ เลยมักเชื่อว่าการใช้สารเคมีดีกว่าเกษตรอินทรีย์

4. เกษตรกรที่หันมาสนใจทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังส่วนใหญ่เริ่มต้นมาจากปัญหาสุขภาพ ครั้งหนึ่งผู้เขียนเดินทางไปยังชุมชนตำบลสงเปือย แหล่งผลิตข้าวอินทรีย์รายใหญ่ของจังหวัดยโสธร ก่อนหน้านี้ชาวบ้านที่นี่ปลูกข้าวหอมมะลิด้วยสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทุกชนิดมาเป็นระยะเวลานานแล้วด้วยความเคยชิน ไม่ว่ายาฆ่าหญ้า ยาปราบศัตรูพืชทุกชนิด เพราะสามารถออกฤทธิ์เร็วและราคาไม่แพง จนกระทั่งเมื่อสิบปีก่อน ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านเริ่มไม่สบาย เข้าโรงพยาบาลกันมากขึ้น สาเหตุมาจากปัญหาการสูดดมและสัมผัสสารเคมีเป็นเวลานาน จนสะสมและมีผลต่อสุขภาพร่างกาย ด้วยความกลัวตาย ชาวนาหลายคนก็เริ่มสนใจไปเรียนรู้วิธีการทำเกษตรอินทรีย์แบบไม่ใช้สารเคมี พวกเขาลองผิดลองถูก ไปดูงานตามที่ต่างๆ สั่งสมประสบการณ์ในการทำนาอินทรีย์ทีละเล็กทีละน้อย แต่ขณะเดียวกันชาวนาผู้เริ่มปลูกข้าวอินทรีย์ต่างยอมรับความจริงข้อแรกว่า ระยะแรกผลิตผลข้าวต่อไร่หลังฤดูเก็บเกี่ยวต้องมีปริมาณลดลงกว่าเดิมหากเทียบกับการใช้สารเคมี

“นาอินทรีย์ได้ข้าวไร่ละ 400 กิโลกรัม แต่นาสารเคมีได้ข้าวไร่ละ 500 กิโลกรัม” ชาวนาคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

แต่สองสามปีต่อมา เมื่อดินฟื้นตัวเต็มที่จากการไม่เติมปุ๋ยและสารเคมีอันทำให้ดินแข็ง ผลิดผลข้าวต่อไร่จะดีขึ้นตามลำดับ อีกทั้งการปลูกข้าวอินทรีย์มีต้นทุนถูกว่า เพราะไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง แม้รายได้จะไม่สูง แต่รายจ่ายก็ลดลงกว่ามาก แม้ว่ารายได้อาจไม่ได้จำนวนมาก แต่สิ่งที่พวกเขาได้กลับคืนมาคือสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ต้องกังวลหรือหวั่นใจกับการสูดดมหรือสัมผัสสารเคมีที่จะทำร้ายร่างกายอีกต่อไป

ทุกวันนี้ชาวนาสงเปือยหันมาทำนาเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของชาวนาทั้งตำบล จากที่มีคนเริ่มต้นทำเกษตรอินทรีย์ตอนแรกไม่ถึงร้อยละ 5

พวกเขาสังเกตว่า หลังจากเลิกใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช สิ่งที่ตามมาคือผึ้ง ซึ่งเป็นแมลงชนิดสำคัญที่สุดในการผสมเกสรดอกไม้ทำให้พืชนานาชนิดเกิดการแพร่ขยายพันธุ์ พืชที่เคยหายไปนานจากสารเคมีในท้องไร่ท้องนากลับมามากขึ้น รวมถึงต่อ แตนในธรรมชาติ และแมลงในพื้นดินหลายชนิดที่เป็นอาหารโปรตีนของพวกเขา และสัตว์ป่าหลายชนิดในป่าชุมชน

ไม่นานนัก นกปากห่างหลายร้อยตัวปรากฏตัวขึ้น ลงมากินหอยเชอรี่ในนาข้าวโดยไม่ต้องใช้ยาฆ่าหอย

เกษตรอินทรีย์จึงเปรียบเสมือนสปริงบอร์ด ทำให้ความสมบูรณ์ของระบบนิเวศกำลังกลับคืนสู่ท้องไร่ท้องนาอีกครั้ง

5. หากชาวนาในชุมชนใดรวมตัวกันปลูกข้าวอินทรีย์ และจัดตั้งเป็นสหกรณ์เพื่อเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แหล่งกระจายปัจจัยการผลิต แหล่งรวม และรับซื้อผลผลิต พวกเขาก็สามารถมีพลังต่อรองด้านการตลาดได้ดีกว่า เนื่องจากการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องที่ทำคนเดียวได้ยาก ส่งผลให้ระบบการรับรองและการตลาดซึ่งไม่เอื้อต่อชาวนารายย่อยที่มีพื้นที่ทำกินขนาดเล็ก อาทิ เกษตรกรตำบลผักไหม จังหวัดศรีสะเกษ สามารถคว้ารางวัลต้นแบบปลูกข้าวแปลงใหญ่ระดับประเทศ มีสมาชิกจำนวน 248 ราย พื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 3,780 ไร่ ตลอดจนเกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจ และข้าวอินทรีย์ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตข้าวอินทรีย์ Organic Thailand ,USDA,EU ผลิตผลข้าวอินทรีย์ส่วนใหญ่ส่งไปขายต่างประเทศที่ให้ราคาดีกว่า จนสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่าที่เคยปลูกข้าวใช้สารเคมี

6. คนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาในต่างจังหวัดจำนวนมาก แทนที่จะยังทำงานในเมืองใหญ่เหมือนเดิม พวกเขากลับเริ่มหันมาทำเกษตรอินทรีย์บนที่ดินเพาะปลูกของพ่อแม่ และใช้การตลาดออนไลน์ (E-Commerce) เป็นเครื่องมือสำคัญในการขายสินค้าของตัวเอง ตัดปัญหาพ่อค้าคนกลางและการมีหน้าร้านของตัวเอง แม้พวกเขาพบว่ารายได้อาจน้อยกว่างานประจำที่เคยทำในเมืองใหญ่ แต่รายจ่ายลดลงมหาศาล

7. ผู้เขียนเสนอว่า หากรัฐบาลมองเห็นแนวโน้มของผู้บริโภคทั่วโลกที่หันมาสนใจอาหารสุขภาพและสินค้าเกษตรอินทรีย์  และสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นสินค้าแบบพรีเมียม รัฐบาลก็ควรจะมีกองทุนสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถอยู่รอดได้ในช่วงสามปีแรกที่ไม่มีรายได้ จากการใช้เวลาเพื่อเปลี่ยนผ่านจากผืนดินที่เคยมีสารเคมีตกค้าง ให้กลับมาให้มีแร่ธาตุตามธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์

8. หากในวันนี้รัฐบาลยังเก็บภาษีจากบริษัท เหล้า บุหรี่ มาตั้งเป็นกองทุนสนับสนุนสุขภาพของประชาชน ถึงเวลาที่รัฐควรจะเก็บภาษีบริษัทขายยาฆ่าแมลง ยาฆ่าวัชพืช ปุ๋ยเคมีที่มีส่วนในการทำลายคุณภาพดิน นำมาตั้งเป็นกองทุนฟื้นฟูดินให้อุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save