fbpx
นาฬิกายืมเพื่อน/ค่าโง่คลองด่าน/เสาไฟกินรี : บทเรียนจากกรณีฉาว สู่การเรียกร้องให้ข้อมูลรัฐกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ

นาฬิกายืมเพื่อน/ค่าโง่คลองด่าน/เสาไฟกินรี : บทเรียนจากกรณีฉาว สู่การเรียกร้องให้ข้อมูลรัฐกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ

งบประมาณมากมาย รัฐนำไปใช้ทำอะไรบ้าง? หลายครั้งที่ประชาชนพยายามทวงถามความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินจากหน่วยงานภาครัฐ แต่กลับยากนักกว่าจะได้มาซึ่งข้อมูล อย่างเช่น ประเด็น ‘เสาไฟกินรี’ ขององค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ จังหวัดสมุทรปราการ ที่พบว่ามีมูลค่าสูงถึงราวต้นละ 100,000 บาท จนเกิดข้อกังขาถึงความไม่ชอบมาพากล หรืออย่างเรื่องมหากาพย์การทุจริตโครงการบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ในสมุทรปราการ ที่ยืดเยื้อกว่า 20 ปี ก็เป็นอีกกรณีตัวอย่างที่พบว่ามีความยากยิ่งในการได้ข้อมูลมาตรวจสอบ

นอกจากในแง่งบประมาณแล้ว ยังมีอีกหลายกรณีที่ประชาชนพยายามเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยข้อมูล โดยเฉพาะกรณีที่ประชาชนเองได้รับผลกระทบในวงกว้าง อย่างกรณีโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งที่ก่อผลกระทบต่อประชาชนโดยไม่มีการเปิดเผยว่าการตั้งโรงงานนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หรือแม้กระทั่งกรณีเกี่ยวกับการเปิดเผยทรัพย์สินของนักการเมือง เช่น กรณีอื้อฉาว ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ ของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้ครอบครองนาฬิกาหรูกว่า 22 เรือนและแหวน 12 วง แต่ไม่มีการระบุในบัญชีทรัพย์สิน โดยอ้างว่ายืมเพื่อนมา

กรณีต่างๆ ที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการผลักดันให้มีการ ‘เปิดข้อมูลภาครัฐ’ เพื่อที่ประชาชนจะได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบนโยบายหรือการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐ ซึ่งอาจดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้วล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเราทุกคน จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐเป็นสิทธิที่ประชาชนทุกคนพึงได้ 

จากเวทีเสวนาหัวข้อ “เปิดข้อมูลภาครัฐ ปลดล็อคอำนาจประชาชน” โดย TIJ Common Ground ภายใต้สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่า ‘ข้อมูล’ ถือเป็นเรื่องจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนทุกคน เช่น พยากรณ์อากาศ หรือ ค่าฝุ่น PM2.5 เฉกเช่นเดียวกัน ข้อมูลภาครัฐก็จำเป็นสำหรับประชาชนเช่นกัน จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณะ ด้วยหลักสำคัญคือ ‘accountability’ หรือการสามารถตรวจสอบได้ เพื่อที่ประชาชนจะได้สามารถติดตามผลการดำเนินงานของภาครัฐได้โดยการใช้ข้อมูลดังกล่าว

นอกเหนือจากหลักการแล้ว รูปแบบของข้อมูลก็เป็นเรื่องสำคัญ พิเศษเน้นย้ำว่าข้อมูลที่ภาครัฐจัดสร้างรวบรวมนั้นต้องเป็นไปเพื่อประชาชน ไม่ใช่เก็บไว้เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ประโยชน์แต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้น ข้อมูลเหล่านี้ต้องทําให้อยู่ในรูปแบบที่คนทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ เข้าถึงง่าย สามารถทำการดึงเอาข้อมูลมาวิเคราะห์ และนำเสนอเป็นเรื่องราว จึงจะนำไปสู่การทํางานร่วมกันในอีกมิติหนึ่งที่เปิดกว้างมากขึ้น คือประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทํางานของภาครัฐได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำหรับหลักนิติธรรมในสังคม

“TIJ เชื่อว่าการขับเคลื่อนสังคมในเรื่องยิ่งใหญ่ หากนําโดยภาครัฐอย่างเดียวก็ไม่สําเร็จ อาจจะทําไม่ได้ประสิทธิผล แต่จะต้องช่วยกันทำ สิ่งสําคัญก็คือทําให้หลักนิติธรรมอยู่ในครรลองที่ควรจะเป็น และคนได้ใช้อํานาจอย่างที่ควรใช้” พิเศษกล่าว

แต่อย่างที่ว่าไปแล้ว ในปัจจุบัน การขอให้รัฐเปิดเผยข้อมูลสู่ประชาชนในหลายกรณีกลับไม่ใช่เรื่องง่าย จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่า อุปสรรคที่ขัดขวางการเปิดข้อมูลภาครัฐคืออะไร ประชาชนจะมีส่วนร่วมในการตรวจสอบภาครัฐได้อย่างไร และต้องทำอย่างไร เราจึงจะทลายอุปสรรคทั้งหลาย เพื่อที่จะสร้างกลไกการเปิดข้อมูลภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นการคืนอำนาจแก่ประชาชนอย่างแท้จริง เพราะความโปร่งใสคือปัจจัยหลักในการสร้างสังคมประชาธิปไตย และเป็นเครื่องหมายว่าทั้งประชาชนและภาครัฐนั้นอยู่ใต้กฎหมายเท่าเทียมกัน

101 สรุปความจากเวทีเสวนาหัวข้อ “เปิดข้อมูลภาครัฐ ปลดล็อคอำนาจประชาชน” จัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice : TIJ) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 ร่วมเปิดประเด็นโดย อังคณา นีละไพจิตร คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ ร่วมเสวนาโดย สุภอรรถ โบสุวรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ HAND Social Enterprise วิสาหกิจเพื่อสังคม พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ บรรณาธิการบริหาร Nation STORY และ ดาวัลย์ จันทรหัสดี เจ้าหน้าที่อาวุโสและที่ปรึกษาชุมชน มูลนิธิบูรณะนิเวศ

นาฬิกายืมเพื่อน/ค่าโง่คลองด่าน/เสาไฟกินรี : บทเรียนจากกรณีฉาว สู่การเรียกร้องให้ข้อมูลรัฐกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ Thailand Institute of Justice (TIJ)

การเรียกร้องสิทธิกับการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ : รากฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

“การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารในเรื่องการไม่หลีกเลี่ยงหรือไม่ปิดปากต่อสิ่งที่ไม่ชอบธรรม เป็นหน้าที่ของทุกคน อย่างไรก็ดี คนที่ออกมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ มักถูกมองว่าเป็นคนไม่ปกติ หาเรื่อง” อังคณา นีละไพจิตร คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ จุดประเด็นด้วยการเล่าว่าผู้คนที่ออกมาเรียกร้องสิทธิต่อความไม่ชอบธรรม มักจะต้องเผชิญกับการใช้กฎหมายคุกคามปิดปาก ซึ่งอังคณาเองก็เคยประสบ

การใช้กฎหมายปิดปากที่ว่านี้ มักเกิดขึ้นกับผู้ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการเปิดข้อมูลภาครัฐ อังคณากล่าวว่า การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารนั้นยากมาก และชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบมากเมื่อเรียกร้องให้เปิดเผยเอกสารการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment – EIA) หรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment – EHIA) ของการสร้างโรงงานขนาดใหญ่ เช่น เมื่อชาวบ้านโพสต์ข้อความบนสื่อออนไลน์ก็มักถูกฟ้องหมิ่นประมาท อย่าง สมปอง เวียงจันทร์ แกนนําต่อต้านเขื่อนปากมูล หรือมณี บุญรอด แกนนําคัดค้านเหมืองโพแทช ก็ต้องเผชิญกับการต่อสู้ทางกฎหมายซึ่งเป็นภาระเกินกว่าที่คนธรรมดาจะรับได้

อังคณากล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะรับรองหลักการชี้แนะสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแล้ว แต่หลักการชี้แนะก็ไม่ใช่กฎหมาย ไม่มีอํานาจบังคับ ดังนั้นสังคมควรให้ความสำคัญว่าจะทำอย่างไรให้คนที่ออกมาปกป้องสิทธิของผู้อื่นหรือของตนเอง จะไม่ต้องเป็นเหยื่อของการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี

“บางท่านอาจจะบอกว่าพวกนี้ทําไมใช้ชีวิตไม่ปกติเลย ย้ำคิดย้ำทํา พูดแต่เรื่องซ้ำๆ เดิมๆ เเต่อยากจะบอกว่าคนรู้สึกทนไม่ได้พวกนี้นี่แหละ ที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทุกวันที่ตื่นขึ้นมา พวกเขาก็จะต้องถามตัวเองซ้ำๆ ด้วยข้อความเดิมๆ ว่าคนในครอบครัวหายไปไหน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจะอยู่กับเรานานไหม ถ้าโรงงานเข้ามา ชาวบ้านจะทําอะไรกิน ถ้ามีทางรถไฟ ชาวบ้านจะเสียที่ดินไปอย่างไร การตั้งคําถาม การเอาตัวเองมายอมเสี่ยง การยืนยันหลักการ การยืนยันว่าตัวเองคือผู้ทรงสิทธิ เป็นรากฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และเป็นการสร้างประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน” อังคณาทิ้งท้าย

นาฬิกายืมเพื่อน/ค่าโง่คลองด่าน/เสาไฟกินรี : บทเรียนจากกรณีฉาว สู่การเรียกร้องให้ข้อมูลรัฐกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ

อังคณา นีละไพจิตร ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ Thailand Institute of Justice (TIJ)

นาฬิกายืมเพื่อน’ : ภาพสะท้อนชุดความคิดราชการไทยต่อการเปิดเผยข้อมูล

จากการตั้งต้นด้วยเรื่องการเรียกร้องสิทธิตามที่อังคณาได้กล่าว พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์ บรรณาธิการบริหาร Nation STORY เปิดวงสนทนาด้วยการเล่าประสบการณ์ที่ตนทวงถามข้อมูลเรื่อง ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ จากทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  

“ผมเป็นนักข่าวที่ไปยื่นขอข้อมูลข่าวศาลเกี่ยวกับคดี ‘นาฬิกายืมเพื่อน’ จากทาง ป.ป.ช. เมื่อปี 2561 และติดตามเรื่องมาเรื่อยๆ ต้องออกแรงมาประมาณหนึ่งกว่าจะได้เอกสารนี้มา ล่าสุดได้เอกสารมาแล้ว เป็นแฟ้มซึ่งไม่มีข้อมูลอะไรมาก” พงศ์พิพัฒน์กล่าว

“ในตอนแรกเขาไม่เปิดข้อมูลอะไรทั้งสิ้นเลย ผมต้องสู้ไปถึงศาลปกครอง และสู้ถึงสี่ศาลด้วยกัน จนเขาแพ้ ไม่มีทางไป สุดท้ายศาลปกครองสูงสุดก็ตัดสินให้ ป.ป.ช. ต้องเปิดเผยข้อมูลนี้ เขาเลยต้องยอมเปิดข้อมูลให้กับผม นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้นที่สะท้อนให้เห็นว่าการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐไทยมีปัญหาเรื่องวิธีคิด เรื่องความพยายามไม่เปิดเผยข้อมูล” พงศ์พิพัฒน์กล่าวต่อ

พงศ์พิพัฒน์เผยว่าสำหรับกรณีนี้ “ความตั้งใจแรกคืออยากทดสอบกระบวนการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของ ป.ป.ช. เพราะหลายคนก็น่าจะรู้ว่า ป.ป.ช. เป็นองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการทุจริตและคอร์รัปชันของภาครัฐไทย เป็นองค์กรที่มีขึ้นมาเพื่อสร้างความโปร่งใสให้กับประเทศไทย แต่เมื่อเราทวงถามเรื่องความโปร่งใสจากทาง ป.ป.ช. ผลก็เป็นอย่างที่เห็น”

พงศ์พิพัฒน์กล่าวว่าปัญหาของการเปิดเผยข้อมูลของราชการไทยนั้นมีหลายส่วน ประการแรกคือชุดความคิดของราชการไทยที่ไม่ต้องการเปิดข้อมูลเพราะกลัวผลกระทบหากข้อมูลนั้นผิดพลาด ประการที่สองคือการยึดกฎระเบียบเหนือกฎหมายและสิทธิของประชาชน ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว มีกฎหมายรับรองสิทธิของประชาชนทั่วไปในการเข้าถึงข้อมูลราชการ เช่น รัฐธรรมนูญ และกฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2540 อย่างไรก็ตาม บางหน่วยงาน เช่น รัฐสภา หรือศาลปกครอง ก็ทำได้ดีในเรื่องการเปิดเผยข้อมูล แต่ก็ยังถือว่าดำเนินงานได้ดีไม่เท่ากันทุกภาคส่วนในหน่วยงาน

อีกประเด็นที่พงศ์พิพัฒน์เน้นย้ำคือหลักการข้อมูลเปิด (Open Data) และคุณภาพของข้อมูล “เวลาพูดถึงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร เรามักจะเน้นเรื่องการขอข้อมูลและการเปิดหรือไม่เปิด ทั้งที่จริง โดยหลักการ  Open Data ควรจะเป็นการเปิดโดยไม่ต้องร้องขอ นอกจากนั้น คุณภาพในการเปิดข้อมูลก็มีผล หากเปิดเป็นไฟล์ PDF จากการสแกน นำไปใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้ ก็แทบไม่ต่างกับการไม่เปิดเลยด้วยซ้ำ ในยุคปัจจุบัน ถ้าเป็นไฟล์ดิจิทัลในรูปแบบที่สามารถนำไปใช้ได้ บางทีจะเกิดประโยชน์มากกว่าที่ภาครัฐจะจินตนาการด้วยซ้ำ” พงศ์พิพัฒน์กล่าว

นาฬิกายืมเพื่อน/ค่าโง่คลองด่าน/เสาไฟกินรี : บทเรียนจากกรณีฉาว สู่การเรียกร้องให้ข้อมูลรัฐกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ

พงศ์พิพัฒน์ บัญชานนท์

อำนาจประชาชนกับการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐ

“คำว่าปลดล็อกอํานาจประชาชน แสดงว่าประชาชนมีอํานาจแต่ถูกล็อกอยู่ เพราะที่จริงแล้ว อํานาจทุกอย่างไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือของพวกเราประชาชนทั้งหมด” สุภอรรถ โบสุวรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ HAND Social Enterprise วิสาหกิจเพื่อสังคม กล่าวว่าประชาชนมอบอํานาจให้เจ้าหน้าที่รัฐ เปรียบเสมือนการฝากให้เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการแทน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับคนทั่วไป เมื่อรับฝากจะทำสิ่งใดแล้ว ก็เป็นเรื่องปกติที่จะต้องรายงานผลของการทำสิ่งนั้นแก่ผู้ที่ตนรับฝาก แต่ภาครัฐกลับไม่เปิดเผยว่าอำนาจประชาชนที่มอบนั้นถูกนำไปใช้ทำสิ่งใดบ้าง สุภอรรถมองว่าสาเหตุอาจเป็นเพราะชุดความคิดของภาครัฐที่เชื่อว่าอำนาจกลายเป็นของรัฐไปแล้ว และประชาชนคงไม่สนใจติดตามการใช้อำนาจนั้น

สุภอรรถให้ความเห็นในเรื่องปัญหาที่เกิดจากทัศนคติของราชการที่ว่า พ.ร.บ. สำหรับการเปิดข้อมูลข่าวสารนั้นใช้ชื่อว่า ‘พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ’ ไม่ใช่ ‘ของประชาชน’ ซึ่งก็มีการเสนอให้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ’ เพราะหลักการคือทุกคนเจ้าข้อมูลข่าวสารสาธารณะ เป็นของประชาชนทุกคน

นอกจากทัศนคติเรื่องความเป็นเจ้าของข้อมูลแล้ว สุภอรรถอธิบายถึงสาเหตุของการไม่เปิดเผยข้อมูลว่า ข้อมูลที่หน่วยงานราชการมี บ้างก็ไม่ใช่ข้อมูลที่ถูกต้อง หรือข้อมูลดังกล่าวซ่อนความทุจริต ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูล อีกสาเหตุหนึ่งคือหน่วยงานราชการไม่มีความรู้ จึงให้เหตุผลว่าที่ต้องเปิดข้อมูลที่มีลายเซ็นกํากับ ก็เพราะกลัวข้อมูลถูกนำไปบิดเบือน ทั้งที่จริงสามารถแนบเอกสารฉบับมีลายเซ็นกำกับควบคู่ไปกับไฟล์ Excel หรือ Google sheet ได้ และนอกจากที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว ความช้าของระบบราชการในการจัดสรรงบประมาณให้กับการดำเนินการในเรื่องนี้ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยเช่นกัน

สุภอรรถสะท้อนให้เห็นว่า “ทุกวันนี้ภาครัฐมีความตื่นตัวเรื่องระบอบธรรมาภิบาล ภาครัฐต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ซึ่งหลักหนึ่งที่สําคัญคือความโปร่งใสและอีกหลักหนึ่งคือกลไกการรับผิดชอบ คราวนี้เมื่อภาครัฐจะขายสิ่งนี้ให้ประชาชน ซึ่งเปรียบได้เหมือนผู้บริโภค แต่เราลองดูสิครับว่าเส้นทางของผู้บริโภคนี้มันเป็นอย่างไร เพราะเวลาเปิดข้อมูลหรือเปิดบัญชีทรัพย์สินให้ประชาชนมาช่วยตรวจติดตามตรวจสอบ ก็กลับเปิดแบบ PDF สแกน”

สุภอรรถกล่าวว่าการเปิดเผยข้อมูลจะทําให้เกิดอํานาจแก่ประชาชนในการติดตามตรวจสอบรัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน แต่ภาครัฐกลับทำให้กระบวนการเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องยาก ใช้เวลานาน และใช้พลังงานมาก หากเปรียบกับการซื้อสินค้า การวิจารณ์เรื่องการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐก็ถือเป็นเสียงสะท้อนจากลูกค้า ซึ่งภาครัฐในฐานะผู้ให้บริการก็ควรปรับปรุง ก่อนที่ลูกค้าจะไม่ซื้อสินค้า หรือก็คือไม่มีส่วนร่วมกับการพัฒนาสังคมไทยแล้ว โดยเลือกไปเป็นกําลังแรงงานที่ประเทศอื่น

“การที่เรารวมตัวกันวันนี้ หรือการที่เราพวกเราผลักดันเรื่อง Open Data มันเหมือนคำวิจารณ์ตัวโตๆ จากผู้บริโภคไปที่ภาครัฐว่า ทำอย่างนี้สิ ประเทศชาติจะได้ดี ประชาชนจะได้มีส่วนร่วม” สุภอรรถกล่าว

นาฬิกายืมเพื่อน/ค่าโง่คลองด่าน/เสาไฟกินรี : บทเรียนจากกรณีฉาว สู่การเรียกร้องให้ข้อมูลรัฐกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ

สุภอรรถ โบสุวรรณ ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ Thailand Institute of Justice (TIJ)

ประชาชนคนธรรมดากับการปลดล็อกโครงการ 23,000 ล้าน : การต่อสู้เพื่อเข้าถึงข้อมูลในยุคก่อนมีอินเทอร์เน็ต

นอกจากความยากในการเข้าถึงข้อมูลที่สุภอรรถกล่าว ยังมีอีกตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญ คือเรื่องราวของคนธรรมดาผู้พยายามเข้าถึงข้อมูลภาครัฐในยุคสมัยที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ดาวัลย์ จันทรหัสดีเจ้าหน้าที่อาวุโสและที่ปรึกษาชุมชน มูลนิธิบูรณะนิเวศ เล่าประสบการณ์การต่อสู้ของตนว่าในช่วงปี 2541 ตนเป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวคนหนึ่งที่พบเห็นป้ายประกาศติดว่าจะมีโครงการบ่อบําบัดน้ำเสียที่คลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ เป็นระบบบำบัดน้ำเสียที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ซึ่งก่อให้เกิดคำถามในหมู่ชาวบ้านถึงความไม่ชอบมาพากลของโครงการ นำไปสู่การสืบค้นข้อมูล

“เราต้องไปซื้อหนังสือพิมพ์ เอามาตัดแล้วก็ปะลงไปในกระดาษ A4 เก็บไว้เป็นแฟ้ม เราจะได้รู้ว่าในแต่ละวันเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เราทำทุกวิถีทางที่จะได้มาซึ่งข้อมูล” ดาวัลย์กล่าว

จากข้อมูลที่ดาวัลย์หาได้ พบว่าโครงการมีความผิดปกติ ทั้งราคาประเมินที่ดินป่าชายเลนซึ่งเกินจริงกว่าสิบเท่า การเดินท่อที่ยิ่งท่อยาว ผู้รับเหมาก็ยิ่งได้เงินมาก และยังมีการแบ่งผลประโยชน์ในแต่ละบริษัทที่เข้าร่วมทำโครงการ ยิ่งไปกว่านั้น โครงการนี้ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งที่มีการบําบัดน้ำเสียวันละ 525,000 ลูกบาศก์เมตร มีกากตะกอนมหาศาล ซึ่งจากทิศทางการไหลของน้ำ จะก่อให้เกิดมลพิษในพื้นที่ ดาวัลย์เล่าว่าตนนำข้อมูลที่หาได้ด้วยตนเองไปคุยกับเอ็นจีโอเพื่อผลักดันข้อเรียกร้องให้ธนาคารพัฒนาเอเชียหยุดให้ทุนสนับสนุนโครงการ

นอกจากการหาข้อมูลด้วยตนเองแล้ว ดาวัลย์กล่าวถึงข้าราชการที่มีส่วนร่วมในกระบวนการเปิดเผยข้อมูลว่า “เมื่อเราลุกขึ้นมาสู้จริงจัง ก็จะมีข้าราชการส่วนหนึ่งที่เขาเห็นความไม่ชอบมาพากลของหน่วยงานอยู่แล้ว แต่กว่าเราจะได้ข้อมูลมาจากพวกเขาได้ เราต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเราทําเพื่อส่วนรวมจริงๆ ไม่ได้ทําเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน”  

ดาวัลย์อธิบายวิธีการจัดระเบียบข้อมูล หลังจากได้ข้อมูลมาแล้วว่า “ในห้องทั้งห้อง เราวางข้อมูลเป็นก้อนๆ เช่น ก้อนนี้คือสัญญา ก้อนนี้คือที่ดิน เมื่อวางเสร็จแล้ว มันก็จะเหมือนจิ๊กซอว์ พอลองเอามาต่อ เราจะพบว่าตรงไหนยังขาด ภาพยังไม่ชัด แล้วเราก็ต้องแสวงหาที่จะให้ได้มาซึ่งข้อมูลเพิ่มเติม เช่น จากข้อมูลที่นำมาวางแปะบนกระดาษแผ่นใหญ่ เราก็พบว่าไม่มีเอกสารแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ทำให้ในที่สุดกรมที่ดินต้องเพิกถอนโฉนดทั้งหมด เพราะเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ”

จากทั้งหมดที่กล่าวมา ดาวัลย์สรุปว่า “หาข้อมูลมายากมาก แต่ประเด็นคือพอได้มาแล้ว ถ้าคุณเอามันมาวางไว้เฉยๆ มันจะไม่มีประโยชน์ คุณต้องทุ่มตัวลงไปในนั้น ประชาชนคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่ง ถ้าได้ข้อมูลมาจริง ก็สร้างการเปลี่ยนแปลงได้” เพราะเหตุนี้ ตนตัดสินใจจัดแถลงข่าวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยแจกก๊อปปี้ดิสก์ซึ่งรวบรวมข้อมูลการทุจริตทั้งหมดแก่นักข่าว ดาวัลย์เล่าย้อนถึงวันนั้นว่าเป็น “วันที่สําคัญมากในชีวิตวันหนึ่ง คือวันที่นั่งตัดสินใจว่า ถ้าออกไปก็ไม่รู้เลยว่าเราจะตายไหมถ้าเราเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด แต่ถ้าเราตายไปแล้วข้อมูลไม่ถูกเปิดออกไป มันจะไม่ได้ประโยชน์จากการที่เราทํามาทั้งหมดเลย”

ดาวัลย์เล่าต่อไปอีกว่าตนใช้กรณีคลองด่านเป็นแนวทางในการต่อสู้ประเด็นอื่นๆ เช่น กรณีเหมืองทองที่วังสะพุง จังหวัดเลย ซึ่งการประกาศรับฟังความเห็นว่าจะมีโรงงานนั้นไปไม่ถึงมือชาวบ้าน อีกทั้งยังติดประกาศให้ทราบเพียงแค่ 15 วัน ซึ่งถ้าไม่มีการแสดงความคิดเห็นคัดค้าน ก็จะออกใบอนุญาตให้ตั้งโรงงาน

การเข้าถึงข้อมูลคือเรื่องจำเป็นในการต่อสู้ ดาวัลย์กล่าวถึงใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4)  ลักษณะกิจการและการแจ้งประกอบการ ซึ่งหากชาวบ้านจะประท้วงหรือจะคัดค้านการตั้งโรงงาน จะต้องเห็นข้อมูลจากเอกสารดังกล่าวเสียก่อน แต่ชาวบ้านไม่สามารถขอเอกสารนี้จากหน่วยงานรัฐได้ ทั้งที่เป็นสิทธิพื้นฐานของบุคคลในการที่จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ดี นอกจากนี้ ดาวัลย์กล่าวว่า ที่จริงแล้ว กรมโรงงานมีข้อมูลการออกใบอนุญาตตั้งโรงงาน แต่ชาวบ้านไม่อาจเข้าถึงได้ ทั้งที่ควรจะเข้าถึงได้ทางออนไลน์ เพื่อที่จะสามารถตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่จะมาตั้งในชุมชนของตน

“ข้อมูลคืออาวุธที่สําคัญที่สุดในการจะปลดล็อกอํานาจของตัวเราเอง ในขณะที่มันเป็นอาวุธของเรา มันก็คือสิ่งที่ทำให้เขาเดือดร้อนได้ ถ้าคิดอย่างนี้ เราจะหาวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านั้น” ดาวัลย์ทิ้งท้าย

นาฬิกายืมเพื่อน/ค่าโง่คลองด่าน/เสาไฟกินรี : บทเรียนจากกรณีฉาว สู่การเรียกร้องให้ข้อมูลรัฐกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ

ดาวัลย์ จันทรหัสดี ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ Thailand Institute of Justice (TIJ)

เสาไฟกินรีและพัดลมไปรษณีย์ไทย : งบประมาณสูงลิ่วเกินความจำเป็น?

นอกจากคนธรรมดาแล้ว ยังมีสื่อมวลชนที่พบเห็นความไม่ปกติของการใช้งบประมาณจัดซื้อของภาครัฐ ต่อประเด็นนี้ อัฟนัน อับดุลเลาะ ผู้สื่อข่าวจากไทยพีบีเอส (ThaiPBS) ผู้สืบค้นข้อมูลเรื่องการจัดซื้อพัดลมของไปรษณีย์ไทย และเสาไฟกินรี โดยองค์การบริหารส่วนตำบลราชาเทวะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในวงสนทนาว่า

“ทุกข้อมูลที่เราเข้าถึงยาก มันจะมีนัยบางอย่างที่เรารู้สึกว่ามันน่าจะไม่ใช่สิ่งปกติ” อัฟนัน กล่าวถึงการสืบข้อมูลเรื่องพัดลมในอาคารไปรษณีย์สาขาหนึ่งที่มีจำนวนเกินความจําเป็นในการใช้งาน

“มีข่าวเมื่อประมาณ 3-4 ปีที่ผ่านมา เรื่องการติดตั้งพัดลมของอาคารไปรษณีย์บางสาขาซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เราตั้งต้นจากการเห็นว่ามีพัดลมติดตั้งเยอะ และเรารู้สึกว่าเกินความจําเป็นที่จะไปใช้งานได้จริง เมื่อตั้งต้นอย่างนั้น เราก็ไปสํารวจดูในตลาด ต่อมาเราได้เอกสารที่กล่าวถึงราคาของพัดลม ซึ่งเมื่อนำไปเทียบกับในราคาตลาด ปรากฏว่าราคาสูงมากกว่าสองเท่า ในตลาดขายอยู่ประมาณตัวละประมาณ 800 บาท แต่พัดลมที่หน่วยงานซื้ออยู่ที่ประมาณ 2,000 กว่าบาท ซึ่งเราตกใจมาก” อัฟนันกล่าว

อัฟนัน เล่าต่อไปว่า จากการตั้งต้นเมื่อเห็นความไม่ปกติของการติดตั้งในสาขาหนึ่ง เขาก็เริ่มขยายผลไปสู่สาขาอื่นๆ ด้วย “ไม่ใช่แค่สาขานี้สาขาเดียวที่มีปัญหา แต่เกือบจะทุกสาขาที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในกรุงเทพฯ มี TOR (Terms of Reference – เอกสารที่กำหนดขอบเขตและรายละเอียดของการจัดหาพัสดุ)เหมือนกันหมด ก็คือมีการกําหนดราคาที่สูงกว่าราคากลาง”

เมื่อถามถึงการได้มาซึ่งข้อมูล อัฟนัน กล่าวว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มาจากการเปิดเผยอย่างเป็นทางการของหน่วยงานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ แต่มาจากการสืบค้นด้วยตนเองโดยการติดต่อบุคลากรในหน่วยงาน

“เราได้ข้อมูลจากคนที่อยู่ในองค์กรนั้น ที่เขาไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารงานขององค์กร คือเขาแอบให้ข้อมูลเรามา เราก็รู้สึกว่ามันคือแสงสว่างอย่างหนึ่ง จากที่ตอนแรกเราไม่มีข้อมูลอะไรเลย แต่พอมีคนกลุ่มนี้คอยสนับสนุนด้านข้อมูลให้เรา มันก็เป็นเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะทําให้เราสามารถไปสู่ประเด็นต่างๆ ต่อได้ เราพยายามคุยกับผู้บริหารขององค์กรนี้ แต่แทบไม่ได้ข้อมูลเลย แต่ไปหาเขามากกว่าสิบครั้ง ทุกครั้งก็ไม่เคยได้เจอ แม้แต่การเข้าไปคุยกับเขา ยังเข้าไม่ได้เลย ขนาดเราคือสื่อมวลชน ยิ่งเป็นประชาชนทั่วไป ถ้าต้องการทราบข้อมูลบางอย่างที่มีความสำคัญหรือมีผลกระทบต่อตัวของเขา มันแทบจะไม่มีความหวังเลย” อัฟนันกล่าว

จากกรณีพัดลมอาคารไปรษณีย์ มาสู่อีกกรณีหนึ่งซึ่งเป็นข่าวดังที่หลายคนคงเคยได้ยิน คือกรณี ‘เสาไฟกินรี’ ที่ อัฟนัน ตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า “เสาไฟกินรีเป็นเป็นเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งคําถาม แต่ก็ยังหาคําตอบไม่ได้ว่า ทําไมผู้ที่ถูกสังคมตั้งคําถาม หรือกลายเป็นจําเลยไปแล้ว กลับยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ และยังก่อความเสียหายให้กับงบประมาณภาษีได้อย่างต่อเนื่อง เพราะระหว่างที่ ป.ป.ช. กําลังตรวจสอบกรณีนี้ ในช่วงเวลาเดียวกันกลับยังมีการพิจารณาผ่านงบประมาณเพื่อที่จะซื้อเสาไฟกินรีเพิ่มเติมอีก 400 กว่าต้น น่าตั้งคำถามว่าทําไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้ และเขาก็ทําโดยที่ไม่รู้สึกว่านี่คือการกระทําความผิด หรือไม่รู้สึกว่าสังคมกําลังตั้งคําถามกับการกระทําเหล่านี้”

นาฬิกายืมเพื่อน/ค่าโง่คลองด่าน/เสาไฟกินรี : บทเรียนจากกรณีฉาว สู่การเรียกร้องให้ข้อมูลรัฐกลายเป็นข้อมูลสาธารณะ

อัฟนัน อับดุลเลาะ ผู้สื่อข่าวไทยพีบีเอส ภาพจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ Thailand Institute of Justice (TIJ)

ขจัดอุปสรรคอย่างไรให้เปิดข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการร้องขอการเปิดเผยข้อมูลจากภาครัฐ ข้ออ้างหนึ่งที่บริษัทหรือองค์กรมักหลีกเลี่ยงไม่เปิดข้อมูลให้ตามการร้องขอ คือเรื่องความเป็นส่วนตัวของบริษัทหรือองค์กรนั้นๆ ต่อประเด็นนี้ อังคณาให้ความเห็นว่า สิทธิความเป็นส่วนตัวไม่ใช่สิทธิโดยสมบูรณ์ แต่มีข้อยกเว้นคือเพื่อประโยชน์สาธารณะ การไม่เปิดเผยข้อมูลเหล่านี้เป็นการลดทอนอํานาจของประชาชนอย่างมาก

นอกจากนั้นแล้ว อังคณายังกล่าวถึงอีกข้อจำกัดสำคัญ คือคำว่า ‘เพื่อความมั่นคงของชาติ’

“ถ้าดูจากรัฐธรรมนูญ จะมีคําหนึ่งที่พบบ่อยมาก คือ ‘เพื่อความมั่นคงของชาติ’ แต่ความมั่นคงของชาติเป็นสิ่งที่ไม่มีใครตอบได้ว่ามันคืออะไร” อังคณากล่าว

ด้านดาวัลย์ให้ความเห็นว่าข้อมูลที่เรียกร้องให้เปิดนี้ไม่ใช่ความลับทางการค้า แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับหน่วยงานรัฐ เช่น การได้รับใบอนุญาตจากภาครัฐเพื่อตั้งโรงงาน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบ “การใช้กฎหมายนี้มากล่าวอ้างเพื่อที่จะละเมิดสิทธิของคนส่วนใหญ่ เป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ” ดาวัลย์กล่าว

“ตัวบทกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้เป็นข้ออุปสรรคเรื่อง Open Data แต่เป็นข้ออ้างของราชการที่ไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูล ต้องยืนยันว่าในฐานของข้อกฎหมายนี้ มีการระบุเรื่องประโยชน์สาธารณะอยู่ ดังนั้น ถ้าจะเปิดแล้วเป็นประโยชน์สาธารณะ ก็ต้องเปิดได้ ซึ่งก็ควรจะมีแนวทางสำหรับเรื่องนี้” สุภอรรถกล่าว

จากทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐนั้นมีอุปสรรคหลายประการ วงเสวนาจึงสรุปปิดท้ายด้วยเรื่องการขจัดอุปสรรคเพื่อผลักดันให้การเปิดเผยข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สุภอรรถกล่าวว่า ในการจะแก้ไขปัญหานั้น อย่างแรกคือควรเปลี่ยนทัศนคติว่าข้อมูลเป็นของประชาชน ประชาชนต้องเข้าถึงได้ และแม้ข้อมูลนั้นเป็นข้อมูลที่ผิด ก็ควรต้องเปิดเผย แล้วจึงปรับปรุงให้เก็บข้อมูลถูกต้องในครั้งถัดไป

สำหรับเรื่องความรู้ของราชการ หน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ก็ควรเสริมความรู้ให้ภาครัฐ และควรทำให้เห็นประโยชน์ของการเปิดเผยข้อมูล หากมีคนทุจริต แต่มีนโยบายหรือมีกฎหมายให้เปิดข้อมูล ก็จำเป็นต้องเปิด

อีกประการหนึ่งคือในหน่วยงานมักจะมีคนดี ก็ต้องมีช่องทางปลอดภัยให้คนดีในหน่วยงาน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เช่น เพจปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน หรือ เพจต้องแฉ ก็เป็นช่องทางหนึ่ง ซึ่งหากมีเจ้าหน้าที่รัฐแจ้งข้อมูลมา ก็จะต้องรับเรื่องโดยไม่เปิดเผยตัวตนผู้แจ้ง

“ข้อมูลเปิดจะช่วยคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งหลายคนก็คงไม่อยากมีส่วนร่วมกับการทุจริตหรือตกเป็นจําเลยที่สองหรือที่สาม” สุภอรรถเน้นย้ำ และกล่าวต่อไปว่านอกจากทั้งหมดที่กล่าวมา ประชาชนทุกคนต้องเรียกร้องกับภาคการเมืองเพื่อผลักดันนโยบายด้วยเช่นกัน

สำหรับหลักการในเปิดเผยข้อมูล สุภอรรถให้ความเห็นว่า ในองค์กรนานาชาติมีมาตรฐานและแนวทางซึ่งประเทศไทยก็สามารถนำมาปรับใช้ได้ สิ่งสำคัญคือภาคนโยบายและภาคการเมืองหรือภาคราชการจะต้องดำเนินการให้มีมาตรฐานทัดเทียมนานาประเทศ

สุภอรรถกล่าวทิ้งท้ายว่า “สมการที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ก็คือพวกเราทุกคน คือภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคสื่อมวลชน ภาคราชการ ที่จะร่วมมือเป็นโครงการนำร่อง มาร่วมกันแล้วจะคลายล็อกปัญหาทั้งหมดได้”


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world

MOST READ

Social Issues

9 Oct 2023

เด็กจุฬาฯ รวยกว่าคนทั้งประเทศจริงไหม?

ร่วมหาคำตอบจากคำพูดที่ว่า “เด็กจุฬาฯ เป็นเด็กบ้านรวย” ผ่านแบบสำรวจฐานะทางเศรษฐกิจ สังคม และความเหลื่อมล้ำ ในนิสิตจุฬาฯ ปี 1 ปีการศึกษา 2566

เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล

9 Oct 2023

Social Issues

5 Jan 2023

คู่มือ ‘ขายวิญญาณ’ เพื่อตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัย

สมชาย ปรีชาศิลปกุล เขียนถึง 4 ประเด็นที่พึงตระหนักของผู้ขอตำแหน่งวิชาการ จากประสบการณ์มากกว่าทศวรรษในกระบวนการขอตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันการศึกษา

สมชาย ปรีชาศิลปกุล

5 Jan 2023

Social Issues

27 Aug 2018

เส้นทางที่เลือกไม่ได้ ของ ‘ผู้ชายขายตัว’

วรุตม์ พงศ์พิพัฒน์ พาไปสำรวจโลกของ ‘ผู้ชายขายบริการ’ ในย่านสีลมและพื้นที่ใกล้เคียง เปิดปูมหลังชีวิตของพนักงานบริการในร้านนวด ร้านคาราโอเกะ ไปจนถึงบาร์อะโกโก้ พร้อมตีแผ่แง่มุมลับๆ ที่ยากจะเข้าถึง

กองบรรณาธิการ

27 Aug 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save