fbpx

เราพบกันเพราะฆาตกรรม Only Murders in the Building

เดิมทีผมตั้งใจจะเขียนถึงหนังเรื่อง ‘ร่างทรง’ แต่หลังจากดูจบก็รีบเปลี่ยนแผนทันที ไม่ใช่เพราะหนังไม่น่าสนใจนะครับ ตรงกันข้ามเลยทีเดียว มีแง่มุมให้หยิบยกมาพูดถึงได้มากมาย ปัญหาติดขัดอยู่ที่ว่ามีหลายอย่างที่ผมยังไม่ชัดเจนจากการดูแค่รอบเดียว จำเป็นต้องดูซ้ำอีกครั้งเพื่อความกระจ่าง ซึ่งผมสามารถตอบตัวเองได้ทันทีว่า ไม่

ในความเป็นหนังที่เปิดกว้าง สามารถออกได้ทุกหน้า ตั้งแต่ดูแล้วชื่นชอบไปจนถึงรู้สึกติดลบ สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือ ‘ร่างทรง’ เป็นหนังที่น่ากลัว รบกวนจิตใจ และสร้างความรู้สึกไม่เป็นสุขในระหว่างดูเอามากๆ จนผมไม่คิดจะดูซ้ำ

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากดู ‘ร่างทรง’ จบ ผมก็รีบทำการ ‘ล้างตา’ ขนานใหญ่ เลือกดูงานแนวทางตรงกันข้าม คืองานในแบบที่รื่นรมย์หรรษา ผ่อนคลาย เบาสมอง และไปเจอะเจอซีรีส์เรื่อง Only Murders in the Building ซึ่งยอดเยี่ยมมากๆ ดูจบแล้วก็ไม่ต้องลังเลหรือเสียเวลาคิดคำนวณอะไรเลยที่จะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง พร้อมทั้งคำเชื้อเชิญสั้นๆ ว่าขอแนะนำเป็นที่สุด

Only Murders in the Building เป็นซีรีส์ใหม่หมาด เพิ่งเผยแพร่ทาง hulu (ในบ้านเราสามารถดูได้ทาง disney plus) เมื่อปลายเดือนสิงหาคม และจบซีซันแรก (จำนวนทั้งหมด 10 ตอน) ไปเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ผู้สร้างสรรค์ (creator) ซีรีส์ชุดนี้คือ จอห์น ฮอฟฟ์แมน และสตีฟ มาร์ติน คนแรกนั้นสร้างชื่อจากการทำงานในตำแหน่งเบื้องหลัง (เป็นทั้งคนเขียนบทและโปรดิวเซอร์ ผลงานเด่นๆ ก่อนหน้านี้ก็คือ ซีรีส์เรื่อง Looking และ Grace and Frankie) ส่วนคนหลังเป็นนักแสดงตลกระดับตำนาน เคยโด่งดังรุ่งเรืองมากช่วงทศวรรษ 1980 ถัดจากนั้นก็ยังมีผลงานต่อเนื่องสม่ำเสมอมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนในอดีต แต่ก็ยืนระยะเป็นที่นิยมได้อย่างน่าชื่นชม

แต่ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ สตีฟ มาร์ตินยังเก่งรอบด้าน เป็นทั้งนักแสดงละครเวที พิธีกร นักเขียน (บทละคร บทความ นิยาย) นักแสดงเดี่ยวไมโครโฟน (stand up comedy) และนักดนตรีระดับที่ออกอัลบั้มมาแล้วหลายชุด (เครื่องดนตรีที่เขาถนัดสันทัดคือแบนโจ)

ความสามารถรอบด้านของสตีฟ มาร์ตินที่กล่าวมา ปรากฏให้เห็นครบถ้วนใน Only Murders in the Building อย่างละนิดอย่างละหน่อย และจัดเต็มชุดใหญ่ในส่วนของงานเขียนบทและการแสดง

Only Murders in the Building เป็นซีรีส์ตลกเบาสมอง ว่าด้วยตัวเอก 3 คนที่มีพื้นเพชีวิตและบุคลิกนิสัยแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง รายแรกเป็นอดีตดาราชื่อชาร์ลส์ ที่เคยมีซีรีส์ฮิตเพียงเรื่องเดียว จากการรับบทเป็นบราซโซ ยอดตำรวจผู้คลี่คลายคดีฆาตกรรมมากมาย หลังจากนั้นก็มีแต่งานกระจอกงอกง่อยไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ตกอยู่ในสภาพกึ่งๆ ปลดเกษียณ ยังไม่เลิกราอาชีพการแสดงโดยเด็ดขาด แต่ก็มีงานเข้าแบบนานๆ ครั้ง จนไม่ต่างอะไรจากคนว่างงาน ใช้ชีวิตแบบเก็บเนื้อเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร และเคยล้มเหลวในการคบหากับผู้หญิงคนหนึ่ง จนเข็ดขยาดที่จะผูกสัมพันธ์กับใครอื่นอีก

รายต่อมาคือโอลิเวอร์ พัตนัม (รับบทโดยมาร์ติน ช็อต นักแสดงตลกร่างเล็ก ซึ่งร่วมงานกับสตีฟ มาร์ตินบ่อยครั้ง จนทั้งคู่สร้างภาพจำติดตาแฟนๆ ในฐานะคู่หูคู่ฮา) ผู้กำกับละครบรอดเวย์ที่เคยโด่งดังเฟื่องฟู มีผลงานฮิตมากมาย ก่อนจะพลิกผันกลับตาลปัตร เมื่อละครเพลงลงทุนมโหฬารเรื่อง Splash ล้มเหลวย่อยยับในระดับเป็น ‘อภิมหาที่สุดแห่งประวัติศาสตร์การเจ๊ง’ หลังจากนั้นก็ตกอับสนิท ไม่อาจกอบกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้อีกแม้จะพยายามดิ้นรนสุดชีวิต ซ้ำร้ายกว่านั้นยังขัดสนเรื่องเงินทอง ค้างค่าเช่าห้องพักในอาคารหรูหราเนิ่นนานหลายเดือน ต้องบากหน้าไปขอเงินจากลูกชายอยู่เนืองๆ

คนสุดท้ายคือหญิงสาวชื่อเมเบิล มอรา (แสดงโดยเซเลนา โกเมซ) เป็นนักออกแบบตกแต่งภายใน ซึ่งกำลังรับงานดูแลห้องชุดของป้าผู้มีฐานะร่ำรวย เมเบิลมีอดีตที่เป็นความลับเจ็บปวด ติดจมอยู่กับความเศร้าและสูญเสียในชีวิต ไม่อาจก้าวเดินหน้าต่อไปในวิถีชีวิตปกติ ปิดกั้นตัวเองจากโลกรอบๆ ข้าง

ทั้งสามคนมีความผิดแผกจนพูดได้ว่าอยู่กันคนละโลก แม้จะพำนักอาศัยในอาคารหลังเดียวกัน เป็นอพาร์ตเมนต์หรูใจกลางนิวยอร์ก ชื่ออาร์โคเนีย ต่างเคยพบปะเห็นหน้ากันเพียงผิวเผินอยู่บ้าง เช่น ขึ้นลิฟต์พร้อมๆ กัน แต่ไม่มีใครสนใจผูกมิตรทำความรู้จักกัน (ยกเว้นโอลิเวอร์ที่พยายามชวนคุย แต่ก็ได้รับการสนองตอบอย่างเย็นชาจากอีกสองคน)

ท่ามกลางสภาพ ‘ต่างคนต่างอยู่’ มีสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้หนึ่งหญิงสาว สองชายชรา สนใจตรงกัน นั่นคือทุกคนเป็นแฟนเหนียวแน่นชนิดติดงอมแงมของรายการ podcast แนว true crime (ผมเข้าใจว่าหมายถึงเรื่องคดีฆาตกรรมในชีวิตจริงที่ไม่ใช่เรื่องแต่งหรือนิยาย) ชื่อ All Is Not OK in Oklahoma

ความหลงใหลสนใจข้างต้น บวกรวมกับในค่ำคืนหนึ่งที่อพาร์ตเมนต์อาร์โคเนียมีสัญญาณแจ้งเตือนไฟไหม้ดังขึ้น ผู้เช่าและพำนักอาศัยต้องรีบออกจากตัวอาคาร ทั้งสามจึงมาพบปะกันอีกที่ร้านอาหารละแวกใกล้เคียง และได้พบว่าต่างล้วนเป็นแฟนตัวยงของรายการ All Is Not OK in Oklahoma จึงนำไปสู่บทสนทนาแลกเปลี่ยนกันอย่างถูกคอ

ยิ่งไปกว่านั้น ขณะทุกคนกำลังจะกลับสู่ห้องของตน ก็พบว่าสัญญาณแจ้งเตือนที่ดังขึ้นไม่ได้ข้องเกี่ยวกับเพลิงไหม้ แต่เกิดเหตุการเสียชีวิต ซึ่งตำรวจสรุปความเห็นจากหลักฐานแวดล้อมว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

เรื่องควรจะเกิดขึ้น จบลง แล้วผ่านไป จากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินกลับคืนสู่สภาพปกติ ถ้าไม่ติดว่าในค่ำคืนดังกล่าว ก่อนหน้าการเสียชีวิตไม่นาน ผู้ตายซึ่งเป็นชายหนุ่มนามว่า ทิม โคโน ไม่ได้ขึ้นลิฟต์พร้อมๆ กับชาร์ลส์, โอลิเวอร์ และเมเบิล

ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึงนาทีที่ทั้งหมดอยู่ด้วยกันในลิฟต์ สิ่งที่พบเห็น (โดยไม่ได้สังเกตสังกาอย่างถี่ถ้วนในเบื้องต้น และมารำลึกทบทวนในภายหลัง) บ่งชี้ว่าไม่มีร่องรอยใดๆ ปรากฏให้เห็นเลยว่า ทิม โคโนจะเข้าเค้าเป็นคนในแบบที่กำลังจะตัดสินใจฆ่าตัวตาย

ทั้งสามเชื่อว่าน่าจะเป็นเหตุฆาตกรรม และด้วยความที่เป็นแฟนรายการ podcast ประเภทนี้อย่างจับจิตจับใจ ก็จุดประกายให้พวกเขาและเธอเกิดความคิดที่จะสืบคดีไปพร้อมๆ กับทำรายการ podcast ของตนเองขึ้นมาบ้าง โดยใช้ชื่อรายการว่า  Only Murders in the Building ตามคำพูดคัดค้านของชาร์ลส์ที่หลุดออกมา ขณะคัดค้านข้อเสนอของโอลิเวอร์ ที่เสนอแนะให้ทำ podcast คดีของทิม โคโนไปพร้อมๆ กับอีกหนึ่งข่าวฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในสวนสาธารณะย่านใกล้กัน ว่าจะสืบเฉพาะฆาตกรรมในอาคาร (นี้) เท่านั้น

ที่ผมเล่ามาทั้งหมดคือใจความในตอนแรกของซีรีส์ เรื่องราวที่เหลือถัดจากนั้น คือความคืบหน้าเกี่ยวกับการสืบสวนคดี, ความทุลักทุเลในการปลุกปั้น podcast ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆ นานา ชวนให้ล้มเลิกถอดใจและกลับมาฮึดสู้ใหม่สลับไปมาอยู่นับครั้งไม่ถ้วน และมิตรภาพความสัมพันธ์ระหว่างคนแปลกหน้าต่อกันทั้งสามที่ต้องมาล่มหัวจมท้ายไปด้วยกัน

ความโดดเด่นอันดับแรกของ Only Murders in the Building ก็คือเนื้อเรื่องเหตุการณ์ ผมคิดว่าพ้นจากตอนที่หนึ่งไปแล้ว ผู้ชมไม่ควรรู้สิ่งใดล่วงหน้าอีกเลย

พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นซีรีส์ฆาตกรรมสืบสวนสอบสวนที่อุดมไปด้วยความลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนตามแบบฉบับที่เรียกกันว่า who dunnit (หมายถึงเรื่องลึกลับฆาตกรรมที่มีจุดสำคัญอยู่ที่ว่าใครคือไอ้โม่งผู้ลงมือ) หรอกนะครับ

Only Murders in the Building ให้น้ำหนักความสำคัญในการวางพล็อตแบบ who dunnit อยู่ แต่ก็สร้างความยอกย้อนในขีดขั้นแค่พอท้วมๆ ไม่ได้มีปริศนาชวนพิศวงงุนงงแบบยากเกินกว่าจะคาดเดา และเห็นได้ชัดว่าตัวซีรีส์มีจุดมุ่งหมายอื่นๆ อีกหลายอย่างแนบพ่วงอยู่ด้วย

ความลับที่ไม่พึงรู้นั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องของวิธีและลูกเล่นในการเล่าเรื่อง แก๊กตลก พื้นเพหนหลังของตัวเอกทั้งสาม สภาพความเป็นอยู่และการใช้ชีวิตของบรรดาผู้คนในอาร์โคเนีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘เนื้อเรื่อง’ ที่สร้างความกระหายใคร่รู้อย่างยิ่งยวดว่าจะนำพาผู้ชมไปพบเจออะไรบ้าง (ซึ่งไม่ใช่การมุ่งคลี่คลายเหตุฆาตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่มีแง่มุมอื่นๆ อีกหลากหลายสารพัดสารพัน)

ความเจ๋งแรกสุดของ Only Murders in the Building ก็คือความสนุกชวนติดตาม มีความบันเทิงครบรส ทั้งตื่นเต้น ตลกขบขัน ซาบซึ้งประทับใจ พลิกผันล่อหลอกหักมุม และโรแมนติก

อย่างไรก็ตาม ผมควรระบุไว้ตรงนี้ว่ารสบันเทิงต่างๆ ที่กล่าวมา ไม่ได้เป็นไปในลักษณะจัดจ้านหรือเล่นเบอร์ใหญ่ไปจนสุด ทุกอรรถรสที่กล่าวมา แต่นำเสนอแบบชิลๆ สบายๆ ผ่อนคลาย เคลือบด้วยอารมณ์ขันเบาๆ ในแบบทีเล่นทีจริง

เปรียบง่ายๆ ก็เหมือนอาหารอร่อยรสชาติอ่อนๆ นุ่มนวลละมุนละไมนะครับ ไม่ใช่อาหารรสจัด

ความโดดเด่นต่อมา คือวิธีการเล่าเรื่อง

เนื้อเรื่องเหตุการณ์และพฤติกรรมของตัวละครใน Only Murders in the Building นั้น เต็มไปด้วยความติงต๊องเหลวไหล บทวิจารณ์ต่างประเทศหลายชิ้นนิยามตรงกันว่า silly วิธีการสืบสวนสอบสวนของบรรดาตัวเอกไม่ได้เฉียดกรายเข้าใกล้ลีลาของยอดนักสืบที่เราท่านคุ้นเคยในนิยายเลยสักนิด ตรงข้ามกลับมั่วซั่วและโหลยโท่ย จนกลายเป็นความตลกขบขัน และทำให้ผู้ชมต้องเอาใจช่วยลุ้นหนักว่าจะควานหาฆาตกรได้อย่างไร

พูดอีกแบบคือมันเป็นความจงใจเล่าเรื่องติงต๊องเหลวไหลด้วยการเขียนบทอันชาญฉลาด ซึ่งผมคิดว่าเป็นงานยากมหาหิน และซีรีส์เรื่องนี้ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

จะเรียกว่าเป็นเรื่องติงต๊องเหลวไหลที่ทำออกมาได้อย่างมีคลาส เปี่ยมด้วยชั้นเชิงและรสนิยมที่ดีก็ได้เหมือนกันนะครับ

วิธีการเล่าเรื่องของ Only Murders in the Building ยังโดดเด่นไปอีกระดับขั้น เมื่อแต่ละตอนมีลูกเล่นลีลาวิธีการเล่าที่ไม่ซ้ำกันเลยจนจับทางได้ยาก (ซีรีส์ส่วนใหญ่มักจะใช้รูปแบบเดียวกัน ซึ่งผ่านการออกแบบและคิดสรรค์มาเป็นอย่างดีแล้ว ในทุกๆ ตอน) ยกเว้นจุดร่วมหนึ่งเดียวที่ทุกตอนมีเหมือนๆ กัน นั่นคือการจบลงอย่างเร่งเร้าความสนใจให้อยากติดตามตอนต่อไป

นั่นส่งผลให้นอกจากจะอยากรู้ว่าเรื่องราวจะขยับเคลื่อนคืบไปข้างหน้าอย่างไรแล้ว อิทธิฤทธิ์ที่ทำให้ผู้ชมอยากติดตามตอนต่อไป ยังเป็นความกระหายใคร่รู้ว่าจะเล่าโดยใช้ลูกเล่นวิธีการอย่างไรด้วย

มีตอนหนึ่งซึ่งเป็นที่ร่ำลือสร้างความฮือฮามาก (episode ที่ 7) เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งได้ดูก่อนเปรยกับผมสั้นๆ ว่า “ตอนนี้คนเขียนบทตั้งใจเขียนเอารางวัลแน่ๆ เลย”

เปิดเผยรายละเอียดไม่ได้หรอกนะครับว่าเขาใช้วิธีเล่ายังไงบ้าง พอจะเปิดเผยแบบแง้มๆ ได้แค่ว่าเป็นการเล่นท่ายากในระดับยากมาก เมื่อได้ดูแล้วผมก็เห็นด้วยคล้อยตามเพื่อนทุกประการ และเพิ่มเติมได้อีกนิดว่านอกจากจะตั้งใจเขียนบทเพื่อเอารางวัลแล้ว ยังเป็นตอนที่สนุกมากๆ ด้วย

ความเด่นอีกอย่างในด้านบทของ Only Murders in the Building คือการใช้เวลาอันมีจำกัด (ความยาวตอนละประมาณ 30 นาที) เล่าเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก กระชับรัดกุม รวดเร็วฉับไว มีจังหวะผ่อนหนักผ่อนเบาที่แม่นยำ และครอบคลุมกินใจความกว้าง

พูดง่ายๆ คือ ใช้เวลาแต่ละนาทีในการเล่าเรื่องได้คุ้มค่าสุดๆ

ถัดจากการเขียนบทที่ยอดเยี่ยมแล้ว จุดเด่นถัดมาก็คือฝีมือของสามนักแสดงในบทนำ ซึ่งทำให้ตัวละครที่มีบุคลิกแตกต่างห่างไกล กลายเป็นซูเปอร์ทีมที่มีส่วนผสมลงตัวเหมาะเจาะ (ถ้าพูดกันตามศัพท์สมัยนี้ก็คือเคมีเข้ากันเป็นที่สุด) ทั้งการต่อปากต่อคำ เถียงทะเลาะกันได้ตลอดเวลา และความเป็นทีมเวิร์คที่เข้าขา รับส่งโต้ตอบกันอย่างลื่นไหล หนุนส่งซึ่งกันและกันจนโดดเด่นโดยทั่วหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานงานจนเกิดเป็นอารมณ์อันวิเศษ ทั้งในทางดรามา ตลก และอื่นๆ ซึ่งบ่อยครั้งในฉากเดียวกัน อารมณ์ที่เกิดขึ้นปนเปกันอย่างหลากหลาย (และดูเผินๆ แล้ว ไม่เข้าพวกและไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้ เช่นเดียวกับความแตกต่างของตัวละคร)

ดังที่ผมได้กล่าวออกตัวไปแล้วนะครับว่า ความสนุกบันเทิงทั้งหลายประดามีของ Only Murders in the Building เข้าอีหรอบอาหารอร่อยรสอ่อน ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ได้ถูกปากทุกคนในวงกว้างอย่างทั่วถึง และอาจทำให้คนที่คาดหวังกับคำว่า ‘สนุกมาก’ (ซึ่งผมยืนยันว่า ‘สนุกมาก’) ดูแล้วผิดหวังและรู้สึกว่าไม่ได้เป็นไปตามนั้น

ข้างต้นนี้ผมประเมินเอาจากลักษณะของอารมณ์ขันที่ปรากฏในซีรีส์ ซึ่งมีปริมาณมากและหลากหลายลักษณะ แก๊กประเภทโป้งปิดบัญชี เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมอย่างเป็นเอกฉันท์นั้นมีอยู่ แต่มาในจังหวะเหมาะๆ นานๆ ครั้ง ต่างจากตลกเบ็ดเตล็ดยิบย่อยนั้นมีตลอดเวลา ทั้งการเสนอผ่านบทพูด ตลกโดยสถานการณ์ ตลกยั่วล้อบางสิ่งบางอย่าง เหล่านี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมและชั่วโมงบินของผู้ชมแต่ละท่าน ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่สามารถเห็นต่างไม่ตรงกันได้ (ง่ายมาก)

เรื่องนี้ผมคิดว่าตัวใครตัวมัน ไม่รับประกันความฮานะครับ สำหรับผมแล้ว Only Murders in the Building เป็นซีรีส์แขนงสาขา comedy ที่ตลกสุดๆ หรือจะพูดให้เบาลงกว่านั้นและและน่าจะตรงกับสภาพเป็นอยู่จริงก็คือเต็มไปด้วยความรื่นรมย์หรรษา

แต่ที่แน่ชัดและผู้ชมส่วนใหญ่คงจะเห็นพ้องต้องกันเป็นเอกฉันท์ก็คือ เป็นซีรีส์ที่น่ารักและทรงเสน่ห์อย่างร้ายกาจ

บทวิจารณ์ต่างประเทศหลายชิ้น ใช้คำว่า charming กับซีรีส์เรื่องนี้

เสน่ห์ของ Only Murders in the Building มาจากนักแสดงนำทั้งสามเป็นอันดับแรก ต่อมาคือตัวเนื้อเรื่อง วิธีการเล่าเรื่อง โทนและบรรยากาศ ลักษณะของอารมณ์ขัน การคิดสร้างสถานการณ์พิเศษบางอย่างขึ้นมา รวมถึงงานสร้างตั้งแต่การออกแบบฉาก ดนตรีประกอบ และงานสร้างทั้งหมด

กระทั่งว่าเครดิตไตเติลตอนเริ่มเรื่องและเครดิตจบ ก็ยังมีลูกเล่นการดีไซน์ที่มีเสน่ห์เลยครับ

เป็นซีรีส์ที่ผมแนะนำและเชิญชวนดูนะครับ และถ้าจะให้ได้อรรถรสเพิ่มพูนยิ่งๆ ขึ้น ผมขอแนะนำให้ดูหนังเรื่อง ‘ร่างทรง’ ก่อน แล้วจึงค่อยมาดู Only Murders in the Building จะได้รสความบันเทิง ความรื่นรมย์ และมีความสุขเพิ่มทวีมากเป็นพิเศษ

MOST READ

Life & Culture

1 Feb 2019

ทรมานแสนสุขสม : เปิดโลก ‘BDSM’ รสนิยมทางเพศที่ตั้งต้นจากความยินยอมพร้อมใจ

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์ ชวนสำรวจรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ผ่านการพูดคุยกับสองสาวเจ้าของเพจ Thailand BDSM : Let’s Play and Learn ว่าด้วยนิยาม รูปแบบ คำอธิบายของความสุขในความเจ็บปวด ไปจนถึงความเสี่ยงในการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อตามหาผู้มีรสนิยมแบบเดียวกัน พร้อมเก็บบรรยากาศการแสดง ‘ชิบาริ’ โดยศิลปินชาวญี่ปุ่นมาเล่าสู่กันฟังอย่างถึงเนื้อถึงหนัง

ศุภาวรรณ คงสุวรรณ์

1 Feb 2019

Life & Culture

24 Dec 2018

‘สิงโตนอกคอก’ กับมุมมองต่อความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล เขียนถึงเรื่องสั้น ‘สิงโตนอกคอก’ ของจิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ที่ตั้งคำถามกับประเด็นจริยธรรม เชื่อมโยงกับมุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำของ อดัม สมิธ

ธร ปีติดล

24 Dec 2018

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save