fbpx

ONE ลุมพินี : เกมส์ชีวิตจริงของนักมวยไทยบนผืนผ้าใบ และความท้าทายอุปมาโวหาร “หมาไล่เนื้อ”

Photo by Jack TAYLOR / AFP

“คุณได้รับเงินโบนัสจากคุณชาตรี สามแสนห้าหมื่นบาท!”

เสียงประกาศผ่านไมโครโฟนของ แฟรงค์-กิตติพงศ์ ชัยวิทิตวาณิชย์ ล่ามประจำศึก ONE ลุมพินีทุกค่ำวันศุกร์ ประหนึ่งราวกับเสียงสวรรค์ของนักมวยไทยและทีมพี่เลี้ยงที่ยืนเฝ้ารออยู่ที่มุมสังเวียน หลังสิ้นเสียงประกาศ นักมวยบางคนก็ชูกำปั้นกระโดดดีใจ บางคนก็โอบกอดกับพี่เลี้ยงราวกับญาติพี่พลัดพรากจากกันมาแสนนาน ขณะที่บางคนก็ถึงกับหลั่งน้ำตาสะอึกสะอื้นด้วยความดีใจที่จะได้จับเงินแสนกับเขาสักที

ONE ลุมพินี เป็นรายการแข่งขันกีฬาประเภทการต่อสู้หลากหลายชนิดทั้ง มวยไทย, คิกบ็อกซิ่ง, ปล้ำจับล็อก และ MMA แต่มีจุดขายอยู่ที่การแข่งขันต่อสู้ประเภทมวยไทย โดยถือกำเนิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 12 กันยายน 2565 ณ สนามมวยลุมพินี (แห่งใหม่) มี ชาตรี ตรีศิริพิศาล หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ‘ชาตรี ศิษย์ยอดธง’ เป็นโปรโมเตอร์ใหญ่และเป็นผู้ก่อตั้ง รวมทั้งยังเป็นประธานของ ONE Championship องค์กรกีฬาประเภทการต่อสู้ที่มีชื่อเสียงของเอเชียและของโลก

เมื่อย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น การประกาศศักดาของชาตรี ศิษย์ยอดธง ว่า ONE ลุมพินีจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ของวงการมวยไทย และเป็นก้าวสำคัญที่นำพาวงการมวยไทยไปสู่ระดับโลก สร้างความสงสัยและกลายเป็นเครื่องหมายคำถามให้แก่บรรดาเซียนมวยไทยทั้ง ‘เซียนอยู่รูและหมูอยู่ตึก’ อย่างมากว่ ศึก ONE ลุมพินีจะไปรอดในไทยหรือไม่ เพราะสถานการณ์ของวงการมวยไทยในยุคนั้นเรียกได้ว่าเป็นภาวะวิกฤต ทั้งด้วยปัจจัยจากสภาวะเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19, ปัญหาการพนันในวงการที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน ตลอดจนปัญหาเรื่องค่าสนาม ค่าใช้จ่าย และรายได้ค่าตัวของนักมวยที่นับวันมีแต่ลดน้อยลง จนทำให้ผู้จัดหรือโปรโมเตอร์เวทีมาตรฐานทั้งสนามมวยลุมพินีและราชดำเนิน ต่างถอดใจและล้มหายตายจากไปจากวงการมวยไทย จำนวนโปรโมเตอร์ที่เคยมีมากถึง 10 กว่าคน จนเกือบแตะราวๆ 20 คน ในช่วงทศวรรษ 2520 – 2530 กลับเหลือแกนหลักเพียงประมาณสี่คนเท่านั้น ไม่เว้นแม้แต่โปรโมเตอร์เบอร์ 1 ตลอดกาลอย่าง น้าซ้ง-ทรงชัย รัตนสุบรรณ ก็เลือกที่จะหายไปจากวงการมวยไทยอย่างเงียบๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด-19

นับถึงวันนี้ราวหนึ่งปีกว่าๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ONE ลุมพินี คือรายการมวยไทยอันดับหนึ่งในขณะนี้ ความน่าสนใจคือ ONE ลุมพินี ไม่เพียงเป็นรายการมวยไทยที่มีเรตติ้งสูงสุดเท่านั้น แต่ยังเป็นรายการมวยไทยที่ถ่ายทอดสดในช่วงเวลายอดนิยม (prime time) ของช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ ปะทะกับละครหลังข่าวที่นับเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของช่อง 7 มาอย่างยาวนาน ซึ่งผลปรากฏว่าในบางช่วงสัปดาห์ ONE ลุมพินี กลับมีเรตติ้งชนะละครหลังข่าวอย่างน่าประหลาดใจ ไม่เพียงเท่านั้น ONE ลุมพินี ยังเปลี่ยนภาพลักษณ์วงการมวยไทย จากสนามมวยที่เคยเป็นประหนึ่งราวเมืองลับแลและดินแดนสนธยาได้กลับกลายเป็นโรงมหรสพแห่งการกีฬา ในขณะที่นักมวยไทยซึ่งเคยมีสถานะเป็น ‘หมาไล่เนื้อ’ ก็กลับกลายเป็น ดารา คนดัง เน็ตไอดอล ฮีโร่ และขวัญใจของแฟนมวย

‘หมาไล่เนื้อ’

YouTube video

แม้มวยไทยจะกลายเป็นธุรกิจกีฬามาตั้งแต่ในช่วงปลายทศวรรษ 2480 อย่างน้อยก็นับตั้งแต่กำเนิดสนามมวยราชดำเนินในปี 2488 และสนามมวยลุมพินีในปี 2499 รวมทั้งมวยไทยยังได้รับการยกย่องเป็นศิลปะการต่อสู้และเป็นวัฒนธรรมประจําชาติ ทว่า วงการมวยไทยกลับมีภาพลักษณ์เป็นดินแดนสนธยาสำหรับคนทั่วไป โดยเฉพาะภาพลักษณ์ที่มักผูกติดอยู่กับการพนัน ธุรกิจสีเทา นักการเมือง และผู้มีอิทธิพล เห็นได้จากภาพในยุคความรุ่งเรืองช่วงทศวรรษ 2520 – 2530 ที่ผู้สนับสนุนวงการมวยไทยส่วนใหญ่ล้วนเต็มไปด้วยนักการเมืองใหญ่ นักการเมืองท้องถิ่น เจ้าพ่อ และผู้มีอิทธิพล จนถึงขนาดที่ว่าบางครั้งจากสนามมวยก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นสนามรบ ดังเหตุการณ์ความรุนแรงการปาระเบิดในสนามมวยลุมพินี เมื่อปี 2525 คาดการณ์กันว่าเป้าหมายในคืนวันนั้นคือ แคล้ว ธนิกุล หรือ เฮียเหลา สวนมะลิ ผู้มีอิทธิพลเจ้าของฉายา ‘เจ้าพ่อนครบาล’ และเหตุการณ์ความรุนแรงลอบสังหารยิงเฮีย ‘โหงว​ ห้าพลัง’ จนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2531 ณ สนามมวยลุมพินี

เช่นเดียวกับชีวิตของนักกีฬาบนผืนผ้าใบอย่างนักมวยไทย ที่แม้จะมีตัวเลขรายได้ค่าตัวในการชกอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะในกลุ่มนักมวยเวทีมาตรฐานอย่างราชดำเนินและลุมพินีซึ่งมีตั้งแต่ระดับเงินหมื่นไล่ไปจนถึงระดับเงินแสน แต่กระนั้น เป็นที่รับรู้กันดีว่าชีวิตนักมวยไทยกลับมักถูกเปรียบเปรยเข้ากับสำนวน ‘หมาไล่เนื้อ/หมาล่าเนื้อ’ ที่มีความหมายว่า คนที่รับใช้ผู้อื่น เมื่อเวลายังทำประโยชน์ให้ได้ ผู้เป็นนายก็เมตตาเลี้ยงดู แต่เมื่อทำประโยชน์ไม่ได้แล้ว ผู้เป็นนายก็ทอดทิ้งไม่ไยดีหรือหาเรื่องลงโทษขับไล่ไสส่ง

ในงานศึกษาเรื่อง Lives of Hunting Dogs’: Muai Thai and the Politics of Thai Masculinities ของ พัฒนา กิติอาษา ซึ่งแม้ประเด็นหลักของงานจะทำการศึกษาวิเคราะห์เรื่องความเป็นชายผ่านวงการมวยไทย แต่เรื่องราวของนักมวยในงานศึกษาดังกล่าว กลับแสดงให้ถึง ‘โครงเรื่องชีวิต’ (plot) ของนักมวยไทยที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน คือการเป็นเด็กในชนบทที่มีฐานะยากจน จึงจำเป็นต้องใช้ความเจ็บปวดและร่างกายเข้าแลกปะทะฝึกฝนมวยไทย ต่อยมวยไต่เต้าจากมวยวัดจนเข้ามาสู่เวทีใหญ่ในเมืองกรุง

ปกติแล้วนักมวยไทยส่วนใหญ่จำเป็นต้องมีค่ายมวยสังกัดเพื่ออาศัยอยู่กินและฟิตซ้อมร่างกาย ซึ่งโดยธรรมเนียมปฏิบัติกันมาเมื่อนักมวยขึ้นชกเสร็จแล้ว นักมวยจะมิได้เป็นผู้รับเงินค่าตัวโดยตรงด้วยตัวเอง หากแต่โปรโมเตอร์ผู้จัดจะมอบเงินค่าตัวของนักมวยให้แก่หัวหน้าค่ายเพื่อไปแบ่งจัดสรรกับนักมวยตามแต่จะตกลงกัน และด้วยคติเรื่องบุญคุณ/ความกตัญญูที่เป็นประหนึ่งโซ่คล้องคอระหว่างนักมวยกับหัวหน้าค่ายเอาไว้ ก็เป็นความจริงอันเจ็บปวดที่ว่า นักมวยไทยหลายคนไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วนั้น ตัวเองได้เงินค่าตัวจากโปรโมเตอร์เท่าไหร่ หัวหน้าค่ายรับมาเท่าใด และหัวหน้าค่ายหักส่วนไปเท่าใด นี่ยังมินับว่าในบางครั้งเมื่อแพ้ลงมา นักมวยบางคนก็อาจถูกหัวหน้าค่ายหรือพี่เลี้ยงดุด่าว่ากล่าวเลยไปจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายก็มี หรือที่ภาษามวยไทยเรียกกันว่า ‘ยกหก

‘พล็อตชีวิต’ นักมวยไทยในอดีตเห็นได้อย่างดีจากช่องรายการ ‘มอสทะเล’ ของนักมวยไทยชื่อดังอย่าง ‘พยัคฆ์หน้าหยก’ สามารถ พยัคฆ์อรุณ ทาง YouTube ที่มักจะไปเยี่ยมเยียนและสัมภาษณ์นักมวยไทยชื่อดังในอดีต โดยทุกครั้งที่สามารถสัมภาษณ์ถามเพื่อนๆ และน้องๆ อดีตนักมวยว่าเคยได้รับค่าตัวสูงสุดเท่าไหร่ สามารถก็จะถามต่อทุกครั้งด้วยคำถามที่ว่า “แล้วได้รับถึงมือจริงๆ เท่าไหร่”  ซึ่งตัวอย่างที่ดีที่สุดก็มิใช่อื่นไกล เพื่อนซี้ของสามารถอย่างนักมวยเจ้าของฉายา ‘ขุนเข่าเสาโทรเลข’ ดีเซลน้อย ช.ธนะสุกาญจน์ ที่แม้จะมีค่าตัวถึงระดับสองแสนจนเคยขึ้นไปจนสูงสุดถึงราวสี่แสน แต่ในความเป็นจริง ดีเซลน้อยกลับได้รับถึงมือเพียงประมาณหลักหมื่นต้นๆ เท่านั้น

ความสมบูรณ์ของอุปมาโวหาร ‘หมาไล่เนื้อ’ กับชีวิตนักมวยไทยนั้นอยู่ตรงที่ว่า เมื่อมีประโยชน์ ผู้เป็นนายก็เมตตาเลี้ยงดู แต่เมื่อหมดประโยชน์ ผู้เป็นนายก็ทอดทิ้งไม่ไยดี ซึ่งก็เปรียบกับพล็อตชีวิตนักมวยที่ว่า เมื่อนักมวยมีอายุมากขึ้นจนร่างกายเริ่มโรยราไม่สามารถต่อยมวยขึ้นชกได้อีกต่อไป หัวหน้าค่ายก็ทอดทิ้งไม่ไยดี และพล็อตชีวิตจะยิ่งเศร้าไปกว่านั้นอีกหากว่านักมวยคนนั้นไม่มีเงินเก็บ หรือหมดเงินไปกับอบายมุขสิ่งเย้ายวนใจ จนทำให้เมื่อเลิกชกมวยแล้วไม่เหลือเงินติดตัวสักบาท ส่งผลให้เมื่อยามเลิกมวยไปแล้วต้องหาเช้ากินค่ำอย่างยากลำบาก

อย่างไรก็ตาม ‘พล็อตชีวิต’ นักมวยไทยที่กล่าวนี้ก็เป็นเพียงภาพส่วนเดียวเท่านั้น เพราะยังมีนักมวยไทยอีกหลาย คนที่ก่อร่างสร้างตัวอย่างมั่นคงได้จากอาชีพนักมวยไทย ดังปรากฏว่า นักมวยไทยหลายคนได้กลายเป็น ‘ครูมวย’ ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ บางคนได้รับโอกาสไปต่อยอดประสบความสำเร็จในอาชีพการงานอื่นๆ เช่น ทหาร, ตำรวจ, นักการเมือง, นักธุรกิจ, อาจารย์มหาวิทยาลัย เช่น วิชาญน้อย พรทวี, สามารถ พยัคฆ์อรุณ, เอ็ม 16 บ.ข.ส. (ภาคภูมิ แจ้งโพธิ์นาค) ขณะที่บางคนก็กลายเป็น ‘ฮีโร่’ ของชาติจากการไปต่อยมวยสากลสมัครเล่น อย่าง สมรักษ์ คำสิงห์, วิจารณ์ พลฤทธิ์ (ศรีสัชนาลัย ศศิประภายิมส์) และ สมจิตร จงจอหอ

อย่างไรก็ดี เมื่อมองโดยรวมจากภาพลักษณ์ชีวิตของนักมวยไทย ‘หมาไล่เนื้อ’ ก็ยังคงเป็นอุปมาโวหารหรือสำนวนสุภาษิตที่นักมวยไทยหลายคนยังยอมรับและเป็นดั่ง ‘ภาพแทน’ (representation) ชีวิตของนักมวยไทยจวบจนถึงปัจจุบันมิเสื่อมคลาย

‘เกมส์ชีวิตจริง’

YouTube video

หากใครเป็นแฟนมวยไทยก็คงจะยังพอจำกันได้ว่า ในช่วงแรกๆ ONE ลุมพินี ถูกผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการมวยไทยบางคนแสดงความไม่เห็นด้วยในการใช้คำว่า ‘มวยไทย’ ของ ONE ลุมพินี เช่น การปรับเปลี่ยนรูปแบบจากมวยไทย 5 ยก มาเป็น 3 ยก นวมที่นักมวยสวมใส่มีลักษณะแบบปิดนิ้ว การใช้กรรมการเป็นชาวต่างชาติ การไม่มีพิธีไหว้ครูก่อนเริ่มเกมส์การชก รวมทั้งมองว่าการมีรางวัลพิเศษมอบเงินโบนัสให้นักมวยที่มีใจสู้หรือใจปิดเกมส์จำนวนมากถึง 350,000 บาท เป็นการทำลายศิลปะแม่ไม้มวยไทย เพราะเป็นการกระตุ้นให้นักมวยมุ่งใช้แต่ความรุนแรงเป็นสำคัญ โดยมองว่า ONE ลุมพินี เป็นมวยที่โหดร้าย ซาดิสม์ และใช้เงินล่อ

ประเด็นดราม่าดังกล่าวจบลงในท้ายที่สุด เมื่อการกีฬาแห่งประเทศไทย และสนามมวยลุมพินี ได้ตั้งโต๊ะแถลงยืนยันว่าศึก ONE ลุมพินี สามารถใช้คำว่า ‘มวยไทย’ ได้ ซึ่งหลังจากนั้นศึก ONE ลุมพินี ก็มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเพียงเล็กน้อยคือ ให้มีพิธีไหว้ครูในช่วงก่อนชก และมีพิธีไหว้ครูอย่างรวดเร็วในคู่เอกของทางรายการจำนวนสองคู่ ขณะที่การมอบเงินโบนัสพิเศษจำนวน 350,000 บาท ยังคงดำเนินต่อไปและกลายเป็นเอกลักษณ์ของทางรายการ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การให้เงินค่าตัวการชกที่สูงกว่ารายการมวยไทยอื่นๆ อีกทั้งยังมีโบนัสพิเศษอีก 350,000 บาท ทำให้นักมวยชกกันสนุกขึ้น ในขณะที่สำหรับนักมวยไทยเอง รายการ ONE ลุมพินี ก็กลายเป็นบ่อเงินให้นักมวยไทยหลายคนอยากเข้าไปชกในรายการเพราะได้รับค่าตอบแทนที่สูง จนถึงขนาดเคยปรากฏข่าวว่า มีหัวหน้าค่ายมวยบางคณะ พยายามติดสินบนทีมงาน ONE ลุมพินี เพื่อแลกกับการให้นักมวยในสังกัดหรือคณะทีมงานของตนได้เข้าไปมีรายการขึ้นชกในรายการ ONE ลุมพินี

น่าสนใจว่า แม้ความสำเร็จของ ONE ลุมพินี จะมาจากหลายปัจจัยและหลายองค์ประกอบที่สำคัญ แต่ชวนสังเกตว่านอกเหนือไปจากการให้เงินโบนัสจำนวน 350,000 บาท สิ่งที่ทำให้ ONE ลุมพินี แตกต่างออกไปจากศึกมวยอื่นๆ ที่เคยเป็นมาคือ ‘สิ่งที่อยู่นอกเวทีผืนผ้าใบ’ นับตั้งแต่บรรยากาศ แสง สี เสียง ผู้บรรยาย ตลอดจนผู้ชมข้างเวทีหรือในสนาม ที่ผู้จัดรายการไม่สนับสนุนให้มีการเล่นการพนันภายในสนาม

ไม่เพียงเท่านั้น หนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดที่รายการ ONE ลุมพินีพยายามนำเสนอก็คือ การท้าทายต่อ ‘พล็อตชีวิตนักมวยไทย’ ภายใต้อุปมาโวหาร ‘หมาไล่เนื้อ’ ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่อง (Storytelling) ว่าศึก ONE ลุมพินี ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของนักมวยไทยที่เข้ามาชกในศึก ONE ลุมพินี อย่างไร

นักมวยไทยเจ้าของฉายา ‘คนไม่ยอมคน’ เสกสรร อ.ขวัญเมือง คือนักมวยไทยคนแรกๆ ที่ ONE ลุมพินี พยายามนำมาใช้เป็นกลยุทธ์การเล่าเรื่อง (Storytelling) ผ่านเรื่องราวที่ว่า จากนักมวยชื่อดังที่กำลังจะตัดสินใจเลิกชกมวย เมื่อ เสกสรร กลับเข้ามาชกในรายการ ONE ลุมพินี ด้วยสไตล์บู๊ ดุดัน ไม่ยอมคน (ยกเว้นเมีย) ทำให้เสกสรรคว้าชัยชนะและได้รับโบนัสพิเศษอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นขวัญใจของแฟนมวย ทำให้จากนักมวยที่กำลังจะเลิกชกมวยและมีเงินเก็บไม่มากนัก หลังขึ้นชกรายการ ONE ลุมพินี เสกสรร อ.ขวัญเมืองสามารถพลิกชะตาชีวิตมีเงินซื้อบ้านหลังใหม่ และมีเงินเหลือเก็บไว้ดูแลภรรยาและลูกๆ ภายในครอบครัวได้อย่างดีขึ้นทันตาเห็น

เรื่องราวของเสกสรรกลายเป็นแรงบัลดาลใจให้กับนักมวยไทยคนอื่นๆ โดยเฉพาะต่อบรรดานักมวยไทยที่กำลังจะเข้าสู่นิยามความหมายของอุปมาโวหาร ‘หมาไล่เนื้อ’ อย่างสมบูรณ์แบบ ดังเช่น ‘เสือร้ายเมืองจันท์’ เสือคิม ศิษย์ สท.แต๋ว หรือ เสือคิม พีเคแสนชัยมวยไทยยิม นักมวยไทยชื่อดังที่ตัดสินใจเลิกชกมวยไปแล้ว จากชีวิตนักมวยดัง เสือคิมกำลังเข้าใกล้เกมส์ชีวิตจริงในการเป็น ‘หมาไล่เนื้อ’ เข้าไปทุกขณะ เนื่องจากภายหลังการเลิกชกมวย เสือคิมหมดเนื้อหมดตัวเพราะความผิดพลาดจากการลงทุนทางธุรกิจ ทว่า ด้วยชื่อเสียงในอดีตจึงทำให้ชาตรี ศิษย์ยอดธงติดต่อไปยังหัวหน้าค่ายสังกัดของเสือคิม เพื่อขอให้เสือคิมกลับเข้ามาชกมวยไทยใน ONE ลุมพินีอีกครั้ง

สิ่งที่แฟนมวยได้รับชมในศึก ONE ลุมพินี จึงมิได้เป็นเพียงแค่การรับชมการออกอาวุธแม้ไม้มวยไทยเตะ ถีบ ต่อย ฟันศอก กันบนเวทีผืนผ้าใบเท่านั้น แต่แฟนมวยยังรับชมภาพยนตร์ชีวิตหรือ ‘เกมส์ชีวิตจริง’ ของนักมวยไทยผ่านกลวิธีการเล่าเรื่อง (Storytelling) ของรายการ โดยมีผู้บรรยาย โฆษก ล่าม และนักมวยที่ขึ้นชก ทำหน้าที่เป็นดั่ง ‘นักแสดง’ ของภาพยนตร์หรือเกมส์ชีวิตจริงให้น่าติดตามไปพร้อมๆ กัน ดังปรากฏในกรณีของเสือคิมที่เมื่อเขากลับมาชกในไฟต์แรก ปรากฏว่าเสือคิมแพ้น็อค แต่ถึงกระนั้นแฟนๆ มวยก็ให้กำลังใจอดีตมวยดังอย่างเสือคิมให้กลับมาสู้ใหม่ ผลปรากฏว่า ในการแข่งขันไฟต์ที่สอง เสือคิมสามารถกลับมาชนะน็อก พร้อมกับคว้าเงินโบนัสไปถึง 700,000 บาท

YouTube video

เมื่อเกมส์การแข่งขันบนเวทีผืนผ้าใบจบสิ้น ความสมบูรณ์แบบของภาพยนตร์ชีวิตหรือเกมส์ชีวิตจริงก็จะทำงานผ่านเอกลักษณ์หนึ่งของรายการ ONE ลุมพินี ซึ่งก็คือการ ‘สัมภาษณ์สด’ นักมวยที่ได้รับชัยชนะ และทีมพี่เลี้ยงที่กำลังยืนรอลุ้นโบนัสอยู่บนเวที ดังที่เมื่อได้รับเงินโบนัสถึง 700,000 บาท เสือคิมได้กล่าวอย่างตื้นตันว่า

“ดีใจครับ โอ้ ผมไม่คิดว่าจะได้เยอะขนาดนี้ครับ เพราะว่า ผมขอขอบคุณบอส (ชาตรี) มากครับที่เรียกผมกลับมา และให้โอกาสผมกลับมา เพราะตอนที่ผมเลิกมวยไป ผมลำบากมากจริงๆ ผมไม่มีอะไรเลย บ้าน รถ ไม่มี ไม่มีทุกอย่าง ขอบคุณบอสมากครับที่เอาผมกลับมา ขอบคุณครับ”

หากมองศึก ONE ลุมพินี ในฐานะภาพยนตร์เรื่องหนึ่งก็ชวนสังเกตว่า ภาพของ ‘นักมวย’ บนเวทีถูกทับซ้อนด้วยภาพของ ‘เกมส์ชีวิตจริง’ นักมวยได้ถูกทำให้กลายเป็น ‘นักแสดง’ ผ่านโครงเรื่องพล็อตชีวิต ‘หมาไล่เนื้อ’ ที่ผู้ชมต่างรับรู้รับทราบโครงเรื่องนี้กันเป็นอย่างดี กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ ในขณะที่แฟนมวยกำลังรับชมเกมส์การต่อสู้บนเวที พวกเขาก็รับชมเกมส์ชีวิตจริงของนักมวยไปพร้อมๆ กัน โดยผ่านการนำเสนอและถ่ายทอดจาก ผู้บรรยาย โฆษก ล่าม และตัวนักมวย

ในโลกของมวยไทย ผู้บรรยายเป็นองค์ประกอบที่สำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งก็น่าสังเกตว่าทั้ง ‘มิสเตอร์ป๋อง’ และ ‘หนุ่ย ไดโน’ สองผู้บรรยายประจำศึก ONE ลุมพินี ไม่เพียงแต่บรรยายภาพการออกอาวุธของนักมวยบนเวทีเท่านั้น ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็จะเล่าบรรยายประวัติชีวิตและภูมิหลังของนักมวยที่มาชกใน ONE ลุมพินี ตัวอย่างเช่น เมื่อนักมวยอย่าง ‘ไอ้หมัดเขวี้ยงควาย’ สุริยันต์เล็ก พ.เย็นยิ่ง หรือ สุริยันต์เล็ก อบต. กำพี้ (เดิม) เข้ามาต่อยในศึก ONE ลุมพินี พวกเขาก็จะเล่าบรรยายปูมหลังให้ผู้ชมฟังเสมอว่า สุริยันต์เล็ก เคยเป็นอดีตนักมวยชื่อดังในสายศึกวันทรงชัย แต่ได้ตัดสินใจเลิกชกมวยไปประกอบอาชีพใหม่เป็น ‘คนขับรถตู้’ แต่เพราะมีรายการ ONE ลุมพินีเกิดขึ้นมา จึงทำให้สุริยันต์เล็กตัดสินใจกลับมาชกมวยไทยใหม่อีกครั้ง ดังที่ ‘มิสเตอร์ป๋อง’ ได้บรรยายถึง สุริยันต์เล็ก ในไฟต์แรกที่กลับมาชกมวยไทยใน ONE ลุมพินี ว่า

“เป็นนักมวยอีกคนนึงครับ ที่คัมแบ็ค (comeback) กลับมา หลังจากที่ไปวิ่งรถตู้อยู่ระยะนึงนะครับ คัมแบ็คกลับมาต่อยมวย เพราะเขามั่นใจว่า ONE ลุมพินี นี่คือทางของเขา… คนนี้ละครับ สุริยันต์เล็ก พ.เย็นยิ่ง คัมแบ็คกลับมาเพราะ ONE ลุมพินีโดยเฉพาะเลยละครับ”

ยิ่งน่าตื่นเต้นและน่าติดตามยิ่งขึ้นไปอีก เนื่องจากสุริยันต์เล็กเป็นนักมวยที่มีรูปร่างสั้นเตี้ย แต่มีทีเด็ดอยู่ที่การต่อยหมัด จึงทำให้ตลอดเกมส์การชกนักพากย์ทั้งสองก็จะบอกผู้ชมเสมอว่า ‘ขอหมัดเดียว’ และเมื่อสุริยันต์เล็กสามารถต่อยชนะน็อกคู่ต่อสู้ได้ เมื่อได้รับเงินโบนัสพิเศษ 350,000 บาท สุริยันต์เล็กก็มักจะยืนร้องไห้หลั่งน้ำตาราวกับเด็กน้อยในขณะให้สัมภาษณ์เพราะไม่คิดว่าจะกลับชกมวยอีกแล้ว จากนั้นมิสเตอร์ป๋อง ก็จะบอกผู้ชมต่อว่า ‘ต่อยมวยก็รวยได้’

วลี ‘ต่อยมวยก็รวยได้’ ของ มิสเตอร์ป๋อง ในรายการ ONE ลุมพินีเป็นวลีที่แฝงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างภาพลักษณ์มวยไทยขึ้นมาใหม่ เพราะแต่เดิมภาพลักษณ์มวยไทยและชีวิตของนักมวยไทยมักผูกติดกับภาพความลำบากยากจนข้นแค้นที่ต้องยอมเอาความเจ็บปวดของร่างกายเข้าแลก รวมทั้งยังผูกติดกับอุปมาโวหาร ‘หมาไล่เนื้อ’ ที่มีมาอย่างยาวนาน ดังนั้น กลยุทธ์ทางการตลาดที่ ONE ลุมพินีพยายามจะนำเสนอคือ การเข้ามาต่อยใน ONE ลุมพินี ได้เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์มวยไทยและนักมวยไทยไปอย่างไร

ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าว จึงทำให้เกมส์การชกบนผืนผ้าใบถูกทับซ้อนด้วยการบรรยายและนำเสนอภาพความเปลี่ยนแปลง ‘เกมส์ชีวิตจริง’ ของนักมวยไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการบรรยายเล่าเรื่องหรือนำเสนอชีวิตนักมวยที่มีเรื่องราวน่าสนใจ หรือสามารถนำมาเล่าให้กลายเป็นภาพยนตร์ชีวิตจริงดีๆ สักเรื่องหนึ่ง เช่น ชีวิตของนักชกอย่าง ‘โล้นทองคำ’ ทองพูน พีเคแสนชัยมวยไทยยิม จากที่เคยเป็นนักมวยไทย 5 ยก ฟอร์มลุ่มๆ ดอนๆ เมื่อเข้ามาชกใน ONE ลุมพินี เขากลับกลับกลายเป็น ‘ดาวดัง’ จนถอยรถป้ายแดงสัญชาติยุโรปสวยหรูได้หนึ่งคัน

หรือในกรณีของ ‘เสือแบล็ค ท.พราน 49’ จากนักมวยคู่ประกอบรายการในศึกมวยไทย 5 ยก เสือแบล็คกลับกลายเป็นมวยดังค่าตัวเงินแสนของวงการ และมีค่าตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 20 เท่าตัว พร้อมกันนั้นเขาก็ถูกสร้างภาพลักษณ์ให้กลายเป็น ‘ฮีโร่’ ของชาวกะเหรี่ยงป่าเด็ง จังหวัดเพชรบุรี ดังที่เขาให้สัมภาษณ์สดบนเวทีอย่างประทับแฟนมวยว่า “ผมพูดมาตลอดว่า ผมไม่ได้สู้เพื่อตัวเองคนเดียว แต่ผมสู้เพื่อเด็กๆ ในหมู่บ้านทุกคนครับ”

เช่นเดียวกับนักมวยอย่าง ‘หนุ่มพังงา อีเกิ้ลมวยไทย’ ที่สามารถถูกนำเสนอเปลี่ยนภาพให้ ONE ลุมพินี กลายเป็นรายการ ‘นวมปลดหนี้’ ได้เป็นอย่างดี เมื่อเขาสามารถคว้าโบนัสและค่าตัวรวมกันในการชก ONE ลุมพินี ได้ถึงราวหนึ่งล้านบาท จนสามารถปลดหนี้ปลดสินจำนวนกว่าหกแสนบาท ให้แก่พ่อแม่ได้อย่างภาคภูมิใจภายในระยะเวลาเพียงแค่ปีเดียว

ความท้าทายอุปมาโวหาร ‘หมาไล่เนื้อ’

ดังที่กล่าวแล้วว่าความสมบูรณ์ของสำนวนหมาไล่เนื้อนั้นอยู่ในตอนท้ายที่ว่า เมื่อหมดประโยชน์แล้วผู้เป็นนายก็ทอดทิ้งไม่ไยดี ความน่าสนใจตามมาในวลี “ต่อยมวยก็รวยได้” ของศึก ONE ลุมพินี จึงมิได้อยู่ที่เพียงแค่การต่อยมวยเท่านั้น แต่อยู่ตรงที่ว่า ‘เมื่อไม่ได้ต่อยมวย’ หรือนักมวยไทยไม่ได้เป็น ‘นักแสดง’ ของ ONE ลุมพินีแล้ว พวกเขาจะมีเส้นทางชีวิตหรือชะตาชีวิตกันอย่างไร

กระนั้น ความท้าทายต่ออุปมาโวหาร ‘หมาไล่เนื้อ’ ก็มิใช่ภารกิจของ ONE ลุมพินีหรือของชาตรี ศิษย์ยอดธงเพียงคนเดียวเป็นแน่ แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยหลายองค์ประกอบ เช่น กฎหมาย นโยบายการสนับสนุนจากภาครัฐ การสนับสนุนจากหลากหลายส่วนทั้งโปรโมเตอร์ หัวหน้าค่าย ตัวนักมวย ไปจนถึงเรื่องค่านิยมและวัฒนธรรมในวงการมวยที่ค่อนข้างมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งคงเป็นประเด็นสำคัญอย่างมากสำหรับทิศทางวงการมวยไทยต่อไปในอนาคต

ONE ลุมพินีอาจประสบความสำเร็จในฐานะรายการมวยไทยที่มีเรตติ้งสูงที่สุด ด้วยการทับซ้อนภาพความมัน ความเร้าใจของการต่อสู้ออกอาวุธแม้ไม้มวยไทยบนเวทีผืนผ้าใบ เข้ากับภาพการต่อสู้ในเกมส์ชีวิตจริงของนักมวยไทยนอกสังเวียน แต่จะประสบความสำเร็จในการ ‘พลิก’ ประวัติศาสตร์ของวงการมวยไทยดังที่ชาตรี ศิษย์ยอดธงวาดหวังไว้หรือไม่นั้น สำหรับผู้เขียน (อิทธิเดช ส.ทรยศ) แล้ว การทำลายซึ่งอุปมาโวหาร ‘หมาไล่เนื้อ’ ที่อยู่คู่กับภาพลักษณ์ชีวิตนักมวยไทยมาอย่างยาวนาน คือความท้าทายแท้จริงของการพลิกประวัติศาสตร์วงการมวยไทย ซึ่งนี่ก็คงมิใช่ภารกิจที่ ONE ลุมพินีหรือชาตรี ศิษย์ยอดธงจะแบกรับไว้คนเดียวแน่ๆ

MOST READ

Life & Culture

14 Jul 2022

“ความตายคือการเดินทางของทั้งคนตายและคนที่ยังอยู่” นิติ ภวัครพันธุ์

คุยกับนิติ ภวัครพันธุ์ ว่าด้วยเรื่องพิธีกรรมการส่งคนตายในมุมนักมานุษยวิทยา พิธีกรรมของความตายมีความหมายแค่ไหน คุณค่าของการตายและการมีชีวิตอยู่ต่างกันอย่างไร

ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย

14 Jul 2022

Life & Culture

27 Jul 2023

วิตเทเกอร์ ครอบครัวที่ ‘เลือดชิด’ ที่สุดในอเมริกา

เสียงเห่าขรม เพิงเล็กๆ ริมถนนคดเคี้ยว และคนในครอบครัวที่ถูกเรียกว่า ‘เลือดชิด’ ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

เรื่องราวของบ้านวิตเทเกอร์ถูกเผยแพร่ครั้งแรกทางยูทูบเมื่อปี 2020 โดยช่างภาพที่ไปพบพวกเขาโดยบังเอิญระหว่างเดินทาง ซึ่งด้านหนึ่งนำสายตาจากคนทั้งเมืองมาสู่ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้

พิมพ์ชนก พุกสุข

27 Jul 2023

Life & Culture

4 Aug 2020

การสืบราชสันตติวงศ์โดยราชสกุล “มหิดล”

กษิดิศ อนันทนาธร เขียนถึงเรื่องราวการขึ้นครองราชสมบัติของกษัตริย์ราชสกุล “มหิดล” ซึ่งมีบทบาทในฐานะผู้สืบราชสันตติวงศ์ หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร 2475

กษิดิศ อนันทนาธร

4 Aug 2020

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save