โสภณ ศุภมั่งมี เรื่อง

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

ระหว่างที่กำลังช่วยภรรยาเช็คออเดอร์ยาของร้าน ผมสังเกตได้อย่างหนึ่งว่าทุกครั้งที่สั่งยาต้องมียาคุมกำเนิดติดมาด้วยเสมอ เพราะเป็นยาที่ขายได้ตลอดทุกเดือน ซึ่งรูปแบบของมันก็ไม่เปลี่ยนแปลงมาตลอดหลายสิบปี มี 21 เม็ดบ้าง 28 เม็ดบ้าง แตกต่างกันนิดหน่อยตามฮอร์โมน แต่นอกเหนือจากนั้นก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ที่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยาคุมกำเนิดเลย

ตอนนี้บริษัทแห่งหนึ่งในเมือง San Diego บอกว่า พวกเขากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการสร้างสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าตลาดยาคุมกำเนิดไปเลย ซึ่งเป็นเจลคุมกำเนิดแบบ on-demand ที่ผู้หญิงสามารถทาในช่องคลอดหนึ่งชั่วโมงก่อนมีเซ็กซ์ โดยไม่มีผลกระทบต่อฮอร์โมนในร่างกายเลย

Saundra Pelletier, CEO ของบริษัท Evofem Biosciences Inc. กล่าวว่า “ไม่มีนวัตกรรมด้านนี้มานานหลายสิบปีแล้ว ถึงเวลาที่ผู้หญิงจะได้รับโอกาสที่จะมีเซ็กซ์เมื่อไหร่ก็ได้ เหมือนผู้ชายกับถุงยางอนามัยตลอดหลายปีที่ผ่านมา”

คำกล่าวนี้ค่อนข้างเด็ดขาดและทรงพลัง แต่ถ้าเราเอาผลิตภัณฑ์ Amphora ของ Evofem มาวิเคราะห์ดูกันดีๆ ก็จะพบว่าทำไมการพัฒนาเรื่องยาคุมกำเนิดของผู้หญิงจึงแทบไม่เกิดขึ้นเลย เพราะถึงแม้จะมีผู้หญิงจำนวนมากให้ความสนใจในการคุมกำเนิดแบบอื่นๆ ที่ง่ายว่าการทานยาทุกวัน แต่ Amphora เองก็เป็นเพียงการพัฒนาขึ้นมาเล็กน้อยจากเจลคุมกำเนิดที่มีขายตามร้านขายยามาเป็นสิบปีแล้ว

‘เงิน’ เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ทางเลือกที่ ‘มากกว่า’ และ ‘ดีกว่า’ สำหรับผู้หญิงยังไม่เกิดขึ้นสักที

ในยุคของ Humira (ยาชีววัตถุที่ใช้รักษาโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเองในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้ออักเสบ สะเก็ดเงิน ฯลฯ) ที่มีมูลค่ากว่า 20,000 ล้านเหรียญ หรือการรักษาแบบ gene-therapy สำหรับโรคกรณีพิเศษ ที่อัตราค่ารักษาอยู่ที่ 2 ล้านเหรียญต่อคน (60 ล้านบาท)​ ทำให้อุตสาหกรรมยาไม่ได้เหลียวมองส่วนที่ไม่มีโอกาสสร้างรายได้จำนวนมหาศาลอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโลกธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น ยาคุมกำเนิดยี่ห้อ Yaz ที่ขายดีเป็นอันดับต้นๆ สร้างรายได้ประมาณ 1,400 ล้านเหรียญต่อปีในช่วงที่ดีที่สุด แต่ Evofem คาดการณ์ว่าเจลคุมกำเนิดของพวกเขาน่าจะสร้างได้ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญต่อปี ซึ่งบริษัทยาต่างๆ มองว่าแทบไม่มีประโยชน์ที่จะเข้ามาพัฒนาส่วนนี้

สำหรับผู้หญิงหลายคน นี่เป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของพวกเขาเลยก็ว่าได้ เพราะยาคุมกำเนิดที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ค่อยสะดวกสักเท่าไหร่ (ภรรยาผมที่เป็นเภสัชต้องคอยบอกลูกค้าอยู่เสมอว่าทานอย่างไรให้ถูกต้อง) บางตัวก็ทำให้ฮอร์โมนเหวี่ยง ปวดหัว ตัวบวม หรือบางคนมีอาการคล้ายคนซึมเศร้าไปเลยก็มี แน่นอนว่ายาคุมกำเนิดแบบเม็ดนั้นได้ผลอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็มีข้อเสียบางอย่างตามมาด้วยเช่นกัน เช่น เรื่องความเสี่ยงความดันโลหิตสูงหรือเกิดลิ่มเลือด ส่วนทางเลือกอื่นเช่นการใช้ห่วงคุมกำเนิดที่มีผลระยะยาวก็ทำให้เกิดผลข้างเคียงเช่นเดียวกัน

Nomi Fuchs-Montgomery รองผู้อำนวยการ family planning โปรแกรมของมูลนิธิ Bill & Melinda Gates กล่าวว่า “ถ้าเราไม่กระตุ้นวงการและไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ในรุ่นต่อไปเหมือนกัน”

จากรายงานของ Gates Foundation บอกว่ามีเงินปริมาณเพียง 2% ของรายได้จากการขายยาคุมกำเนิดในแต่ละปีเท่านั้นที่ถูกนำกลับไปเพื่อวิจัยและพัฒนาในแต่ละปี ตัวเลขกลมๆ อยู่ที่ราวๆ 100 ล้านเหรียญ น้อยกว่า 1 ส่วน 6 ของเงินทุนที่บริษัทหนึ่งจะต้องใช้เพื่อผลักดันยารักษาโรคมะเร็งให้ออกสู่ตลาด แม้ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนการทดลองในคนไข้ (ขั้นตอนที่ใช้งบประมาณและมีความเสี่ยงที่สุดก่อนการนำยาออกสู่ตลาด) แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่ช้าอยู่ดี

Diana Blithe ผู้ดูแลโปรแกรมพัฒนาการคุมกำเนิดของ National Institutes of Health เปรียบเทียบความเชื่องช้าของความก้าวหน้าของนวัตกรรมการคุมกำเนิดกับการทดสอบยาเพื่อรักษาเนื้อร้ายต่างๆ ว่าการทดสอบยารักษามะเร็งนั้นใช้จำนวนผู้เข้าร่วมไม่มาก และสิ่งเดียวที่พวกเขามองหาก็คือผู้เข้าร่วมนั้นมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น โดยผลข้างเคียงแทบจะไม่ได้เป็นเรื่องที่พวกเขาสนใจเลย แต่สำหรับยาคุมกำเนิดนั้นต่างกัน ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งสำหรับทุกคนที่ใช้งาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทดสอบไม่ง่ายเลย แถมผู้หญิงก็มีทางเลือกในท้องตลาดอยู่แล้ว และที่มีอยู่ก็ไม่ได้ทำให้มีความเสี่ยงต่อชีวิตหรืออะไร เพียงแค่ไม่สะดวกเท่าไหร่แค่นั้น

และด้วยความที่ทดสอบยากนี่แหละ จึงมีหลายครั้งที่บริษัทผลิตยาคุมกำเนิดในท้องตลาดโดนฟ้องหลายต่อหลายครั้ง ยกตัวอย่าง A.H. Robins ที่ต้องเรียกคืนห่วงอนามัย Dalkon Shield ในตลาดคืนทั้งหมดหลังจากคนใช้ไปกว่า 2.5 ล้านคน จนสุดท้ายก็ต้องยื่นล้มละลาย บริษัท Bayer ผู้ผลิต Yaz ก็ถูกฟ้องกว่า 11,000 คดี ตั้งแต่เรื่องลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจล้มเหลว และเส้นเลือดแตกด้วย เพราะเหตุผลนี้แหละที่ทำให้บริษัทมากมายแทบไม่อยากลงทุนผลักดันโปรเจ็กต์ใหม่ๆ เหลือทิ้งไว้ก็แต่เหล่านักวิจัยที่มหาวิทยาลัยและองค์กรไม่แสวงผลกำไรเพียงเท่านั้น (องค์กร Gates Foundation นั้นวางแผนว่าจะเพิ่มเงินวิจัยยาคุมกำเนิดจาก 26.4 ล้านเหรียญเป็น 56 ล้านเหรียญภายในปี 2021)

กลับมาดูเรื่องของ Amphora เจลคุมกำเนิดของ Evofem ที่ใช้เวลายาวนานและซับซ้อนกว่าจะเป็นสินค้าออกสู่ท้องตลาดได้ ย้อนไปเมื่อประมาณ 2 ทศวรรษก่อนที่ห้องแล็บของ Rush University ในเมืองชิคาโกมีการผลิตเจลที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะรับมือได้ทั้งปัญหาการคุมกำเนิดและป้องกันโรคติดต่อทางเพศอย่าง HIV ได้ด้วย วิธีการทำงานของ Amphora คือการรักษาค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ในช่องคลอด (ซึ่งสูงขึ้นเมื่อมีน้ำอสุจิเข้ามา) ให้ต่ำเอาไว้เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สเปิร์มไม่สามารถทำงานได้

เจลฆ่าอสุจินั้นไม่สามารถป้องกันการแพร่กระจายของ HIV ได้ และบริษัทผลิตยาทั้งหลายก็เริ่มให้ความสนใจน้อยลง เพราะฉะนั้น Amphora จึงกลายเป็น “ความหวังสุดท้าย” Pelletier (CEO ของ Evofem) กล่าวเอาไว้ มาถึงช่วงปี 2004 ที่พวกเขาพยายามนำ Amphora ออกสู่ตลาด โดยแจ้งองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาว่าเป็นเจลทาช่องคลอดเหมือนที่วางขายในตลาดอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่รอด

ตอนนี้ Evofem กลับมาอีกครั้งโดยยังใช้เจลที่มีสูตรเหมือนในปี 2004 แต่มีส่วนประกอบที่ดีขึ้นและได้รับการรับรองว่าเป็นยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยคาดว่าจะวางขายในราคา 140-170 เหรียญสหรัฐฯ

แต่ก็ยังไม่ผ่าน ตอนนี้ Evofem ยังวางแผนที่จะยื่นขออีกครั้งหนึ่งในปลายปีนี้ แม้ว่าจะเจออุปสรรคมากมาย Pelletier ก็บอกว่าอยากจะให้สิินค้าของพวกเขาวางขายในช่วงกลางปีหน้า เพราะเธอเชื่อว่ามันไม่ใช่แค่สินค้าเพื่อความสะดวกสบายเท่านั้นแต่ “คืออะไรที่จริงจังและมีความหมายมาก”

ไม่ว่าความตั้งใจของเธอจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับราคาและลูกค้าในตลาด เพราะตอนนี้ยาคุมกำเนิดถูกมาก บางยี่ห้อไม่ถึงร้อย ซึ่งมันก็ทำงานได้ดีแม้จะไม่สะดวก ถ้าพวกเขาจะทำออกมาให้สามารถแข่งขันกับสิ่งที่อยู่ในตลาดได้จริงๆ มันอาจจะต้องสะดวกมากจริงๆ ดีกว่ามากๆ หรือราคาต้องไม่แพงกว่าที่มีอยู่ในท้องตลาดปัจจุบัน

 

….

อ้างอิง

https://bit.ly/1rmnL7l

https://bit.ly/2kkcvdY

https://bloom.bg/2ZM5Jxg

https://wb.md/2B6S6xI

https://bit.ly/2q7pX7B

Author

sopon supamangmee

โสภณ ศุภมั่งมี - ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ให้กับบริษัท Intel และ Microsoft เป็นหนึ่งในทีมที่เริ่มต้น Search Engine bing.com ตอนนี้ดูแลธุรกิจสตาร์ทอัพ Busy Rabbit ที่เชียงใหม่ลงทุนในตลาดหุ้น เขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก (ที่ตอนนี้เหมือนว่าใช้เวลากับมันเยอะกว่างานประจำซะอีก) มีความสนใจเรื่องของเทคโนโลยีและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รักธรรมชาติ ชอบเดินทาง รักการอ่านและการเขียนมาตั้งแต่เด็ก ชอบอ่านหนังสือแนว non-fiction โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่น่าจับตามอง