fbpx
โลกาภิวัตน์เก่า+ชาตินิยมใหม่ คือทางแก้ไขโลกปั่นป่วน?

โลกาภิวัตน์เก่า+ชาตินิยมใหม่ คือทางแก้ไขโลกปั่นป่วน?

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เรื่อง

ภาพิมล หล่อตระกูล ภาพประกอบ

 

สองทศวรรษที่ผ่านมาของศตวรรษที่ 21 เต็มไปด้วยความโกลาหล เปิดฉากด้วยเหตุการณ์ 9/11 (2001) คลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย (2004) วิกฤตเศรษฐกิจโลก (2007-2008) ตามมาด้วยปัญหาการเมืองอย่างการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (2016) และสงครามการค้าที่พัวพันแนบแน่นกับเทคโนโลยีและความมั่นคง (2018-2019)

เกิดภาวะ ‘Double polarisation’ ที่ความขัดแย้งบานปลายทั้งในประเทศและต่างประเทศไปพร้อมกัน

เริ่มมีข้อถกเถียงถึงการจัดระเบียบโลกใหม่เพื่อลดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจและการเมือง หนึ่งในข้อเสนอที่น่าสนใจคือ การกลับไปหาโลกาภิวัตน์แบบเก่า พร้อมกับสร้างชาตินิยมแบบใหม่

เพราะเห็นว่าโลกาภิวัตน์แบบที่เป็นอยู่นั้นล้นเกินและปิดกั้น ในขณะที่ชาตินิยมไม่ควรเป็นเครื่องมือของฝ่ายขวาสุดโต่งดังที่เป็นอยู่

ถึงจะยังห่างไกลจากฉันทามติ แต่ก็เป็นข้อเสนอที่เปิดประเด็นสำคัญหลายประการ

 

มาตรฐานทองคำและสงครามโลก

 

การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกในศตวรรษที่ 20 มีวิวัฒนาการจาก (1) ระบบมาตรฐานทองคำ มาสู่ (2) ระบบเบรตตันวูดส์ และ (3) ไฮเปอร์โลกาภิวัตน์

ระบบมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) เป็นกลไกจัดการเศรษฐกิจโลกตั้งแต่ทศวรรษ 1870 จนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองในทศวรรษ 1940

ภายใต้ระบบนี้ มูลค่าของธนบัตรจะอ้างอิงกับโลหะมูลค่าสูงอย่างทองคำหรือแร่เงิน เราสามารถนำธนบัตรมาแลกเปลี่ยนเป็นทองคำได้ ธนาคารของแต่ละประเทศจึงต้องสำรองทองคำไว้ค่อนข้างสูง เช่น ธนาคารกลางสหรัฐฯ เคยเก็บทองคำไว้เป็นมูลค่าสูงถึงร้อยละ 40 ของมูลค่าเงินที่พิมพ์ออกไป

ระบบมาตรฐานทองคำทำให้ประเทศที่เข้าร่วมต้องผูกอัตราแลกเปลี่ยนของตนกับราคาทองคำ เปิดเสรีรับเงินลงทุนจากต่างประเทศ และยึดแนวนโยบายการคลังแบบสมดุล ไม่ว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจการเมืองในประเทศอย่างไร

เมื่อเศรษฐกิจภายในประเทศเกิดปัญหาอย่างราคาสินค้าเกษตรตกต่ำหรือผู้คนตกงาน รัฐบาลจึงไม่ค่อยมีอิสระในการใช้มาตรการการเงินการคลังอย่างทันท่วงที

เช่นเมื่ออังกฤษเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทั้งเจ้าของธุรกิจและแรงงานต่างเรียกร้องให้รัฐบาลลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หากรัฐบาลลดดอกเบี้ยลงก็จะทำให้เงินทุนไหลออก บีบให้รัฐบาลต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ‘เศรษฐกิจภายใน’ กับ ‘เศรษฐกิจระหว่างประเทศ’

พรรคแรงงานซึ่งเป็นรัฐบาลขณะนั้นตัดสินใจเลือกปากท้องคนอังกฤษเหนือกติการะหว่างประเทศ และถอนตัวออกจากระบบมาตรฐานทองคำในปี 1931 จากนั้นรัฐบาลเดโมแครตของสหรัฐอเมริกาก็ถอนตัวตามในสองปีต่อมา ระบบมาตรฐานทองคำจึงค่อยๆ ลดความสำคัญลง

 

เบรตตันวูดส์และยุคทองของทุนนิยม

 

ระเบียบเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ปี 1944 ฝ่ายสัมพันธมิตรจัดประชุมที่เมือง เบรตตันวูดส์ (Bretton Woods) ของสหรัฐฯ

จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ สถาปนิกการเงินสรุปบทเรียนยุคมาตรฐานทองคำว่า การยึดการค้าการลงทุนระหว่างประเทศเป็นสรณะ ไม่คุ้มกับผลเสียที่เกิดกับเศรษฐกิจภายในของแต่ละประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเศรษฐกิจภายในปั่นป่วน การเมืองระหว่างประเทศก็จะพลอยวุ่นวายตามไปด้วย

ระบบเบรตตันวูดส์จึงให้อิสระแต่ละประเทศในการกำหนดนโยบายการเงินการคลังของตัวเอง โดยสามารถจำกัดการเคลื่อนไหวของเงินทุนจากต่างประเทศได้ ผ่านมาตรการอย่าง capital control และการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน

ปรัชญาเบื้องหลังเบรตตันวูดส์คือความเชื่อว่า วิธีกระตุ้นการค้าการลงทุนระหว่างประเทศที่ดีที่สุดคือการเปิดพื้นที่ให้แต่ละประเทศสามารถจัดการเศรษฐกิจของตนเองได้ตามสถานการณ์

นอกจากการตั้งไอเอ็มเอฟเพื่อให้เงินกู้ยืมระยะสั้นแก่ประเทศที่ประสบวิกฤตดุลการชำระเงิน และธนาคารโลกเพื่อช่วยฟื้นฟูภาวะหลังสงครามในประเทศต่างๆ แล้ว ก็ยังมีการกำหนดกฎการค้าระหว่างประเทศอย่างกว้างๆ ผ่านข้อตกลง GATT (General Agreement on Tariffs and Trade)

ภายใต้ระเบียบเศรษฐกิจนี้ ไม่ว่าประเทศร่ำรวยหรือประเทศกำลังพัฒนาก็สามารถเลือก ‘เปิดประเทศ’ ได้ตามความเหมาะสมของสภาวะเศรษฐกิจการเมืองภายใน

มาตรการเปิดเสรีที่ตกลงระหว่างประเทศก็ตีกรอบไว้ที่การลดภาษีศุลกากรและโควตานำเข้า หากเกิดปัญหาก็ต่อรองเป็นกรณีไป เช่น เมื่อครั้งอุตสาหกรรมสิ่งทอในเอเชียรุ่งเรือง ส่งออกไปตีตลาดสหรัฐฯ และยุโรปได้มหาศาลจนทำให้คนในประเทศเหล่านั้นตกงาน ก็มีการต่อรองกันเพื่อกำหนดโควตาการนำเข้า ช่วยบรรเทาแรงเสียดทานของการเมืองภายในไปได้

Bretton Woods + GATT จึงเป็นระเบียบโลกที่มีความยืดหยุ่น เป็น ‘ecosystem’ ที่เอื้อต่อการสร้างรัฐสวัสดิการในยุโรปและการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศยากจน

ช่วงเวลาสามทศวรรษระหว่างปี 1945-1973 ได้รับการขนานนามเป็น ‘ยุคทองของทุนนิยม’ (Golden Age of Capitalism)

สหรัฐฯ เติบโตร้อยละ 2.5 ต่อปี ยุโรปโตร้อยละ 4.1 ญี่ปุ่นโตร้อยละ 8.1 เกิดประเทศอุตสาหกรรมใหม่จำนวนมากในเอเชีย เสถียรภาพด้านผลผลิตและการจ้างงานสูงเป็นประวัติการณ์

ฮาโรลด์ แมคมิลแลน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษถึงกับกล่าวว่า “You never had it so good.”

 

โลกาภิวัตน์แบบสุดโต่งหรือสมเหตุสมผล

 

ทุนนิยมโลกพลิกผันอีกครั้งในทศวรรษ 1970 ด้วยวิกฤตน้ำมันและเศรษฐกิจถดถอยที่มาพร้อมเงินเฟ้อ

ผู้สนับสนุนโลกาภิวัตน์สุดโต่งหรือที่ ดานี รอดริก (Dani Rodrik) ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เรียกว่า Hyperglobalist ใช้ความสำเร็จของเบรตตันวูดส์เพื่อผลักวาระใหม่ของตนเอง โดยชี้ว่าหากโลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในยุคที่ผ่านมาทำให้ชีวิตผู้คนทั่วโลกดีขึ้น เรายิ่งควรเชื่อมโยงโลกให้มากขึ้นกว่านี้อีก เพื่อสร้างโลกเสรีที่ทุนและผู้คนเคลื่อนย้ายได้โดยไร้ข้อจำกัด

นับจากปลายทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา โลกาภิวัตน์จึงกลายมาเป็นเป้าหมายในตัวของมันเอง ในขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อสร้างโลกไร้พรมแดนในฝัน

ตามวิธีคิดนี้ ปัญหาเศรษฐกิจภายในต้องแก้ไขผ่านกติการะหว่างประเทศ อันเป็นหลักการเก่าที่เคยใช้ในยุคมาตรฐานทองคำ

‘ความเชื่อมั่นของนักลงทุน’ กลายเป็นมนตราใหม่ในการชี้วัดความสำเร็จของนักการเมืองและผู้ว่าการธนาคารกลาง

แต่ผู้สูญเสียงานและโอกาสในชีวิตจากระเบียบเศรษฐกิจใหม่แทบไม่ได้รับการชดเชยหรือสนับสนุนการปรับตัวตามหลักการชดเชยความเสียหาย (compensation principle) ที่ถูกใช้สร้างความชอบธรรมให้กับการเปิดเสรี

ความเหลื่อมล้ำที่ถ่างขึ้นกลายเป็นเชื้ออย่างดีให้กับนักการเมืองฝ่ายขวาสุดโต่งและระบอบเผด็จการ

จากพระเอกในยุคทองหลังสงคราม โลกาภิวัตน์กลายมาเป็นผู้ร้ายแห่งศตวรรษที่ 21

แต่การแก้ปัญหาที่เกิดจากโลกาภิวัตน์ ไม่ได้มีทางเลือกแค่การปิดประเทศหรือการใช้มาตรการตาต่อตาฟันต่อฟันกับคู่แข่งทางการค้าเท่านั้น

รอดริกเสนอให้เรานำหลักการโลกาภิวัตน์แบบเบรตตันวูดส์กลับมาใช้อีกครั้ง

แน่นอนว่าการกลับไปหาระเบียบเบรตตันวูดส์แบบเต็มตัวเป็นไปไม่ได้แล้ว การใช้อัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ หรือการควบคุมเงินทุนระหว่างประเทศมากเกินไปย่อมสร้างปัญหาอีกแบบหนี่ง

สิ่งที่โลกในศตวรรษที่ 21 ต้องการคือ โลกาภิวัตน์ที่สมเหตุสมผล

เราควรย้อนกลับไปหาหลักการพื้นฐานของเบรตตันวูดส์ซึ่งยืนยันว่า เศรษฐกิจภายในประเทศควรได้รับความสำคัญเป็นลำดับแรก ทั้งประเทศร่ำรวยและประเทศกำลังพัฒนาควรได้รับอิสระในการดำเนินนโยบายมากกว่าที่เป็นอยู่

กรอบการเจรจาการค้าระหว่างประเทศจำเป็นต้องมี แต่ควรเป็นกรอบพหุภาคีที่มีความยืดหยุ่น เปิด ‘พื้นที่นโยบาย’ ให้กับประเทศกำลังพัฒนาในการจัดการกฎระเบียบด้านเงินอุดหนุน ทรัพย์สินทางปัญญา และการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน

ประเทศตะวันตกเองก็ควรมีสิทธิในการรับมือการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงด้วยมาตรการปกป้องชั่วคราว เพราะการโยกย้ายหรือปรับทักษะแรงงานต้องอาศัยเวลาในการดำเนินงาน

นี่คือข้อเสนอฝั่งเศรษฐกิจให้กลับไปหาหลักการ ‘โลกาภิวัตน์เก่า’ แบบเบรตตันวูดส์เพื่อจัดการกับภาวะโลกปั่นป่วน

 

ผลข้างเคียงของการเมืองอัตลักษณ์

 

ในฝั่งการเมือง ประเด็น ‘การเมืองเชิงอัตลักษณ์’ หรือ identity politics เป็นศูนย์กลางของข้อถกเถียง

แม้หลังสงครามโลกครั้งที่สองประชาธิปไตยจะหยั่งรากในโลกตะวันตกแล้ว แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่ายังไม่ได้รับสิทธิและพื้นที่อย่างเป็นธรรมในระบอบหนึ่งคนหนึ่งเสียง โดยเฉพาะคนผิวสี สตรี ชนกลุ่มน้อย ผู้อพยพ กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ

การรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิของแต่ละกลุ่มกลายเป็นพลังทางสังคมที่ทวีความสำคัญขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา ต่อยอดจากสิทธิของกลุ่มบุคคลมาเป็นการต่อสู้เชิงประเด็น อาทิ สิ่งแวดล้อม สิทธิสัตว์

ผนวกกับการถดถอยของลัทธิคอมมิวนิสต์ ทำให้หัวใจการเคลื่อนไหวของ ‘ฝ่ายก้าวหน้า’ หรือ ‘ฝ่ายซ้าย’ เคลื่อนย้ายจากการต่อสู้ทางชนชั้นมาเป็นการสนับสนุนการเมืองเชิงอัตลักษณ์แทน

การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการตอบสนองที่สมเหตุสมผลและเข้าใจได้ เพราะช่วยเปิดเผยด้านมืดหลายอย่างที่สังคมประชาธิปไตยเคยกดทับกีดกันไว้

อย่างไรก็ดี เริ่มมีการประเมินถึง ‘ผลข้างเคียง’ จากกระแสการเมืองอัตลักษณ์มากขึ้น

เพราะเมื่อฝั่งการเมืองปรับตัวไปโอบรับและออกนโยบายเพื่อตอบสนองกลุ่มอัตลักษณ์เป็นหลัก ชนชั้นแรงงานและสหภาพ หรือที่เรียกรวมๆ ว่า old working class รวมถึงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสแต่ไม่มีแรงดึงดูดกระแสสังคมอย่างคนชนบทหรือครอบครัวพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว กลับกลายเป็นผู้ถูกละเลยไป โดยเฉพาะในประเทศที่มีระบบการเมืองสองพรรคใหญ่อย่างสหรัฐฯ และอังกฤษ

นักการเมืองฝ่ายขวานำประเด็นนี้ไปจุดต่อเพื่อปลุกระดมให้แรงงานและคนที่ถูกละเลยไปในการเมืองอัตลักษณ์รู้สึกว่าเป็น ‘เหยื่อ’ ที่ถูกสื่อกระแสหลักและนักการเมืองหัวก้าวหน้าทอดทิ้ง

พร้อมกันนั้นก็ปลุกกระแส ‘ชาตินิยม’ ให้กลับมาอีกครั้ง ดังเช่นที่โดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงในปี 2016 ด้วยสโลแกน “Make America Great Again.”

นอกจากกระแสตอบโต้ของฝ่ายขวาแล้ว การ ‘เฟรม’ ประเด็นของการเมืองอัตลักษณ์เองที่เน้นการแบ่งแยกกลุ่มย่อย (separate identities) ก็ถูกวิจารณ์ว่ามีส่วนลดทอนพลังการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่ของสังคมไปโดยไม่ตั้งใจ

เพราะผู้นำประเทศหรือรัฐราชการสามารถ ‘บรรจุ’ ประเด็นย่อยๆ เหล่านี้ โดยไม่ต้องจัดการกับปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น

เช่น เมื่อนักศึกษาในสหรัฐฯ รวมตัวเรียกร้องสิทธิให้กับสตรีและชนกลุ่มน้อยในช่วงทศวรรษ 1980 มหาวิทยาลัยชั้นนำก็สามารถ ‘รับลูก’ ได้ทันควัน ด้วยการเพิ่มวิชาบังคับเกี่ยวกับสตรีและชนกลุ่มน้อย หรือเพิ่มสัดส่วนผู้บริหารที่เป็นผู้หญิงและคนผิวสี โดยไม่ต้องจัดการกับเรื่องโครงสร้างที่ยากกว่านั้นอย่างการเพิ่มสัดส่วนนักศึกษาที่มีพื้นฐานครอบครัวหลากหลาย หรือบทบาทในการสนับสนุนการเลื่อนสถานะทางสังคมของผู้มีรายได้น้อย

การเมืองเชิงอัตลักษณ์จึงมีทั้งคุณค่าในตัวเองและผลข้างเคียงที่ไม่คาดคิด

 

ชาตินิยมใหม่

 

เราจะรับมือกับกระแสชาตินิยมสุดโต่งอย่างไร ยืนกรานการเมืองอัตลักษณ์ มุ่งเน้นคุณค่าสากล หรือหวนกลับไปเรื่องชนชั้น?

ยูลิ ทาเมียร์ (Yuli Tamir) ผู้เป็นทั้งนักปรัชญาการเมืองและเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของอิสราเอลหลายกระทรวงเสนอให้สู้กับชาตินิยมสุดโต่งด้วยชาตินิยมแบบใหม่ที่สมเหตุสมผลและเปิดกว้างไปพร้อมกัน ดังที่เธอเรียกว่า Liberal Nationalism

ชาตินิยมแบบเก่าแห่งศตวรรษที่ 20 หมายถึงแสนยานุภาพที่ทรงพลังของกองทัพและการเชิดชูเชื้อชาติของตนเองให้สูงส่ง จนนำไปสู่สงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ทาเมียร์เสนอว่าชาตินิยมเป็นเครื่องมือทรงพลังที่สามารถสร้างผลดีมหาศาล หากเราสามารถนิยามชาตินิยมใหม่ด้วยเป้าหมายที่ก้าวหน้า เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างคนในชาติให้ก้าวข้ามกำแพงที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างชนชั้น สถานะ หรืออายุ

ชาตินิยมสามารถปรับ ‘หน่วยมองโลก’ ของแต่ละคน จากปัจเจกหรือเครือข่ายใกล้ตัวให้ขยายกว้างไกลออกไปเข้าอกเข้าใจเพื่อนร่วมชาติมากขึ้น

ยิ่งโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเท่าใด ความไว้เนื้อเชื้อใจและความรู้สึกร่วมกันของประชาชนยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

เธอเสนอว่ายุทธศาสตร์อื่นๆ ไม่มีพลังพอที่จะต้านทานชาตินิยมสุดโต่งได้ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองอัตลักษณ์ วัฒนธรรมท้องถิ่นนิยมหรือภูมิภาคนิยม เพราะถึงแม้กรอบเหล่านี้อาจส่งผลดีระยะสั้น แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาระยะยาวได้ ทั้งยังอาจเพิ่มความแตกแยกในสังคมให้มากขึ้น

‘ค่านิยมสากล’ อย่างรัฐธรรมนูญหรือหลักสิทธิมนุษยชนก็เช่นกัน แม้จะเป็นแนวทางที่มีคุณค่าในตัวเองที่เราต้องยืนยัน แต่ก็ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตผู้คนน้อยเกินไปที่จะมาคานกับกระแสขวาสุดโต่ง

ต้องสู้กับชาตินิยมแบบเก่าด้วยชาตินิยมแบบใหม่

ชาตินิยมใหม่ต้องยอมรับชนกลุ่มน้อยและผู้เห็นต่างทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดที่สำคัญของชาตินิยมคือ เราไม่สามารถสร้าง ‘ชุมชนจินตกรรม’ (imagined community) ที่ทั้งมีความหมายกับผู้คนและเปิดกว้างได้พร้อมกัน ยิ่งพยายามทำให้ชุมชนหนึ่งมีคุณค่ากับสมาชิกในชุมชนมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้การเปิดรับทำได้ยากขึ้นตามไปด้วย

ถึงกระนั้น ชาตินิยมก็ยังมีศักยภาพในการสร้างความร่วมมือทางสังคมและการเมืองระหว่างปัจเจก เพื่อเป้าหมายส่วนรวมและเพื่อกระจายความเสี่ยงอย่างเป็นธรรม

ทาเมียร์ยกตัวอย่างการปฏิรูปขนานใหญ่ของสหรัฐฯ หลังมหาวิกฤตเศรษฐกิจปี 1929 ด้วยโครงการ ‘นิว ดีล’ (New Deal) ซึ่งรัฐเข้ามาควบคุมตลาดหลักทรัพย์อย่างเข้มงวด แยกธุรกิจธนาคารพาณิชย์ออกจากวาณิชธนกิจ มีระบบคุ้มครองเงินฝาก ประกันราคาสินค้าเกษตรขั้นต่ำ ออกกฎหมายประกันสังคม และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ประธานาธิบดีรูสเวลต์ตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ย่อมมีผู้ต่อต้านและเสียผลประโยชน์ไม่น้อย ทั้งยังขัดกับ ‘คุณค่าแบบอเมริกัน’ ที่รังเกียจรัฐอยู่เป็นทุนเดิม

รูสเวลต์จึงต้องเดินสายสื่อสารกับประชาชนและกลุ่มธุรกิจต่างๆ เพื่ออธิบายความจำเป็นของนิวดีล ในฐานะ ‘สัญญาประชาคมใหม่’ (new social contract) ระหว่างรัฐกับประชาชน ธุรกิจ แรงงาน เกษตรกรและระหว่างประชาชนกลุ่มต่างๆ

สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ด้อยโอกาสว่านิวดีลจะช่วยเกื้อหนุนความใฝ่ฝันและโอกาสในชีวิตของพวกเขาอย่างไร ในขณะเดียวกันก็ชักจูงให้ชนชั้นนำเห็นว่า การรักษาโครงสร้างเดิมที่มีปัญหานั้น ‘ไม่เป็นอเมริกัน’ (un-American) อย่างไร

ทาเมียร์ยังเสนอต่อว่า เราต้องเปลี่ยนดีเบตประเด็นที่ละเอียดอ่อน (เช่น การรับผู้อพยพลี้ภัย) จากการเถียงกันว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร (pro and con) มาเป็นเรื่องของ​ ‘ระดับ’ (degree)

เช่น ขณะนี้สังคมของเราพร้อมรับความหลากหลายได้ระดับไหน โดยที่ยังรักษาความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อยู่? ควรทำภายใต้เงื่อนไขใดบ้าง? ใครจะเป็นผู้รับภาระของการเปลี่ยนแปลงนโยบาย และพอจะแบ่งภาระดังกล่าวให้คนส่วนใหญ่ยอมรับได้หรือไม่?

 

ชาตินิยมกับเสรีนิยม

 

น่าสนใจว่าข้อเสนอชาตินิยมใหม่นั้นไม่ได้ขัดกับหลักการ ‘เสรีนิยม’ ซะทีเดียว

นิตยสารที่เป็นหัวหอกเสรีนิยมอย่าง The Economist เองก็ยอมรับว่า หลักการเสรีนิยมในปัจจุบันถูกนำไปใช้อย่างบิดเบือน

หากย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้นในปี 1843 The Economist วางจุดยืนของตนเองต่างจากทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างชัดเจน ด้วยการประกาศในด้านหนึ่งว่า เสรีนิยมปฏิเสธแนวทางของขบวนการปฏิวัติที่บังคับปัจเจกให้จำนนต่ออุดมการณ์ของคนอื่น ในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธแนวทางอนุรักษนิยมที่ยึดมั่นในช่วงชั้นทางสังคมและการปกครองของชนชั้นนำ

เสรีนิยมที่แท้จริงต้องยึดมั่นในประสิทธิภาพ เสรีภาพทางเศรษฐกิจ เชื่อมั่นว่าความก้าวหน้าของมนุษย์เกิดจากการถกเถียงและการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป

นายธนาคารที่เชิดชูตลาดและด่าทอรัฐต่อสาธารณะ แต่กวักมือให้รัฐเอาภาษีประชาชนมาช่วยเหลือทุกครั้งยามเกิดปัญหาย่อมไม่ใช่เสรีนิยมที่แท้ แต่เป็นเพียงผู้ฉวยโอกาสนำอุดมการณ์มาบังหน้าผลประโยชน์

คำแถลงเนื่องในวาระ 175 ปีของนิตยสาร The Economist ปี 2018 ยังประกาศว่า ผู้สนับสนุนเสรีนิยมต้องหยุดเย้ยหยันชาตินิยม แต่ควรเสนอชาตินิยมในรูปแบบของตัวเองเพื่อเปิดให้ผู้คนสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งอย่างภาคภูมิ

นักประวัติศาสตร์อย่าง ยูวัล แฮรารี (Yuval Harari) ผู้เขียนหนังสือ Sapiens ก็เสนอว่า “In the twenty-first century, good nationalists should be globalists.”

เพราะปัญหาใหญ่ๆ ของศตวรรษที่ 21 อย่างสงครามนิวเคลียร์ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือความปั่นป่วนทางเทคโนโลยี ล้วนต้องอาศัยความร่วมมือระดับโลกเพื่อการันตีความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองระดับชาติทั้งสิ้น

ดาบสองคมและปมของไทย

 

ถึงแม้ข้อเสนอ โลกาภิวัตน์เก่า + ชาตินิยมใหม่ จะยังห่างไกลจากฉันทามติ แต่ก็เปิดประเด็นสำคัญหลายประการ

แก่นของข้อเสนอนี้คือการบอกว่า เราไม่ควรมองโลกาภิวัตน์และชาตินิยมว่ามีแบบเดียว หรือปล่อยให้เป็นเครื่องมือของฝ่ายขวาสุดโต่งเท่านั้น

หากมองชาตินิยมว่ามีแบบเดียว วิธีต่อกรคงมีเพียงการนำคุณค่าอื่นมาต่อสู้เพื่อแทนที่ (replacement) เท่านั้น

แต่หากเรามองโลกาภิวัตน์และชาตินิยมว่าเป็น ‘สนามแห่งการช่วงชิงความหมาย’ แนวทางหลักจะอยู่ที่การพยายามนิยาม Big ideas ทั้งสองเสียใหม่ (redefinition)

หากนิยามใหม่มีพลังเพียงพอและสถานการณ์อำนวย การปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สามารถขับเคลื่อนสังคมไปสู่สมดุลอำนาจเศรษฐกิจ-การเมืองใหม่อย่าง ‘นิวดีล’ ก็สามารถเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ดี ทั้งโลกาภิวัตน์และชาตินิยมต่างก็เป็น ‘ดาบสองคม’ ที่ทรงอานุภาพ

มีอำนาจโน้มน้าวผู้คน แต่ก็มีพลังทำลายล้างรุนแรงดังที่ประวัติศาสตร์สอนเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ทั้งโลกาภิวัตน์และชาตินิยมต่างก็มีความหมายและตำแหน่งแห่งที่ในแต่ละสังคมไม่เหมือนกัน ผ่านการใช้และตีความไปตามประสบการณ์เฉพาะตัว

ต่อให้ยอมรับว่าหัวใจของการแก้ไขความปั่นป่วนแห่งศตวรรษที่ 21 อยู่ที่การแสวงหาระเบียบโลกาภิวัตน์และคุณค่าชาตินิยมที่เหมาะสม แต่ละสังคมก็มีความยืดหยุ่นต่อการแสวงหาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงไม่เท่ากัน

แล้วสังคมไทยยืดหยุ่นพร้อมปรับตัวกับความปั่นป่วนของโลกแค่ไหน

แค่ลองแปลโจทย์โลกาภิวัตน์กับชาตินิยมออกมาเป็นภาษาไทยว่า [ ความเป็นไทยคืออะไร + แล้วต้องสนใจโลกแค่ไหน] คุณก็จะได้คำตอบ

 


อ้างอิง

– Dani Rodrik (2019) “Globalization’s Wrong Turn and How It Hurt America”, Foreign Affairs, 98(4): 26-33.

– Ha-Joon Chang (2014) เศรษฐศาสตร์ (ฉบับทางเลือก). แปลโดย วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร, สำนักพิมพ์ Bookscape (2562).

– Francis Fukuyama (2018) Identity: The Demand for Dignity and the Politics of Resentment. New York: Farrar, Straus and Giroux.

– Yuli Tamir (2019) Why Nationalism. Princeton: Princeton University Press.

– The Economist (2018) “The Economist at 175: A Manifesto for Renewing Liberalism”

– Yuval Noah Harari (2019) “The Bright Side of Nationalism.” Lecture at the Central European University, 8 May, Budapest, Hungary.

 

MOST READ

Economy

12 Dec 2018

‘รวยกระจุก จนกระจาย’ ระดับสาหัส: ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยในศตวรรษที่ 21

ธนสักก์ เจนมานะ ใช้ข้อมูลและระเบียบวิธีวิจัยใหม่ล่าสุดสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำไทยที่ ‘สาหัส’ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก

ธนสักก์ เจนมานะ

12 Dec 2018

Economy

15 Mar 2018

การท่องเที่ยวกับเศรษฐกิจไทย

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ตั้งคำถาม ใครได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวบูม และเราจะบริหารจัดการผลประโยชน์และสร้างความยั่งยืนให้กับรายได้จากการท่องเที่ยวได้อย่างไร

พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

15 Mar 2018

Economy

19 Mar 2018

ทางออกอยู่ที่ทุนนิยม

ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อของบ้านเมือง ผู้คนสิ้นหวังกับปัจจุบัน หวาดหวั่นต่ออนาคต และสั่นคลอนกับอดีตของตนเอง
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เสนอทุนนิยมให้เป็น ‘grand strategy’ ใหม่ของประเทศไทย

วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

19 Mar 2018

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save