กองบรรณาธิการ The101.world  เรื่อง

 

‘ความน่าจะอ่าน’ ปีที่ 4 — ‘ความน่าจะอ่าน 2020 – อ่านอะไรดีในปีแสนสาหัส’ — มองหาหนังสือที่คิดว่าน่าอ่าน ควรอ่าน หรือเหมาะสมที่จะอ่านในภาวะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ — ประเทศไทยเองก็ไม่ต่าง เจอมรสุมทั้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การจัดการกับโรคระบาด และการเมืองที่ร้อนระอุ

จากการคัดเลือกของเจ้าของสำนักพิมพ์ บรรณาธิการ ร้านหนังสือ และนักวาดภาพประกอบกว่า 60 คน ทำให้เราได้รายชื่อหนังสือมากกว่า 100 เล่ม ครบเรื่องครบรสทั้งวรรณกรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง หนังสือภาพ และความเรียง

บรรทัดถัดไปจากนี้คือรายชื่อหนังสือ Finalists ชุดที่ 2 จาก 19 คนที่เลือกหยิบหนังสือที่คิดว่าน่าอ่าน น่าละเลียด พร้อมเหตุผลว่าทำไมเราจึง ‘น่าจะอ่าน’ หนังสือเล่มนี้

แน่นอน — รางวัลไม่ได้จบอยู่แค่การเลือกของคนในแวดวงหนังสือ เพราะ ‘คนอ่าน’ ย่อมสำคัญไม่แพ้กัน ในปีนี้เราจึงเปิดให้ ‘นักอ่านทุกคน’ มาร่วมโหวตหนังสือน่าอ่านที่สุดแห่งปีแสนสาหัสนี้ไปด้วยกัน ด้วยการเพิ่มรางวัล ‘ความน่าจะอ่าน ขวัญใจมหาชน’ เข้ามาด้วย

หนึ่งเสียงของท่าน อาจทำให้หนังสือเล่มหนึ่งไปถึงคนอื่นได้อีกมาก ร่วมโหวตได้ที่นี่ (โหวตได้ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563)

ดู ความน่าจะอ่าน 2020 : The Finalists (ตอนที่ 1)

ความน่าจะอ่าน 2020 : The Finalists (ตอนที่ 3)

 

ภัทรอนงค์ สิรีพิพัฒน์

ร้านหนังสือ Fathom Bookspace

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.กระทรวงสุขสุดๆ (The Ministry of Utmost Happiness)

ผู้เขียน: Arundhati Roy

ผู้แปล: สดใส

สำนักพิมพ์: มติชน

“งานของอรุณธตี รอย ที่กลับมาด้วยโศกนาฏกรรม สังคมแห่งการดิ้นรนในอินเดีย กับสงครามในหุบเขาแคชเมียร์ ตัวละครที่ใช้ชีวิตด้วยความสุขและความรัก แม้เต็มไปด้วยความตาย การจากพราก การเหยียดหยาม ชนชั้น และความพังพินาศที่มนุษย์ตั้งใจกระทำต่อกันในทุกระดับ ความโหดร้ายที่สุดคือ เราสัมผัสได้ว่าทุกเรื่องราวแม้รายละเอียดเล็กน้อยที่สุดที่ปรากฏในเล่มนี้ เป็นเรื่องจริงใน พ.ศ.นี้ และเป็นจริงกระทั่งในประเทศของเรา”

 

 

2.หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว

ผู้เขียน: กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ

ผู้แปล: ชนฤดี ปลื้มปวารณ์

สำนักพิมพ์: บทจร

“การกลับมาอีกครั้งกับวรรณกรรมมหากาพย์ ที่กระบวนการผลิตเองก็กลายเป็นหนึ่งในเรื่องราวมหากาพย์ประจำปี คราวนี้หนังสือแปลจากภาษาสเปน พร้อมการตีความออกแบบปกที่สวยดึงดูด นักอ่านทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่จับจองหาอ่านกันอย่างคึกคัก พร้อมส่งแรงให้เกิดการพูดคุยถึงงานเขียนลาตินอเมริกา งานของมาร์เกซ และวงคุยชวนกันตีความสิ่งที่ซ่อนในหนังสือ ส่วนเรื่องราวของเล่ม ที่เอาสัจนิยมมหัศจรรย์มาเล่าถึงการเกิดขึ้น อยู่ ตาย การเกาะเกี่ยวกันของผู้คน ดำเนินชีวิตไปตามแรงขับพิสดารแต่ดันจริง การลบกลบการสังหารหมู่ ก็ทำให้เป็นหนังสือที่ทำให้สนุกในความเศร้า”

 

 

3.วันที่เหมาะกับขนมปัง ซุป และแมว

ผู้เขียน: มูเระ โยโกะ

ผู้แปล: สิริพร คดชาคร

สำนักพิมพ์: Sandwich Publishing

“หนังสือที่เราว่ามหาชนเห็นตรงกันว่าเหมาะกับปีแสนสาหัส ด้วยการขายดีทุกเดือนตั้งแต่วางแผง นิยายเบาๆ โทนบรรยากาศอุ่นๆ ไม่มี conflict ประหลาดน่าตื่นเต้นอะไร ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งในวัยที่หลายคนอาจเรียกว่าเลยวัยกลางคนไปแล้ว ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาเปิดร้านอาหารเล็กๆ หลังจากแม่เสีย ร้านขายแค่ซุปกับขนมปัง ดูแลร้าน รับลูกค้า ทำอาหารให้อร่อย คุยกับคนแปลกหน้า นึกถึงความหลัง ปล่อยให้บางอย่างคลุมเครือไปตามธรรมดา จิบชา แล้วเล่นกับแมว บางเวลาที่หนักหน่วงกดดันในทุกด้าน ความสำเร็จก็ต้องมี งานต้องทำ ชีวิตต้องแฮปปี้ เราอาจต้องการเท่านี้ คือรู้ว่าทุกอย่างก็จะดำเนินไปนั่นแหละ”

 

ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ (สะอาด)

สำนักพิมพ์ Kai3

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.My Brother’s Husband – ด้วยสายใยรัก

ผู้เขียน: Gengoroh TAGAME

สำนักพิมพ์: Dexpress

“เป็นการ์ตูนเกย์ที่ละเอียดกับความรู้สึกและวัฒนธรรมมากๆ ทั้งที่เนื้อหาเรียบง่าย เหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่เล็กๆ ตัวละครไม่กี่ตัว บทพูดน้อยคำ แต่กลับสั่นสะเทือนความรู้สึกคนอ่าน และชวนตั้งคำถามถึงนิยามของคำว่าครอบครัวไปไกลกว่าที่เราคุ้นเคยด้วยท่าทีที่อ่อนโยนต่อใจยิ่ง”

 

 

2.เศรษฐศาสตร์ (ฉบับทางเลือก) – Economics User’s Guide

ผู้เขียน: Ha-Joon Chang

ผู้แปล: วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

สำนักพิมพ์: Bookscape

“ผู้เขียนไม่ปิดบังจุดยืนว่าการผลักดันให้เศรษฐกิจเป็นรัฐสวัสดิการนั้น ไม่ใช่แนวคิดแบบโรบินฮู้ดที่รัฐเอาแต่ขูดรีดภาษีคนรวยมาช่วยคนจนแล้วจบกันไป แต่มันคือการส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศนั้นเติบโตจากฐานรากไปได้อย่างยั่งยืนกว่า กระนั้น ความดีงามของหนังสือสำหรับเรา กลับเป็นการพาคนอ่านไปสำรวจแนวคิดเศรษฐศาสตร์อื่นๆ ที่ผู้เขียนไม่เห็นด้วยอย่างเห็นภาพ อธิบายว่าแต่ละแนวคิดมีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร ความใจกว้างของเขาเลยผลักใจเราให้กว้างขึ้นบ้าง”

 

 

3.ปีแสง

ผู้เขียน: ดุจดาว วัฒนปกรณ์

สำนักพิมพ์: a book

“อัตชีวประวัติจะน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อผู้เขียนกล้าเปิดแผลและความแหว่งวิ่นของชีวิตเขาออกมา และปีแสงก็เปิดเผยราวกับหนังสือคือเลือดเนื้อของผู้เขียน หนังสือที่เขาใช้ทบทวน สนทนากับอดีตผ่านมุมมองทางจิตวิทยา แต่ขณะอ่านเรากลับได้สนทนากับอดีตของเราเอง”

 

ภาคย์ มหิธิธรรมธร

สำนักพิมพ์ Hummingbooks

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.จดหมายจากฆาตกร

ผู้เขียน: ฮิงาชิโนะ เคโงะ

ผู้แปล: เสาวณีย์ นวรัตน์จำรูญ

สำนักพิมพ์: Maxx Publishing

“เป็นนิยายที่สะท้อนภาพสังคมญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดีและชัดเจน เนื้อเรื่องมีความดรามารันทดซึ่งกระทบใจเป็นอย่างมาก แต่เมื่ออ่านจบกลับรู้สึกเหมือนได้รับกำลังใจกลับมาอย่างไม่น่าเชื่อ”

 

 

2.คาเฟ่ลูส เมนูที่รักจากการเดินทาง

ผู้เขียน: ฟูมิเอะ คนโด

ผู้แปล: กนกวรรณ เกตุชัยมาศ

สำนักพิมพ์: Sunday Afternoon

“เป็นนิยายแนวสืบสวนเบาๆ ที่สนุกมาก อ่านเพลินจนไม่อยากให้จบเล่ม คนอ่านที่เป็นสายคาเฟ่ สายของหวาน และสายท่องเที่ยว น่าจะชอบหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษ แถมตอนจบก็มีจุดหักมุมเล็กๆ เซอร์ไพรส์คนอ่านอีกด้วย”

 

 

3.นิวัติทัศนาโกษาปาน

ผู้เรียบเรียง: สุพจน์ โล่ห์คุณสมบัติ

ภาพประกอบ: เกริกบุระ ยมนาค

สำนักพิมพ์: สมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

“เป็นหนังสือภาพสีน้ำฝีมือของอาจารย์เกริกบุระที่สวยงามและทรงคุณค่ามากๆ ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของโกษาปานพร้อมคณะราชทูตสยามขณะเดินทางไปฝรั่งเศส พร้อมบอกเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์สั้นๆ ได้อย่างน่าสนใจ”

 

ปริญดา มนัสมนตรี

สำนักพิมพ์แจ่มใส

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.ปีแสง

ผู้เขียน: ดุจดาว วัฒนปกรณ์

สำนักพิมพ์: a book

“บทบันทึกแบบเปิดเปลือยความรู้สึกที่สุดของผู้หญิงเก่ง เจ้าของเสียงที่ทุกคนคุ้นเคยอย่าง R U OK Podcast เหมาะที่สุดสำหรับช่วงเวลาที่ข้างในของเรากำลังผุพัง จนแม้แต่ตัวเรายังปลอบตัวเองไม่ไหว

‘ปีแสง’ เป็นหนังสือที่จะพาคุณย้อนกลับไปมองชีวิต เข้าใจอดีตให้ลึกซึ้ง เพื่อเดินทางกลับมายอมรับปัจจุบันได้อย่างเต็มหัวใจอีกครั้ง รักตัวเราไม่ว่าจะในด้านดีหรือร้าย พร้อมโอบรับด้านดีของตัวเองให้เต็มแขน และโอบกอดด้านร้ายเอาไว้อย่างเข้าใจ เพราะอย่างไร … ทั้งหมดนั้นก็คือชีวิตของ ‘มนุษย์’ คนหนึ่ง และทั้งหมดนั้นก็คือ ‘ตัวฉัน’”

 

 

2.ศูนย์รับฝากความเสียใจ

ผู้เขียน: ซื่ออี

ผู้แปล: รักสิริ

สำนักพิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์

” ‘ความเสียใจมีไว้เพื่อให้เรายิ่งทะนุถนอมปัจจุบัน’

มีสถานที่หนึ่งที่จะช่วยส่งจดหมายและสิ่งของกลับไปให้คนที่ไม่อาจพบหน้าในปัจจุบันได้
คุณไม่มีทางหาศูนย์รับฝากความเสียใจเจอ จนกว่าที่แห่งนี้จะยอมให้คุณเจอ
คนที่คุณจะส่งถึงต้องเป็นคนที่เคยเจอหน้ากันมาก่อน
ไม่สามารถแก้ไขอดีตได้ ทำได้เพียงเยียวยาหัวใจตัวเองเท่านั้น
———————————–
เป็นเรื่องที่อ่านแล้วได้รสขมๆ ขื่นๆ ของความเสียใจ…แต่ในขณะเดียวกันก็มีความหวานละมุนละไมของความทรงจำที่งดงามแทรกอยู่

เป็นเรื่องที่เปิดหน้าหนังสืออ่านไปพร้อมน้ำตาและรอยยิ้มในเวลาเดียวกัน

เป็นเรื่องที่ปิดหน้าสุดท้ายแล้วทำให้เรารู้สึกถึงความล้ำค่าของคนใกล้ตัว… อยากถนอมทุกช่วงเวลาในการใช้ชีวิตทุกๆ วันต่อจากนี้ไป”

 

 

3.ถ้ายังไม่รู้ว่าผมเป็นใครจะใบ้ให้อีกศพ (I AM DEATH)

ผู้เขียน: Chris Carter

ผู้แปล: อาสยา ฐกัดกุล

สำนักพิมพ์: น้ำพุ

“เล่มล่าสุดของ Robert Hunter series เชื่อว่าถ้าเป็นคอนิยายสืบสวน จะต้องไม่พลาดซีรีส์นี้ สำหรับเล่มนี้ยังคงความสนุก เข้มข้น ลุ้นระทึก และคาดเดาไม่ได้เหมือนทุกเล่มที่ผ่านมา แต่เพิ่มเติมคือความกลัวแบบเสียวสันหลังระหว่างฆาตกรตามล่าเหยื่อ

เสน่ห์ของหนังสือทุกเล่มในซีรี่ส์นี้ นอกจากความซับซ้อนชวนให้ติดตามการสืบสวนคลี่คลายคดีของตัวเอกตามประสานิยายสืบสวนแล้ว ยังมีความสร้างสรรค์ในวิธีการจัดการเหยื่อของฆาตกร ที่อ่านทุกเล่มก็ทำให้เรานึกทึ่งในจินตนาการของผู้เขียนได้ทุกครั้งไป รวมไปถึงการสร้างปมของตัวละครที่ได้ชื่อว่าเป็นฆาตกรโหดร้าย ซึ่งแม้เราจะรู้อยู่ว่าสิ่งที่ฆาตกรทำนั้นผิด โหดเหี้ยมทารุณเกินกว่าที่มนุษย์จะกระทำต่อกัน แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเม้มปากพยักหน้าด้วยความเข้าใจเมื่อได้ทราบถึงปมต้นเหตุทั้งหมดของฆาตกร

เป็นซีรีส์ที่ถ้าหากมีใครขอให้แนะนำนิยายสืบสวนซักเล่ม เราจะต้องยกมาเชียร์เป็นเรื่องแรกๆ เสมอ และยังไม่เคยเจอใครผิดหวังจากการแนะนำเลยจริงๆ
อำมหิตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ‘บัตรเชิญจากนรก’ กำลังถูกส่งให้แขกคนต่อไป…ถ้ายังไม่รู้ว่าผมเป็นใคร…จะใบ้ให้อีกศพ”

 

อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ

สำนักพิมพ์มติชน

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.จากศึกบางกุ้งถึงศึกอะแซหวุ่นกี้ : เผยโฉมยุทธศาสตร์พม่ารบไทยยุคธนบุรี

ผู้เขียน: สุเนตร ชุตินธรานนท์

สำนักพิมพ์: เมืองโบราณ

“เปิดมุมมองใหม่ในสามศึกสำคัญในสมัยพระเจ้าตากสิน ซึ่งอาจารย์สามารถอธิบายเชื่อมโยงทั้งสามศึกเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งส่งผลต่อการวางยุทธศาสตร์ทางการทหารสมัยพระเจ้าตากสิน”

 

 

2.โขน, ละคร, ลิเก, หมอลำ, เพลงลูกทุ่ง มาจากไหน?

ผู้เขียน: สุจิตต์ วงษ์เทศ

สำนักพิมพ์: นาตาแฮก

“อธิบายวัฒนธรรมบันเทิงเกือบทั้งหมดในไทยว่ามีที่มาอย่างไร โดยมีความเคลื่อนไหวทางด้านอำนาจ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นส่วนหนึ่งของการกำเนิดการแสดงดังกล่าว”

 

 

3.พระประวัติ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ แม่กองสร้างวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พุทธศักราช 2412-2429 ที่ระลึกเนื่องในศุภมงคลสมัย 150 ปี แห่งการสถาปนาวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม 22 มกราคม พุทธศักราช 2563

“หนังสือเล่มนี้ถึงแม้ไม่มีขายทั่วไป สำหรับคอหนังสือที่สนใจเรื่องงานช่างไทย ขอแนะนำให้อ่าน เพราะยังไม่มีใครศึกษาพระประวัติ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ละเอียดเท่าขนาดนี้ ซึ่งเป็นนายช่างที่ชำนาญการหล่อพระเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพระพุทธรูปแบบใหม่คือ พระพุทธรูปครึ่งเทวดาครึ่งมนุษย์ พร้อมภาคผนวกพิเศษ เอกสารชั้นต้นที่เกี่ยวข้องกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ”

 

รังสิมา ตันสกุล

สำนักพิมพ์ Library House

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.ช่างสักแห่งเอาช์วิทซ์ (The Tattooist of Auschwitz)

ผู้เขียน: เฮเธอร์ มอร์ริส

ผู้แปล: โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล

สำนักพิมพ์: Marry Go Round

“ปกติชอบอ่านนิยายที่เกี่ยวกับสงครามโลก เล่มนี้เป็นเล่มล่าสุดที่ได้อ่าน จุดเด่นของนิยายประเภทนี้คือความย้อนแย้งและขั้วตรงข้ามต่างๆ ท่ามกลางห่ากระสุนและควันระเบิด ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่อัปยศกับสำนึกรู้ชั่วดี มิตรกับศัตรู ความรักกับความเกลียดชัง ความหวังกับความตาย ฯลฯ ทุกครั้งที่อ่านนิยายสงครามเรามักอดเปรียบเทียบไม่ได้ (ทั้งที่ไม่ควรนึกเปรียบ) ว่าชีวิตที่มีอยู่ถือว่าดีเหลือเกินแล้ว ดังนั้นจงใช้มันอย่างดี ทดแทนให้คนที่ไม่มีโอกาสแบบเรา — ช่างสักแห่งค่ายกักกันสุดโหดในเล่มนี้คือความเปรียบที่บอกเราให้พึงระลึกเสมอว่าบาดแผลจากความสูญเสียของมวลมนุษยชาตินั้นจะไม่มีวันเลือนหายไปอย่างง่ายดายจากหน้าประวัติศาสตร์และใจเรา”

 

 

2.หลากเรื่องในชีวิตของชายที่รักหนังสือ (The Storied Life of A.J.Fikry)

ผู้เขียน: แกเบรียล เซวิน

ผู้แปล: อภิญญา ธโนปจัย

สำนักพิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์

“หนังสือเกี่ยวกับหนังสือและคนหนังสือ คือหนังสือที่ไม่ใช่แค่น่าจะอ่าน แต่ควรอ่านเพื่อรู้จักฟันเฟืองตัวเล็กๆ แบบต่างๆ ในระบบสายพานการผลิตและการค้าของอุตสาหกรรมหนังสือที่เปี่ยมด้วยมนตรา เสน่ห์เชิญชวน (แต่ก็เป็นวงการที่เหมือนถูกสาป) — ชีวิตตามปกติของ เอ.เจ. ฟิกรี้ คนขายหนังสือแห่งเกาะอลิซในเล่มนี้ คือวิถีแบบที่คนขายหนังสือโดยทั่วไปทำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นั่นคือ รับมาขายไป จัดหา แนะนำ แต่ภาระที่จู่ๆ เขาต้องแบกรับโดยไม่ตั้งใจ เปรียบเสมือนคำท้ายท้ายและอุปสรรคน้อยใหญ่ที่คนขายหนังสือทุกร้านต้องเผชิญทุกวี่วัน”

 

 

3.ชื่อของเธอคือ… (Her Name is)

ผู้เขียน: โชนัมจู

ผู้แปล: นิภารัตน์ รุ่งรังษี

สำนักพิมพ์: Bibli

“เหมือนมีคนมานั่งย่อความเรื่องราวชีวิตผู้หญิงจำนวนหนึ่งให้ฟังผ่านหน้ากระดาษ เรื่องเล่าสั้นๆ แสนเรียบง่าย อ่านง่าย แต่คิดว่าต้องผ่านประสบการณ์ชีวิตมาสักระยะหนึ่งถึงจะเข้าใจเธอทุกคนอย่างทะลุแก่น เพราะความรู้สึกโดนกดทับ ความอึดอัดคับข้องต่างๆ ที่แอบซ่อนตามหลืบบรรทัดในเล่มนี้ยังไม่ถูกปลดปล่อยออกมาทั้งหมด เสน่ห์ของเล่มนี้ที่น่าอ่าน คือการชวนเราสร้างสะพานเดินไปทำความรู้จัก เข้าใจ และพาผู้หญิงเหล่านี้ ซึ่งอาจเป็นคนชิดใกล้ให้ก้าวออกมาสู่โลกใบใหม่ที่จะทำให้พวกเธอมีชีวิตที่สดใสและเข้มแข็งกว่าเดิม”

 

กว่าชื่น บางคมบาง

สำนักพิมพ์คมบาง

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.ร็อกศึกษา สุนทรียะ การเมือง พื้นที่

ผู้เขียน: วิริยะ สว่างโชติ

สำนักพิมพ์: คอมม่อนบุ๊คส์

“บทความกึ่งวิชาการเกี่ยวกับดนตรีร็อก และกระแสร็อกในประเทศไทย ความน่าสนใจคือมีคนเขียนเกี่ยวกับร็อกแล้วเอามารวมเล่มน้อยมาก ถือเป็นข้อมูลที่น่าสนใจอ่านสนุก เป็นบันทึกประวัติศาสตร์บางส่วน”

 

 

2.รอยขีดข่วนของแมวตัวหนึ่งบนกำแพง

ผู้เขียน: สุรชัย พิงชัยภูมิ

สำนักพิมพ์: วาสนาดี

“รวมบทกวีไร้ฉันทลักษณ์ที่น่าสนใจของยุคสมัย สะท้อนความเดียวดายในโลกขนานของความจริงกับความลวง ทั้งตั้งคำถามถึงความสุขของชีวิต เป็นรวมบทกวีที่ดีมากเสียดายที่ไม่ติดโผรางวัล แปลกใจจัง”

 

 

3.เป็นหนึ่ง ดั่งใจ และมากกว่า

ผู้เขียน: อุรุดา โควินท์

สำนักพิมพ์: P.S.

“นวนิยายขนาดสั้นเรื่องของผู้หญิง ความขัดแย้งระหว่างมาตรฐานทางสังคมกับความกระหายทางเพศภายใน มนุษย์ย่อมเป็นเช่นนี้ และเราไม่อาจปฏิเสธ เป็นคำถามว่าเราควรทำตามอะไรกันแน่ ผู้เขียนไม่ได้สรุปไว้ให้ชัดนัก และการเขียนของอุรุดาไม่ต้องพูดถึง ห้วนสั้นกระชับ แต่ได้อารมณ์ น้ำเสียงผู้เล่าที่ไม่ยี่หระต่อสิ่งใด อ่านสนุกเช่นเคย”

 

ธีรภัทร เจริญสุข

สำนักพิมพ์พะโล้

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.พุทธโคดม

ผู้เขียน: วรศักดิ์ มหัทธโนบล

สำนักพิมพ์: Openbooks

“พุทธโคดมพาเราย้อนกลับไปยังยุคพุทธกาลที่มีชีวิตจิตใจ ไม่ใช่เพียงคำเทศนาสั่งสอนและคาถาธรรมะ เป็นยุคพุทธกาลที่มีพลวัตทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสงคราม ทั้งในทางโลกและทางศรัทธา อ.วรศักดิ์ มหัทธโนบล เจาะพระไตรปิฎกและคัมภีร์ศาสนาร่วมสมัยพุทธกาลให้เห็นถึงรายละเอียดเชิงประวัติศาสตร์และพัฒนาการของความเชื่อจากพราหมณ์ฮินดู ลัทธินิกายต่างๆ จนเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสมณโคดมพุทธเจ้า และยังเล่าถึงเรื่องราวทางสังคมของมหาชนบททั้ง 16 จนกระทั่งพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน

‘พุทธโคดม’ ยังเปิดช่องให้เราใคร่ครวญสงสัยและวิเคราะห์เรื่องราวในพุทธประวัติว่าเรื่องใดจริง เรื่องใดแต่งเพิ่ม เรื่องใดเป็นนิทานสอนใจ ทำให้การศึกษาความเป็นพุทธนั้นละเอียดลึกลงไปมากกว่าที่เราเคยเรียนรู้มา”

 

 

2.หมู่เกาะมาเลย์ (The Malay Archipelago)

ผู้เขียน: อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ

ผู้แปล: นำชัย ชีววิวรรธน์, ณัฐพล อ่อนปาน, ต่อศักดิ์ ลีลานันท์ และศศิวิมล แสวงผล

สำนักพิมพ์: มติชน

“หนังสือการสำรวจคลาสสิก ต้นรากของชีววิทยาวิวัฒนาการที่ถูกหลงลืมได้ถูกนำมาแปลเป็นภาษาไทยที่ละเอียดถี่ถ้วนด้วยฝีมือของนักแปลชั้นครูที่เชี่ยวชาญทั้งภาษาและวิชาชีววิทยา หมู่เกาะมาเลย์ของอัลเฟรด วอลเลซ ที่ ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ถอดความแปล ได้นำเราไปสู่ดินแดนลับลี้ดิบทึบของป่าและหมู่เกาะในคาบสมุทรมาเลย์ยุคศตวรรษที่ 18 อันแสนรุ่มรวยไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ จนสามารถสรุปเสนอเป็นรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการอีกฟากหนึ่งประกอบกับทฤษฎีของชาร์ลส์ ดาร์วิน อีกทั้งยังเฉลยบทบาทของเจ้าอาณานิคมในยุคก่อนที่ส่งผลต่อการศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์โลก

‘หมู่เกาะมาเลย์’ ทำให้เรารู้สึกยินดีที่ได้เกิดมาในดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพ และชื่นชมในการสำรวจค้นพบเพื่อสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ที่เราอาจไม่เคยคิดถึงมาก่อน รวมถึงเฉลิมฉลองให้อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ที่ได้กลับมาอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของวิวัฒนาการให้คนไทยได้รู้จักดีขึ้นอีกครั้ง”

 

 

3.เกมพลิกโฉมนายกระจอก

ผู้เขียน: ยูคิ ยาคุ

สำนักพิมพ์: Dexpress

“อาจเรียกหนังสือชุดนี้ได้ว่าเป็น ‘ไลท์โนเวลเพื่อการพัฒนาตนเองของโอตาคุ’ นิยายไลท์โนเวลที่ดูเบาสมองเป็นเรื่องเลิฟคอมเมดี้ของหนุ่มติดเกมกับสาวคูลสุดเจ๋งอัจฉริยะที่ทำได้ทุกอย่าง เป็นพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากคนติดเกมที่เป็นผู้แพ้ของสังคม ให้กลายเป็นคนที่อยู่ร่วมกับสังคมได้โดยไม่ทิ้งจิตใจและอุดมการณ์เกมเมอร์ซึ่งตัวเองยึดมั่น

‘ชีวิตคนเราคือเกมกากๆ’ ที่ควบคุมอะไรไม่ได้ พยายามแค่ไหนก็ไม่ชนะ? เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า? ไลท์โนเวลเล่มนี้จะพาเราพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับพระเอกที่ถูกท้าทายในการเล่นเกมชีวิต แทรกเข้าไปถึงจิตใจของเหล่าวัยรุ่นที่เปราะบางกับความสัมพันธ์ เพื่อพลิกโฉมนายกระจอกให้ประสบความสำเร็จ”

 

นักรบ มูลมานัส

นักวาดภาพประกอบ และนักออกแบบปกหนังสือ

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.เจ้าชายผู้มีความสุขและเรื่องสั้นคัดสรรอื่นๆ (Wilde: the Happy Prince and other selected stories)

ผู้เขียน: ออสการ์ ไวลด์

ผู้แปล: ไอริสา ชั้นศิริ

สำนักพิมพ์: Library House

“ขึ้นหิ้งในใจ นิทานคนเพ้อ (คนบ้าในชุดหรู) แฟนตาซีแบบเควียร์ๆ อารมณ์ขันแบบร้ายๆ ปิติแบบรวดร้าวสาแก่ใจ”

 

 

2.ใครคือเจ้าของบ้าน ฉันหรือแมว (The Lion in the Living Room)

ผู้เขียน: Abigail Tucker

ผู้แปล: โตมร ศุขปรีชา

สำนักพิมพ์: Salt

“สนุกและเต็มไปด้วยข้อมูลที่คาดไม่ถึง ยิ่งอ่านเพราะอยากจะเข้าใจอะไรสักอย่างมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าเราไม่มีทางเข้าใจอะไรได้จริงๆ เลย”

 

 

3.จวบจันทร์แจ่มฟ้านภาผ่อง: ศิลปะและศิลปินแห่งรัชสมัยรัชกาลที่ 9

ผู้เขียน: ธนาวิ โชติประดิษฐ

สำนักพิมพ์: ฟ้าเดียวกัน

“อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมได้กระจ่างแจ้ง ชวนให้นึกถึงการดำเนินไปของโลกศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย ที่กำลังสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นอย่างมีนัยสำคัญอีกครั้ง”

 

ธวัช งานรุ่งเรือง

เพจ ‘หนังสือปันกันอ่าน : Immortalbook’

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.ตาสว่าง

ผู้เขียน: Claudio Sopranzetti, Sara Fabbri, Chiara Natalucci

ผู้แปล: นันธวรรณ์ ชาญประเสริฐ

ภาพปกและภาพประกอบ : Sara Fabbri

สำนักพิมพ์: อ่านอิตาลี

“เป็นนิยายภาพที่ร้อยเรียงเรื่องราวการเมืองไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาได้กระชับ ทักษิณ ขั้วอำนาจเก่า เสื้อแดง พธม. รธน. ทหาร และผู้มีบารมีตัวจริง ตรงประเด็นเสียจนรู้สึกว่าโดนตีแสกหน้าเข้าดังเปรี้ยง!!! และที่ขำขื่นสำหรับตัวเองคือ นี่คือเรื่องในบ้านเราแท้ๆ แต่ต้องให้ชาวต่างชาติมาเขียน และเขียนได้ตรงกว่าที่คนไทยเขียนเองเยอะเลย”

 

 

2.เศรษฐกิจสามสี – เศรษฐกิจแห่งอนาคต

ผู้เขียน: วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร

สำนักพิมพ์: Bookscape

“หนังสือวิเคราะห์เศรษฐกิจระดับโลก เล่าโมเดลการพัฒนาประเทศที่เป็นต้นแบบอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ที่โดดเด่นคือไม่วิชาการจ๋า แต่ก็ไม่นามธรรมจนเลื่อนลอย อ่านเข้าใจง่าย ที่ต้องชมคือพูดถึงอนาคตของไทยอย่างมีเป้าหมาย และมีความหวัง หนังสือเศรษฐกิจที่คนไทยเขียนเอง แล้ววิเคราะห์ภาพเศรษฐกิจได้ดีขนาดนี้ไม่ได้มีโอกาสได้เห็นกันบ่อยๆ ต้องจำชื่อคนเขียนไว้เลย”

 

 

3.หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว

ผู้เขียน: กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ

ผู้แปล: ชนฤดี ปลื้มปวารณ์

สำนักพิมพ์: บทจร

“วรรณกรรมสัจนิยมอัศจรรย์ นอกจากกลวิธีการเล่าเรื่องจะเป็นที่กล่าวขวัญแล้ว ท้าทายให้ใครต่อใครต้องลองสักครั้งแล้ว ที่ต้องยกให้เป็นหนังสือน่าจะอ่านแห่งปีแบบที่ไม่ให้ไม่ได้แล้ว ก็เพราะส่วนตัวนั้นชื่นชมกับความพยายามของสำนักพิมพ์ในการตีพิมพ์ครั้งนี้ ที่เลือกทางยากแสนยากคือการแปลใหม่จากภาษาสเปนเลย และขอลิขสิทธิ์มาอย่างถูกต้อง ซึ่งข้อใดข้อหนึ่งก็ว่ายากแล้ว รวมกันแล้วต้องเรียกว่าโคตรยาก นอกจากจะน่าจะอ่านแล้ว จึงอยากบอกทุกคนว่าน่าจะอุดหนุนด้วยครับ”

 

ขจรฤทธิ์ รักษา

สำนักพิมพ์บ้านหนังสือ

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.สังหารจอมทัพอัศวิน (Killing Commendatore)

ผู้เขียน: ฮารูกิ มูราคามิ

ผู้แปล: พรพิรุณ กิจสมเจตน์

สำนักพิมพ์: กำมะหยี่

“ได้ยินข่าวว่าพิมพ์เสร็จแล้วก็รีบสั่งซื้อมาอ่านทางออนไลน์ เป็นช่วงที่กำลังมีโรคโควิด-19 ระบาด ร้านหนังสือปิด ใครอยากอ่านอะไรก็เสิร์ชหาเอาได้ทางอินเทอร์เน็ต สั่งซื้อ ไม่เกินสามวันหนังสือก็ถูกนำมาส่งถึงบ้าน

สังหารจอมทัพอัศวิน เป็นผลงานล่าสุดของฮารูกิ มูราคามิ นักเขียนที่ถูกกล่าวขานกันทั่วโลกว่ามีวิธีเขียน วิธีเล่าเรื่องไม่เหมือนใคร ที่จริงงานเขาก็คล้ายกันบ่นพึมพำ เล่าไปเรื่อยๆ ใช้กระแสสำนึกเป็นตัวดำเนินเรื่อง สังหารจอมทัพอัศวินนี่ก็เช่นเดียวกัน เล่าถึงศิลปินคนหนึ่งที่ถูกเมียสวมเขาและขอหย่า เขาขับรถเดินทางไปทั่วเกาะญี่ปุ่น เสร็จจากนั้นก็มาเช่าบ้านของเพื่อนอยู่ เป็นบ้านของพ่อที่กำลังป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ตอนนี้พ่ออยู่โรงพยาบาล เพื่อนก็ยินดีให้เขาเช่าในราคาพิเศษ หลังบ้านมีหลุมลึก มีเพื่อนบ้านร่ำรวย สองคนเข้ามาวุ่นวายอยู่กับหลุมหลังบ้าน พบว่านอกจากเป็นหลุมลึกแล้วข้างในยังมีสิ่งประหลาดปรากฏอยู่ เด็กสาวคนหนึ่งป็นลูกศิษย์ของเขาก็รู้จักหลุมนี้ดี เพื่อนบ้านผู้ร่ำรวยพบรักกับน้าของลูกศิษย์ ส่วนเขาแอบเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน แอบพบกันอาทิตย์ละครั้ง

หนังสือหนาเป็นพันหน้า แต่มูราคามิก็ยังมีพลังพอที่จะดึงดูดผู้อ่านที่อยากรู้ว่า เรื่องมันจะไปจบลงอย่างไร บางช่วงก็ต้องฝืนอ่าน บางช่วงก็ต้องอ่านข้ามๆ ไปบ้างบางทีก็รู้สึกว่างานมูราคามินั้นอ่านเพื่อจะรู้ว่าเขาเขียนอะไรมากกว่า อ่านเพื่อจะได้รู้ว่าผลงานเล่มใหม่ของเขานั้นด้อยลงจากเล่มที่แล้วอย่างไร ไม่ได้อ่านแบบตกตะลึงพรึงเพริดเหมือนกับงานของกาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ หรืออ่านงานของนากิบ มาห์ฟูซ ที่จะต้องขบเคี้ยวอย่างละเอียด แต่ก็ถือได้ว่า เป็นการอ่านจบและพบกับความประทับใจพอสมควร”

 

 

2.หลากเรื่องในชีวิตของชายที่รักหนังสือ (The Storied Life of A.J.Fikry)

ผู้เขียน: แกเบรียล เซวิน

ผู้แปล: อภิญญา ธโนปจัย

สำนักพิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์

“เล่มนี้อ่านรีวิวจากเฟซบุ๊กของใครสักคน เห็นว่ามีการเล่าเรื่องร้านหนังสือ พูดถึงหนังสือ ก็เลยอยากจะอ่านเป็นที่สุด สั่งทางออนไลน์มาเช่นเดียวกัน ได้มาแล้วก็คิดว่าจะลองชิมดูสักบทสองบทก่อน แต่ปรากฏว่าอ่านไปแล้วหยุดไม่ได้ เรื่องเล่าของชายเข้าของร้านหนังสือที่ชื่อ เอ.เจ.ฟิกรี้ นั้นมีเสน่ห์ล้นหลาม เขาเปิดร้านหนังสือกับภรรยา และภรรยาของเขาก็เสียชีวิต เขาทำท่าจะเลิกกิจการร้านหนังสือและไปอยู่ให้พ้นจากเกาะที่เขาอยู่ แต่วันหนึ่งก็มีหญิงสาวมาฆ่าตัวตายด้วยการโดดลงทะเล ก่อนตายได้ทิ้งเด็กหญิงไว้ในร้านหนังสือ เพราะเชื่อว่าคนที่อยู่ในร้านหนังสือ อ่านหนังสือจะต้องสงบ ฉลาดและรู้เท่าทันชีวิต

ตั้งแต่เด็กหญิงคนนี้เข้ามาอยู่ ชีวิตของ เอ.เจ.ฟิกรี้ ก็เปลี่ยนไป เขากลายเป็นคนมีเสน่ห์มากขึ้น มีมนุษย์สัมพันธ์มากขึ้น เรื่องราวที่เขาพูดเกี่ยวกับหนังสือแต่ละเล่มนั้นน่าสนใจมาก และเขาเชื่อว่า เรื่องสั้นนั้นถือเป็นงานเขียนที่ดีที่สุด ใครเขียนเรื่องสั้นดีคนนั้นคือยอดนักเขียน เขาเลี้ยงเด็กหญิงจนโต เด็กหญิงชอบเขียนหนังสือ ชอบจดบันทึก และท้ายที่สุดเขาก็ป่วย ก่อนตายนั้นมีเรื่องน่าประทับใจเกิดขึ้นมากมาย เป็นหนังสือที่ให้ทั้งความสุข ความหวัง ความบันเทิง อยากจะแนะนำให้ใครต่อใครที่รักหนังสือได้อ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยกัน”

 

 

3.กระทรวงสุขสุดๆ (The Ministry of Utmost Happiness)

ผู้เขียน: Arundhati Roy

ผู้แปล: สดใส

สำนักพิมพ์: มติชน

“หลังจากเขียนหนังสือเรื่อง ‘เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ’ จนหนังสือได้รับรางวัลบุ๊คเกอร์ไพรซ์ เธอก็ห่างหายจากการเขียนนิยายไปยี่สิบปี จนกระทั่งหนังสือเล่มนี้ออกมา ได้ยินข่าวก็ตื่นเต้นเฝ้ารอ หนังสือเสร็จก็รีบสั่งมาทางออนไลน์เช่นเดียวกับเล่มอื่นๆ อ่านแล้วไม่ผิดหวัง อรุณธตี รอย ไม่ได้เจาะจงพูดถึงชีวิตใครคนใดคนหนึ่ง แต่หยิบเอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเขียนใส่ลงไป เป็นความเป็นอยู่องผู้คนในอินเดียที่มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะ การนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน ความขัดแย้งทางการเมือง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การประท้วง เขียนถึงคนยากจน คนรวย คนหาเช้ากินค่ำ คนที่มีวิถีชีวิตที่แปลกประหลาด และยังล้ำเข้าไปเขียนถึงกะเทยหรือเพศที่สามในอินเดีย เป็นกะเทยที่นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งยากที่จะมีคนเขียนออกมาได้ลึกซึ้งเช่นเดียวกับที่เธอทำ

เป็นยอดหนังสือของปี 2563 อยากให้ทุกคนได้อ่าน หรือไม่ก็ช่วยกันซื้อสนับสนุนให้ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเป็นหนังสือที่ทำให้เราเข้าใจ เห็นใจในความเป็นมนุษย์ที่ทำได้อย่างดีที่สุด”

 

สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (นิ้วกลม)

สำนักพิมพ์ KOOB

 

“เลือกสามเล่มนี้ด้วยเหตุผลเดียวกันคือ เป็นหนังสือที่อ่านแล้วเปลี่ยนวิธีมองโลก เหมือนเพิ่มแว่นตาใหม่ๆ ให้ตัวเอง”

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.อัสดงคตมายา: ภาพลวงตาของโลกตะวันตกต่อธรรมชาติมนุษย์ (The Western Illusion of Human Nature)

ผู้เขียน: มาร์แชล ซาห์ลินส์

ผู้แปล: เก่งกิจ กิติเรียงลาภ และพนา กันธา

สำนักพิมพ์: Illuminations Editions

 

 

2.ว่าด้วยเอกเทวนิยม: เส้นทางของพระผู้เป็นเจ้าของจริง

ผู้เขียน: ธเนศ วงศ์ยานนาวา

สำนักพิมพ์: สมมติ

 

 

3.อำลามนุษยนิยม: ข้อคิดเกี่ยวกับมนุษย์และสัตว์อื่นๆ (Straw Dogs: Thoughts on Humans and Other Animals)

ผู้เขียน: John Gray

ผู้แปล: เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล, ชยางกูร ธรรมอัน

สำนักพิมพ์: สวนเงินมีมา

 

ชาตรี ลีศิริวิทย์

สำนักพิมพ์ Animag

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.ปลาน้ำจืดไทย

ผู้เขียน: นณณ์ ผาณิตวงศ์

สำนักพิมพ์: Siamensispress

“เป็นหนังสือที่รวบรวมรูปถ่ายพันธุ์ปลาน้ำจืดในไทยที่สมบูรณ์ที่สุด โดยนักเขียนซึ่งครั้งหนึ่งเป็นบรรณาธิการนิตยสารปลาที่ดีที่สุดในเมืองไทยยุคหนึ่ง”

 

 

2.แม่พันธุ์อมนุษย์ เล่ม 1 และ 2 (ยังไม่จบ)

สำนักพิมพ์: เพจ Noodle Cartoon

“รู้จักเรื่องนี้เพราะลูกชายบอกให้ลองอ่าน (และซื้อลิขสิทธิ์มาพิมพ์ไหมพ่อ) เป็นเรื่องราวเกี่ยวชายหนุ่มที่มีแม่เป็นมนุษย์ต่างดาวที่ซ่อนตัวอยู่บนโลก หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นรายรอบที่น่าสนใจ เรื่องนี้มีรูปแบบธุรกิจที่น่าสนใจคือ ผู้วาดลงให้อ่านวันละ 2 หน้า จากนั้นเมื่อครบบท ก็รวมเล่มพิมพ์ส่งให้คนซื้อโดยตรง

ถึงแม้จะเคยอ่านฟรีบนเพจมาแล้ว แต่ก็มีตอนเสริมที่มีเฉพาะในเล่มเท่านั้น อีกอย่าง การสั่งซื้อตัวพิมพ์เล่มก็เพื่อให้กำลังใจคนวาดให้ผลิตงานออกมาเรื่อยๆ ต่อไป”

 

 

3.พิธีสวดภาณยักษ์ : ความหมายและการเปลี่ยนแปลง

ผู้เขียน: ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ สิริพร สมบูรณ์บูรณะ พิเชฐ สายพันธ์

สำนักพิมพ์: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

“เล่มนี้ตามอ่านเพราะมีนักวิชาการที่คุ้นเคยอยู่สองท่านคือ อาจารย์ฉวีวรรณ ประจวบเหมาะ กับ ดร.พิเชฐ สายพันธ์ (ผู้ทำวิทยานิพนธ์เรื่องนาคาคติ) เป็นเรื่องการวิเคราะห์พิธีกรรมที่ใกล้ตัวอย่างยิ่ง แต่อีกมุมหนึ่งพิธีกรรมสวดภาณยักษ์ใหญ่ก็เริ่มไม่ค่อยได้เห็นกันแล้วในปัจจุบัน”

 

ศุ บุญเลี้ยง

สำนักพิมพ์กะทิกะลา

 

“อ่านแล้ว เปลี่ยนความเชื่อจากคำที่คนชอบพูดชอบอ้างกัน เรื่องความสำเร็จ ความมุ่งมั่น ความพยายาม แต่สามเล่มนี้ดูมีงานวิจัย มีหลักวิชารองรับ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาตัวเอง อย่างเป็นระบบ”

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.ออริจินอลส์ (Originals)

ผู้เขียน: Adam Grant

ผู้แปล: วิโรจน์ ภัทรทีปกร

สำนักพิมพ์: วีเลิร์น

 

 

2.พีค (Peak)

ผู้เขียน: K.Anders Ericsson, Robert Pool

ผู้แปล: ศรรวริศา เมฆไพบูลย์

สำนักพิมพ์: Amarin HOW-TO

 

 

3.12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต (12 Rules For Life)

ผู้เขียน: Jordan B. Peterson

ผู้แปล: ธีร์ ทิพกฤต

สำนักพิมพ์: Amarin HOW-TO

 

สุวพันธ์ ชัยปัจชา

บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1. หลากเรื่องในชีวิตของชายที่รักหนังสือ (The Storied Life of A.J.Fikry)

ผู้เขียน: แกเบรียล เซวิน

ผู้แปล: อภิญญา ธโนปจัย

สำนักพิมพ์: แพรวสำนักพิมพ์

“เพราะเล่าเรื่องวายป่วงแต่มีสีสันและความสุขในร้านหนังสือเล็กๆ บนเกาะแห่งหนึ่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ อบอุ่น และประทับใจ อ่านจบแล้วรู้สึกว่าไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปและทันสมัยมากขึ้น แต่หนังสือเล่มก็ยังมีเสน่ห์และเป็นเพื่อนของเราได้ในทุกช่วงของชีวิต ในฐานะคนทำหนังสือจึงรู้สึกยิ่งรักหนังสือและร้านหนังสือ และอยากให้สองอย่างนี้อยู่กับเราไปจนโลกล่มสลาย (ฮ่าๆ)”

 

 

2.โลกซึมเศร้า: คลายปมโรคแห่งยุคสมัย และทางเลือกใหม่ในการเยียวยา (Lost Connections)

ผู้เขียน: Johann Hari

ผู้แปล: ดลพร รุจิรวงศ์

สำนักพิมพ์: Bookscape

“นักเขียนเป็นโรคซึมเศร้าที่เดินทางเก็บข้อมูลทั่วโลก และค้นข้อมูลเยอะมาก ทำให้รู้จักโรคซึมเศร้าในหลากหลายมิติ ที่ไม่ใช่แค่เศร้า ชีวิตแย่ พังทลาย กินยา หาหมอ แต่พูดถึงสาเหตุที่แท้จริง วิธีเยียวยา และอื่นๆ ซึ่งหลายเรื่องเราก็ไม่เคยรู้ หรือรู้มาแบบถูกบิดเบือนเพราะมีบริษัทยาเสียผลประโยชน์ แม้เป็นข้อมูลที่ค่อนข้างวิชาการ แต่ก็อ่านง่าย อ่านสนุก เป็นหนังสือที่ป่วยก็ต้องอ่าน ไม่ป่วยก็ยิ่งต้องอ่าน”

 

 

3.วันที่เหมาะกับขนมปัง ซุป และแมว

ผู้เขียน: มูเระ โยโกะ

ผู้แปล: สิริพร คดชาคร

สำนักพิมพ์: Sandwich Publishing

“ส่วนตัวเลี้ยงแมว เลยอินเป็นพิเศษ อ่านแล้วอบอุ่นใจ เป็นวรรณกรรมที่เรียบง่าย แต่ให้อะไรเยอะมาก รวมทั้งให้กำลังใจวัยกลางคนว่าชีวิตเริ่มใหม่ได้เสมอ เพราะขนาดอากิโกะอายุไม่น้อย แต่ก็เริ่มสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตได้เหมือนกัน”

 

พัลลภ สามสี

บรรณาธิการ iReader และสำนักพิมพ์จงสว่าง

 

ปีที่ผ่านมารวมถึงปีนี้ผมอ่านหนังสือเล่มน้อยลงมาก เพราะด้วยความรับผิดชอบในด้านการงานที่ต้องบริหารแพลตฟอร์มนิยายออนไลน์ของ iReader จึงต้องทุ่มความสามารถและพลังกายไปยังโลกการอ่านออนไลน์เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่กระนั้นก็ยังพอหาเวลาติดตามผลงานหนังสือที่ออกมาอยู่บ้าง แน่นอนว่าซื้อกองไว้เต็มชั้นหนังสือ แต่ที่ถูกหยิบออกมาอ่านกลับมีไม่มาก และในจำนวนนั้นมี 3 เล่มที่อ่านแล้วชื่นชอบเป็นพิเศษ

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.เกิดใหม่ในกองเพลิง : รวมเรื่องสั้นจีนสมัยใหม่

ผู้เขียน: รวมนักเขียน

ผู้แปล: รัชกฤช วงษ์วิลาศ และคณะ

สำนักพิมพ์: มติชน

“เบื้องแรกที่หยิบหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา เพราะตรงกับความสนใจโดยตรงของผมที่ชื่นชมเหตุการณ์เปลี่ยนประเทศจีนของขบวนการ 4 พฤษภาฯ มาอย่างยาวนาน อีกทั้งเมื่อครั้งพำนักอยู่ที่เมืองจีนมีโอกาสไปเยี่ยมชม ‘หงโหลว’ หรือ ‘ตึกแดง’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง (เดิม) ที่ตั้งอยู่ด้านหลังพระราชวังต้องห้าม (เคยพาเพื่อนชาวไทยไปหลายครั้งด้วย) ที่เป็นจุดกำเนิดของขบวนการ 4 พฤษภาฯ ซึ่งครั้งนั้นลู่ซวิ่นเคยสอนหนังสืออยู่ที่นี่ เหมาเจ๋อตงก็เคยทำงานเป็นบรรณารักษ์ที่นี่ ห้องสโมสรนักศึกษาที่เป็นจุดประชุมและเตรียมขบวนการประท้วงก็อยู่ที่อาคารหลังนี้

ยิ่งพอเปิดหนังสืออ่าน ก็มาพบบทกวีของ ‘กัวมั่วรั่ว’ กวียุคโมเดิร์นของจีนที่เคยขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตในตำแหน่งทางเมือง และตกวูบลงต่ำสุดในช่วงปฏิวัติวัฒธรรม บาดแผลฉกรรจ์ทางประวัติศาสตร์ของจีนครั้งนี้ยังคุกคามไปถึงนักเขียนดังหลายคนรวมถึง ‘เหลาเส่อ’ ที่ถูกลากประจานไปตามถนน แน่นอนว่า ‘เกิดใหม่ในกองเพลิง’ มีผลงานของเขามารวมอยู่ด้วย นักเขียนทั้งสองคนนี้กระทบกับจิตใจของผมอย่างมาก เพราะเคยไปเดินชมเรือนพำนักที่ถูกดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนบุคคล ซึ่งผมวิเคราะห์ด้วยตัวเองว่าสาเหตุที่ต่อมาทางการจีนหันมาอนุรักษ์บ้านพักของนักเขียนที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่ม ‘หงเว่ยปิง’ เพราะต้องการเชิดชูและนำเกียรติยศของมันสมองของชาติเหล่านี้กลับคืนมา

ส่วนการคัดสรรเรื่องสั้นทั้ง 9 เรื่องนี้มารวมไว้ในที่เดียวกันถือเป็นการทำงานที่เยี่ยมยอดของทีมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพราะทั้ง 9 คนนี้ถือได้ว่าเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการวรรณกรรมสมัยใหม่ของจีน และยังฉายให้เห็นภาพของเมล็ดพันธุ์ทางความคิดของจีนก่อนจะเปลี่ยนมาสู่ยุคคอมมิวนิสต์ นี่ยังไม่นับคุณูปการทางการแปลจากคณะอเวนเจอร์นักแปลจีนมากฝีมืออีกด้วย

‘เกิดใหม่ในกองเพลิง’ ถือเป็นหนังสือที่สามารถหยิบขึ้นมาอ่านแล้วอ่านอีกได้อย่างเพลิดเพลิน”

 

 

2.บันทึกประจำวันระหว่างการเดินทางของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ตะวันออกไกล ปาเลสไตน์ และสเปน 1922-1923 (The Travel Diaries of Albert Einstein)

ผู้เขียน: Albert Einstein / Ze’ev Rosenkranz

ผู้แปล: ไอริสา ชั้นศิริ

สำนักพิมพ์: ยิปซี

“หนังสือดีที่ออกมาเงียบๆ หนังสือเล่มนี้ออกมาแบบไม่โด่งดังนัก ทั้งที่เป็นหนังสือยิ่งใหญ่ที่ทั่วโลกตื่นเต้นมาก เพราะชื่อเสียงของหนังสือเล่มนี้ไม่ต่างจากโคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกาเลยด้วยซ้ำ งานเขียนของนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ถูกเก็บงำไว้เกือบศตวรรษจึงค่อยถูกเผยออกมา แถมตอนที่ทุกคนได้อ่านยังตื่นตะลึงไปกับแนวคิดของไอน์สไตน์ที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ ทุกคนแทบไม่อยากเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่จะมีแนวคิดต่อชาติพันธุ์ที่สุดโต่งได้ขนาดนี้

หนังสือเล่มนี้ ผมไม่ได้นั่งอ่านอยู่ในมุมไหนของบ้าน แต่พกติดตัวไปด้วยทุกที่ มันเดินทางไปในกระเป๋าเป้นับเดือนกว่าจะถูกอ่านจนจบตามที่ปัจจัยเรื่องเวลาจะเอื้ออำนวย

อ่านแล้วผมก็เสียใจแทนไอน์สไตน์ เพราะดูแล้วบันทึกส่วนตัวเล่มนี้ เขาเองคงไม่ต้องการเปิดเผย แต่ด้วยตัวแทนผู้ดูแลมรดกของเขาจัดการเรื่องเงินได้ไม่ดี จึงเอามันไปเร่ขาย เรื่องส่วนตัวของเขาจึงถูกเผยออกมา

แต่กระนั้นก็ตาม ถ้ามองข้ามการเหยียดแบ่งและดูถูกดูแคลนออกมาไป (เราทุกคนก็มีมุมนี้แน่นอน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสิทธิชั้นแนวหน้า เชื่อได้ว่าทุกคนผ่านการมีแนวคิดเหยียดหยามดูถูกคนอื่นมาก่อนแน่นอน แม้ไม่ปรากฏออกมาทางกายวาจา แต่ในใจย่อมมีแน่นอน) เราก็จะได้เห็นชีวิตที่น่าสนใจของนักวิทย์เปลี่ยนโลกคนนี้ รวมไปถึงตัวตนในส่วนที่เป็นวิทยาศาสตร์และปรัชญาของเขา เห็นมุมมองในการบันทึกที่ต่างออกไปจากคนอื่น เช่น บรรยายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในทะเลเป็นวิทยาศาสตร์ ฯลฯ เห็นสภาพบ้านเมืองในยุคนั้น และเห็นการกระจายตัวของชาวยิวในพื้นที่ต่างๆ ที่เขาแวะพำนักทักทาย

ข้อดีของหนังสือเล่มนี้อีกอย่างก็คือ เราจะได้เห็นภาพหาดูยากจำนวนมาก รวมไปถึงลายมือของไอน์สไตน์ที่ผู้ออกแบบหนังสือดีไซน์ประกบกับสำนวนแปลไทยไปตลอดเล่มด้วย และสิ่งหนึ่งที่กระตุกความคิดของผมอย่างมากต่อหนังสือเล่มนี้ก็คือ การเดินทางของไอน์สไตน์ครั้งนี้เกิดขึ้นได้เพราะเจ้าของสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นคนหนึ่ง ในระหว่างอยู่ที่ญี่ปุ่นเขาถูกเชิญไปบรรยายเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพด้วย ซึ่งใครจะรู้ว่าในอนาคตอีกไม่กี่ปีแนวคิดนี้จะกลายเป็น ‘ลิตเติ้ลบอย’ และ ‘แฟตแมน’ มาถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิ จนญี่ปุ่นต้องยอมแพ้สงคราม”

 

 

3.ก้าวเดิน (Walking: One Step at a Time)

ผู้เขียน: Erling Kagge

ผู้แปล: ธันยพร หงษ์ทอง

สำนักพิมพ์: OMG BOOKS

“หนังสือที่จะเปลี่ยนมุมมองการเดินของคุณไปตลอดกาล

ผมรู้จักหนังสือเล่มนี้เพราะ ‘ธันยพร หงษ์ทอง’ ผู้แปลหนังสือเล่มนี้ และผมก็คิดว่ามันช่างเข้ากับเธอเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ผมมีโอกาสอ่าน ‘ระหว่างทางกลับบ้าน’ และ ‘อาจารย์หมา’ ที่ธันยพรเขียนเอง ทั้งสองเรื่องมีความคล้ายกันในเรื่องของการเดินทางภายใน การได้คิดทบทวนเกี่ยวกับตัวเอง เป็นการเดินทางแบบค่อยเป็นค่อยไปในภาวะขณะจิตของตัวเอง โดยเฉพาะ ‘ระหว่างกลับบ้าน’ แม้รูปแบบจะเป็นบันทึกการเดินทาง แต่ใจความหลักกลับคือการครุ่นคิดถึงตัวตนของตัวเอง ระหว่างทางนั้นทำให้เราเรียนรู้และเติบโตอย่างไร ระหว่างทางนั้นทำให้เรากลับไปสู่ตัวตนด้านในของตัวเองได้อย่างไรเสียมากกว่า ส่วน ‘อาจารย์หมา’ ก็ประหนึ่งอนุสาวรีย์ที่ผู้เขียนสร้างขึ้นเพื่อสุนัขแสนรักที่จากไป ทำให้เราเห็นว่า เราไม่ได้รักหมาของเราอย่างเดียว แต่มันก็รักเราด้วย และในขณะที่เราสอนมันต่างๆ นานา มันเองก็สอนเรากลับมาโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น ‘ก้าวเดิน’ ซึ่งเป็นหนังสือปรัชญาว่าด้วยการเดินของ Erling Kagge เลือกคนแปลได้เหมาะเหม็งเป็นอย่างยิ่ง

หนังสือเล่มนี้จะชวนเราออกเดิน และชี้ชวนให้เราดูรายทางโดยรอบอย่างละเมียดละไม พร้อมกล่อมเราด้วยความกล่าวอ้างของนักเขียน นักวิชาการ นักปรัชญา หรือแม้แต่เอาสูตรคณิตศาสตร์มาคำนวณให้เราเห็นว่าการเดินแบบค่อยเป็นค่อยไปดีขนาดไหน การเดินทางสู่สุดหมายเดียวกันด้วยการเดินและการขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่างกัน การเดินทำให้เราเห็นชั่วขณะจิตของตัวเองอย่างไร ผมเองก็ถูกหนังสือเล่มนี้กระแทกและย้ำความเชื่อที่ตัวเองฝังใจมายาวนานเกี่ยวกับความเชื่องช้าของชีวิต

ครั้งหนึ่งผมเคยดูสารคดีเกี่ยวกับเต่ากาลาปากอสที่มีอายุยืนหลายร้อยปีได้เพราะมันเคลื่อนไหวน้อยมาก ผมจึงเชื่ออย่างสนิทใจมาตลอดว่า หากมนุษย์เคลื่อนเกินความเร็วที่ร่างกายอนุญาตย่อมส่งผลอย่างมากต่ออายุขัยของเรา สังเกตจากนักบินอวกาศ หรือผู้ที่ทำงานบนเครื่องบินที่ต้องข้ามเส้นแบ่งเวลาอยู่ตลอด จะมีร่างกายที่ไม่แข็งแรง เคมีในร่างกายผันผวน ส่วนใหญ่ส่งผลต่อโรคนอนไม่หลับและกำเนิดสารก่อมะเร็งได้อีกด้วย (ย้ำว่านี่คือความเชื่อส่วนตัวนะครับ)

นอกจากการเขียนที่ค่อยๆ พาเราสู่โลกการเดินแล้ว การออกแบบรูปเล่มของหนังสือเล่มนี้ก็ทำออกมาได้สวยงาม เย็บกี่อย่างดี และมีปกที่เรียบง่ายโดดเด่นมาก ถ้าการประกวดปก 100ABCD ของสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ยังมีอยู่ เล่มนี้ติด 1 ใน 10 แน่นอน”

 

ทราย เจริญปุระ

นักเขียน นักแสดง และนักอ่าน

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.กระทรวงสุขสุดๆ (The Ministry of Utmost Happiness)

ผู้เขียน: Arundhati Roy

ผู้แปล: สดใส

สำนักพิมพ์: มติชน

“ทั้งที่ชื่อหนังสือแสนจะแฮปปี้ แต่เรื่องที่รอยเขียนคือสิ่งละอันพันละน้อยของความทุกข์ยากลำบากของผู้คน เสี้ยวเหตุการณ์เหมือนไม่ปะติดปะต่อ จดหมาย เหตุการณ์ จินตนาการถูกถักทอผสมกัน อ่านแค่ภาษาแปลของอาจารย์สดใสก็คุ้มค่ามากแล้ว ยังไม่นับเรื่องน่ารู้ต่างๆ ที่สอดแทรกไว้ในเล่มด้วย”

 

 

2.สะพรึง (Terror)

ผู้เขียน: Ferdinand von Schirach

ผู้แปล: ศศิภา พฤกษฎาจันทร์

สำนักพิมพ์: ILLUMINATIONS EDITION

“การจำลองภาพของการไต่สวนโดยศาลยุติธรรม ในประเด็นว่าด้วยจริยธรรม เหมาะที่สุดแล้วใน พ.ศ.นี้ ควรนำมาอ่านในห้องเรียนตั้งแต่ชั้นประถม และสร้างการอภิปรายให้กว้างขวางถึงคำถามเบื้องต้นในการเลือกทางปรัชญาแบบนี้”

 

 

3.End of the Road: ฉากสุดท้ายของชีวิต

ผู้เขียน: โตมร ศุขปรีชา

สำนักพิมพ์: Salmon

“เป็นความชอบส่วนตัวที่ได้อ่านเรื่องเกี่ยวกับความตายของผู้คน ไม่ได้ชอบในแง่สำนึกคุณงามความดี แต่ชอบที่มนุษย์ทุกคนมีอะไรมากกว่านั้น แต่ในวันที่ตาย คำอธิบายตัวตนจะหดเล็กลง เหลือเรื่องไม่กี่เรื่องให้เลือกจำ ซึ่งเราไม่มีวันรู้ว่ามันใช่สิ่งที่ผู้ตายปรารถนาให้คนจดจำหรือเปล่า ชอบเวลาคุณโตมรเขียนอะไรแบบนี้ด้วย”

 

กิตติพล สรัคคานนท์

สำนักพิมพ์พันหนึ่งราตรี

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.สู่หนไหน ต้นฉบับม้วนกระดาษพิมพ์ดีด (On the Road: the Original Scroll)

ผู้เขียน: Jack Kerouac

ผู้แปล: ภู่มณี ศิริพรไพบูลย์

สำนักพิมพ์: Lighthouse

“เป็นหนึ่งในเล่มที่ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ของวรรณกรรมสมัยใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองที่เราจะได้มองเห็นชีวิตและความเคลื่อนไหวของกวีและนักเขียนในห้วงเวลานั้นผ่านท่วงทำนองการเขียนแบบดนตรีแจ๊ซที่สำคัญนี่เป็นฉบับ Original Scroll ที่ Kerouac เขียนโดยใช้กระดาษม้วนพิมพ์งานติดต่อกันตั้งแต่ต้นจนจบถือเป็นความบ้าบิ่นอย่างเหลือเชื่อ”

 

 

2.ว่าด้วยเอกเทวนิยม: เส้นทางของพระผู้เป็นเจ้าของจริง

ผู้เขียน: ธเนศ วงศ์ยานนาวา

สำนักพิมพ์: สมมติ

“ผมคิดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในหนังสือสำคัญที่บอกว่าทำไมธเนศถึงเน้นย้ำเสมอถึงอิทธิพลของศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวต่อการระบบคิดทางการเมือง ในเล่มนี้ธเนศพาเราย้อนกลับไปสู่ศาสนาโบราณซึ่งถูกกำจัดและถูกนิยามใหม่โดยศาสนาแบบเอกเทวนิยม”

 

 

3.แกะปมจินตนภาพ นาย ก.ศ.ร. กุหลาบแห่งกรุงสยาม

ผู้เขียน : บุญพิสิฐ ศรีหงส์

สำนักพิมพ์: ศิลปวัฒนธรรม

“เป็นวิทยานิพนธ์ที่เปิดให้เห็นโลกของปัญญาชนคนชั้นสูงผ่านประวัติชีวิตของ ก.ศ.ร. กุหลาบที่ถูกตราว่าเป็นคนบ้าซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้บ้าแต่มีความรู้บางอย่างที่ชนชั้นเจ้านายบางคนไม่มีและไม่อาจมีได้ ซึ่งผู้เขียนได้เผยให้เห็นถึงหลักฐานและความเยี่ยมยอดของ ก.ศ.ร. กุหลาบไว้ในหลายเรื่องที่เราไม่ใคร่รู้กัน”

 

ศิริธาดา กองภา

สำนักพิมพ์ Legend Books

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.ผมเรียกเขาว่าเน็กไท (I Call Him Necktie)

ผู้เขียน: Milena Michiko Flašar

ผู้แปล: สิริยากร พุกกะเวส มาร์ควอร์ท

สำนักพิมพ์: Merry-Go-Round

“ผลงานของมิเลนา มิชิโกะ ฟลาซาร์ นักเขียนลูกครึ่งเบลเยี่ยม-ญี่ปุ่น ที่บอกเล่าเรื่องราวของสองหนุ่มต่างวัย ที่ชีวิตของทั้งคู่ต่างเว้าแหว่ง การพบกันในสวนสาธารณะ ได้ค่อยเปิดเปลือยชีวิตของพวกเขาและพาอีกฝ่ายเข้าไปสำรวจความเจ็บปวดที่ทั้งคู่เผชิญอยู่ และทำให้พวกเขาได้ปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกผิดที่ฝังอยู่ในใจ

เรื่องราวของ ทากุชิ ฮิโระ ชายหนุ่มวัยยี่สิบ ที่เป็น ฮิกิโกะโมริ (หมายถึงกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมแปลกแยกจากสังคม ชอบเก็บตัวอยู่ในห้อง และปฏิเสธการใช้ชีวิตนอก) เขาไม่ยอมออกจากห้องเป็นเวลาสองปี จนกระทั่งวันหนึ่งเขาตัดสินใจออกไปสูดอากาศภายนอก ทว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับฮิกิโกะโมริอย่างเขา เด็กหนุ่มเกิดความรู้สึกแปลกแยก หวาดระแวง เขาวิ่งเตลิดไปถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง และนั่นเป็นครั้งแรกที่เขาพบกับ โอฮาระ เท็ตสุ พนักงานบริษัทวัยห้าสิบ ที่สวมสูท ผูกไท หน้าตาอ่อนล้าจากการทำงานหนัก เช่นเดียวกับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป

การพบกันหลายต่อหลายครั้งของเด็กหนุ่มกับชายวัยกลางคน ก่อเกิดมิตรภาพอันแปลกประหลาด พวกเขากลายเป็นคนแปลกหน้าที่คุ้นเคย และเรื่องเล่าของคนต่างวัยกลายเป็นเครื่องเยียวยาบาดแผลและความผิดบาปในใจของพวกเขาทั้งคู่ ‘เรียกผมว่าเนคไท’ เป็นนิยายขนาดสั้นที่ดำเนินเรื่องได้อย่างดีเยี่ยม เรื่องเล่าที่ทรงพลังพาเราดำดิ่งไปกับตัวละคร เสมือนเราได้เปิดเปลือยและปลดปล่อยพันธนาการชีวิตของตัวเองเช่นเดียวกับพวกเขา”

 

 

2.คิมจียอง เกิดปี 82

ผู้เขียน: Cho Nam-Joo

ผู้แปล: ตรองสิริ ทองคำใส

สำนักพิมพ์: เอิร์นเนสต์

“นวนิยายเล่มเล็กที่เล่าเรื่องได้อย่างทรงพลัง สะท้อนถึงสถานะของเพศหญิงในเกาหลีใต้ที่ถูกกดขี่และลิดรอนสิทธิ เป็นชนวนให้เกิดกระแสความขัดแย้งและการถกเถียงในเรื่องความเท่าเทียมทางเพศไปทั่วเกาหลีใต้ กระทั่งคนดังที่ออกมาสนับสนุนหนังสือเล่มนี้ อาทิ ไอรีน วง Red Velvet หรือ ซูจี วง Miss A ก็ถูกคนบางกลุ่มแอนตี้อย่างรุนแรง จนหนังสือเล่มนี้กลายเป็นสัญลักษณ์การเรียกร้องความเท่าเทียมของหญิงสาวในเกาหลีใต้

ชีวิตของ คิมจียอง หญิงสาววัยสามสิบต้นๆ นั้นดูผิวเผินและอาจเรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่สามัญ เธอเรียนจบ ทำงาน แต่งงาน เริ่มสร้างครอบครัว และสามีของเธอก็มีหน้าที่การงานที่มั่นคงและดูแลเธอเป็นอย่างดี ทว่าหลังจากที่ทั้งคู่มีลูกสาว ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างก็เริ่มเกิดขึ้นกับเธอ จนถึงจุดที่สามีตัดสินใจพาไปพบจิตแพทย์ ความกดดัน การถูกกดขี่ และการถูกลิดรอนสิทธิที่คิมจียองต้องเผชิญมาทั้งชีวิตค่อยๆ เปิดเผยออกมา ผ่านคำบอกเล่าของจิตแพทย์ เธอเกิดมาพร้อมกับความรู้สึกว่าเป็นคนไร้ค่าในครอบครัว ต้องเผชิญความเหลื่อมล้ำในโรงเรียน ถูกเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน ทั้งๆ ที่เธอมีความสามารถ

นั่นเป็นเพราะ ‘เธอเป็นผู้หญิง’ และการเกิดมาพร้อมกับเพศสภาพนี้กลายเป็นแอกที่ผู้หญิงในสังคมชายเป็นใหญ่เช่นเกาหลีใต้ต่างต้องพบเจอ

คิมจียอง คือภาพสะท้อนเรื่องราวของหญิงสาวอีกหลายคนบนโลกใบนี้ และความสามัญที่เกิดขึ้นกับชีวิตเธอ ทำให้คนอ่านอย่างเรามีความรู้สึกร่วมอย่างง่ายดาย โดยเฉพาะคนอ่านที่เป็นทั้งลูกสาวและเป็นแม่อย่างเรา”

 

 

3.เพศศึกษากติกาใหม่ (Consent: The New Rules of Sex Education)

ผู้เขียน: Jennifer Lang

ผู้แปล: ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ

สำนักพิมพ์: Bookscape

“การพูดคุยเรื่องเพศศึกษาในบ้านเรายังไม่เปิดกว้าง เรื่องเพศกลายเป็นสิ่งที่หยาบโลน และผู้ใหญ่หลายคนอับอายที่เปิดใจพูดเรื่องเพศ หรือไม่รู้วิธีที่จะสอนและสร้างทัศนคติที่ถูกต้องให้เด็กๆ การปิดกลบปัญหาและทำเหมือนเรื่องเพศเป็นยาขม ทำให้ลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคมที่เราพบเห็นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการบุลลี่ หรือการคุกคามทางเพศ และแม้กระทั่งการข่มขืน

‘เพศศึกษากติกาใหม่’ จึงเป็นหนังสือที่ทลายกำแพงความเชื่อของผู้ใหญ่อย่างเรา ที่มักจะคิดว่าเด็กๆ ยังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้เรื่องซับซ้อนเหล่านี้ นี่คือหนังสือสอนเรื่องเพศศึกษาและความสัมพันธ์สำหรับวัยรุ่น (และแน่นอน พ่อแม่ควรอ่านเพื่อเปิดโลกทัศน์เดิมๆ ของเรา) ที่ไม่ได้นำเสนอบริบททางสังคมที่เต็มไปด้วยเพศสภาพอันหลากหลาย รวมถึงความเท่าเทียมและการปฏิบัติต่อทุกเพศสภาพด้วยการให้เกียรติเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจคือ การสอนให้เด็กๆ เข้าใจเรื่องเพศศึกษาอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเซ็กซ์ ความสัมพันธ์ การปฏิเสธ การยินยอม เราต้องกล้าพูดในสิ่งที่เราไม่ชอบ ต้องรักษาสิทธิ์ของตนเอง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเคารพสิทธิ์ของอีกฝ่ายด้วย

เพศศึกษาคือเรื่องใกล้ตัว ที่เราไม่ควรจะต้องมาเรียนรู้จากหนังโป๊ หรือการลองผิดลองถูก แต่ควรเริ่มจากการพูดคุยในครอบครัว ผู้ใหญ่ต้องกล้าที่จะสอนและให้คำชี้นำกับเด็กๆ เพื่อให้เขาใช้ชีวิตอย่างที่ควรและไม่ต้องมานั่งแก้ปัญหากันในภายหลัง ดังนั้น เราจึงยกให้หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือการเรียนรู้และการสอนเรื่องเพศศึกษาที่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และวัยรุ่นทุกคนควรอ่านอย่างยิ่ง”

 

ดวงใจ จีนานุรักษ์

บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)

 

เล่มที่แนะนำ :

 

 

1.ความสุขฉบับพกพา (The Little Book of Happiness)

ผู้เขียน: นิ้วกลม

สำนักพิมพ์: KOOB

 

 

2.ปัญญาฉบับกระเป๋า (The Little Book of Wisdom)

ผู้เขียน: นิ้วกลม

สำนักพิมพ์: KOOB

 

 

3.เลี้ยงลูกแบบเรียบง่าย (Simplicity Parenting)

ผู้เขียน: คิม จอห์น เพยน์, ลิซ่า เอ็ม. รอส

ผู้แปล: นุชนาฎ เนตรประเสริฐศรี

สำนักพิมพ์: GoodLove

Author